พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 2)

บทความนี้เป็นตอนที่สองของการมาเยือนพุทธคยาเป็นครั้งแรกของผมในวันที่ 8-12 มกราคม 2569 ครับ

ในตอนที่แล้วผมเล่าเรื่องการเตรียมตัวและประสบการณ์วันที่ 1 และวันที่ 2 ส่วนในตอนนี้จะมาเล่าเรื่องของวันที่เหลือครับ


วันที่ 3 – เขาคิชฌกูฏ – เวฬุวัน – หลวงพ่อองค์ดำ – มหาวิทยาลัยนาลันทา

เช้าวันที่ 3 เราไม่ได้ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะวันนี้เรามีเดินทางกันไกลพอสมควร

วันนี้คือวันที่ตัวละครสำคัญในสมัยพุทธกาลกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรู พระอานนท์ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร

เราจะได้ไปเยือนเขาคิชฌกูฏที่ไม่ได้อยู่ที่จันทบุรี วัดเวฬุวัน วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา และมหาวิทยาลัยนาลันทาที่เคยมีพระสงฆ์มาอยู่รวมกันนับหมื่นรูป

เมื่อผมนั่งลงเขียนบทความวันนี้ ก็ได้พบว่าข้อเสียอย่างหนึ่งของการมากับบริษัททัวร์และกับพี่ก็ (ดร.วิรไท สันติประภพ) ที่ช่วยจัดแจงทุกอย่างให้ ก็คือผมไม่รู้เลยว่าแต่ละที่อยู่ตรงไหนบน Google Maps ต้องขับรถขึ้นเหนือหรือล่องใต้ แต่ละที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการย้อนกลับไปศึกษาเส้นทางของเราในวันที่ 3 ของทริป จึงขอนำลิงค์มาวางไว้ตรงนี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่อยากจะตามรอยนะครับ

Hyatt Place Bodh Gaya -> วัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร -> เขาคิชฌกูฏ (Vulture’s Peak) -> วัดเวฬุวัน (Venu Van) -> Indo Hokke Hotel (ข้าวเที่ยง) -> หลวงพ่อองค์ดำ (Black Buddha Nalanda) -> นาลันทา (Ruins of Nalanda Mahavihara) -> วัดนวมินทรธัมมิกราช -> Hyatt Place Bodh Gaya

(ถ้าอ่านบทความนี้ในโซเชียล ผมจะแปะลิงค์ Google Maps Route ไว้ในคอมเมนต์นะครับ)

แค่นั่งรถอย่างเดียวก็ 5 ชั่วโมงแล้ว จึงไม่แปลกใจที่วันนั้นเราออกจากโรงแรม 8 โมงเช้า และกลับถึงโรงแรมเกือบสองทุ่ม


จากโรงแรมไปวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ระหว่างทางพี่ก็จึงช่วยบรรยายให้คนทั้งรถฟังถึงความสำคัญของ “เมืองราชคฤห์” (Rajgir) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพุทธคยา

ราชคฤห์ (ราด ชะ ครึ) เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เบญจคีรีนคร”

พี่ก็เล่าว่า เมื่อสมณโคดมออกบวชใหม่ๆ ท่านเลือกมาที่กรุงราชคฤห์ก่อน เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองวิชาการ มีสำนักให้เลือกเรียนหลากหลาย และไม่ได้เป็นเมืองที่วัฒนธรรมฮินดูฝังรากลึกเหมือนในเมืองพาราณสี (Varanasi)

พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชาของกรุงราชคฤห์ เมื่อได้พบกับสมณโคดมและรับทราบว่าท่านเป็นลูกกษัตริย์จากกรุงกบิลพัสดุ์ จึงชวนสมณโคดมว่าอย่าบวชต่อไปเลย มาช่วยท่านปกครองบ้านเมืองดีกว่า ท่านจะแบ่งเมืองให้ แต่สมณโคดมปฏิเสธ

พระเจ้าพิมพิสารจึงขอว่า หากวันหนึ่งสมณโคดมบรรลุธรรม ให้กลับมาโปรดท่านเป็นคนแรกๆ

(ระหว่างที่เขียนบล็อกนี้ ผมลองพล็อตเส้นทางการเดินทางของพระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งออกจากรุงกบิลพัสดุ์จนได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ได้เส้นทางตามนี้ครับ

ขี่ม้าออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) (ในเนปาล)->
บวชริมฝั่งแม่น้ำอโนมา (Aami River, Uttar Pradesh) ->
ได้สมาบัติ 7 กับอาฬารดาบสที่กรุงเวสาลี (Archaeological Buddhist Remains of Vaishali) ->
ได้สมาบัติ 8 กับอุทกดาบสที่กรุงราชคฤห์ (Rajgir, Bihar) ->
บำเพ็ญทุกรกิริยาที่ดงคสิริ (Pragbodhi Cave Dhungeshwari) ->
ทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา (Sujata Stupa) ->
ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (Bodhgaya Bodhi Tree)

รวมระยะทางเดินเท้า 545 กิโลเมตร ซึ่งก็นับว่าไม่ไกลเมื่อคำนึงว่าเจ้าชายสิทธัตถะใช้เวลา 6 ปีกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านตั้งใจจะกลับไปสอนครูของท่านคืออาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ปรากฎว่าทั้งสองท่านไม่อยู่เสียแล้ว จึงไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ (ซึ่งอยู่ในพาราณสี) และแสดงปฐมเทศนาจนพระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุโสดาบัน ในวันเพ็ญเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชา (2 เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6)

พี่ก็เล่าให้ฟังว่า การเดินทางของพระพุทธเจ้าในพุทธประวัตินั้นทำให้เรายิ่งเชื่อได้ว่าท่านเคยมีตัวตนอยู่จริงๆ เพราะเราสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญ + timeline + ระยะทางได้อย่างลงตัว

ยกตัวอย่างเช่น หลังจากตรัสรู้ ท่านใช้เวลา 7 สัปดาห์แรกในการเสวยวิมุตติสุข และอีกประมาณ 10 วันในการเดินเท้าจากพุทธคยาไปสารนาถ (ใน Google Maps บอกว่าห่างกัน 105 กิโลเมตร แต่ Gemini บอกว่าห่างออกไป 200 กว่ากิโลเมตร แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร การเดินเท้าวันละ 10-20 กิโลเมตรก็เป็นวิสัยปกติที่จะทำได้) ก่อนจะได้แสดงปฐมเทศนาให้ปัญจวัคคีย์ที่สารนาถ

จากนั้น พระพุทธเจ้าจึงเดินทางกลับมาที่ตำบลอุรุเวลาแถวๆ พุทธคยาอีกครั้ง แล้วไปแสดงธรรมให้กับชฎิล 3 พี่น้อง (อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ และ คยากัสสปะ) จนชฎิลทั้งสามเลิกบูชาไฟและขอบวชกับพระพุทธเจ้าพร้อมลูกศิษย์อีก 1,000 คน

เมื่อพระพุทธเจ้ามีและชฎิล 3 พี่น้องและคณะสงฆ์พันกว่ารูปเป็นผู้ติดตาม จึงออกเดินทางไปที่กรุงราชคฤห์ และได้แสดงธรรมให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชนที่สวนตาลหนุ่ม (ลัฏฐิวัน)

พระเจ้าพิมพิสารและราษฎรในราชคฤห์นั้นนับถือชฎิล 3 พี่น้องเป็นอาจารย์อยู่แล้ว พอได้เห็นอาจารย์ของตัวเองกราบไหว้พระพุทธเจ้า ก็เลยยิ่งมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าน่าจะบรรลุธรรมแล้วจริงๆ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจนพระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาบัน รวมถึงประชาชน 120,000 ชีวิตที่มาเข้าเฝ้าในวันนั้นก็หันมานับถือศาสนาพุทธด้วย

พระเจ้าพิมพิสารตัดสินใจถวาย เวฬุวัน ที่แปลว่า “ป่าไม้ไผ่” (Venu Van) ให้เป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้า นี่จึงเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา

แต่ไม่ไกลจากเวฬุวันก็มีอีกสถานที่สำคัญหนึ่งคือ “เขาคิชฌกูฏ” ที่ชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Vulture’s Peak ผมถึงเพิ่งรู้ว่า คิชฌ แปลว่าแร้ง กูฏ แปลว่ายอดเขา โดยสันนิษฐานว่าเพราะหุบเขานี้มีลักษณะเหมือนแร้ง

ถ้าเวฬุวันคือ public space ที่ประชาชนและสาวกมาฟังเทศน์และทำบุญตักบาตรได้ เขาคิชฌกูฏก็เป็น private space ที่พระพุทธเจ้าใช้สำหรับปลีกวิเวก

เรื่องราวที่เราเคยได้ยินว่าพระเทวทัตกลิ้งหินลงมาหวังทำร้ายพระพุทธเจ้า แต่หินเกิดแตกออกเสียก่อน เศษหินโดนพระพุทธเจ้าจนพระบาทห้อพระโลหิต ก็เกิดขึ้นที่เขาคิชฌกูฏนี่เอง

และก็เป็นพระเทวทัตอีกเช่นกันที่ยุยงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ลอบทำร้ายพระเจ้าพิมพิสารซึ่งเป็นบิดาของตัวเอง เพื่อจะได้ขึ้นครองราชคฤห์เสียเอง แต่การทำร้ายไม่สำเร็จ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทราบเรื่อง ก็เลยปรามลูกว่าจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร อย่างไรเสียท่านก็จะยกเมืองนี้ให้พระเจ้าอชาตศัตรูอยู่แล้ว จากนั้นท่านก็เลยสละราชสมบัติให้พระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นครองราชย์แทน

แต่พระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังไม่วางใจ เพราะพระเทวทัตยังคอยเตือนว่า ตราบใดที่พระบิดายังอยู่ ก็อาจจะกลับขึ้นมามีอำนาจได้อยู่ดี พระเจ้าอชาตศัตรูจึงจับพระเจ้าพิมพิสารเข้าคุก แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าพิมพิสารก็ยังมีกำลังใจที่ดี ยังเดินจงกรมอยู่ในคุก และเมื่อมองลอดหน้าต่างคุกออกไปก็สามารถมองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้น-ลงเขาคิชฌกูฏอยู่ทุกวัน

เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเรื่อง จึงทรมานพระเจ้าพิมพิสารด้วยการเฉือนพระบาท และทาเกลือย่างไฟ เพื่อไม่ให้เดินจงกรมได้ จนในที่สุดท่านก็สวรรคตในคุกนั้น


หลังจากคณะของเราออกเดินทางมาได้ชั่วโมงครึ่ง จุดแวะแรกของเราคือวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหาร วัดนี้ตั้งอยู่ตรง “ลัฏฐิวัน” ซึ่งก็คือสวนตาลหนุ่มที่พระเจ้าพิมพิสารได้พาประชาชนมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและชฎิล 3 พี่น้องนั่นเอง

วัดยังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ไม่มีอาคารอะไรมากมายนัก แต่ที่น่าประทับใจคือมีห้องน้ำที่สร้างเรียงรายติดกันนับสิบห้องและสะอาดสะอ้านสุดๆ (จากประสบการณ์ที่ได้เข้าห้องน้ำที่วัดไทยที่นี่ ทุกห้องดูแลความสะอาดได้อย่างหมดจดจริงๆ)

เข้าห้องน้ำเสร็จ พวกเราก็ได้รับประทานโรตีโรยนมข้นหวานและเครื่องดื่มร้อนๆ ที่ทางวัดจัดเตรียมเอาไว้ให้ผู้มาเยือน มีพระรูปหนึ่งซึ่งผมมารู้ภายหลังว่าเป็นท่านเจ้าอาวาส ดร.พระมหาบุญสนอง สิริธโร กล่าวต้อนรับผ่านไมโครโฟนและเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเราฟัง ประทับใจมากในวาทศิลป์ที่คล่องแคล่วสำบัดสำนวน เปี่ยมไปด้วยคำคล้องจองและไม่มี dead air แม้แต่น้อย ผมกับผึ้งได้ทำบุญเพื่อร่วมซื้อที่ดินให้กับวัดในอนาคต

ในวันก่อนหน้านี้ พี่ก็เล่าให้ฟังว่าการที่นานาประเทศมาสร้างวัดของตัวเองที่พุทธคยา ก็เพื่อเป็นการนำพุทธศาสนาให้กลับมามีชีวิตในบ้านเกิดอีกครั้ง เพราะหลังจากยุคเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย (ช่วงศตวรรษที่ 17-19) พุทธคยาเคยถูกทิ้งร้างและบางส่วนถูกดูแลโดยนักบวชฮินดู

ประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัย ก็คือพระพุทธเจ้าเทศน์ให้พระเจ้าพิมพิสารและประชาชน 120,000 คนได้อย่างไรในสมัยที่ยังไม่มีลำโพง

ท่านเจ้าอาวาสเหมือนจะอ่านใจผมออก และพูดผ่านไมโครโฟนว่าสมัยนั้นอาจจะเป็นการพูดต่อไปแบบปากต่อปากก็ได้ (คนข้างหน้าได้ยิน แล้วเล่าให้คนข้างหลังฟังต่อ) ผมกลับมาที่ไทยก็ลองไปเสิร์ชข้อมูลดูก็มีสมมติฐานหลายอย่าง เช่นตัวเลขอาจไม่ถึงแสนสอง พื้นที่ในหุบเขาทำให้เสียงก้องกังวาน และพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าที่บำเพ็ญมาอย่างดี อันนี้ก็สุดแท้แต่ว่าเราจะเลือกเชื่อทฤษฎีไหน


ออกจากวัดไทยลัฏฐิวันมหาวิหารแล้ว เราตรงไปที่เขาคิชฌกูฏ ซึ่งพี่ก็เล่าว่า ทางเดินขึ้นเขานั้นเชื่อกันว่าเป็นทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านเป็นประจำ และพระอรหันต์ก็เคยมาพำนักอยู่ที่นี่เยอะมาก ดังนั้นครูบาอาจารย์หลายองค์จากเมืองไทยที่ได้มาสักการะสถานที่แห่งนี้ จะถอดรองเท้าแล้วเดินเท้าเปล่าขึ้นไปตลอดเส้นทาง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์

ส่วนใครที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย ข้างๆ มีกระเช้าที่ขึ้นไปวัดญี่ปุ่น และมีทางเดินลัดเลาะไปที่ด้านบนของเขาคิชฌกูฏได้เช่นกัน แต่วิธีที่อาจจะสะดวกกว่า คือจ่ายเงินค่าเสลี่ยงให้คนแบกเราขึ้นไปเลย

ทางขึ้นเขานั้นเต็มไปด้วยเด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ที่มานั่งขอทานและขายของเต็มสองข้างทางเหมือนตอนที่เราเดินขึ้นดงคสิริ แต่มีจำนวนเยอะกว่า เราจึงต้องใช้มาตรการเดิมคือใส่แว่นตาดำและไม่พูดคุยด้วย

ทางขึ้นเขาคิชฌกูฏนั้นเราจะขึ้นไปเจอถ้ำพระโมคคัลลานะก่อน พี่ก็เล่าว่าจุดนี้เป็นเหมือน waiting room เวลาที่ใครต้องการจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็จะต้องมารอกันตรงนี้ หากพระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นมา ก็ต้องเปลื้องอาวุธที่นี่ และทหารที่ติดตามก็ต้องรออยู่ตรงนี้ ให้พระเจ้าพิมพิสารเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้คนเดียว

ผ่านถ้ำพระโมคคัลลานะมาแล้วก็จะเป็นถ้ำสุกรขาตา (สุ กะ ระ ขา ตา) หรือถ้ำพระสารีบุตร

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในถ้ำแห่งนี้ 15 วันหลังจากอุปติสสะออกบวช (แม่ของอุปติสสะชื่อนางสารี ท่านจึงได้นามว่าสารีบุตร)

พระสารีบุตรกำลังถวายงานพัดในถ้ำแห่งนี้ ระหว่างที่พระพุทธเจ้ากำลังสนทนาธรรมกับทีฆนขพราหมณ์ หลานชายของพระสารีบุตร

(ทีฆนขะ แปลว่า ผู้มีเล็บยาว ทีฆ แปลว่ายาว นขะ แปลว่าเล็บ เหมือนที่เราเคยได้ยินที่พระอุปัชฌาย์สอนนาคก่อนบวชว่า “เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ – ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง”)

ผมขอคัดข้อความจากหนังสือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยคุณโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ เพราะเห็นว่าเล่าเรื่องได้ร่วมสมัยและเห็นภาพดี

“ทีฆนขะเนี่ยเป็นคนอีโก้มาก มองว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เหมาะกับตนทั้งนั้น (เราก็อาจเคยรู้จักคนแบบนี้อยู่บ้าง ไอ้นั่นก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่มีอะไรเข้าท่า กูเก่งที่สุด) พุทธะฟังแล้วก็ตอบกลับไปเพียงว่า แม้แต่ความเห็นของท่านที่บอกว่าสิ่งทั้งปวงไม่เหมาะควรแก่ท่านนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านเช่นกัน

กรรมการอึ้ง ทีฆนขะอึ้ง เออว่ะ ถ้าไม่มีอะไรคู่ควรกับเรา ความเห็นเราเองก็ไม่ควรกับเราด้วยเหมือนกันสิ

ทีฆนขะคิดว่าพุทธะคนนี้พูดจาเข้าท่า ด้านพุทธะเห็นอีโก้ของทีฆนขะเบาลงแล้วเลยเทศน์ไปหนึ่งยก มีอีโก้นักใช่ไหม รับนี่ไปซะ เวทนาปริคคหสูตร ว่าด้วยเรื่องเวทนาขันธ์ ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดา ควรเบื่อหน่าย ไม่ยึดติดทั้งในความสุข ความทุกข์ และความเฉยๆ ทีฆนขะฟังก็เกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน และประกาศตัวเป็นอุบาสกทันที

ส่วนพระสารีบุตรที่คอยพัดให้พระพุทธเจ้าอยู่ด้านหลัง ก็ได้พิจารณาธรรมเวทนาขันธ์ไปด้วย จนบรรลุพระอรหันต์จากธรรมเทศนาที่พุทธะแสดงแก่ผู้อื่น เหมือนคนที่เห็นผู้อื่นได้บริโภคอาหาร ก็บรรเทาความหิวของตนลงไปได้ฉันนั้น

ถ้ำหัวหมูจึงเป็นสถานที่บรรลุอรหันต์ของพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศด้านมีปัญญามาก หลังจากท่านออกบวชได้กึ่งเดือน”


หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมสมัยพุทธกาลคนถึงบรรลุธรรมกันง่ายจัง ฟังคำสอนเพียงไม่กี่คำก็บรรลุกันแล้ว ส่วนเราได้ฟังได้อ่านไม่รู้กี่รอบก็ยังไปไม่ถึงไหน

พี่ก็อธิบายว่าคนในสมัยพุทธกาลนั้นต่างบำเพ็ญเพียรกันอย่างจริงจังอยู่แล้ว ซึ่งการทำสมาธิและทรมานร่างกายก็เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แม้จะยังไม่ใช่ทางที่ถูกต้องแต่คนเหล่านี้ก็มีอินทรีย์แก่กล้า ดังนั้นพอพระพุทธเจ้ามาสะกิดนิดเดียวก็เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องจนบรรลุธรรมได้โดยไม่ยากเย็น

อีกเกร็ดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ วันที่พระสารีบุตรบรรลุธรรมนั้นเป็นกลางวันของวันเพ็ญเดือน 3

พอตกค่ำ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏมายังเวฬุวัน และเกิดจาตุรงคสันนิบาต พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา อันได้แก่การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

พระสารีบุตรได้บรรลุธรรมในวันมาฆบูชา ทันเวลาที่จะได้เป็นหนึ่งในพระอรหันต์ 1,250 รูปในวันนั้นอย่างฉิวเฉียด


จุดหมายสุดท้ายของเราคือยอดเขาคิชฌกูฏอันเป็นที่ตั้งของ “คันธกุฎี” (คัน ทะ กุ ดี) ที่แปลว่า กุฎีที่มีกลิ่นหอม เพราะมีของหอมนานาชนิดมาบูชาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ

ตรงบันไดทางขึ้นชุดสุดท้ายประมาณ 20 ขั้นก่อนถึงคันธกุฎี ก็มีฝูงลิงมานั่งเล่นหาเห็บให้แก่กัน ดูน่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขาก็พบว่าวิวสวยมาก มองเห็นภูเขาโดยรอบและตัวเมืองราชคฤห์แบบพาโนราม่า ชวนให้นึกถึงภาพที่พระพุทธเจ้าใช้ญาณสำรวจยามเช้ามืดเพื่อพิจารณาสัตว์โลกที่ควรเสด็จไปโปรด

ตรงกลางของพื้นที่ คือ “คันธกุฎี” ที่ไม่ได้มีกุฏิใดๆ มีเพียงกำแพงที่ก่อขึ้นมาสูงประมาณหัวเข่า พื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสประมาณ 3 x 3 เมตรเท่านั้น

หนึ่งในศาสดาเอกของโลกเคยพำนักอยู่ในพื้นที่เพียงเท่านี้ หน้าหนาวจะหนาวแค่ไหน หน้าร้อนแดดจะแผดเผาปานใด

ตรงริมบันไดทางลง มีกำแพงก่ออยู่เช่นกัน พื้นที่เล็กกว่าคันธกุฎีประมาณเท่าตัว จนตอนแรกผมไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ นี่คือกุฏิของพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก (ถ้าใช้ภาษาของคุณโจ้ บองโก้ พระอานนท์คือบัตเลอร์ของพระพุทธเจ้า)

คณะของเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ตรงหน้าคันธกุฎีซึ่งแดดจ้าจนต้องใส่หมวก ส่วนอีกกลุ่มออกไปนั่งสมาธิตรงชะง่อนผา ซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาพอดี

ผมนั่งได้สักพัก ก็มาขอเดินจงกรมรอบๆ คันธกุฎี ในขณะที่บางคน (ที่ไม่ได้อยู่ในคณะของเรา) เข้าไปนั่งสมาธิในตัวคันธกุฎีเลย

เราใช้เวลาตรงนั้นอยู่ราว 45 นาทีก่อนที่จะลงมา แต่ก่อนจะลงก็มีเหตุการณ์ตื่นเต้น นั่นคือมีคู่สามี-ภรรยาอายุห้าสิบกว่าๆ ทะเลาะกับฝูงลิง ซึ่งน่าจะเป็นฝูงเดียวกับที่ผมเห็นว่าน่ารักตอนก่อนเดินขึ้นบันได เพราะลิงจะเอาถุงที่สองคนนั้นถืออยู่ไปดูว่าในนั้นมีของกินอะไรบ้าง ฝ่ายมนุษย์ก็ไม่ยอม ยื้อแย่งกับลิงกันไปมา จนลิงตัวนึงฉุนจัด กระโดดไปที่ผู้หญิงและกัดตรงหัวไหล่ เดชะบุญที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยใช้ไม้ก้านยาวๆ ช่วยขับไล่ คุณผู้หญิงคนนั้นยืนจับหัวไหล่ และบอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก เลือดไม่ไหล เขี้ยวลิงไม่ได้ทะลุเสื้อเข้าไป

ที่เล่าให้ฟัง เพื่อจะบอกว่าหากถืออาหารหรือขวดน้ำขึ้นไป ก็ต้องเก็บใส่กระเป๋าให้มิดชิด ไม่อย่างนั้นเรามีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้กับลิงจนสูญเสียความตั้งใจที่ขึ้นมา

ก่อนจะลง พี่ก็ชี้ให้ดูทางที่พระพุทธเจ้าลงจากคันธกุฎี ซึ่งเป็นคนละทางกับทางเดินที่เราขึ้นมา และมีความชันกว่ามาก มีสองคนในคณะของเราลองลงไปตามทางนั้นดู และพบว่ามันเป็นทางลัดตรงไปที่ถ้ำพระโมคคัลลานะเลย ทำให้นึกภาพได้ว่า ตอนที่พระเจ้าพิมพิสารมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็น่าจะต้องขึ้นทางที่ชันเอามากๆ เช่นกัน

ตอนขาขึ้นเราไม่ได้แวะถ้ำเพราะอยากจะตรงมาที่คันธกุฎีก่อน ขาลงเราจึงได้แวะถ้ำสุกรขาตาและถ้ำพระโมคคัลลานะ ผมได้เข้าไปนั่งสงบนิ่งอยู่ในถ้ำพระโมคคัลลนะอยู่ประมาณ 1-2 นาที เป็นเวลาสั้นๆ แต่ความรู้สึกในตอนนั้นยังติดตัวผมมาถึงตอนนี้

คนอาจจะมีจินตนาการว่าถ้ำของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะน่าจะต้องมีขนาดใหญ่ เพราะเป็นถึงอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้าย แต่ที่จริงแล้วถ้ำค่อนข้างเล็ก เข้าไปนั่งสัก 5 คนก็น่าจะเกือบเต็มพื้นที่แล้ว

เดินลงมาที่ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็เจอขอทานเรียงรายอยู่มากมายเช่นเดิม ผมคิดในใจว่าหญิงชราบางคนอาจจะเป็นขอทานมาตั้งแต่ตอนเด็ก และเด็กน้อยบางคนที่กำลังแบมือขอเงินผมในวันนี้ ก็อาจจะเป็นขอทานไปถึงวัยชราในอีก 70 ปีข้างหน้าเลยก็ได้

เพราะรัฐพิหารอันเป็นที่ตั้งของราชคฤห์และพุทธคยานั้นคือรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย หลายคนที่เกิดในรัฐนี้จึงอาจจะต้องทนทุกข์และติดกับวังวนของความยากจนไปทั้งชีวิต (“พี่ณัฐ” หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกัน ได้กลับมาเล่าในเพจ “ณัฐมาคุย” ว่า ไม่ใช่พวกเขาเหล่านี้ไม่อยากปีนบันไดทางสังคมขึ้นไป แต่เพราะบันไดมันขาดสะบั้นและไม่มีให้ปีนเลยต่างหาก)

แล้วผมก็คิดได้อีกอย่างว่า ถ้าวังวนของความยากจนชั่วชีวิตมันน่าหดหู่ขนาดนี้ แล้ววังวนของสังสารวัฏที่พวกเรายังหาทางออกไม่เจอมันจะน่าหดหู่ขนาดไหน

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนบทความนี้เป็นตอนสุดท้ายของพุทธคยาจาริก แต่ปรากฏว่าเขียนมาหลายพันคำก็ยังเพิ่งได้ลงจากเขาคิชฌกูฏ

จึงขอเก็บการเดินทางที่เหลือไว้เล่าในโอกาสหน้านะครับ

(บทความถัดไปจะขอเบรกจากพุทธคยาจาริกสักหนึ่งตอนนะครับ)


ป.ล. ในวันที่ตีพิมพ์บทความนี้ (25 มกราคม 2569) ก็ได้ข่าวจากกรุ๊ปไลน์ของชาวคณะที่ไปเยือนพุทธคยาด้วยกัน ว่าสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา ได้ออกประกาศเตือนดังนี้:

“ประกาศเตือนการระบาดของไวรัสนิปาห์

ตามที่ได้เกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 ม.ค. 69) ส่งผลให้มีชาวอินเดียในเมืองกัลกัตตาติดเชื้อ 5 ราย นั้น

สกญ. ณ เมืองกัลกัตตา ขอประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้แสวงบุญชาวไทยที่จะเดินทางมาแสวงบุญที่พุทธคยาและพื้นที่ใกล้เคียง เขตรัฐพิหาร ให้ระมัดระวังและติดตามข่าวการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด

และหากจะเดินทางมายังรัฐเบงกอลตะวันตกขอให้รักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการบริโภคผลไม้ อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และอาหารดิบประเภทต่าง ๆ โดยในชั้นนี้ ยังไม่พบการระบาดในหมู่คนไทย

ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐเบงกอลตะวันตกได้เตือนให้ประชาชนรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด อาทิ การใช้หน้ากาก น้ำยาล้างมือ เนื่องจาก มีโอกาสระบาดจากสัตว์สู่คนได้”

วันที่พบเคสแรก 12 ม.ค. คือวันที่พวกเราเดินทางกลับพอดี และทางสมาชิกกลุ่มก็ได้มีการเช็คไปยังวัดไทยพุทธคยา ยังไม่มีใครเจ็บป่วยเป็นอะไรครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ

พุทธคยาจาริก (ตอนที่ 1)

ผมเพิ่งกลับมาจากพุทธคยาครับ

พุทธคยาเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ใกลัเมืองคยา (Gaya) ในรัฐพิหารทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

ช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม การบินไทยมีบินตรงจากกรุงเทพถึงคยา ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไกลกว่าบินไปสิงคโปร์เพียง 30 นาที

จะว่าไปก็น่าแปลก ที่ผมเคยได้ไปเยือนนครวาติกันถึงสองครั้ง แต่ไม่เคยไปพุทธคยาเลย และเชื่อว่าชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็น่าจะเป็นอย่างผม ที่ได้ไปเยือนมหาวิหารสำคัญของชาวคริสต์ก่อนจะได้ไปเยือนสังเวชนียสถานของชาวพุทธอันได้แก่ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (ตรัสรู้) สารนาถ (ปฐมเทศนา) และ กุสินารา (ปรินิพพาน)

ผมเองเคยมีความคิดที่อยากจะมาเยือนพุทธคยาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความปรารถนาที่ “เอาไว้ก่อน” ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางมาอินเดียมันดูน่าจะลำบาก ทั้งเรื่องของกิน ห้องน้ำ การเดินทาง และการรับมือกับคนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเชื่อว่า ไม่ได้มีความจำเป็น เพราะถ้าเราตั้งใจจะปฏิบัติภาวนาเสียอย่าง จะทำที่ไหนก็คงเหมือนๆ กัน

“มันไม่เหมือนกันหรอกนะ” หลวงพ่อแห่งวัดเนรัญชราวาส ซึ่งคณะของเราเข้าไปเยี่ยมในวันที่สองของการเยือนพุทธคยากล่าว

“เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน” หลวงพ่ออธิบายต่อ

การมาที่พุทธคยา จึงเป็นการได้มาลิ้มรสอ้อยถึงต้นทาง ได้มานั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในจุดที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้มากราบพระพุทธเมตตา ได้มาเห็นบรรยากาศของพระสงฆ์องค์เจ้าและสาธุชนจากหลากหลายประเทศมารวมตัวกัน

เสียงบทสวดที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นนโมตัสสะฯ อรหังสัมมาฯ หรือ อิติปิโสฯ ล้วนถูกเอื้อนเอ่ยอย่างอื้ออึง แม้ถ้อยคำจะเหมือนกัน แต่จังหวะและลีลากลับแตกต่างไปจากที่เราคุ้นหู นี่คือโรงมหรสพแห่งศรัทธาที่ต้องไปเห็นกับตา-ได้ยินกับหูดเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

มันทำให้เราได้สัมผัสถึงความมีอยู่จริงของบุรุษผู้หนึ่งที่สอนให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพบความสุขที่แท้จริงได้


เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

คณะของเรามีกันอยู่ 16 คน โดยมี “พี่ก็” ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นหัวหน้าคณะ และ “เชอรี่” เข็มอัปสร สิริสุขะ เป็นรองหัวหน้า

เมื่อต้นปี 2568 ผมมีโอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกับพี่ก็ จึงได้สอบถามเรื่องการภาวนา และได้ฟังวรรคทองจากพี่ก็:

“เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก”

(อ่านต่อได้ในบทความ “เป็นผู้นำต้องบริหารใจคน“)

ผมเห็นว่าพี่ก็เพิ่งไปเยือนพุทธคยามาเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผมเลยบอกพี่ก็ว่า ถ้าพี่ก็จะไปอีกครั้ง ผมขอโอกาสร่วมคณะไปด้วยนะครับ

มารอบนี้ผมกับผึ้ง (ภรรยา) จึงมีโอกาสได้ร่วมเดินทางมาด้วยในวันที่ 8-12 มกราคม 2569

เพื่อไม่ให้หลงลืม ผมขอจดชื่อของทุกคนที่ร่วมคณะนี้ไว้เสียหน่อย

พี่ก็ พี่เม่น พี่เด่น พี่แตง พี่ปุ้ย พี่ชาย พี่ณัฐ พี่ต้า พี่ปลา เชอรี่ ผึ้ง รุตม์ จอย เตย มล ภูมิ

หญิง 9 ชาย 7 รวมเป็น 16 เวลาขึ้นรถริกชอว์ (ตุ๊กตุ๊กอินเดีย) คันละ 4 คนได้พอดีไม่ต้องกลัวว่าจะตกหล่นใคร

4 คนบนริกชอว์

ก่อนออกเดินทาง พี่ก็ (ผู้มาพุทธคยาเกิน 10 ครั้ง) และเชอรี่ (ที่เคยมาเยือนแล้ว 2 ครั้ง) ช่วยบรีฟพวกเราว่าเราควรเตรียมอะไรมาบ้าง

เครื่องกันหนาว หมวกมุ้ง ยากันยุง หน้ากากกันฝุ่น เบาะรองนั่งสมาธิ ผ้าใบรองนั่ง ถุงเท้าดำ (เพราะต้องถอดรองเท้าเดินในบริเวณวัด) และแว่นตาดำ (ใส่ป้องกันการสบตาเวลาเด็กๆ มาขอเงินหรือผู้ใหญ่มาขายของ)

เมื่อปี 2013 เกิดเหตุวางระเบิด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงไม่อนุญาตให้นำมือถือหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เข้าไป จึงต้องซื้อนาฬิกาเข็มราคาร้อยกว่าบาทไปใช้ตอนอยู่ในวัด ส่วนกล้องถ่ายรูปดิจิตัลหรือ DSLR เอาเข้าได้ แต่ต้องซื้อบัตร 100 รูปี (35 บาท)

ส่วนเรื่องโรงแรม แค่คิดว่าต้องนอนโรงแรมในอินเดียก็หวั่นๆ แต่ไม่นานมานี้มีโรงแรม Hyatt Place Bodh Gaya มาเปิด นั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงวัด เราจึงมาพักที่นี่กัน ราคาอาจจะสูงหน่อย แต่คุ้มค่าเพราะห้องพักสะอาด อาหารอร่อย บริการดีเยี่ยม รู้สึกปลอดภัย

เรามีไกด์นำทางชื่อ “รามจี” ของบริษัททัวร์ Magadh Travels & Tours ที่พี่ก็ใช้บริการมา 15 ปีแล้ว รามจีน่าจะอายุประมาณสี่สิบปลายๆ มีหนวดจุ๋มจิ๋ม ผิวคมเข้ม หน้าตาใจดี มีเงินรูปีให้แลก

จริงๆ ถ้าจะมาพุทธยา จะไม่แลกเงินมาเลยก็ยังได้ เพราะที่นี่เขารับเงินไทยเกือบทุกร้าน ส่วนผมเองก็แลกเงินกับรามจีแค่ครั้งเดียว 200 บาท แลกได้ 560 รูปี เอาไว้ซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดเป็นหลัก ส่วนการเดินทางก็เป็นรถบัสของบริษัททัวร์ตลอด จะมีขึ้นริกชอว์บ้างก็ตอนที่จะเข้าไปที่วัดหลักในพุทธคยา (main temple) เท่านั้น เพราะเขาไม่ให้รถใหญ่เข้า

พี่ก็แนะนำว่า ถ้าได้อ่าน “จาริกบุญ-จารึกธรรม” โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็จะเป็นการเตรียมตัวที่ดี ผมเองมีซื้อหนังสือมาสักพักใหญ่ (หลังจากที่ “ปัง” น้องที่ไปกับพี่ก็เมื่อรอบที่แล้วพูดถึงหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน) แต่ก็เล่มหนามาก จึงยังอ่านไปได้ไม่ถึงไหน โชคดีที่ผมกับแฟนมีพ็อกเก็ตบุ๊คอีกเล่มคือ “Buddhist Holy Day หนีตามพระพุทธเจ้า” ที่เขียนโดยโจ้ บองโก้ และ รศ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ที่เล่าเรื่องมาสักการะสังเวชนียสถานเช่นกัน

อีกสองอย่างที่สำคัญคือต้องทำ e-Visa ซึ่งขอบอกว่าเว็บไซต์ล่มบ่อยมาก แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าตอนกรอกใบสมัครให้ก๊อป application ID เอาไว้ ถ้าเกิดมันค้างจะได้ไม่ต้องกรอกใหม่ตั้งแต่เริ่ม อีกอย่างที่ช่วยได้คือใช้เว็บช่วงดึกๆ หรือตอนเช้าตรู่ก็จะเสถียรกว่า ใช้เวลาไม่กี่วันก็จะได้เมลตอบว่าวีซ่าผ่านแล้ว ต้องกดเข้าไปพิมพ์ออกมา

ก่อนวันเดินทาง ควรทำ Arrival Card อันนี้รวดเร็วไม่มีอะไร แต่ต้องพิมพ์ออกมาเช่นกัน ตอนตรวจคนเข้าเมืองเขาจะขอดูทั้งพาสปอร์ต e-Visa และ Arrival Card


วันที่ 1 – มหาโพธิเจดีย์-ต้นพระศรีมหาโพธิ์-พระพุทธเมตตา

เรามีเรื่องให้ลุ้นตั้งแต่วันออกเดินทาง ไฟลท์ 11 โมงเช้า แต่คนที่มาถึงตอน 8.30 กลับพบว่าเคาท์เตอร์ยังไม่เปิด ให้มาเช็คอีกทีตอน 9.30 เหตุเพราะว่าที่กายาหมอกลงหนา ยังไม่แน่ว่าเครื่องจะลงจอดได้หรือไม่ แต่พอถึงเวลา 9.20 เคาท์เตอร์ก็เปิด และเครื่องก็ได้ออกบินตอนเที่ยงกว่าๆ ในเครื่องมีแถวว่างเยอะมาก ผู้โดยสารน่าจะประมาณ 60% ของความจุเท่านัั้น ซึ่งก็ขอขอบคุณการบินไทยมา ณ ที่นี้ที่ยังจัดเที่ยวบินรูทนี้อยู่ เพราะคุณค่าของไฟลท์ Bangkok-Gaya นี้มากกว่าแค่กำไร-ขาดทุนทางการเงิน

ถึงสนามบิน Gaya ที่เวลาช้ากว่าเรา 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็มีรถทัวร์ 24 ที่นั่งและรามจีไกด์ผู้แสนดีมารอรับ จากสนามบินถึงโรงแรมใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เช็คอินเรียบร้อยก็ลงมากินข้าวเย็นและเตรียมออกไปเยือนวัดเป็นครั้งแรกตอนทุ่มตรง

เมนูอาหารมื้อแรกในพุทธคยาที่เขียนด้วยลายมือของรามจี

ลงจากรถบัส รามจีก็เรียกรถริกชอว์ 4 คันมาจอด ทุกคนต้องรีบกระโดดขึ้นรถไปรอ ก่อนที่รามจีจะเดินจ่ายตังค์จนครบแล้วรถก็ออกเดินทาง

ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงบริเวณหน้าวัดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีขอทานทั้งหญิง ชายและเด็ก ผู้พิการ คนขายของที่ระลึก คณะทัวร์ คณะสงฆ์จากหลากหลายประเทศ เรียกได้ว่าวุ่นวายจอแจตั้งแต่หน้าประตู

รามจีวิ่งไปซื้อบัตรเอากล้องเข้าวัดให้ผม จากนั้นเราก็ไปต่อคิวที่แยกหญิงชาย มีเครื่องเอ็กซ์เรย์กระเป๋าและมีคนคอยตรวจร่างกายไม่ต่างอะไรจากตอนอยู่สนามบิน ถ้าจะต่างก็คือที่วัดนี้มีถึงด่านตรวจถึงสองรอบ และแถวของผู้หญิงมีผ้าม่านคล้ายๆ ห้องลองเสื้อผ้าเพื่อความเป็นส่วนตัวในการตรวจร่างกาย

เมื่อเดินไปถึงบริเวณวัด เห็นมหาโพธิเจดีย์อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร ผมก็ตกใจพร้อมอัศจรรย์ในความสวยสง่าของตัวเจดีย์ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเจดีย์ทรงนี้มาก่อน แล้วก็นึกได้ว่าหน้าตาคล้ายๆ กับวัดธรรมมงคลตรงสุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) มาอ่านประวัติดูทีหลังถึงได้รู้ว่าวัดธรรมมงคลได้แรงบันดาลใจมาจากที่นี่

เราถอดรองเท้าแตะและเดินเข้าไปใกล้ตัวเจดีย์ที่มีพระพุทธเมตตาประดิษฐานอยู่ เรายังไม่ได้เข้าไปในตัวเจดีย์เพราะคิวยาวเหยียด แล้วเดินตามเข็มนาฬิกาไปจนกระทั่งเจอกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ คณะของเราจึงนั่งลงปูเสื่อและนั่งลงปฏิบัติภาวนาบริเวณนั้น

ความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ก็คือบริเวณใต้ต้นโพธิ์นี้ไม่ได้มีที่ว่างให้นั่งเยอะมากนัก เต็มที่ไม่น่าเกิน 50 คน แต่เรามาที่นี่ 6 ครั้งในก็มีพื้นที่ว่างให้นั่งทุกครั้ง ทั้งที่มีคนมาเยือนวันละหลายพันคนเป็นอย่างน้อย

บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ผมไม่เคยนั่งสมาธิอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ที่มีทั้งนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ ทั้งฆราวาสและนักบวช ไหนจะมีหมาวัดอีกหลายตัวที่วิ่งไปวิ่งมารอบเจดีย์ มีขู่ฮึ่มๆ จะกัดกันอยู่ใกล้ๆ ขณะที่เรากำลังนั่งขัดสมาธิหลับตา มีชาวธิเบตไหว้พระด้วยท่าอัษฎางคประดิษฐ์ที่ต้องไหว้แล้วนอนแนบตัวลงไปกับพื้น ลุกขึ้นยืน เดินหนึ่งก้าว แล้วก็ไหว้ด้วยท่าเดิม มีเสียงพระไทย พระธิเบต พระภูฐาน พระพม่า และอีกหลายสัญชาติสวดพระพุทธมนต์ กลิ่นกำยานฟุ้งๆ ยุงเยอะๆ อากาศหนาวยะเยือกที่ 12 องศา ไม่มีความเป็นสัปปายะแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้นผม (และน่าจะเกือบทุกคนในคณะ) กลับรู้สึกว่าเรานั่งภาวนาได้ และนั่งได้นานกว่าปกติด้วย

อาจจะเพราะพลังศรัทธาที่มารวมกันตรงนี้ อาจจะเพราะมีพระบรมสารีริกธาตุประดับอยู่ อาจเป็นเพราะเราอินกับต้นพระศรีมหาโพธิ์และเรื่องราวเล่าขานที่เคยอ่านเคยฟังแต่ในตำราและในตำนาน แต่ตอนนี้เราได้มานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นจริงๆ

ถามว่าได้สัมผัสอะไรพิเศษหรือเปล่า ก็ไม่ ถามว่าชอบบรรยากาศแบบนี้มั้ย ก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่ที่แน่ๆ มันคือประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

ประมาณสองทุ่มครึ่ง ผู้คนเริ่มซาลง คณะของเราเข้าไปในตัวเจดีย์เพื่อกราบพระพุทธเมตตา นำพานพุ่มสีชมพูที่เชอรี่เตรียมจากเมืองไทยมาถวาย พี่ก็บอกว่าพระพุทธเมตตาท่านศักดิ์สิทธิ์มาก หากอยากได้อะไรให้ตั้งจิตอธิษฐานกับท่าน (การอธิษฐานไม่ใช่การขอ แต่คือการแสดงความตั้งใจว่าเราจะทำอะไร)

เราเดินรอบเจดีย์กันอีกหน่อย ก่อนจะมาถ่ายรูปร่วมกันโดยมีรามจีเป็นตากล้อง วินาทีที่รามจีกดชัตเตอร์ ผมรู้สึกขึ้นมาเองว่า “เราไม่ได้ถ่ายรูป/บันทึกภาพนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก” พวกเราน่าจะเจอกันที่ไหนมาก่อนถึงได้มารวมตัวกันที่มหาโพธิเจดีย์แห่งนี้

ก่อนออกจากวัด พวกเราเดินไปสระมุจลินท์ขนาดใหญ่ที่มีพระพุทธเจ้าปางนาคปรกอยู่กลางสระ มองไปด้านขวามีสิ่งประดิษฐ์คุ้นตาคือกังหันชัยพัฒนา ถ่ายรูปกันอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากวัด กระโดดขึ้นรถริกชอว์มาขึ้นรถบัสกลับเข้าโรงแรม


วันที่ 2 – ดงคสิริ-เนรัญชราวาส-วัดไทยพุทธคยา

เราออกจากโรงแรมตอนตี 4.45 เพื่อไปนั่งปฏิบัติที่วัดเช่นเดิม (วัดเปิดตีห้าถึงสามทุ่ม)

ก่อนออกจากโรงแรม เชอรี่ รองหัวหน้าทัวร์ที่จะช่วยสอดส่องดูแลทุกคนในคณะ เจอผมกับผึ้งพอดี เชอรี่เลยทักผึ้งว่าเสื้อผ้าที่ใส่มาอุ่นพอมั้ย ข้างในมีเสื้อ heattech รึเปล่า ผึ้งตอบว่าใส่เรียบร้อย

ตอนแรกนึกว่ามาตอนเช้าคนจะน้อยกว่าตอนค่ำ แต่ปรากฎว่ามีกลุ่มชาวธิเบตจำนวนมากมาต่อคิวยาวรออยู่แล้ว แถวผู้ชายสั้นกว่าเลยได้เข้าไปก่อน ส่วนกลุ่มผู้หญิงต้องต่อแถวยาวหน่อย ผมบอกแฟนไปว่าซักตีห้าครึ่ง จะออกไปรอรับหน้าเจดีย์ (เพราะเบาะรองนั่งอยู่กับผม)

ผมมาถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วก็กะว่าจะนั่งซัก 10-15 นาทีแล้วค่อยออกไปรับ แต่ปรากฏว่านั่งเลยเวลา แฟนไปรอแล้วไม่เจอจึงเดินเข้ามาตามหาผม ที่เล่าให้ฟังเพื่อจะบอกว่า ถ้าใครมาเป็นคู่แล้วต้องพลัดกันตรงทางเข้า ให้มาเจอกันที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เลยน่าจะง่ายที่สุด เพราะทุกคนนั่งสงบเรียบร้อย หาตัวเจอง่ายแน่นอน

ตอนเช้าหนาวกว่าตอนกลางคืน อุณหภูมิประมาณ 7 องศา นั่งไปก็คิดขึ้นได้ว่าสมัยพุทธกาลไม่มี heattech พระท่านทนหนาวขนาดนี้ได้ยังไง

เราอยู่ที่วัดถึง 7 โมงเช้า ก่อนจะกลับเข้าโรงแรมมาอาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า และออกไปยัง “ดงคสิริ” ซึ่งเป็นที่ที่เชื่อกันว่าสมณโคดมบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยมีปัญจวัคคีย์คอยปรนนิบัติ จนกระทั่งท่านได้พบว่านี่ไม่น่าจะใช่ทางที่ถูกต้อง จึงเริ่มกลับมาเสวยอาหารอีกครั้งจนปัญจวัคคีย์เสื่อมศรัทธาและตีจากไป

จุดที่เราจะไปต้องเดินขึ้นเขา พอเราลงจากรถบัสเด็กๆ ก็กรูเข้ามาขอเงิน โชคดีที่เรามีแว่นตาดำ และนึกถึงคำที่พี่ก็หัวหน้าทัวร์ย้ำว่าห้ามให้เงินหรือให้ขนมเด็กๆ เพราะถ้าให้หนึ่งคน ที่เหลือจะกรูเข้ามารุมล้อมทันที เราจึงต้องทำตัวเหมือนคนไม่มีอัธยาศัยเดินตรงไปอย่างมีจุดหมาย แต่ก็มิวายมีเด็กคนหนึ่งเดินตามพี่ปุ้ยที่หน้าตาใจดีที่สุดในกลุ่มตลอดทางที่ขึ้นมา

จุดที่เราเข้าไปไหว้เป็นถ้ำเล็กๆ มี “พระพุทธรูป” สมณะโคดมที่ร่างกายผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูกนั่งสมาธิอยู่ ก่อนจะออกมาถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ลงจากดงคสิริ เราไปต่อที่ Sujata Temple หรือวัดนางสุชาดา วัดเล็กๆ ที่แทบจะเรียกว่าวัดไม่ได้ด้วยซ้ำ มีหุ่นปั้นแสดงเหตุการณ์ที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่สมณโคดม ด้านหน้าตรงบันไดมีคนท้องถิ่นมาขอเงิน แต่ด้านในเงียบสงบ มองผ่านกำแพงวัดออกไปเป็นทุ่งนาข้าวกว้างใหญ่ ลมโกรกเย็นสบาย พวกเราจึงนั่งลงภาวนาอยู่ครู่ใหญ่

ที่อยากจะโน้ตไว้เสียหน่อยก็คือรูปปั้นพระพุทธเจ้าและนางสุชาดานั้นเป็นสไตล์ “บ้านๆ” ไม่ได้มีความงดงามหรือฝีมือทางวิจิตรศิลป์ แสดงให้เห็นว่าศาสนาพุทธนั้นมีที่ยืนในอินเดียน้อยมาก

ออกจากวัดนางสุชาดา เราผ่านสถูปนางสุชาดาที่มีขนาดใหญ่โต และน่าจะเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยได้มาสักการะ

ระหว่างทริป พี่ก็มีเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมาพุทธคยาช่วงวันวิสาขบูชา อากาศร้อนถึง 47 องศา อยู่ข้างนอกแทบไม่ได้ ทำได้แค่ออกมาปฏิบัติที่มหาโพธิเจดีย์ตอนเช้าตรู่ ระหว่างวันต้องเก็บตัวอยู่ในที่พัก แล้วตอนค่ำค่อยออกไปที่เจดีย์อีกครั้ง

ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ในวันที่สมณโคดมตรัสรู้เมื่อสองพันหกร้อยปีที่แล้ว อากาศจะร้อนอบอ้าวขนาดไหน

จุดหมายต่อไปของเราคือวัดเนรัญชราวาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้วัดนี้ ที่มีความหมายว่า “วัดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา”

ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 นางสุชาดานำข้าวมธุปยาสมาถวายสมณโคดม เมื่อเสวยเสร็จแล้วท่านได้ทรงนำถาดทองคำที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้นไปลอยน้ำในแม่น้ำเนรัญชรา และทรงอธิษฐานว่า ถ้าหากพระองค์จะได้ตรัสรู้ก็ขอให้ถาดทองคำนั้นลอยทวนน้ำขึ้นไป

เราแวะเข้าห้องน้ำที่วัดแห่งนี้ และผมก็ได้คำตอบว่าการที่พุทธคยามีวัดไทยมาสร้างอยู่หลายแห่ง ก็เพื่อช่วยให้คนไทยมีจุดแวะพักระหว่างทาง รวมถึงเป็นที่หลับที่นอนสำหรับการมาสักการะสังเวชนียสถานด้วย

เราเข้าไปกราบท่านพระครูวิเศษพุทธกิจบรรหาร เจ้าอาวาสวัดเนรัญชราวาส และได้ฟังเทศน์ที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

  • เป็นเรื่องดีที่เราได้มาเยือนพุทธคยา ถ้าเป็นไปได้ควรจะมาบ่อยๆ
  • คนอาจจะคิดว่าจะปฏิบัติหรือไหว้พระที่ไหนก็เหมือนๆ กัน แต่มันไม่เหมือนกันหรอก เวลากินอ้อย โคนอ้อยกับปลายอ้อยมันหวานไม่เท่ากัน
  • คนอินเดียยากจนมาก ถึงเราจะสอนธรรมะไป แต่ถ้าท้องเขายังหิวอยู่ เขาก็ไม่มีแรงมาสนใจเรื่องธรรมะ
  • หลวงพ่อเคยอยู่วัดไทยที่นิวยอร์ค ฝรั่งเขามีชีวิตที่สะดวกสบาย เลยไม่สนใจเรื่องธรรมะ
  • เราคนไทยโชคดี ที่ไม่ลำบากเกินไป ไม่สบายเกินไป จึงมีทั้งความสนใจและศักยภาพที่จะศึกษาธรรมะได้
  • มาอินเดียมันจะมีอะไรให้เราขัดอกขัดใจได้ตลอด ให้คิดเสียว่ามาไหว้พระ มาสวดมนต์ มาภาวนา แล้วเราจะสบายใจ
  • ถึงชาติหน้าไม่มีจริง การทำทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ไม่เสียเปล่า เพราะมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้เลยในวันนี้
  • แต่ถ้าชาติหน้ามีจริง การทำทานจะทำให้เรามีกินมีใช้ การรักษาศีลจะทำให้เราเกิดมาสมประกอบ หน้าตาดี และการภาวนาจะทำให้ภพชาตินั้นสั้นลง
  • อย่าคิดว่าเวียนว่ายไปเรื่อยๆ แล้วจะหลุดพ้น มันไม่มีทางหลุดถ้าเราไม่ใส่ใจ หลวงพ่ออยู่อินเดียมาสามสิบปีแต่พูดภาษาอินเดียได้นิดเดียวเพราะไม่ได้ใส่ใจกับการเรียนภาษาอินเดีย ดังนั้นให้ใส่ใจกับการภาวนา
  • อย่าประมาทในการทำดี ถึงเล็กน้อยก็ควรทำ อย่าประมาทในการทำชั่ว ถึงเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ
  • แต่ละคนมีบทบาทของตัวเอง บทพ่อ บทแม่ บทลูก บทผู้บริหาร บทผู้ประกอบการ เล่นบทบาทของเราให้ดี แต่อย่าไปอินมากนัก เหมือนโรงละครที่พอนักแสดงแสดงจบก็แยกย้ายกลับบ้าน
  • เวลา 10 ปีผ่านไปเร็วมาก แล้วลองคิดดูว่าเราจะมี 10 ปีได้อีกกี่ครั้ง

และประโยคที่ผมประทับใจที่สุด

  • เราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนเคยพบพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้ว แต่ตอนนั้นเราอาจกำลังวิ่งเล่นอยู่ ไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านสอน ส่วนคนที่ตั้งใจเขาไปนิพพานกันหมดแล้ว พวกเราถือว่าเป็นผู้ที่มาสาย แต่ก็ยังได้อานิสงส์จากครานั้นถึงได้มีโอกาสมาเยือนดินแดนพุทธภูมิในครานี้

เมื่อออกจากวัดเนรัญชราวาส เราได้ไปกราบท่านพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า การได้มาพุทธคยาเหมือนได้มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ นั่นคือพระพุทธเจ้า

ท่านได้เล่าให้ฟังถึงโครงการต่างๆ ที่จะช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น “วัดสุวรรณภูมิ” ที่จำลองสังเวชนียสถานเอาไว้ และนักเดินทางสามารถมองเห็นได้จากสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการแลกเปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติ บาลี-สันสกฤต” ที่เชิญพระจากสายบาลี (เช่น ศรีลังกา) และสายสันสกฤต (เช่น ทิเบต-อินเดีย) มาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนโมกข์กรุงเทพ และท่านยังเอ่ยปากชวนให้พวกเรามาทำพิธียกช่อฟ้าใบระกาในวันอาทิตย์

กลับถึงที่พัก รับประทานอาหารแล้วเราก็ไปนั่งปฏิบัติที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จนถึงสามทุ่มเช่นเคย ก่อนจะกลับมาดื่มช็อกโกแล็ตร้อนให้อุ่นท้อง และจับกลุ่มนั่งคุยกับพี่ก็ถึงประสบการณ์ที่พี่ก็เคยบวช พุทธประวัติต่างๆ ความหมายของบางบทสวดที่เราคุ้นเคย และประสบการณ์การภาวนาของแต่ละคนในกลุ่ม ก่อนจะแยกย้ายขึ้นไปพักผ่อนตอนห้าทุ่ม

เป็นอันจบวันที่ 2 ของการมาเยือนพุทธคยา

ตอนหน้า – ซึ่งจะเป็นตอนจบ – ผมจะมาเล่าถึงวันที่ 3-4-5 ที่น่าประทับใจไม่แพ้กันครับ


พุทธคยาจาริก ตอนที่ 1 – ต้นพระศรีมหาโพธิ์

พุทธคยาจาริก ตอนที่ 2 – เขาคิชฌกูฏ

ร่างกายมักถูกจิตใจลากไปทรมาน

คำนี้ผมได้ยินได้ฟังมาจากหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชโช

เราได้ยินกันมานานว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว แต่ก็มักจะมองในมุมที่ว่าถ้าจิตใจดี ร่างกายก็จะดีตาม

แต่มุมมองใหม่ที่ผมได้จากหลวงปู่ คือการเห็นว่าร่างกายนี้น่าสงสาร เพราะมักถูกจิตใจใช้ให้ไปทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา

สมัยเราเรียนจบใหม่ๆ ใจก็รักสนุก พาเราออกไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ ฟังดนตรีเสียงดังๆ นั่งอยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์กันจนหมดสวยหมดหล่อ ตื่นมาก็แฮงค์ไปอีกเกือบทั้งวัน

พอเข้าสู่วัยทำงาน ใจอยากประสบความสำเร็จ อยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเราก็มีดี ใจจึงพาร่างกายทำงานหามรุ่งหามค่ำ ข้าวปลากินไม่ตรงเวลา กลับถึงบ้านแทนที่ร่างกายจะได้นอนแต่ใจมันอยากดูซีรีส์ก็เลยต้องอดหลับอดนอนกันต่อ

วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ค่อยได้พัก บางคนไปเดินห้าง บางคนไปลงเรียนคอร์สต่างๆ หรือไม่ก็หารายได้เสริม เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง เราก็ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู เพราะใจสอดส่ายอยากรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้

หรือแม้กระทั่งคนที่รักการออกกำลังกาย เพราะใจอยากจะเห็นว่าเราดีกว่า แข็งแรงกว่าตัวเราเมื่อวานนี้ ก็ทำให้บางคนออกกำลังกายมากเกินไปจนเป็นการเบียดเบียนตัวเองได้เหมือนกัน

ชีวิตจึงเป็นการวิ่งไม่หยุด และอาจต้องวิ่งไปตลอดชีวิต

แม้กายจะถูกใจควบคุม แต่ใจก็เป็นเพียง “รองบอส” เท่านั้น เพราะ “บิ๊กบอส” จริงๆ คือกิเลส

กิเลสบงการใจ และใจก็ไปบงการกายอีกที

ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าทำไมชีวิตมันเหนื่อยขนาดนี้ ทางหนึ่งที่อาจพอช่วยได้ คือกลับมาสังเกตใจตนเอง และดูให้ลึกไปกว่านั้นว่าใจกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยกิเลสตัวไหน – โลภ โกรธ หรือหลง

ถ้าเราเรียนรู้ว่าความจริงได้ว่า กิเลสมาแล้วก็ไป ความสุขมาแล้วก็ไป สรรเสริญมาแล้วก็ไป เราก็อาจไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้อง “ตามใจ” ตลอดเวลา

เมื่อใจหยุดวิ่ง กายก็จะมีเวลาได้พักอย่างที่ควรจะเป็นครับ

แก้วมันแตกอยู่แล้ว

ผมอ่านเจอย่อหน้าหนึ่งในหนังสือ Master of Change ของ Brad Stulberg ซึ่งผมรู้สึกว่างดงามมาก จึงอยากนำมาแปลไว้ตรงนี้ครับ


There is a story of a wise Thai Forest elder named Achaan Chaa who held up his favorite glass in front of his students and said, “You see this goblet? For me this glass is already broken. I enjoy it; I drink out of it. It holds my water admirably, sometimes even reflecting the sun in beautiful patterns. If I should tap it, it has a lovely ring to it.

But when I put this glass on the shelf and the wind knocks it over or my elbow brushes it off the table and it falls to the ground and shatters, I say, ‘Of course.’

When I understand that the glass is already broken, every moment with it is precious.”

มีเรื่องเล่าของปราชญ์ผู้เฒ่าป่าชาวไทยนามอาจารย์ชา

ท่านยกแก้วใบโปรดขึ้นมาต่อหน้าลูกศิษย์แล้วกล่าวว่า

“เห็นแก้วใบนี้ไหม สำหรับเรา แก้วใบนี้มันแตกอยู่แล้ว เราเพลิดเพลินไปกับมัน เราดื่มน้ำจากแก้วใบนี้ มันเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี บางทีก็สะท้อนแสงแวววับจับตา ถ้าเราดีดแก้วเบาๆ มันก็ส่งเสียงเสนาะหู

แต่ถ้าเราวางมันไว้บนชั้น แล้วลมพัดมันตกลงมา หรือถ้าเราวางมันไว้บนโต๊ะแล้วข้อศอกของเราไปโดนจนมันตกพื้นแตกละเอียด เราย่อมพูดว่า ‘ก็แหงอยู่แล้ว’

เมื่อเราเข้าใจว่าแก้วมันแตกอยู่แล้ว ทุกชั่วขณะที่เราได้อยู่กับแก้วใบนี้ย่อมมีความหมาย”


Brad Stulberg ผู้เขียนหนังสือเรียกผู้เล่าเรื่องว่า a wise Thai Forest elder named Achaan Chaa ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ปราชญ์ผู้เฒ่าป่าที่ไหน แต่คือหลวงปู่ชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง ที่มี “พระอินเตอร์” จากอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ จนคำสอนของท่านได้รับการบอกเล่า (และอาจเพี้ยนไป) ในหลายภาษานั่นเอง

ผมลองกูเกิ้ลหาเรื่องแก้วแตกของหลวงปู่ชาในภาษาไทยก็เจออยู่บ้าง แต่ผมยังชอบเวอร์ชั่นนี้มากที่สุดอยู่ดี

การเข้าใจว่า the glass is already broken มันเตือนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี ไม่เห็นอะไรเป็นของตาย (to not take things for granted) และไม่เสียใจในวันที่เราจะต้องเสียแก้วไปซึ่งย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่ออยู่กับคนที่เรารัก ขอให้ตระหนักว่าแก้วมันแตกอยู่แล้วครับ

ปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกาย

นิ้วกลม: หลวงพี่รู้สึกว่าตัวเองแก่ตอนไหนครับ?

พระไพศาล: เริ่มรู้ตัวประมาณสี่สิบกว่า แต่ว่าอาการมันยังไม่ชัดจนกระทั่งเริ่มหกสิบ ตอนนี้เรี่ยวแรงก็เริ่มน้อยลง หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยทำได้ มันทำไม่ได้หรือทำได้น้อยลง อย่างการอดหลับอดนอน หรือทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ หรือแม้กระทั่งสิ่งง่ายๆ อย่างการหลับการนอน แต่ก่อนเป็นเรื่องง่ายมาก แต่พออายุมาก เราพบว่าสิ่งง่ายๆ มันเริ่มทำได้ยาก มันทำให้เราพบว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิม ตาที่ฝ้าฟาง หูที่เริ่มตึง กล้ามเนื้อที่มันไม่ค่อยมีกำลังวังชาเหมือนเมื่อก่อน

นิ้วกลม: มันชวนให้หงุดหงิดใจมั้ยครับ?

พระไพศาล: มันไม่ถึงกับหงุดหงิดนะ มันรู้สึกว่า เอ๊ะทำไมมันทำไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แต่พอเราเริ่มยอมรับมันได้ มันก็ไม่ทุกข์แล้ว คือเราต้องปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกาย แต่ก่อนเราปรับร่างกายของเราให้เข้ากับชีวิตที่เราปรารถนาใช่มั้ย? ร่างกายต้องทำงานหนัก บางทีต้องยอมเดินฝ่าแดดฝ่าฝนในการธุดงค์ เพราะนี่คือชีวิตที่เราปรารถนา ต้องปรับ-ต้องฝึกร่างกายเพื่อให้ตอบสนองชีวิตที่พึงประสงค์ แต่ตอนนี้เราต้องรู้จักปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกายเสียแล้ว ถ้าเรายอมรับมันก็ไม่ทุกข์นะ เราก็แค่ปรับใจของเราแค่นั้นเอง

พระไพศาล วิสาโล | THE LESSONS บทเรียนชีวิต

อันตรายอย่างหนึ่งของวัยกลางคน คือความเชื่อ – หรือความอยากเชื่อ – ว่าเรายังเหมือนเดิม

สิ่งใดที่เราเคยทำในวัยยี่สิบกว่าๆ เราก็ยังทำอยู่ในวันที่วัยขึ้นเลขสี่

การทำงานหนัก การอดหลับอดนอน การดื่มเหล้า การสั่งพิเศษสองชาม

เมื่อก่อนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ดื่มเหล้าถึงตีสองก็ยังตื่นไปทำงานได้ เพราะร่างกายพร้อมตอบสนองชีวิตที่เราปรารถนา

วันนี้ร่างกายเราเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราไม่อยากยอมรับ เพราะ “ข้างใน” ยังไม่ได้รู้สึกแก่ขนาดนั้น

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่สำคัญที่สุดในหนังสือ Four Thousand Weeks คือ “ความจำกัดของชีวิต” (finitude) ว่าเราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้ทุกที่ ว่าเรา “คือ” เวลาแค่สี่พันสัปดาห์

ถ้าไม่ยอมสบตากับความจริงข้อนี้ เราจะหลอกตัวเองว่าเราไม่มีข้อจำกัด เรายังสามารถบรรลุทุกความฝันและยังสามารถทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้

แต่ในวันที่ชีวิตเดินมาถึงครึ่งทาง หากเราไม่ละเลยที่จะฟังร่างกายของตนเอง เราจะรู้ตัวว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิม และถ้ายอมรับมันได้ เราก็จะไม่ทุกข์ใจ เราจะกลับมามองว่าอะไรคือสิ่งที่พอเหมาะพอควรสำหรับชีวิตในเฟสนี้

เราไม่ได้จะล้มเลิกความฝันหรือความต้องการทุกอย่าง เพียงแต่เราจะมีสติมากขึ้นในการคัดกรองและคัดสรรว่าอะไรที่ควรทำ และอะไรที่ไม่ควรทำอีกต่อไป

ในวัยหนุ่มสาว เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะปรับร่างกายให้เข้ากับชีวิต

แต่ในวัยกลางคนเป็นต้นไป เราควรปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกายครับ