สัปดาห์ละครั้ง

20160229_OnceAWeek

ที่เราควรจะมีเวลาได้นั่งเงียบๆ คนเดียว เพื่อทำ Weekly Review

อาจจะเป็นศุกร์เย็น อาทิตย์บ่าย หรือจันทร์เช้าก็ได้

เพื่อจะได้ทบทวนว่าชีวิตตัวเองเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

มิทเชลล์ ฮาร์เปอร์ (Mitchell Harper) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Bigcommerce แพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้าออนไลน์เจ้าใหญ่บอกว่า เขาจะกันเวลาไว้สัปดาห์ละสองสามชั่วโมงเพื่อสำรวจตัวเอง โดยเขาเรียกเวลาส่วนนี้ว่า Thinking Time

คำถามที่เขามีก็เช่น

  • ความสัมพันธ์กับคนสำคัญของเราเป็นอย่างไรบ้าง?
  • มีเป้าหมายในบ้างที่เรายังไปไม่ถึงไหน และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
  • มีงานหรือเหตุการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้และเราต้องเตรียมตัวบ้าง?
  • เราควรจะทำอะไรแตกต่างออกไปบ้าง?
  • มีทักษะใหม่ๆ อะไรที่เราควรจะเรียนรู้บ้างมั้ย? ทำไม?
  • ตอนนี้มีความสุขดีอยู่มั้ย? ถ้าไม่มี ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
  • สัปดาห์นี้จะทำอะไรให้เสร็จมากกว่าเดิมได้มั้ย?
  • ควรจะหาเวลาพักบ้างรึเปล่า?
  • ตอนนี้เราขยันเพียงพอรึยัง?

ผมเห็นคนประสบความสำเร็จหลายคนมักจะพูดถึงการสำรวจตัวเองทุกสัปดาห์เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Stephen Covey ผู้เขียน 7 Habits of Highly Effective People หรือ David Allen ผู้เขียน Getting Things Done

ที่ผ่านมา ผมก็มีการทำ weekly review บ้างแบบกะปริบกะปรอย แต่จากนี้ไปคิดว่าอยากจะทำให้บ่อยขึ้นครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก #DoItAll by Mitchell Harper

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เข้มงวดกับตัวเอง

20160225_discipline

แปลกดี ที่หนังธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่หนังโปรด กลับทิ้งก้อนความคิดอะไรบางอย่างไว้ในตัวผมมาได้นานขนาดนี้

หนังเรื่องนี้ชื่อเรื่อง ยอดมนุษย์เงินเดือน กำกับโดยคุณวิรัตน์ เฮงคงดี นำแสดงโดย ติ๊ก เจษฎาพร ผลดี และโบ ณัฐชลัยย์ สุขะมงคล

ติ๊กเล่นเป็นผู้บริหาร เป็นคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นยอดมนุษย์เงินเดือน พระเอกเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เป็นคนที่มีวินัยสูงมาก เข้มงวดกับตัวเองและผู้อื่น แม้แต่กับแฟนที่คบกันมานานก็ไม่เว้น

โบเล่นเป็นนางเอกที่บุคลิกตรงข้ามกับพระเอกอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นเด็กฝากที่เพิ่งถูกส่งให้มาทำงานในทีมของติ๊ก เป็นเด็กชิลล์ๆ หยิบโหย่ง ชอบเที่ยว และมีความฝันอยากมีพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเอง

ผมเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแล้วในตอน ทำตามความฝัน 

แล้ววันนี้ก็นึกถึงอีกฉากหนึ่งในหนังที่ทิ้งก้อนความคิดเอาไว้ให้เขียนบทความในวันนี้

เป็นตอนใกล้ๆ จบ นางเอกกำลังรอรถบัสไปจังหวัดตราด พอค้นกระเป๋าก็เจอโน๊ต “10 ข้อที่ควรทำให้ได้ในปีหน้า” ที่พระเอกเขียนใส่กระดาษไว้ให้

1. ตั้งชื่อไฟล์ให้เข้าใจง่าย

2. สแกนไวรัสใน THUMB DRIVE บ้าง

3. ไม่ใช้ภาษาวัยรุ่นในการทำงาน

4. ส่งประกันสังคมบ้าง เวลาตกงานจะได้มีเงินใช้

5. วางแผนการเงิน เผื่อฉุกเฉิน ทั้งตัวเองและครอบครัว

6. มีคอร์สนักเขียนหน้าใหม่เยอะแยะ ลองไปดูบ้าง

7. ไม่เที่ยวไปเรื่อยเปื่อย เพราะนักเขียนดังๆ บอกว่า แรงบันดาลใจหาได้รอบตัว

8. ถึงจะเป็นงานศิลปะ ก็ต้องการการวางแผน ควรวางแผนทำต้นฉบับให้จริงจัง

9. ถึงว่ามันจะยาก แต่ถ้าไม่ทำมันก็ไม่ได้เริ่มซักที

10. ถ้ามันไม่สำเร็จ ก็แค่เริ่มใหม่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะทำดีที่สุดแล้ว ดังนั้นจงลงมือทำ

นางเอกอ่านเสร็จก็เลยเปลี่ยนใจ ไม่ขึ้นรถบัส แล้วนั่งรถไปหาพระเอกที่รอดูพลุอยู่ที่ชั้นดาดฟ้า พร้อมทั้งอ่านโน๊ต “10 อย่างพี่ควรทำ” ให้พระเอกฟัง

1. เข้มงวดกับตัวเองก็ดีนะ แต่บางครั้งเราผ่อนปรนให้คนอื่นเขาบ้างมันก็ดีเหมือนกัน

2. ทำอะไรบ้าๆ บอๆ บ้าง เพราะมันทำให้คนอื่นเขายิ้มได้

3. กินขนมบ้าง ถึงมันไม่มีประโยชน์กับร่างกาย แต่มันก็มีกับจิตใจนะ

4. วางแผนหลวมๆ บ้างก็ได้ เพราะถึงแม้อะไรบางอย่างมันจะไม่ได้เป็นไปตามแผนของเรา มันก็ไม่ได้ทำให้ใครตายซักหน่อย

5. แล้วไอ้ที่ผ่านมาก็ลืมมันไป เพราะทำดีที่สุดแล้วนี่

หมดละ ไม่ครบสิบข้อ เพราะนางเอกคิดได้แค่นี้

—–

ที่ผมชอบที่สุดคือประโยคนี้

เข้มงวดกับตัวเองก็ดีนะ แต่บางครั้งเราผ่อนปรนให้คนอื่นเขาบ้างมันก็ดีเหมือนกัน

เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยเจอคนอย่างพระเอก ที่มีวินัยสูง เข้มงวดกับตัวเองและเข้มงวดกับผู้อื่นสุดๆ (เช่นบ้านที่มีคุณพ่อเป็นตำรวจหรือทหารเป็นต้น)

แต่ผมว่าพวกเราส่วนใหญ่จะตกอยู่ในกลุ่ม “เข้มงวดกับคนอื่น แต่ผ่อนปรนกับตัวเอง” นะครับ

เราจึงบ่นคนในบ้านที่ชอบเก็บของไม่เรียบร้อย ทั้งๆ ที่ห้องเราเองก็ยังรกอยู่

เราจึงติติงพ่อแม่ว่าเล่นไอแพดเยอะไปรึเปล่า แต่เราเองก็เล่นมือถือจนดึกดื่น

เราจึงเมาธ์เจ้านายเวลาเขามาสายหรือกลับเร็ว แต่เราเองก็เล่นเฟซบุ๊คและแชทไลน์ในเวลางาน

เราจึงด่านักการเมืองที่โกงกิน แต่เวลาทำผิดกฎจราจรเราก็ยังยื่นแบงค์ร้อยให้ตำรวจ

พระท่านสอนไว้ว่า คนมีปัญญาจะไม่เพ่งโทษคนอื่น ใครจะเป็นอย่างไรไม่ใช่หน้าที่ของเราไปตัดสินเขา เอาเวลามาพิจารณาและปรับปรุงตัวเองจะดีกว่า

เรามา “เข้มงวดกับตัวเอง แต่ผ่อนปรนกับคนอื่น” กันเถอะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

บันไดอารมณ์

20160218_MoodElevator

วันนี้อยากจะมาแชร์คอนเซ็ปต์หนึ่งที่ผมได้มาจากการเข้าเวิร์คช็อปของบริษัทครับ

คนที่คิดคอนเซ็ปต์นี้ขึ้นมาคือ Dr.Larry Senn ผู้ก่อตั้ง Senn Delaney ผู้นำด้านการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (transforming corporate cultures)

คอนเซ็ปต์นี้ชื่อว่า Mood Elevator ครับ

ผมไม่แน่ใจว่าดร.เซ็น เขาต้องการให้ Elevator แทนความหมายว่า “ลิฟต์” หรือเป็นคำนามของกิริยา elevate ที่แปลว่า “ยก” กันแน่

แต่ถ้าให้ผมแปลเป็นไทยผมอยากแปล Mood Elevator ว่า “บันไดอารมณ์” มากกว่า

เพราะ “ได้อารมณ์” ดี

ในแต่ละวัน คนเราจะมีอารมณ์ต่างๆ มากมาย

ทั้งอารมณ์ที่เป็นบวก และอารมณ์ที่เป็นลบ

และนี่คือบันไดอารมณ์ที่ดร.เซ็นสร้างขึ้นมา เรียงจากบวกสุดไปหาลบสุด

Grateful
Wise
Creative
Resourceful
Hopeful
Appreciative
Patient
Sense of Humor
Curious
Impatient
Irritated
Worried
Defensive
Judgmental
Self-righteous
Stressed
Angry
Depressed

สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ผมแปลมาไทยให้ด้วย แต่ต้องออกตัวก่อนว่าบางคำอาจไม่ค่อยตรงเท่าไหร่นะครับ

Grateful ปลื้มปิติและสำนึกในบุญคุณ
Wise มีปัญญา / เฉลียวฉลาด
Creative มีความคิดสร้างสรรค์
Resourceful มีความคิดริเริ่มและแก้ปัญหาได้ดี
Hopeful มีความหวัง
Appreciative เห็นคุณค่า
Patient อดทน / ใจเย็น
Sense of Humor มีอารมณ์ขัน
Curious สงสัย / อยากรู้อยากเห็น
Impatient ไม่มีความอดทน ใจร้อน
Irritated หงุดหงิด
Worried กลุ้มใจ
Defensive ปกป้องตัวเอง
Judgmental เพ่งโทษคนอื่น
Self-righteous มั่นใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก
Stressed เครียด
Angry โกรธ
Depressed หดหู่

สิ่งที่ดร.เซ็นแนะนำก็คือ เวลาเจอเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละวัน ลองสำรวจตัวเองว่า ตอนนี้อารมณ์ของคุณอยู่บน “บันได” ขั้นไหน?

เป็นอารมณ์บวก หรือ เป็นอารมณ์ลบ?

ถ้าเป็นบวกก็ถือเป็นเรื่องดี (ขออนุโมทนา)

แต่ถ้าเป็นอารมณ์ลบ เรากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่?

หดหู่? โกรธ? เพ่งโทษคนอื่น? หรือแค่หงุดหงิดเฉยๆ?

เมื่อเราสามารถจะ “ตั้งชื่อ” (label) ให้กับอารมณ์ของเราได้ เราจะรู้สึกเป็นกลางกับมันมากขึ้น

(หรือถ้าให้ผมใส่แว่นตาพุทธศาสน์ คือเราจะมีสติมากขึ้นที่จะเป็น “ผู้ดู” ไม่ใช่ “ผู้เป็น”)

และเราจะเอาตัวเองออกจากอารมณ์ลบนี้ได้อย่างไร?

จาก Depressed จะให้กระโดดไปที่ Hopeful เลยก็อาจจะยากเกินมนุษย์ไปหน่อย

แต่สิ่งที่เราทุกคนทำได้ คือกระโดดไปบันไดขั้นที่เรียกว่า Curious ครับ

Curious เป็นอารมณ์ที่ดี เป็นบวกนิดๆ เป็นอารมณ์ “ฉงน” ของเด็กที่ช่างคิดช่างถาม

ถ้าเรากำลังหดหู่อยู่ ลองเปลี่ยนอารมณ์เป็น curious ดู ว่าเอ…ทำไมเราถึงหดหู่น้า… (ต้อง “น้า” ด้วยนะ จะได้ฟังเหมือนเด็กกำลังตั้งคำถามกับคุุณลุงคุณป้าที่กำลังหดหู่)

ถ้ากำลังรู้สึกว่าเรา Judgmental อยู่ ก็สามารถกระโดดมาที่ Curious ได้เหมือนกัน ว่าที่เรา Judgmental นั้นเกิดจากอะไร หรือคนที่เราเพ่งโทษอยู่นั้นเขามีเหตุผลอะไรจึงแสดงออกมาอย่างนั้น

นอกจากบันได Curious จะช่วยให้เราปรับอารมณ์ตัวเองจากลบมาเป็นกลางๆ ได้แล้ว มันยังช่วยเราในจังหวะที่ “กระทบอารมณ์” ต่างๆ ด้วย

เช่น ถ้าหัวหน้าเรียกเราไปบ่นเรื่องงาน แทนที่เราจะปกป้องตัวเองหรือหงุดหงิดหัวหน้า เราก็สามารถเลือกที่จะ curious ได้ว่า ทำไมงานที่เราทำถึงไม่ตรงใจหัวหน้า

หรือเวลาที่ลูกร้องไห้โยเยไม่ยอมนอน แทนที่จะกลุ้มใจ เราก็สามารถ curious ได้เช่นกัน ว่าอืม…จะหลอกเด็กยังไงดีน้า

หรือเวลาที่แฟนทำตัวไม่ได้ดั่งใจ ก็ลอง curious รอให้อารมณ์เย็นลง แล้วค่อยๆ ถามดูว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เขาเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะช่วยอะไรได้มั้ย

เจออะไรก็แล้วแต่ แทนที่จะด่วนตัดสินหรือคิดว่าสถานการณ์มันแย่ ลองสวมหัวใจเด็กที่ curious ตลอดเวลาดูนะครับ

เพราะมันอาจจะช่วยให้เราอยู่บน “ขั้นบันได” ที่เป็นบวกได้ตลอดวันครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก Up The Mood Elevator

ขอบคุณภาพจาก: Pixabay.com

Passion ไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วมีแต่ความสุข

20160214_Passion

เพราะผมว่ามันเป็นนิยามที่แคบไปนิดนึง

แน่นอน เราย่อมมีความสุขกับการทำสิ่งที่เรามี passion

แต่ใช่ว่าสิ่งๆ นั้นจะนำแต่ความสุขมาให้เราเสียหน่อย

ดังนั้นสำหรับผม passion จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วมีแต่ความสุข

แต่คือสิ่งที่เราเต็มใจที่จะทนทุกข์ไปกับมันด้วย

—–

วันนี้ผมบ่นกับแฟนมาตั้งแต่สายๆ แล้วว่ายังหาเรื่องเขียนบล็อกไม่ได้เลย

อ่านหนังสือก็แล้ว ไปเดินเล่นก็แล้ว ก็ยังคิดไม่ออก

การตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกวันละตอน แถมลูกยังร้องไห้จะให้อุ้มตลอดเวลานี่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ

แต่สุดท้ายก็ได้มานั่งเขียนจนได้ ในเวลาเกือบห้าทุ่ม (สลับกับเดินไปอุ้มลูกทุกครั้งที่เขาเรียกร้อง)

—–

ของบางอย่างเราไม่รู้หรอกว่าเราจะมี passion กับมันรึเปล่า จนกว่าจะได้ลองลงมือทำแบบจริงๆ จังๆ ดูซักครั้ง

ก่อนหน้านี้ ถ้าให้เทียบกัน ผมว่าผมมี passion กับเรื่องฟุตบอลกับเรื่องดนตรีมากกว่าเรื่องขีดๆ เขียนๆ เยอะเลย

เพียงแต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจก็คือการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น (make a difference) ซึ่งการเขียนบล็อกตอบโจทย์มากกว่าการเตะบอลหรือเล่นดนตรี

ช่วงมีลูกใหม่ๆ มีหลายครั้งที่ผมต้องตื่นมาเขียนบล็อกตอนตีสอง เขียนเสร็จตอนตีสี่ นอนอีกสองชั่วโมงแล้วค่อยตื่นนอนไปทำงาน

(เมื่อวานที่เขียนเรื่อง “โชคดี” ก็เสร็จเกือบตีสี่เหมือนกัน ยังดีที่เป็นเช้าวันอาทิตย์ก็เลยนอนอุตุได้)

เหนื่อยขนาดนี้ ทุกข์ขนาดนี้ ถามว่าคุ้มมั้ย?

บางทีคำถามว่าคุ้มมั้ย อาจเป็นคำถามที่ผิด

passion ก็เหมือนคนที่เรารัก ที่ไม่ได้นำความสุขมาให้เราทุกเมื่อ

บ่อยครั้ง เขาทำให้เราบาดเจ็บมากกว่าคนที่เราไม่ได้รักเสียอีก

แต่เราก็ยังสมัครใจที่จะอยู่กับเขาต่อ โดยไม่มัวมาตั้งคำถามว่า “จะอยู่ไปทำไม”

เมื่อเรามี passion กับสิ่งใดหรือคนใดแล้ว การถามหาเหตุผลก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

เพราะการได้ทำในสิ่งที่เรารักหรือเพื่อคนที่เรารัก คือเป้าหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

รู้ทุกอย่าง

20160211_KnowEverything

ประเทศไทยเรามีคนใช้เฟซบุ๊ค 37 ล้านคน และมีคนใช้ไลน์ถึง 33 ล้านคน

เราจึงเสพสื่อผ่าน social media สองตัวนี้มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เรื่องที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้

เรื่องที่ไม่ได้อยากรู้ ยังรู้เลย

เพราะเราเห็นหมดเลยว่าเพื่อนเราทำอะไรอยู่กับใครที่ไหน ใครเพิ่งคบกับใคร ใครกำลังเบื่อเจ้านาย ใครกำลังถอยมือถือเครื่องใหม่

แม้แต่คนที่เป็นแค่คนรู้จัก ในชีวิตจริงไม่เคยคุยกัน เรายังรู้ความเป็นมาเป็นไปของเขาว่าไปเที่ยวไหน กินอะไรมา

เผลอๆ เรารู้เรื่องของเขามากกว่าเรื่องคนในบ้านด้วยซ้ำ

แม้จะเรื่องเยอะ แต่อย่างน้อยฟีดของ Facebook ก็มักจะส่งแต่เรื่องที่เราสนใจมาให้อ่าน เพราะมันวิเคราะห์และเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคข่าวของเราพอสมควรแล้ว

แต่ในกรุ๊ปไลน์นี่สิ…

หลายกรุ๊ปในไลน์ โดยเฉพาะกรุ๊ปที่มีคนเกษียณแล้วอยู่เยอะๆ ได้กลายเป็นพื้นที่เอาไว้ “แบ่งปันความรู้และเรื่องราวดีๆ” ไปหมดแล้ว

นึ่คือ “พาดหัวข่าว” ล่าสุดในกรุ๊ปหนึ่งในไลน์ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่

  • Ad ตัวใหม่ของททท. (แหวกแนว ทันสมัยมากๆ)
  • วิธีการเช็คเส้นเลือดอุดตันในสมอง อาการบ่งชี้ และการทดสอบ
  • ดีแทคแพ้คดี กทค.สั่งดีแทคจ่ายคืนเงินส่วนเกิน
  • “ไอโฟน หรือ ไอแพด” กำลังอืดอยู่หรือเปล่า??
  • เตรียมตัวมาร่วมงาน EducationUSA Fairs 2016
  • จีน ลงทุนปลูกกล้วย นับแสนไร่
  • พลุเมืองจีนจุดขึ้นฟ้าเป็นรูปบันไดสู่สรวงสวรรค์

มีแต่เรื่องที่ผมไม่ได้อยากรู้ทั้งนั้นเลย (แถมบางเรื่องก็ข้อมูลคลาดเคลื่อน เช่นเรื่องดีแทคเป็นต้น)

แทนที่จะเป็น “สะพาน” ให้คนได้เชื่อมโยงกัน กรุ๊ปในไลน์กลายเป็น “แม่น้ำ” ที่ใครคิดจะทิ้งอะไรลงไปก็ได้ตามใจชอบ

ประเด็นของผมคืออะไร?

ประเด็นก็คือ เรากำลังรู้เรื่องของทุกคนและรู้เรื่องทุกอย่างบนโลกใบนี้

ยกเว้นเรื่องตัวเราเอง

เพราะยิ่งเราเอาเวลาไปสนใจเรื่องนอกตัวมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเสียโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่ภายในใจมากขึ้นเท่านั้น

ว่าวันนี้เรามีความสุขดีรึยัง มีอะไรควรปรับปรุงมั้ย นอนน้อยไปรึเปล่า รักงานที่ทำมั้ย

รู้เรื่องชาวบ้านมาเยอะแล้ว แบ่งเวลามารู้ใจตัวเองบ้างนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Bangkok Post: Facebook likes new Thai office
The Nation: Thailand home to 33m LINE users

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com