เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะลูกงอแง

20200210b

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้ลูกไม่งอแง

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะแฟนกลับบ้านดึก

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้แฟนกลับบ้านเร็ว

เราไม่ได้หงุดหงิดเพราะรถติด

เราหงุดหงิดเพราะเราอยากให้รถไม่ติด

ถ้าเราวางใจให้ถูก ว่าเป็นเด็กมันก็ต้องงอแง งานเยอะเลยต้องกลับดึก กรุงเทพรถมันก็ต้องติด มันคือเรื่องปกติ มันคือเรื่องธรรมดา เราก็จะหงุดหงิดน้อยลง

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ท่านบวชใหม่ๆ พอเห็นลูกศิษย์ขี้เกียจ ท่านก็หงุดหงิดเหมือนกัน เพราะท่านอยากให้ลูกศิษย์ได้ดี

แต่พอผ่านไปได้สักพัก ท่านก็คิดได้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตนเอง

เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์จะเป็นอย่างไรหลวงพ่อก็สบายๆ ถ้าตอนนี้เขาอยากหลงก็ปล่อยให้เขาหลงไปก่อน วันไหนเขาทุกข์มากๆ เดี๋ยวเขาก็จะอยากหันหน้าเข้าหาธรรมะเอง

ทุกความหงุดหงิดไม่ได้มาจากคนอื่น แต่เกิดจากความคาดหวังของเรา

หวังมากก็ทุกข์มาก หวังน้อยก็ทุกข์น้อย

หวังก็อยู่ที่เรา ทุกข์ก็อยู่ที่เราทั้งนั้นครับ

 

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

อย่าสู้รบกับความจริง

20190709_fightreality

เพราะนั่นคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมด

หรือจะพูดให้ถูกกว่านี้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากความจริง

แฟนทิ้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราไม่อยากให้แฟนทิ้งต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

หุ้นตกไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้หุ้นไม่ตกต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

เจ้านายด่าไม่ได้ทำให้เราทุกข์ การที่เราอยากให้เจ้านายไม่ด่าต่างหากที่ทำให้เราทุกข์

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ต้องหยุดอยาก

เข้าใจครับว่าพูดง่ายแต่ทำยาก

แต่อย่างน้อย ถ้าเราตระหนักได้ว่า ต้นเหตุแห่งความหงุดหงิด ความเครียด ความโศกเศร้าของเราทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลย แต่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราล้วนๆ

เราก็จะเหมือนมีเกราะพิเศษที่พาเราฟันฝ่าชีวิตนี้ไปโดยไม่ตกม้าตายกลางทาง

สู้รบกับความจริง สู้ให้ตายยังไงก็ไม่ชนะ

สู้รบกับความคาดหวังในใจเรา อย่างน้อยยังพอมีลุ้นบ้าง

บาปหนักที่สุดในโลก

20190219_sin

คือการไม่รู้ว่าตัวเองคิด

ประโยคนี้คือคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

เพราะเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองคิด เราก็จะหลงอยู่ในความคิด กลายเป็นทาสของความคิด และปล่อยให้ความคิดพาเราห่างไกลจากความรู้เนื้อรู้ตัวในปัจจุบันไป

เมื่อขาดสติ อกุศลก็แทรกได้ง่าย โลภก็เพราะว่าขาดสติ โกรธก็เพราะว่าขาดสติ หลงก็เพราะว่าขาดสติ

ถ้าการไม่รู้ว่าตัวเองคิดคือบาปหนักที่สุดโลก

การรู้ว่าตัวเองคิดก็น่าจะเป็นบุญที่หนักที่สุดในโลกเช่นกัน

ตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน การรู้ตัวมีตั้งแต่รู้อย่างหยาบๆ จนไปถึงการรู้อย่างละเอียด

รู้อย่างหยาบๆ ก็เช่นการรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างกาย

ละเอียดขึ้นมาหน่อยคือรู้ตัวตอนที่กะพริบตา

และรู้ละเอียดสุดก็คือรู้ตัวว่ากำลังคิด

ถ้าอยากจะฝึกสติ ก็เริ่มจากฝึกรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายก่อน เดินก็รู้ นั่งก็รู้ ยกช้อนเข้าปากก็รู้ เคาะแป้นคีย์บอร์ดตอนเขียนบล็อกก็รู้

เมื่อรู้เรื่องหยาบๆ จนคล่องแล้ว ก็จะเริ่มรู้เรื่องละเอียดๆ ขึ้นได้เอง

วันนี้วันพระ เป็นโอกาสอันดีที่จะหันกลับมาสนใจอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับชีวิต

และเมื่อไรก็ตามที่การเจริญสติจนกลายเป็นกิจวัตร ทุกวันก็จะกลายเป็นวันพระที่เราสามารถทำบุญใหญ่ได้โดยไม่ต้องรอวันเพ็ญครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 15 ที่)

ปัญญา 3 ระดับ

20170510_threestages

วันนี้วันพระ เรามาคุยเรื่องธรรมะกันบ้างนะครับ

หนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของผมคือการได้มีโอกาสไปอบรมหลักสูตรวิปัสสนา 10 วันของอาจารย์โกเอ็นก้าเมื่อปี 2552 และ 2554

เป็นการอบรมที่หฤโหดเอาการ เพราะต้องฝึกวันละร่วม 10 ชั่วโมง ช่วงสองสามวันแรกนี่ผมคิดอยู่ตลอดเลยว่าจะไหวไหมๆ

ยังดีที่มีสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจคือ “ธรรมบรรยาย” ทุกค่ำก่อนเข้านอน ที่อาจารย์โกเอ็นก้าจะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังเพื่อให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ไปในวันที่ผ่านมา

วันนี้จึงอยากยกธรรมบรรยายที่ว่าด้วยเรื่องปัญญา 3 ระดับมาเล่าไว้ตรงนี้ครับ


ปัญญามีสามระดับขั้นด้วยกัน ขั้นแรกเรียกว่า สุตมยปัญญา หมายถึงความรู้ที่ท่านได้รับจากการฟังบรรยายธรรมต่างๆ หรือจากการอ่านหนังสือ ซึ่งไม่ใช่ปัญญาของท่าน แต่เป็นปัญญาของผู้อื่น

ตั้งแต่เล็กจนโต คนในแต่ละครอบครัว ในแต่ละสังคม หรือในแต่ละลัทธินิกาย จะได้รับฟังสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงสำหรับแต่ละครอบครัว แต่ละสังคม หรือแต่ละลัทธินิกาย บุคคลได้รับการอบรมและหล่อหลอมให้ฝังใจเชื่อในความจริงนั้นๆ และได้ยึดถือสืบทอดต่อๆ กันมาด้วยความศรัทธา แต่ความเชื่อถือศรัทธาในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นศรัทธาแบบมืดบอดไม่ลืมหูลืมตา

แม้กระนั้นปัญญาในระดับแรกที่เรียกว่าสุตมยปัญญานี้ ก็เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ เพราะจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่เรา และให้แนวทางในการที่จะก้าวไปสู่ขั้นที่สองของปัญญาที่เรียกว่า จินตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการใช้ความคิดพิจารณาให้เกิดความเข้าใจในระดับเหตุผล ไม่ว่าท่านจะได้ยินได้ฟังอะไรมา ท่านก็จะแยกแยะว่า เป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ไหม สมเหตุสมผลไหม หากมีเหตุผล ท่านก็จะยอมรับ

แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่ค่อยได้ทำการแยกแยะและวิเคราะห์ให้เกิดปัญญาขั้นที่สองนี้ ยิ่งขั้นที่สามด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ยังห่างไกลมาก แม้แต่ปัญญาในขั้นที่สอง คนโดยทั่วไปก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะแต่ละคนมักจะมีแต่ความศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตา

…แม้โดยธรรมชาตินั้นมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มนุษย์จะพยายามที่่จะอธิบายเรื่องต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผล แต่เมื่อมีผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่าพยายามใช้เหตุผล ผู้นำกลุ่ม หรือผู้เป็นใหญ่ในกลุ่ม หรือผู้อาวุโสในกลุ่ม ก็จะเกิดความรู้สึกว่าถูกท้าทายทางความคิด และจะเริ่มข่มขู่ผู้ที่ด้อยอาวุโสกว่า “อ้อ นี่เจ้าไม่เชื่อ เจ้าไม่เชื่อในความจริงในพระคัมภีร์ของเรา เจ้าไม่เชื่อคำสอนของพระศาสดาในศาสนาของเรา พระศาสดาซึ่งเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องอย่างนี้ เป็นนักบุญอย่างนี้ และเป็นผู้ตรัสรู้แล้วอย่างนี้ เจ้ายังไม่เชื่อคำสอนของท่าน เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าตายไป เจ้าจะต้องตกนรก!” แล้วเขาก็จะสาธยายเรื่องราวและแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับนรกอันน่าสะพรึงกลัวให้ฟัง คนที่ได้ฟังก็จะตกใจกลัว “โอย! คุณพ่อ ผมกลัวแล้ว ผมไม่อยากตกนรก ผมจะยอมรับสิ่งที่พระคัมภีร์ว่าไว้ทุกประการ ผมจะยอมรับทุกอย่างที่ประเพณีกล่าวไว้” แต่นี่ก็เป็นเพียงการยอมรับ ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์โดยตรงของท่านเอง ท่านอาจจะยอมรับว่าสิ่งนั้นๆ เป็นสัจธรรม เป็นความจริง เพราะท่านมีความกลัว เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจก้าวไปถึงขั้นที่สองของปัญญาได้ เพราะความเกรงกลัวหรือความศรัทธาที่มืดบอด…ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่ผูกมัดท่านไว้ ทำให้ไม่สามารถก้าวต่อไปถึงปัญญาขั้นที่สองคือจินตามยปัญญาได้

แต่ก็มีบางที่ที่กล้าก้าวต่อไปสู่จินตามยปัญญา เขาใช้ความคิดแยกแยะวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้วยเหตุและผล ซึ่งก็เป็นก้าวที่สำคัญมากอีกก้าวหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม แม้ปัญญาในขั้นแรกคือสุตมยปัญญา และปัญญาในขั้นที่สองคือจินตามยปัญญา จะให้แรงบันดาลใจและให้แนวทางที่นำพาท่านไปสู่ปัญญาขั้นที่สามคือ ภาวนามยปัญญา แต่บุคคลก็มักจะติดอยู่เพียงแค่ขั้นที่สองนี้เท่านั้น…เพราะการที่ท่านได้ใช้ความคิดใคร่ครวญในเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมา ท่านก็จะเกิดอัตตาขึ้นมาอย่างรุนแรง เข้าใจเอาเองว่าบัดนี้ท่านเป็นผู้ที่รอบรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว สามารถที่จะสอนหรือบรรยายธรรมได้แล้ว สามารถอภิปรายหรือโต้แย้งใดๆ ก็ได้ และสามารถที่จะเขียนหนังสือ และพิสูจน์ให้เป็นที่ยอมรับว่า ความเชื่อของท่าน หลักเกณฑ์ของท่าน ประเพณีของท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ส่วนของคนอื่นๆ นั้นผิดทั้งหมด ความคิดเช่นนี้หาใช่ปัญญาของท่านเองไม่ แต่เป็นปัญญาของผู้อื่นที่ท่านเพียงแต่นำมาคิดพิจารณาหาเหตุผลเท่านั้น ปัญญาของท่านเองจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อท่านได้ประสบกับสิ่งนั้นด้วยตัวของท่านเอง

ประสบการณ์จะสร้างปัญญาขึ้นที่สามที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา คำแปลตรงๆ ของคำว่าภาวนา คือความมีความเป็น ภาวนามยปัญญาคือการทำให้ปัญญามีขึ้นเป็นขึ้น เป็นปัญญาที่เกิดจากการได้ประสบด้วยตัวเอง ด้วยประสบการณ์นี้ท่านก็จะรู้ว่าปัญญาคืออะไร มิฉะนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ความรู้เท่านั้น ความรู้นั้นต่างกับปัญญามาก ปัญญาขั้นที่สามคือภาวนามยปัญญานี้แหละที่จะปลดปล่อยท่านให้หลุดพ้นจากพันธนาการของกิเลส จิตจะบริสุทธิ์ขึ้น บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ แล้วในที่สุดท่านก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์

…การมีศรัทธาอย่างมืดบอดโดยอ้างธรรมะ และการเล่นเกมลับสมองด้วยเหตุผลหรือตรรกะต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่จะพันธนาการท่านไว้ไม่ให้ท่านหลุดพ้นจากความทุกข์ได้…ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงของเจ้าชายสิทธัตถะโคตมะช่วยให้พระองค์หลุดพ้นได้แต่เพียงพระองค์เดียว ไม่สามารถทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นได้…การมีเพียงศรัทธาแบบไม่ลืมหูลืมตาในคำสอนของพระองค์ หรือมีเพียงความเข้าใจในคำสอนของพระองค์ด้วยเหตุผล จะไม่ทำให้เราหลุดพ้นได้ เราจะต้องมีประสบการณ์กับความจริงภายในตัวของเราเอง

…ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งหิวอาหารมาก ได้เข้าไปภัตตาคารซึ่งมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง เมื่อเขานั่งลงที่โต๊ะ ผู้บริการก็นำรายการอาหารมาให้ หลังจากดูรายการอาหารนั้นแล้ว เขาก็เกิดความรู้สึกว่าอาหารที่นี่จะต้องอร่อยมาก คิดแล้วน้ำลายไหล นี่เป็นกรณีที่หนึ่ง

กรณีที่สอง ชายคนนั้นได้สั่งอาหารแล้วก็นั่งรอ ระหว่างรอเขาเห็นโต๊ะข้างๆ ได้รับอาหาร และพากันรับประทานอย่างเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อย แสดงว่าอาหารที่นี่จะต้องอร่อยมาก คิดแล้วเขาก็น้ำลายไหลอีก

กรณีที่สาม ผู้บริการได้นำอาหารมาให้ จากนั้นเขาก็ลงมือรับประท่าน แล้วเขาก็ได้รับความเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจากอาหารมื้อนั้นด้วยตัวเขาเอง

กรณีแรกเป็นสุตมยปัญญา เขาได้แต่อ่านรายการอาหาร ยังไม่ได้ลิ้มรสของจริง จึงยังไม่รู้รสอาหารนั้นด้วยตนเอง กรณีที่สองเป็นจินตามยปัญญา เขาพิจารณาด้วยเหตุผล โดยสังเกตจากการรับประทานอาหารของผู้อื่น จากสีหน้าและอากัปกิริยาของผู้ที่รับประทานอาหารอยู่ ที่แสดงความเพลิดเพลินและแสดงความพอใจในรสอาหารนั้น ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าอาหารนั้นต้องอร่อย นี้เป็นแค่จินตามยปัญญาเท่านั้น ส่วนกรณีที่สามคือภาวนามยปัญญา เขาได้ลิ้มรสอาหารด้วยตัวของเขาเอง เขารู้รสอาหารว่าเอร็ดอร่อยมากน้อยอย่างไร กรณีที่สามนี้เท่านั้นที่จะให้ผลโดยตรง

ตัวอย่างในบ้างครั้งจะช่วยให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ฉะนั้นลองฟังอีกสักหนึ่งตัวอย่าง

ข้าพเจ้าป่วยมาก จึงไปหาหมอ หมอตรวจอาการ แล้วเขียนใบสั่งยาให้ ข้าพเจ้ารับใบสั่งยาไว้ แล้วกลับบ้านอย่างมีความสุข ข้าพเจ้ามีความเชื่อถือและศรัทธาต่อหมอคนนี้มาก และความเชื่อถือศรัทธาในตัวหมอก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร โดยปกติเราทุกคนควรจะเชื่อถือและศรัทธาในตัวหมอ แต่ถ้าความศรัทธาต่อหมอของข้าพเจ้ากลายไปเป็นความศรัทธาแบบมืดบอด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ข้าพเจ้าจะเอารูปถ่ายหรือรูปปั้นของหมอคนนี้ไปวางไว้บนแท่นบูชา พร้อมกับจัดวางดอกไม้ ธูปเทียนและอาหารคาวหวานเพื่อเซ่นไหว้ จากนั้นข้าพเจ้าจะจุดธูปเทียนพร้อมกับเอาใบสั่งยามาวางไว้ตรงหน้า แล้วก้มกราบสามครั้ง พร้อมกับท่องว่า “รับประทานสองเม็ดตอนเช้า สองเม็ดตอนบ่าย สองเม็ดตอนเย็น” ข้าพเจ้าจะเฝ้าแต่ท่องบ่นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูๆ ไปแล้วก็เป็นความบ้าลักษะหนึ่งนั่นเอง เหมือนเป็นการเล่นเกม แต่สำหรับผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตาแล้ว ก็มักจะมีพฤติกรรมลักษณะนี้ทั้งนั้น

กรณีที่สอง เมื่อข้าพเจ้าไปหาหมอคนนี้ ข้าพเจ้าถามว่า “หมอครับ หมอเขียนอะไรลงบนกระดาษแผ่นนี้ และมันจะช่วยผมได้อย่างไร” คำถามแบบนี้เท่ากับว่าข้าพเจ้าได้เริ่มใช้เหตุผลแล้ว และนายแพทย์ผู้นั้นก็เป็นคนมีเหตุผล เขาพยายามอธิบายให้ฟังว่า “คุณเป็นโรคนี้ ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคตัวนี้ ผมเขียนใบสั่งยาให้คุณไปซื้อยา ถ้าคุณกินยานี้ มันก็จะไปทำลายเชื้อโรคนี้ และเมื่อใดที่เชื้อโรคนี้ถูกทำลาย คุณก็จะหายจากโรค” ข้าพเจ้าฟังแลวรู้สึกว่าหมอของข้าพเจ้าช่างเก่งเหลือเกิน เมื่อข้าพเจ้ากลับไปถึงบ้าน แทนที่จะเริ่มกินยา ข้าพเจ้ากลับไปเที่ยวคุยอวดกับเพื่อนบ้านว่าหมอของข้าพเจ้าเป็นหมอที่ดีที่สุด หมอคนอื่นล้วนไม่ได้เรื่อง ใบสั่งยาที่หมอของข้าพเจ้าให้มาเป็นของจริง ใบสั่งยาอื่นๆ ไม่ใช่ แล้วเราก็จะเฝ้าแต่ถกเถียงกันโดยไม่มีใครกินยา และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของหมู่ชนทั้งหลาย

ท่านผู้บรรุธรรมทุกท่านรู้ว่า ความทุกข์ยากนั้นมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง ผู้คนเป็นจำนวนมากเจ็บป่วยเพราะกิเลสในใจ ด้วยความรักและความเมตตา ท่านจึงได้ให้ใบสั่งยาเขาทั้งหลาย จงรับประทานธรรมโอสถนี้เสีย แล้วท่านจะพ้นจากความทุกข์

ครั้นเวลาล่วงเลยไป ผู้คนต่างค่อยๆ พากันลืมธรรมโอสถขนานนี้ไปเสียสิ้น พวกเขาไม่ได้กินยาขนานนี้เลย แต่พวกเขากลับไปพัฒนาความยึดติด เขากลับไปยึดมั่นในองค์ศาสดาของศาสนาที่ตนนับถืออย่างงมงาย โดยเชื่อว่าศาสดาของศาสนาของเขาเป็นผู้ที่ตรัสรู้อย่างแท้จริง ศาสดาองค์อื่นไม่ใช่ ศาสดาของเขาเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง องค์อื่นไม่ใช่ ศาสดาของเขาเป็นนักบุญที่แท้จริง องค์อื่นๆ ไม่ใช่ มีแต่ตั้งหน้าถกเถียงกันระหว่างนิกายนี้กับนิกายนั้น ระหว่างนิกายนั้นกับนิกายโน้น

ความงมงายเช่นนี้ ความบ้าคลั่งเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะเรารับธรรมะด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด หรือด้วยการคิดเอาตามเหตุผลของตนเท่านั้น แต่เมื่อใดที่เรารับประทานธรรมโอสถแล้ว ธรรมดาโอสถก็จะช่วยเราให้สามารถพัฒนาไปสู่ปัญญาขั้นที่สามคือภาวนามยปัญญาได้ แล้วเราก็จะได้ประจักษ์ถึงสาระและคุณค่าของธรรมะด้วยตัวของเราเอง


วันนี้วันวิสาขบูชา ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะปฏิบัติบูชาเพื่อวันหนึ่งเราจะได้มีภาวนามยปัญญากันนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Thaidhamma.net: ธรรมบรรยาย หลักสูตร 10 วัน โดยท่านอาจารย์โกเอนก้า

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ใช้กรรมด้วยความสนุก

20160923_joeyboy

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด เคยนั่งคิดนะว่ามนุษย์เกิดมาใช้กรรม แถมเป็นสัตว์ขี้เบื่อ มนุษย์ก็เลยเบื่อกรรมที่ตัวเองต้องผจญอยู่ทุกวัน เลยเสาะแสวงหากรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกมันว่าความสุขเท่านั้นเอง แค่เข้าใจสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำไป

– อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016
สัมภาษณ์: วรรณวนัช ท้วมสมบูรณ์, ปริญญา ก้อนรัมย์
ถ่ายภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ถ้าใครได้ดู The Voice Thailand สัปดาห์ที่แล้ว อาจจะถึงกับอึ้งที่เห็นพี่ก้องขึ้นไปโซโล่กีตาร์ขั้นเทพเพลง Black in Black

มาสัปดาห์นี้ผมก็ได้อึ้งกับโค้ชอีกคนหนึ่งคือพี่โจอี้บอย ที่มาให้สัมภาษณ์ลง a day BULLETIN

อึ้งเพราะได้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของพี่เขาไม่น้อย

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด

เป็นการตีความธรรมะในรูปแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือแก่นเดียวกับที่พระท่านสอน ว่าถ้าหากมีความทุกข์ จงใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับการภาวนา

แต่ภาษาพี่โจอี้น่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

คือในเมื่อเราเกิดมาแล้ว และต้องมาเจอกับผลลัพธ์ (วิบาก) ของการกระทำของเราในอดีต (กรรม) แทนที่จะไปตีโพยตีพายว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ สู้สนุกกับมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะเวลาของเรามีน้อย และพลังงานของเราก็มีจำกัด จึงไม่ควรสูญเสียมันไปกับการฟูมฟายหรือกระวนกระวายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเคเสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com