วิธีก้าวผ่านวิกฤติวัยกลางคน

“ในบรรดาคนที่ยุ้ยได้คุยด้วย พี่น่าจะเป็นคนแรกเลยนะที่ไม่เจอวิกฤติวัยกลางคน”

ยุ้ยเป็นเจ้าของบริษัท Headhunter ที่ทางผมใช้บริการมาหลายปี ยุ้ยกินข้าวกับผมเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะเราไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลย มีแต่คุยกันผ่านอีเมล ไลน์และโทรศัพท์เท่านั้น

ยุ้ยในวัยสี่สิบต้นๆ ชีวิตดูลงตัวดี มีลูกชายวัยประถมหนึ่งคน สามีเป็นชาวต่างชาติ ค่อนข้างมีอิสรภาพทางเวลา แต่ละปีได้ไปท่องเที่ยวหลายประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องให้ลำบากใจเช่นการเลือกโรงเรียนให้ลูก และพ่อแม่ที่อายุเริ่มมากและไม่อยากออกไปไหน

“พวกเราเป็น sandwich generation ที่ต้องดูแลลูกด้วย ดูแลพ่อแม่ด้วย” ยุ้ยบอก ไหนจะมีปัญหาเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องคู่ชีวิตที่เพื่อนยุ้ยหลายคนกำลังประสบอยู่

ยุ้ยถามผมว่าเคยเจอ midlife crisis บ้างหรือไม่ ผมนึกอยู่พักหนึ่งก็ตอบไปว่า ก็มี mini crisis ช่วงปลายปี 2016 เพราะไปทำงานที่ใหม่แล้วไม่ผ่านการทดลองงาน โชคดีที่สัปดาห์ถัดมาได้งานใหม่ในสาย HR เพราะเจ้าของบริษัทให้โอกาส

จบจากอาหารมื้อนั้นผมก็ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้อีก คิดว่าที่ตัวเองไม่เจอก็เพราะว่าโชคดีเฉยๆ จนกระทั่งได้มาอ่านหนังสือ The Happiness Files: Insights on Work and Life ของ Arthur C. Brooks ในบทที่ชื่อว่า The Two Choices That Keep a Midlife Crisis at Bay เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ


คอนเซ็ปต์ midlife crisis ถูกนิยามขึ้นเมื่อปี 1965 โดยนักจิตวิเคราะห์ชาวแคนาดาชื่อ Elliot Jaques โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มักจะสูญเสียความ productive หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตในช่วงวัยสามสิบกลางๆ ถึงสามสิบปลายๆ

คำนี้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นในยุค 70’s จากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของ Gail Sheehy ชื่อว่า Passages: Predictable Crises of Adult Life ซึ่งกล่าวไว้ว่า พออายุประมาณ 40 ปี หลายคนจะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทางที่ตัวเองเลือกเดิน และเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะมีเวลาเหลือพอที่จะบรรลุสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้หรือไม่

คำว่า “วัยกลางคน” เป็นช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้าง ขึ้นอยู่กับว่าเรามองตัวเองอย่างไร National Council on Aging เคยมีการสำรวจในปี 2000 และพบว่าจากผู้ตอบแบบสอบถามที่อายุเกิน 65 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมองว่าตัวเองอยู่ในวัยกลางคน

ตัว Brooks ที่อายุ 58 ปีในวันที่เขียนบทความนี้ ก็มองว่าตัวเองอยู่ในวัยกลางคนเหมือนกัน เพราะบริษัทประกันชีวิตประเมินว่าเขาน่าจะอายุยืนถึง 98 ปี ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขาเริ่มต้นตอน 19 ปี ดังนั้น “ตรงกลาง” ของ 19 และ 98 ก็คือ (19+98)/2 = 58.5 ปี

คำนิยามสำหรับวัยกลางคนที่จำง่ายๆ และเป็นที่ยอมรับกัน มาจาก Daniel J. Levinson ที่บอกว่ามันคือช่วงชีวิตที่เราไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจเรียกว่าแก่ได้เช่นกัน

“Middle age is when one is no longer young and not yet quite old.”

เมื่ออยู่ในวัยนี้ ความรู้ทักษะที่เราสั่งสมมาเหมือนจะเริ่มถดถอยหรือไม่ค่อยทันยุค แถมยังโดนกดดันจากภาระของการเลี้ยงลูกและดูแลพ่อแม่อีก ดังนั้นหากเรามองอายุที่มากขึ้นเป็นข้อจำกัด เราก็ย่อมมีความทุกข์ใจเป็นธรรมดา

แต่ Brooks บอกว่ามีการตัดสินใจ 2 อย่างที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นกับวัยกลางคนได้ หรือแม้กระทั่ง “ก้าวข้าม” (midlife transcendence) ไปได้เลยด้วยซ้ำ


ข้อแรก – อย่ามองว่าวัยนี้ทำให้เราเสียอะไรไป แต่ให้มองว่าเราได้อะไรมา

นักจิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychologist) นาม Erik Erikson บอกว่า วัยกลางคนคือการมาถึงทางแยกระหว่าง “Generativity” กับ “Stagnation”

Generativity คือความรู้สึกว่าเราได้สร้างประโยชน์อะไรบางอย่าง เช่นการทำงานที่มีความหมาย หรือการ “ปั้น” คนรุ่นต่อไป

ส่วน Stagnation นั้นคือการติดหล่มไม่ไปไหน ไม่เกิดการเรียนรู้หรือเติบโต รู้สึกชีวิตไร้เป้าหมายและทิศทาง

Stagnation มักจะนำไปสู่วิกฤติวัยกลางคน เพราะเรากำลังต่อสู้กับเวลา เช่นเครียดกับริ้วรอย ทุกข์ใจกับร่างกายที่ร่วงโรย และทักษะบางอย่างที่ถดถอย

ส่วน Generativity เกิดจากการที่เรายอมรับความจริงที่มาพร้อมกับวัยนี้ และมองเห็นว่ามีอะไรดีขึ้นตามธรรมชาติแม้จะเข้าสู่วัย 40 50 หรือ 60 แล้วก็ตาม เช่นการมองเห็นภาพรวม การอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย รวมถึงการสอนหรือโค้ชคนอื่น

เพราะสิ่งที่ได้มาพร้อมกับวันเวลาและประสบการณ์ ก็คือ “ปัญญาที่ตกผลึกแล้ว” (crystalized intelligence).


ข้อสอง – โฟกัสไปที่การลด ไม่ใช่การเพิ่ม – Choose subtraction, not addition.

ตอนที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ๆ ความสำเร็จคือการได้มา ทั้งเงินทอง หน้าที่ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ และวัตถุต่างๆ ชีวิตในวัยยี่สิบกว่าถึงสามสิบกว่าจึงเปรียบเหมือนการวาดภาพบนผืนผ้าอันว่างเปล่า

แต่พอเข้าสู่วัยกลางคน ผืนผ้านั้นค่อนข้างเต็มแล้ว การจะเติมลวดลายหรือแต่งแต้มสีอะไรลงไปอีกรังแต่จะทำให้ภาพนั้นสวยน้อยลงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ทำไมคนวัยนี้ถึงมักจะมีปัญหาเรื่องการพยายามทำทุกอย่างในชีวิตที่ยุ่งเหยิงให้เสร็จเรียบร้อย สภาวะพลังงานตก ความอึดอัดคับข้องในหน้าที่การงาน และการนอนหลับที่ไม่เคยเต็มอิ่ม

ในวัยนี้ แทนที่จะมองว่าชีวิตเราเหมือนภาพที่ต้องวาดลงบนผืนผ้า เราควรมองให้มันเป็นรูปแกะสลักที่ค่อยๆ เผยตัวตนด้วยการกระเทาะออก ไม่ใช่ด้วยการเติมอะไรลงไปอีก

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเคยชินกับการ “เติม” มานาน แต่สิ่งที่จะช่วยได้ คือให้ตั้งคำถามกับสมการที่ว่า

success = more

เพราะสมการนี้อาจไม่เหมาะกับวัยกลางคนอีกต่อไป

ลองสำรวจตัวเองว่ามีงานอะไรหรือกิจกรรมใดที่เราเลิกทำได้หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้มีเวลามากขึ้นในการครุ่นคิด อ่านหนังสือ ใช้เวลากับคนที่เรารัก และใช้เวลากับตัวเอง

เอาที่จริงแล้ว ชีวิตใครหลายคนมีความสุขขึ้นหลังผ่านวัยกลางคนด้วยซ้ำไป เพราะเรามีความคลี่คลายกว่าตอนหนุ่มสาว มีความใจเย็นลง และมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นรวมถึงเข้าใจโลกมากขึ้นด้วย

มองกลับมาที่ตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อคาดคั้นกับตัวเองและคนอื่นน้อยลง ก็ไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจเกินความจำเป็น

ใช้ชีวิตให้เหมาะกับช่วงวัย ไม่อาลัยกับสิ่งที่เสียไปและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราจะได้มา รวมถึงให้ความสำคัญกับการลดทอนมากกว่าการเพิ่มพูน

แล้วเราน่าจะผ่านพ้นหรือแม้กระทั่งก้าวข้ามวิกฤติวัยกลางคนไปได้อย่างสง่างามครับ

เรื่องใหม่ที่ได้เรียนรู้ในปี 2024 เก็บไว้ใช้ในปี 2025

ความทรงจำที่ตราตรึงมักจะเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน

เราจะ productive ที่สุดตอนที่เราสุขภาพแข็งแรง ตอนเราป่วยไม่ว่ามีเครื่องมีดีแค่ไหนก็ productive ไม่ขึ้น

การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยให้เรามีพลังงานดีๆ ตลอดวัน

และพลังงานที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับหัวหน้าและผู้บริหาร เพราะพลังงานไม่ว่าจะบวกหรือลบจะถูกส่งต่อไปยังทีมงานหลายคนหรือหลายสิบคน

การจ้างเทรนเนอร์ที่ฟิตเนสนั้นเป็นอะไรที่แพงมาก แต่เมื่อมองกลับไปจะรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

คุณประโยชน์สูงสุดของเทรนเนอร์ คลาสโยคะ หรือคลาสเรียน ไม่ใช่การมีคนสอน เพราะมีคลิปคนสอนมากมาย คุณประโยชน์สูงสุดคือมันบังคับให้เราต้องจัดเวลาเพื่อมาโฟกัสกับกิจกรรมที่เราตัดสินใจแล้วว่าสำคัญ และอยู่กับมันตรงนั้นอย่างไม่ว่อกแว่กเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ถ้าวิ่งมานานแล้วเวลายังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจต้องแก้ที่ท่าวิ่ง

ถ้ากลัววิ่งแล้วเข่าจะพัง ให้หันมาสนใจการเล่นเวทเพื่อให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้น เวลาวิ่งมันจะช่วยปกป้องเข่าเราได้ดี

บาลานซ์ของร่างกายเป็นสิ่งที่เรามักไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วจำเป็นมากที่จะโตไปเป็นคนที่ไม่ล้มตอนแก่ เราฝึกได้เรื่อยๆ ตั้งแต่วันนี้ด้วยการยืนขาเดียวแปรงฟัน ยืนใส่ถุงเท้า และยืนใส่กางเกง (อย่างระมัดระวัง)

จุดที่ปวดกับต้นเหตุที่ปวดนั้นบางทีก็เป็นคนละส่วนที่เชื่อมโยงกันอยู่ หากปวดหลังล่าง ให้ลองยืดแฮมสตริง ถ้าปวดคอ ให้ลองยืดไหล่

LDL สูงบางทีก็ไม่ใช่ความผิดของเรา เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ต่อให้ออกกำลังกายและระวังอาหารแล้วก็ยังสูงอยู่ ลองปรึกษาหมอแล้วพิจารณาเรื่องกินยาดูก็ไม่เสียหาย

การต้องกินยาตลอดชีวิตฟังแล้วน่าเศร้า แต่พอมาคิดดูอีกทีว่ามีหลายอย่างที่เราต้องทำตลอดชีวิตเพื่อดูแลตัวเอง อย่างการแปรงฟันและการกินวิตามินซี มันก็อาจไม่เศร้ามากนัก

เราควรพาพ่อแม่ไปเที่ยวในวันที่เขายังเดินเหินได้คล่อง

ข้อดีสำคัญของการมีคู่ชีวิต คือเขาจะคิดหรือทำอะไรที่เราคิดไม่ถึงหรือทำไม่ได้

วัยเด็กของลูกคือนาฬิกาที่คอยเตือนพ่อแม่ว่าเวลาผ่านไปเร็วแค่ไหน

ตอนไปเที่ยวต่างประเทศเรามักจะนอนหลับได้ดี เพราะได้เดินเกินวันละหมื่นก้าว กลับมาเมืองไทย ถ้าอยากนอนหลับได้ดี ควรหาโอกาสเดินเยอะๆ เช่นกัน

ถ้าเรารับพนักงานที่ใช่เข้ามา เราจะเหนื่อยน้อยลง ถ้าเรารับพนักงานที่ไม่ใช่เข้ามา เราจะเหนื่อยเท่าเดิมหรือเหนื่อยกว่าเดิม

ตอนทำโปรเจ็กต์สำคัญ ให้มองไปข้างหน้าเลยว่า “มันจะพัง” ได้ยังไงบ้าง แล้วทำทุกทางเพื่อปิดความเสี่ยงเหล่านั้นให้มากที่สุด

ผู้บริหารระดับสูงต้องทำสามอย่างให้ดี คือบอกความคาดหวังให้ชัด ตั้งคำถามที่น้องอาจไม่ได้คิดถึง และตัดสินใจให้คม

สิ่งที่หัวหน้ามักพลาด คือบอกความคาดหวังไม่ชัด ทำให้เสียเวลาและความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

ทดลอง (experiment) ให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำอยู่จนเป็นนิสัยนั้นเราไม่รู้เลยว่ามันดีที่สุดแล้วหรือยัง เราทำเพราะแค่ความเคยชิน เราทำเพราะยึดติดกับตัวตนเดิม

เมื่อเราเจออะไรที่ทำให้ล่าช้าในการเดินทาง ให้บอกตัวเองว่ามันอาจช่วยให้เราแคล้วคลาดในเรื่องที่ไม่ดี

อย่า over-optimize มีบัฟเฟอร์ในตาราง เผื่อเวลาสำหรับเดินทาง เติมน้ำมันตอนเหลือ 4 ขีด

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ ลดอีโก้แล้วลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เราติดขัดมานาน ก็อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแบบคาดไม่ถึง

ตัวเลขในบัญชีคือนิทาน ประสบการณ์วันต่อวันคือของจริง

ถ้าอ่านหนังสือแล้วน่าเบื่อหรือไม่ได้อะไร ให้เริ่มเล่มใหม่โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว – Slow is smooth, and smooth is fast.

Perfectionist มี 3 แบบ คนที่คาดหวังให้ตัวเองเพอร์เฟ็กต์ คนที่คาดหวังให้คนอื่นเพอร์เฟ็กต์ และคนที่คิดว่าคนอื่นคาดหวังให้เราเพอร์เฟ็กต์

เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา แทนที่จะฟังพ็อดแคสต์หรือหนังสือเสียงตอนเดินทาง ให้เปิดเพลงที่เราชอบฟัง

ถ้าอ่าน non-fiction จนช้ำไปหมดแล้ว ให้ลองอ่านนิยาย

ถ้าเย็นเกินไปให้เติมร้อน ถ้าร้อนเกินไปให้เติมเย็น

เมื่อถึงจุดหนึ่ง self-improvement จะไม่สำคัญเท่า self-acceptance

ความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้

วันก่อนเผอิญผมเห็นภรรยาเล่นมือถือแล้วไถไปเจอน้องผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายเซลฟี่ในชุดออกกำลังกาย

ภรรยาเล่าให้ผมฟังว่า น้องคนนี้รู้จักกันที่ทำงานเก่า แต่ก่อนเป็นเด็กเจ้าเนื้อ แต่พอเลิกกับแฟนที่คบกันมานาน ก็เลยลุกขึ้นมาออกกำลังกาย ฟิตหุ่น ตั้งใจทำงาน จนกระทั่งเก็บเงินซื้อรถ ซื้อบ้าน ได้เจอคู่ชีวิต ได้แต่งงาน และดูแลร่างกายเป็นอย่างดีมาจนถึงทุกวันนี้

ผมฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่ได้เลิกกับแฟนคนนั้น เส้นทางชีวิตของน้องเขาจะเปลี่ยนไปจากนี้หรือไม่

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องของตัวเองที่ไม่เคยเล่าในบล็อกนี้

ผมเคยทำงานอยู่ในบริษัทข้ามชาติอยู่เกือบ 14 ปี เป็นช่วงเวลาที่ดีเพราะได้ทำงานหลายตำแหน่ง ได้เรียนรู้เกือบทุกวัน และได้เพื่อนดีๆ มากมาย

แต่พอถึงปี 2016 อายุ 36 ปีแล้ว ก็รู้สึกว่าอยากออกมาเจอโลกกว้างบ้าง (ถ้าใช้ศัพท์พี่ตูนคือ “จะออกไปแตะขอบฟ้า”) ผมเลยสมัครงานที่บริษัทเอเจนซี่สัญชาติไทยแห่งหนึ่ง ได้ทำงานในส่วนของ planner หน้าที่คือไปรับบรีฟลูกค้าแล้วทำแผนไปนำเสนอว่าควรจะมี communication plan อย่างไรที่จะตอบโจทย์ของลูกค้า

แต่ปรากฏว่าเมื่อได้เข้าไปทำงานแล้วผมกลับทำงานได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารหรือเทรนด์ใหม่ๆ กับเพื่อนร่วมทีมหรือลูกทีมก็ไม่ค่อยสนิทกันเพราะวิธีคิดและมุมมองคนละสไตล์ แต่ผมก็พยายามเต็มที่เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง ทำงานอดหลับอดนอนจนช่วงนั้นแทบไม่เคยมีคืนไหนได้นอนถึง 5 ชั่วโมง (ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย)

หลังจากทำงานมาได้เกือบ 4 เดือน และอีกไม่กี่วันก่อนสิ้นปี HR ของบริษัทก็เรียกผมไปแจ้งว่าผมไม่ผ่านช่วงทดลองงาน

ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้ผมเฟลอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี และไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี แค่เราไม่เหมาะกันเท่านั้นเอง

เหตุเกิดเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2016 ซึ่งตอนนั้นผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มาได้เกือบ 2 ปีแล้ว เพจมีคนติดตามประมาณหมื่นกว่าคน ก็เลยปรึกษากับภรรยาว่าจะยังไม่หางานใหม่ แต่จะลองจัดอบรมหัวข้อประมาณ Time Management หรือ Writing Workshop แล้วประกาศลงเพจ คิดว่าน่าจะมีคนสนใจบ้าง

อีกคนหนึ่งที่ผมนึกถึง คือคุณยอด ชินสุภัคกุล ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Wongnai ที่เคยเป็นหัวหน้าของผมตอนทำงานในบริษัทข้ามชาติ

ตอนที่จะเริ่มก่อตั้ง Wongnai คุณยอดชวนเพื่อนๆ รวมถึงผมให้ไปทำ Wongnai ด้วยกัน แต่เนื่องจากผมเองไม่ได้มีพื้นฐานการเขียนโค้ดที่ดีเท่ากับคนอื่น เลยมองไม่เห็นว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้มากนัก เลยยังทำงานประจำอยู่ที่บริษัทข้ามชาติเหมือนเดิม และได้แต่คอยช่วย Wongnai อยู่ห่างๆ เป็นครั้งคราว

เมื่อตอนนี้ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว ผมก็เลยทักไปหาคุณยอดว่า ตอนนี้ผมจะทำเทรนนิ่งของตัวเอง ดังนั้นถ้าอยากให้ไปช่วยอะไรที่ Wongnai เยอะขึ้นก็ยินดี

คุณยอดก็เลยนัดเจอกับผมในวันขึ้นปีใหม่ปี 2017 ที่เอ็มควอเทียร์ เล่าให้ผมฟังว่าตอนนี้ Wongnai มีพนักงานร้อยกว่าคน ปีที่แล้วรายได้เกือบร้อยล้าน ปีนี้ตั้งใจจะโตขึ้นอีกเยอะ และมีแผนจะรับพนักงานเพิ่มอีกหลายสิบคน

แล้วยอดก็ถามผมว่า

“แทนที่พี่รุตม์จะไปสอนให้คนอื่นเก่ง พี่รุตม์มาช่วยสอนให้คนวงในเก่งดีกว่ามั้ย?”

ตอนนั้นทีม People มีกันแค่สองคน คนหนึ่งดู payroll อีกคนดู recruitment ยังไม่มีใครดู learning คุณยอดเลยอยากให้ผมมาช่วยดูส่วนนี้ และช่วยดูทีม People ไปด้วยเลย

เราคุยกันวันอาทิตย์ กลับมาที่บ้านผมปรึกษาภรรยา ภรรยาก็บอกว่าเอาเลย

วันจันทร์เป็นวันหยุดชดเชยวันปีใหม่ แล้ววันอังคารที่ 3 มกราคม 2017 ผมก็มาเริ่มงานที่ Wongnai ในตำแหน่ง Head of People

ผ่านมาเกือบ 7 ปี Wongnai กลายเป็น LINE MAN Wongnai พนักงานเพิ่มขึ้นสิบเท่าและธุรกิจโตขึ้นเกินร้อยเท่า ส่วนทีม People ก็เติบโตขึ้นทั้งในแง่จำนวนคนและขีดความสามารถ และผมกำลังสนุกกับการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่มุ่งหวังจะเป็น บริษัทเทคชั้นนำของประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณเอเจนซี่ที่รับผมเข้าทำงานและให้ผมไม่ผ่านโปร

เพราะถ้าเอเจนซี่ไม่ได้รับผมเข้าทำงาน ผมก็คงยังอยู่บริษัทข้ามชาติ และผมก็คงไม่ได้ทักไปหาคุณยอด

และถ้าเอเจนซี่ให้ผมผ่านโปร ผมก็น่าจะเป็น planner ที่ไม่เก่งและไม่มีความสุข สุดท้ายผมน่าจะลาออกเองอยู่ดี ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น Wongnai อาจจะมี Head of People คนอื่นไปแล้ว

ทุกสิ่งที่เรามีวันนี้ คือ “ผลรวมทั้งหมด” ของทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ไม่ว่าอดีตจะดีหรือร้ายอย่างไร มันก็มีส่วนหล่อหลอมตัวตน และหักเหเส้นทางชีวิตให้เราเดินทางมาถึงจุดที่เรายืนอยู่ในปัจจุบัน

“That which seems like a false step is just the next step.”
-Agnes Martin

เมื่อเราเห็นว่าการ “ก้าวพลาด” แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ก้าวถัดไป” เราก็จะไม่ฟูมฟายกับเรื่องร้ายๆ ที่ต้องประสบพบพาน

เพราะความล้มเหลวในวันนั้นคือเหตุผลสำคัญที่เรามีวันนี้ครับ

5 คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่ที่ Bill Gates ไม่เคยได้รับ

5 คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่ที่ Bill Gates ไม่เคยได้รับ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft และผู้ก่อตั้ง Bill & Melinda Gates Foundation ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาของนักศึกษาที่เรียนจบจาก Northern Arizona University (NAU)

เกตส์ให้คำแนะนำ 5 ข้อที่ไม่ได้มีคุณค่าแค่กับเด็กจบใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทุกเพศทุกวัยควรระลึกไว้เช่นกัน

จึงขอถอดเนื้อหาบางส่วนมาแชร์ไว้ในบล็อกนี้ครับ

“…หลายท่านอาจจะทราบว่าผมไม่เคยเรียนจบปริญญาตรี หลังเทอมที่ 3 ผมก็ดร็อปการเรียนและเริ่มออกมาก่อตั้งไมโครซอฟต์ คนที่เรียนไม่จบจะรู้อะไรเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาน่ะเหรอ? เอาจริงๆ ก็ไม่มากนักหรอก

ระหว่างที่ผมเตรียมตัวสำหรับวันนี้ ผมนึกถึงพวกคุณในฐานะบัณฑิตจบใหม่ ว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้โลกใบนี้จากการศึกษาที่คุณได้รับจากที่นี่ได้อย่างไร มันทำให้ผมนึกถึงพิธีจบการศึกษาที่ผมไม่เคยเข้าร่วม สุนทรพจน์ที่ผมไม่เคยได้ยิน และคำแนะนำที่ผมไม่เคยได้รับ

และนี่คือคำแนะนำ 5 ข้อที่ผมคิดว่าคงจะดีถ้าผมได้รู้เร็วกว่านี้

ข้อแรก ชีวิตของคุณไม่ใช่ละครองก์เดียว (Your life isn’t a one-act play.)

คุณอาจกำลังรู้สึกกดดันที่ต้องตัดสินใจให้ถูกว่าจะเอายังไงกับอาชีพการงาน มันอาจรู้สึกเหมือนว่าการตัดสินใจเหล่านี้เป็นเรื่องถาวร แท้จริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย งานที่คุณเลือกทำวันพรุ่งนี้หรือแม้กระทั่งสิบปีต่อจากนี้อาจไม่ใช่งานที่คุณต้องทำตลอดไป

ตอนที่ผมหยุดเรียน ผมเคยนึกว่าผมจะทำงานที่ไมโครซอฟต์ไปตลอดชีวิต

มาถึงวันนี้ ผมก็ยังรักงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ แต่งานประจำของผมคืองานมูลนิธิ ผมใช้เวลาแต่ละวันในการสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อสู้กับ climate change และลดความเหลื่อมล้ำบนโลกใบนี้ทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข

ผมโชคดีมากที่มูลนิธิของเราได้รับการสนับสนุนจากสถาบันชั้นยอดอย่าง NAU แม้ว่าตัวผมในวัย 22 ไม่เคยจินตนาการเอาไว้เลยว่าวันหนึ่งผมจะได้มาทำงานนี้

มันจึงเป็นเรื่องปกติที่คุณจะเปลี่ยนใจหรือเปลี่ยนสายงาน บางทีมันอาจเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ด้วยซ้ำไป

คำแนะนำข้อที่สองก็คือ คนเราไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็สับสนกันได้ (You are never too smart to be confused.)

ตอนที่ผมดร็อปเรียนนั้นผมคิดว่าผมรู้ทุกอย่างแล้ว แต่ขั้นแรกของการเรียนรู้สิ่งใหม่คือการเปิดรับสิ่งที่คุณไม่รู้ มากกว่าการจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งที่คุณรู้

ในชีวิตการทำงาน คุณจะได้เผชิญปัญหาที่คุณไม่อาจแก้ได้ด้วยตัวคนเดียว เมื่อวันนั้นมาถึงก็อย่าตื่นตระหนก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับให้ตัวเองได้คิดถึงปัญหาอย่างถี่ถ้วน จากนั้นก็หาคนเก่งๆ ที่คุณสามารถเรียนรู้จากเขาได้

อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ประสบการณ์สูงกว่า อาจจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีมุมมองที่ดีและผลักดันให้เราคิดในมุมอื่น อาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นที่พร้อมจะตอบข้อความส่วนตัวจากคุณ

เกือบทุกเรื่องที่ผมทำสำเร็จนั้นเกิดจากการเสาะหาคนที่รู้ดีกว่าผม คนส่วนใหญ่อยากจะช่วยคุณอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่กลัวที่จะถาม

คุณอาจจะเรียนจบแล้วก็จริง แต่คุณก็ควรจะมองด้วยว่าชีวิตที่เหลืออยู่คือการศึกษา

คำแนะนำข้อที่สาม คือจงเลือกงานที่ช่วยแก้ปัญหาสำคัญๆ (Gravitate toward work that solves an important problem.)

ข่าวดีก็คือคุณเรียนจบในยุคที่มีปัญหามากมายให้แก้ไข บริษัทใหม่ๆ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นทุกวัน และคุณสามารถทำงานในองค์กรเหล่านั้นโดยได้ทั้งเงินและได้ทั้งกล่อง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้การสร้าง impact นั้นเป็นไปได้ยิ่งกว่าทุกยุคทุกสมัย

หลายคนในห้องนี้วางแผนจะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้* เหล่าอาจารย์ได้สอนให้คุณรู้จักกับเครื่องมือล้ำยุคมากมาย เช่นการใช้โดรนและ LIDAR เพื่อจัดทำแผนที่ป่าไม้อย่างถูกต้อง วันหนึ่งคุณอาจจะหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นรับมือกับ climate change ก็ได้

หลายคนอาจจะเริ่มจากการเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณสามารถใช้ความรู้ของคุณเพื่อเมคชัวร์ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จาก AI – หรือคุณอาจช่วยขจัดความลำเอียงที่มีอยู่ใน AI ก็ได้เช่นกัน

เมื่อคุณต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ มันจะกระตุ้นให้คุณทำสุดฝีมือ มันจะผลักดันให้คุณต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และมันจะมอบความหมายให้กับงานที่คุณทำ

คำแนะนำข้อที่สี่นั้นเรียบง่าย คืออย่าดูเบาคุณค่าของมิตรภาพ (Don’t underestimate the power of friendship.)

ตอนที่ผมเรียนอยู่ ผมมีเพื่อนที่มีความชอบคล้ายกับผม ไม่ว่าจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์หรือแม็กกาซีนคอมพิวเตอร์

ตอนนั้นผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามิตรภาพนั้นสำคัญแค่ไหน เพื่อนของผมชื่อ Paul Allen และเราก็ได้สร้างไมโครซอฟต์ขึ้นมาด้วยกัน

คนที่นั่งข้างๆ คุณในห้องเล็คเชอร์ คนที่คุณไปเที่ยวหรือเล่นเกมด้วยไม่ได้เป็นแค่เพื่อนร่วมรุ่น แต่เขาคือเครือข่ายของคุณ บางคนอาจจะได้ตั้งบริษัทร่วมกับคุณ บางคนก็จะกลายเป็นคนที่คุณต้องพึ่งพาและขอคำปรึกษาในอนาคต

ตอนคุณเดินลงจากเวทีนี้คุณจะได้ใบปริญญาติดตัวไป แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าใบปริญญาที่คุณถือลงจากเวที ก็คือคนที่เดินขึ้นเวทีมาพร้อมกับคุณ

คำแนะนำข้อสุดท้ายคือคำแนะนำที่ผมใช้เองบ่อยที่สุด และต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจ นั่นก็คือ การผ่อนปรนให้ตัวเองบ้างไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนใช้ไม่ได้ (You are not a slacker if you cut yourself some slack.)

ตอนที่ผมอายุเท่าพวกคุณผมไม่เคยเชื่อเรื่องการลาพักร้อน ผมไม่เชื่อเรื่องวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมกดดันให้ทุกคนรอบตัวผมทำงานจนดึกดื่น ในยุคแรกๆ ของไมโครซอฟต์ผมสามารถมองเห็นลานจอดรถจากห้องทำงานของผม และผมจะคอยสังเกตว่าใครมาทำงานเช้าและกลับดึกอยู่เสมอ

แต่พอผมอายุมากขึ้น – โดยเฉพาะตอนที่ผมได้เป็นพ่อคน – ผมก็ตระหนักว่าชีวิตมีอะไรมากไปกว่าการทำงาน

อย่ารอนานเหมือนผมเพื่อจะเรียนรู้บทเรียนนี้ ให้เวลากับการดูแลความสัมพันธ์ ฉลองความสำเร็จ และฟื้นตัวจากความล้มเหลว

เมื่อคุณจำเป็นต้องพักก็จงพักเสีย และให้โอกาสเดียวกันนี้กับคนรอบตัวคุณด้วยเช่นกัน

ก่อนที่คุณจะเริ่มฉากต่อไป อย่าลืมใช้ชีวิตให้สนุก จะเป็นคืนนี้ สุดสัปดาห์นี้ หน้าร้อนนี้ หรือเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะคุณคู่ควรกับมันจริงๆ”


ขอบคุณเนื้อหาจาก GatesNotes: 5 things I wish I heard at the graduation I never had

* นักศึกษาที่บิล เกตส์มากล่าวสุนทรพจน์นั้นจบจาก College of Engineering, Informatics, and Applied Sciences และ the College of the Environment, Forestry, and Natural Sciences

ความมีอยู่จริงของแอปเปิลสีเขียว

เมื่อต้นสัปดาห์ครอบครัวผมไปเที่ยวหัวหินกันมา จึงมีเวลาคุยกับลูกๆ เยอะพอสมควร

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบครึ่ง ยังเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว และจะกังวลเป็นพิเศษถ้าไม่ได้ทำตามที่ครูสั่งเป๊ะๆ

“ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยสอนปรายฝนว่า บางทีคุณครูก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“มัมมี่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ครูสั่งการบ้านให้วาดรูปแอปเปิลและระบายสี

เพื่อนมัมมี่ก็เลยวาดรูปแอปเปิลและระบายสีเขียวมาส่งครู

ปรากฎว่าครูเรียกเพื่อนคนนั้นมาคุย ว่าทำไมถึงระบายแอปเปิลเป็นสีเขียว แอปเปิลต้องเป็นสีแดงต่างหาก”

“แอปเปิลก็มีสีเขียวไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนถาม

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นแอปเปิลสีเขียวยังไม่ค่อยมีขายในเมืองไทย ครูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าแอปเปิลก็มีสีเขียวได้ด้วย”

โลกทัศน์และใจที่ไม่กว้างพอของครูจึงตัดสินให้เรื่องที่ถูกกลายเป็นผิด


ผมพยายามระลึกอดีตว่าเคยเจอสถานการณ์แอปเปิลสีเขียวกับตัวบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นหนึ่งสมาชิกชมรมดนตรีที่ชื่อว่า TRMG

งานที่ TRMG ตื่นเต้นรอคอยอยากจะแสดงมากที่สุด คืองานเลี้ยงประจำปีของบริษัท

เนื่องจากสมาชิกมีกันยี่สิบกว่าคน เราจึงจัดนักดนตรี/นักร้องเป็นเซ็ต มีประมาณ 6 เซ็ต แต่ละเซ็ตเล่นกัน 6-7 เพลง

เซ็ตสุดท้ายคือเซ็ตที่เล่นปิดงาน เป็นช่วงที่พีคที่สุด ต้องมีแต่เพลงมันๆ แมสๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์สะดุด ยกตัวอย่างเช่นเพลง “เพียงกระซิบ” “เล่นของสูง” “โปรดส่งใครมารักฉันที” โดยผมจะได้ร้องนำประมาณ 3-4 เพลง

มีน้องในชมรมเสนอว่าอยากเล่นเพลง “มีแต่เธอ” ของวงพาราด็อกซ์ในเซ็ตปิดงานนี้

ผมไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเพลงยังไม่แมสพอ ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อน้องๆ ยืนกรานว่าเพลงนี้ดังมาตั้งแต่สมัยเขาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็เลยยอมให้เล่น แต่ก็ขอตัวไม่ร้องเพลงนี้ หนึ่งเพราะว่าไม่อิน สองเพราะไม่เชื่อว่าเพลงมันสนุกพอที่จะอยู่ในเซ็ตสุดท้าย

ในวันงาน พอขึ้นเพลงมีแต่เธอ ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในงานร้องตามกันได้อย่างเมามัน อารมณ์ร่วมไม่ได้ดร็อปลงจากเพลงอื่นๆ เลย

นึกย้อนกลับไปก็น่าเขกหัวตัวเองที่เกือบทำให้ TRMG ไม่ได้เล่นเพลงสนุกๆ

เขกหัวตัวเองที่เรียกร้องว่าแอปเปิลต้องมีแต่สีแดงเท่านั้น


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Your personal experiences make up 0.00000001% of what’s happened in the world, but maybe 80% of how you think the world works.”

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัดทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคุณครูผู้ไม่รู้จักแอปเปิลสีเขียว แม้จะปรารถนาดีเพียงใดก็อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าสร้างคุณค่า

ในมุมกลับ ถ้าเราเป็นนักเรียนที่เคยเห็นหรือลิ้มลองแอปเปิลสีเขียวมาแล้ว รู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณครูของเราเขาอาจไม่เคยเห็นแอปเปิลสีเขียวมาก่อน เราก็ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขาเปิดใจและให้โอกาสเราครับ