เรื่องแปลก

20151014_Pramote

แปลกมั้ย?
ยิ่งรู้จักทุกข์ เรายิ่งมีความสุข
ยิ่งวิ่งหาความสุข เรายิ่งทุกข์

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ใครที่อ่าน a day น่าจะรู้จักการ์ตูน hesheit ของคุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร

(ส่วนคนที่ไม่รู้จัก ชื่อการ์ตูนอ่านว่า he-she-it นะครับ)

มีตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก

หนุ่มออฟฟิศคนหนึ่งเพิ่งได้โบนัส 9 เดือน (ขอเรียกว่า “เม่น” แล้วกัน) เม่นดีใจมาก เลยไล่ถามเพื่อนๆ ในทีมว่าได้โบนัสกี่เดือนกันบ้าง

เพื่อนคนแรกบอกว่าได้ 6 เดือน…เม่นรู้แล้วก็กระหยิ่มในใจ

ถามคนที่สอง บอกว่าได้ 3 เดือน…เม่นยิ้มไม่หุบ

ถามคนที่สาม บอกว่าได้ 4 เดือน…เม่นยิ่งดี๊ด๊า

ถามคนที่สี่ บอกว่าได้ 12 เดือน…

เม่นจ๋อยเป็นหมาหงอยเลยครับ

ความสุขเต็มปรอทเมื่อกี๊หายวับไปกับตา

ในเฟรมสุดท้ายของการ์ตูน นางเอกที่เห็นพฤติกรรมของเม่นมาตั้งแต่ต้นก็พูดขึ้นว่า “เพราะเธอโลภมากความสุขน่ะสิ”*

—–

มีคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าพระพุทธเจ้ามองโลกในแง่ร้าย เพราะบอกว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ

ถ้าบอกว่าชีวิตเป็นทุกข์ แล้วจบอยู่แค่นั้น ก็คงจะมองโลกในแง่ร้ายจริงๆ นั่นแหละ

แต่นี่ท่านช่วยชี้ทางออกให้ ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเข้าไปศึกษาเรื่องความทุกข์ แถมยังได้ “ปักหมุด” บอกหมดเลยว่าระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง

พวกเราเกือบทุกคน ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวิ่งหนีสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองพึงพอใจ

ซึ่งนั่นหมายความว่าเราต้อง “ดิ้นรน” อยู่ตลอดเวลา

และเมื่อไหร่ที่ดิ้นรน เมื่อนั้นก็ย่อมทุกข์

ไหนๆ ก็หนีความทุกข์ไม่พ้นแล้ว สู้เผชิญหน้ากับมันซักตั้งดีกว่ามั้ย

เหมือนอย่างที่แมรีคูรีเคยกล่าวไว้ว่า Nothing in life is to be feared, it is only to be understood.

ในชีวิตไม่มีอะไรน่ากลัว มีแต่เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

—–

* เนื่องจากอ่านมานานมากแล้ว รายละเอียดคงคลาดเคลื่อนไปไม่น้อย ถ้าใครมีต้นฉบับก็วานบอกหน่อยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก ชุมชนธรรมอารีย์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิ้วที่ 11

20150730_11Inch

“..แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม
ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง ปฏิบัติธรรม
ให้สมควรแก่ธรรมเท่านั้นเอง เหลือแต่..
ทำเอาเอง มีสติรู้กายรู้ใจไป

อย่าคิดมากนะ แล้วก็อย่าไปเพ่งเอา
คิดมากฟุ้งซ่าน กับเพ่งมากแล้วก็นิ่ง
เกินไป มันจะช้า รู้ซื่อๆ ไป
พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ
เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว
เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้…”

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–
วันนี้วันพระ

เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ วันที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วได้นั่งสมาธิ

พอนั่งสมาธิเสร็จ แฟนที่เพิ่งแชร์บล็อกเรื่องมาริโอของผมเมื่อคืนเสร็จก็บอกว่า สิงห์ Sqweez Animal เสียแล้วนะ 

ผมใจหายแว้บเลย

เพราะเพิ่งเดินสวนกับเขาที่งานหมั้นของเพื่อนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง

คุณสิงห์ เป็นลูกชายของคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ

ผมไม่ได้รู้จักกับคุณสิงห์เป็นการส่วนตัว รู้แต่เพียงว่าน้องๆ ในวงดนตรีที่บริษัท (กิ่ง ส้ม ปิ๊ก) ก็กรี๊ดกันอยู่พอดู และผมเองก็เคยรับหน้าที่ร้องเพลงคำบางคำ ตอนที่วงของเราเล่นเพลงนี้ด้วย

—–

เคยเล่าให้ฟังว่าตอนเช้าระหว่างขับรถไปทำงาน ผมมักจะฟัง CD หลวงพ่อปราโมทย์

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเป็นฆราวาสอยู่ถึง 48 ปีก่อนจะได้บวช ท่านจึงรู้เรื่องทางโลกเป็นอย่างดี ทำให้การฟังธรรมของหลวงพ่อเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เข้าถึงคนกรุงและคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ท่านดังขึ้นมา ก็คือความสามารถในการอ่านวาระจิตของคนที่ท่านสนทนาอยู่ได้

ไม่ใช่อ่านว่าคิดอะไรอยู่นะครับ แต่อ่านว่าตอนนี้จิตเรากำลังฟุ้งซ่านอยู่ ตอนนี้จิตกำลังตั้งมั่นอยู่ ฯลฯ

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดน่าจะทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดัง ก็คือการทำให้คนจำนวนมากหันมาสนใจเรื่องการภาวนาในชีวิตประจำวัน

เพราะมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆ

เมื่อคืนอ่านเจอคำสอนของท่านก็เกิดมีกำลังใจขึ้นมา

“”แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง”

ถ้าภพภูมิมีจริง และการที่เราเวียนวนเกิดมานับชาติไม่ถ้วนเป็นเรื่องจริง การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถือว่าเรา “มาได้ไกลมาก” อย่างที่หลวงพ่อว่าจริงๆ นั่นแหละ

“พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้”

ประโยคนี้ทำให้คิดได้ว่า เราอาจจะมาถึงใกล้เป้าหมายมากกว่าที่เราคิดไว้

คำถามคือ เราจะใช้โอกาสอันมีค่านี้เพื่อที่จะเดินไปถึงนิ้วที่ 12 หรือจะเดินถอยหลัง?

—–

เค้าบอกว่ายุคนี้คือยุคที่กรรมติดจรวด

ใครทำอะไรไม่ดีไว้ กรรมจะตามทันโดยที่ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

แต่บางที กรรมดีก็อาจติดจรวดได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นสมัยก่อน หลวงพ่อเทศน์ คนที่ได้ฟังก็คงมีไม่กี่สิบกี่ร้อยคน

แต่การมาของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดธรรมะบรรยายของหลวงพ่อจากที่ไหนก็ได้ในโลก และทำให้มีคนได้ฟังธรรมเป็นพัน เป็นหมื่น หรืออาจเป็นแสนคน

เทคโนโลยีทำให้ผลของกรรมดีและกรรมชั่วของเราทบเท่าทวีคูณได้

ถ้าเราอยู่นิ้วที่ 11 กันจริงๆ ก็ไม่มียุคไหนที่จะง่ายสู่การเดินไปสู่นิ้วที่ 12 เท่ายุคนี้อีกแล้ว เพราะเพียงแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ที เราก็ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว

ในทางกลับกัน ก็ไม่มียุคไหนที่จะเดินถอยหลังกลับไปสู่นิ้วที่ 1 ได้เท่ายุคนี้อีกแล้วเช่นกัน เพราะวัฒนธรรมการเสพติดมือถือและแทบเบล็ต ทำให้เราตกอยู่ใน “ความหลง” ได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

เมื่อหลงก็ไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ ก็ยากที่จะไปสู่สุคติ

ถ้าใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดมันก็จะพาเราไปสู่นิ้วที่ 12 ได้ในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก

แต่ถ้าใช้มันเพียงเพื่อเสพเรื่องราวนอกตัว เรียกร้องความสนใจ ลุ้นยอดไลค์ เราก็คงเป็นแค่ไก่ที่ได้พลอย

การจากไปของสิงห์ Sqweez Animal ช่วยย้ำเตือนสติอีกครั้งว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ

วันนี้ วันพระ เรามาใช้เวลาและชีวิตให้เป็นประโยชน์กันนะครับ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช | Facebook Group ,  วิมุตติ, Spring News

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

5 คำศัพท์ทางพุทธศาสนาที่คุณอาจเข้าใจผิดตลอดมา

20150814_Picture for Blog

วันนี้วันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้ อธิบายคำศัพท์บางคำ ที่ผมเชื่อว่ามีที่มาจากศาสนาพุทธ แต่หลังจากเราเอามาใช้นานๆ เข้าความหมายก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนเราอาจลืมความหมายเดิมไปแล้ว

ทั้งห้าคำนี้ อธิบายจากความเข้าใจของผมเอง ถ้าคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดอะไรไปก็ขออโหสิกรรมไว้ล่วงหน้า และขอให้ผู้รู้มาช่วยชี้แจงแถลงไขด้วยนะครับ

1.สังขาร
เวลาเราแก่ตัวลง เดินแป๊บนึงก็เหนื่อย นั่งแป๊บเดียวก็เมื่อย เราก็จะบ่นว่า “สังขารไม่เที่ยง” โดยมองว่าสังขารหมายถึงร่างกายที่ต้องโรยราไปตามอายุขัย

จริงๆ แล้วสังขารไม่ได้แปลว่าร่างกายเพียงอย่างเดียวนะครับ

สังขารยังหมายถึง “การปรุงแต่ง หรือ “สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง” อีกด้วย

ถ้าใช้ภาษาที่ง่ายที่สุด (แม้จะไม่ครอบคลุมทั้งหมด) การปรุงแต่งก็คือสิ่งที่หัวสมองของเราคิดครับ ยิ่งเราเป็นพวกคิดมาก การปรุงแต่งก็จะยิ่งมากเป็นเงาตามตัว และสิ่งที่อยู่ในหัว ก็จะแสดงออกมาทางวาจาและการกระทำจนเกิดเป็นกรรม และเพราะจิตของเรามีการปรุงแต่งไม่สิ้นสุด เราจึงก่อกรรมไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เรากลับมาเกิดใหม่ไม่สิ้นสุด

พูดง่ายๆ ว่า สังขาร -> กรรม -> เวียนว่ายตายเกิด

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าสังขารก็คือ mental formations และ volitional activities (volitional activities แปลว่าการกระทำด้วยเจตนา)

2. เวทนา
เวลาเราเห็นน้องหมาโดนรุมกัดจนขาเป๋และช้ำเลือดช้ำหนอง เราจะบอกว่าหมาตัวนี้ “น่าเวทนายิ่งนัก” หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือน่าสงสารนั่นเอง

แต่คำว่าเวทนาในศาสนาพุทธ (ซึ่งอ่านออกเสียงว่า “เว-ทะ-นา”) ไม่ได้แปลว่าสงสาร แต่แปลว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิดใจ

เช่นถ้าเราคันหลัง นั่นก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง หรือเดินตากแดดแล้วรู้สึกเหมือนมีไฟมาเผาหัวนั่นก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่ง หรือร้อนตับแตกแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

เคยได้ยินคำคมของโกวเล้งที่ว่า “ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา” มั้ยครับ?

โกวเล้งกำลังพูดถึงเวทนาสองแบบ คือเวทนาที่เกิดทางกาย กับเวทนาที่เกิดทางใจ

เวทนาทางกายคือรสชาติของสุรา
เวทนาทางใจคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนร่ำสุรา

ภาษาอังกฤษสำหรับคำว่าเวทนาก็คือคำว่า sensations และ feelings ครับ

3. ภาวนา
เราอาจจะเคยชินคำภาวนาในบริบทที่ใช้ในเพลง “ภาวนา” ของโก้ Mr.Saxman

ภาวนาให้ใจเธอนั้น ปฏิเสธคำเขาไป
ภาวนาให้ใครคนนั้น อย่าทำให้ใจเธอต้องหวั่นไหว

คำว่า “ภาวนา” จึงเหมือนเป็นการหวังลึกๆ ในใจ

แต่ในศาสนาพุทธ คำว่าภาวนาไม่ได้แปลว่าแอบหวังหรือแอบคิด แต่แปลว่าการเจริญหรือการบำเพ็ญ

หรือถ้าใช้ภาษาง่ายกว่านั้นก็คือการฝึกอบรมจิตด้วยการนั่งสมาธิและการฝึกวิปัสสนานั่นเอง

คำว่าภาวนาในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า spiritual cultivation

4. อธิษฐาน
แต่ก่อนผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าอธิษฐานคือการขอ หรือการจุดธูปแล้วบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ได้มารู้ทีหลังว่ามันมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก

อธิษฐานแปลว่าการตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวที่จะรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับตัวเอง

เช่นหากเราอธิษฐานว่าจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ 5 นาที เราก็จะเพียรพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้ได้ แม้ว่าม้นจะยากเย็นซักแค่ไหน

หรือถ้าเราอธิษฐานจิตว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สามกิโล เราก็จะทำตามข้อตกลงนี้ที่ให้ไว้กับตัวเองไม่ว่าจะเจออุปสรรคใดๆ

ยิ่งเราทำตามที่เราอธิษฐานได้มากแค่ไหน เราก็จะยิ่งเชื่อใจตัวเองมากขึ้น เป็นคนมีสัจจะมากขึ้น และใช้ชีวิตที่ถูกต้องเที่ยงตรงมากขึ้น

คำว่าอธิษฐานในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า resolution หรือ resolute determination นั่นเอง

5. บารมี
จริงๆ คำนี้ก็มีความหมายที่ดีมาก แต่คนไทยเราก็ใช้คำว่าบารมีไปในทางไม่ดีบ่อยครั้ง เช่น “บารมีล้นฟ้า” หรือ “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

บารมีที่เราใช้กันอยู่จึงหมายถึงผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล

แต่ในศาสนาพุทธ บารมีคือ “คุณสมบัติ” ที่จะทำให้คนๆ หนึ่งยิ่งใหญ่ หรือพูดง่ายๆ บารมีคือคุณงามความดีในแต่ละด้านของชีวิต

คนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องมีบารมีที่ “เต็ม” สิบประการ ได้แก่

ทาน ศีล เนกขัมมะ(บวช) ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

ใครเคยอ่านนิทานชาดกก็จะรู้ว่าในสิบชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ในแต่ละชาติท่านจะบำเพ็ญบารมีใดบารมีหนึ่งอย่างยิ่งยวด

เรื่องที่เราน่าจะรู้จักกันดีที่สุดก็คือพระมหาชนกที่ได้บำเพ็ญ “วิริยะบารมี” ด้วยการว่ายน้ำในมหาสมุทรแม้จะมองไม่เห็นฝั่ง

ผมเปิดในเว็บ เขาแปลบารมีเป็นภาษาอังกฤษว่า perfections แต่ผมว่าจะเข้าใจง่ายกว่าถ้าจะแปลว่า qualities (to be perfected) ครับ


สังขาร = กรรม = mental formations / volitional activities
เวทนา = sensations / feelings
ภาวนา = spiritual cultivation
อธิษฐาน = resolute determination
บารมี = qualities to be perfected

แม้คำเหล่านี้จะมาจากศาสนาพุทธ แต่หลายๆ คำโดยเฉพาะสามคำหลังก็เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกชาติทุกศาสนาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างการใช้งาน
เนื่องในวันวิสาขาบูชานี้ ผมกับแฟนก็ได้อธิษฐานว่าเราจะทำสมาธิภาวนาอย่างน้อยวันละ 10 นาทีติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน ซึ่งถ้าเราทำได้ก็น่าจะช่วยเสริมสร้างสัจจะบารมี เมตตาบารมี และอธิษฐานบารมีได้ไม่มากก็น้อย


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg

ทำไมต้องพักร้อน

20150410_SummerText3

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งชื่อไก่ เคยตั้งคำถามแบบกวนๆ ว่า ทำไมเราถึงต้องมีแต่ “พักร้อน”?  เราจะ “พักฝน” หรือ “พักหนาว” บ้างไม่ได้หรือ?

วันนี้ผมมีคำตอบที่ฟังดูพอเข้าท่ามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้เรามีเวลาส่วนตัวน้อยลงทุกที อย่างตัวผมเอง ที่ทางบริษัทให้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนมาใช้หนึ่งเครื่อง มองในแง่หนึ่งก็สะดวกดี เพราะสามารถจะเช็คอีเมล์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ผมเหมือนกับพกงานติดตัวตลอดเวลา บางทีเพื่อนร่วมงานที่อยู่ต่างประเทศส่งอีเมล์มาหาตอนสี่ทุ่ม ก็อดไม่ได้ที่จะเปิดอ่านแล้วตอบอีเมล์ฉบับนั้น

อีกตัวอย่างคือเพื่อนของผมซึ่งมีเจ้านายที่ชอบเขียนอีเมล์มาสั่งงานวันเสาร์ ส่ง SMS มาย้ำให้เช็คเมล์ แถมยังจะขอให้ส่งงานวันจันทร์อีก

อย่ากระนั้นเลย ผมว่าคุณผู้อ่านหลายท่านที่แม้จะลาหยุดไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็ยังอุตส่าห์ขนแล็ปท็อปไปด้วย แทนที่จะได้พักร้อนก็เลยกลับกลายเป็นว่าเปลี่ยนที่ทำงานจากออฟฟิศไปทำงานในห้องพักของโรงแรมแทน

ยังไม่พอครับ ตอนนี้ คนเราเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือกันมากขึ้นทุกที ไปที่ไหนหรือคิดอะไรก็ต้องทวีตให้ใครๆ ทราบ ใครมาเม้นท์อะไรบนเฟซบุ๊คของเราก็ต้องรีบเข้าไปเม้นท์ตอบ ถ้าใครทักมาทาง LINE ก็ต้องคุยกลับไป ภาพที่ผมเห็นจนชินตา คือเพื่อนๆ สามสี่คนนั่งล้อมโต๊ะกัน แต่ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือของตัวเอง

ครับ เราพร้อมที่จะคุยกับทุกคนบนโลกใบนี้ ยกเว้นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา

สภาพแวดล้อมเช่นนี้ เอื้อให้เรา “หาเรื่อง” ทำได้ทั้งวัน และการ “อยู่เฉยๆ” ได้กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับคนยุคนี้ไปแล้ว ผลลัพธ์ก็คือจิตใจของเราที่วิ่งวุ่นตลอดเวลาแม้ร่างกายเราจะอยู่กับที่ก็ตาม

เป็นไปได้มั้ยครับว่า คำว่า “ร้อน” ใน “พักร้อน” นั้น ไม่ได้หมายถึงสภาพอากาศ แต่เป็นสภาวะของจิตใจ?

เพราะฉะนั้น การพักร้อน ในความหมายที่แท้จริง น่าจะหมายถึงการพักความร้อนรนในจิตใจมากกว่า ให้ใจไม่ต้องว้าวุ่น ไม่ต้องกังวลว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ สามารถอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร หรือกลัวว่าจะใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า

หยุดยาวคราวนี้ เลยอยากจะชวนทุกท่านมาลองอยู่เฉยๆ กันดูบ้าง

การอยู่เฉยๆ ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ ทางศาสนาพุทธเราเรียกว่า “วิปัสสนา” ครับ

อีกนัยหนึ่ง การฝึกวิปัสสนาคือการหยุด “หาเรื่อง” ใส่ตัว หรือถ้าพูดเป็นภาษาวัยรุ่นหน่อยก็คือ “อย่าเยอะ” นั่นเอง

ผมมีเกมง่ายๆ ที่เหมาะสำหรับคนที่ติดมือถืองอมแงมครับ

นั่นคือ ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเมื่อไหร่ จังหวะที่จะหยิบมือถือขึ้นมานั้น ลองกลั้นใจตัวเอง อย่าเพิ่งหยิบมันขึ้นมา ช่วงระหว่างที่หยุดอยู่นี้ ให้สังเกตลมหายใจหรือสังเกตสิ่งที่ตาเรามองเห็นหรือสิ่งที่หูได้ยินก็ได้ พอทำอย่างนี้ได้ซัก 30 วินาทีแล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าอยากเล่นมือถืออยู่ ก็เชิญเล่นได้ตามอัธยาศัย

เป้าหมายของเกมนี้ คือการพยายามหา “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งเร้า” (ความรู้สึกอยากเล่นมือถือ) กับ “การกระทำ” ที่ตามมา (หยิบมือถือขึ้นมาเล่น) เพราะถ้าคุณหาช่องว่างตรงนี้เจอ นั่นก็ได้ชื่อว่าคุณเริ่มทำวิปัสสนาเป็นแล้ว และยิ่งคุณรู้ตัวมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีอิสระที่จะเลือกได้มากขึ้นเท่านั้น

สำหรับคนที่ชีวิตมีแต่งาน ชอบเอางานกลับไปทำที่บ้าน หรืออดไม่ได้ที่จะทำงานช่วงที่ลาหยุด ก็ลอง “ลด ละ เลิก” ดูบ้างนะครับ

ขอหยิบคำที่ผมเขียนถึงเมื่อวันก่อนมาให้อ่านอีกครั้ง – Nobody on their death bed wished they had spent more time at the office – “ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย”

สงกรานต์นี้ ผมขอให้คุณผู้อ่านได้ “พักร้อน” อย่างแท้จริงครับ

—–

ภาพประกอบโดย  Mame*zo

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

เพื่อนร่วมทาง

20150322_FellowTravelers

“พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ไปปรับปรุงแก้ไขคนอื่น แต่ให้แก้ที่ตัวเอง เมื่อบอกแล้วเขายังไม่ศรัทธาก็ต้องปล่อยวาง เพราะชีวิตเป็นของเขา คุณเป็นผู้ร่วมทางชีวิตกับเขาเพียงชั่วคราวเท่านั้น”
– ดร.สนอง วรอุไร

—–
หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า หากเจอปัญหาหนักหน่วงในชีวิต ขอแค่เงยหน้ามองดาว ก็อาจจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น

เพราะเมื่อเรามองดูความยิ่งใหญ่ของดวงดาวและจักรวาล เราก็จะสำเหนียกว่าตัวเราเองเล็กนิดเดียว

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรานั้น จริงๆ แล้วไม่มีความหมายอะไรเลย

อ่านประโยคของดร.สนอง จึงเพิ่งนึกได้ว่ามันอาจมีวิธีการมองอีกแบบหนึ่ง

หากเราเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่ เราก็จะเห็นว่า 70 ปีบนโลกมนุษย์ของเรานั้นเป็นช่วงเวลาที่สั้นเหมือนกับกะพริบตา เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เราต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎ

แม้กระทั่งคนที่เรารักมากที่สุดอย่าง พ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยา และลูก ก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมทางเท่านั้น

เหมือนเราขึ้นรถไฟ แล้วบังเอิญได้เจอคนแปลกหน้า ได้นั่งคุยกันแค่สถานีเดียว ก่อนที่เขา-หรือไม่ก็เราจะต้องลงจากรถขบวนนี้ไป

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เราคงทำได้เพียงใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันให้มีคุณภาพ แชร์ประสบการณ์ และอาจบอกเขาได้ว่าเราคิดจะไปไหน และจะไปยังไง

แต่เราไม่มีสิทธิ์ไปกะเกณฑ์ให้เพื่อนร่วมทางคนนั้นมาใช้เส้นทางเดียวกับเรา

เพราะแต่ละคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะได้ไปเจอกันที่จุดหมาย ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนัก

—–

Credits:

ดร.สนอง วรอุไร – ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ