ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

20160212_Stress

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

สิ่งที่ฆ่าเราคือทัศนคติที่มีต่อความเครียดต่างหาก

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ทำการสอบถามผู้คน 30,000 คน อเมริกาเป็นเวลา 8 ปี ว่า “คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา”

และอีกคำถามหนึ่งก็คือ “คุณเชื่อรึเปล่าว่า ความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”

จากนั้นนักวิจัยก็ติดตามว่าในช่วง 8 ปีนี้ มีใครเสียชีวิตบ้าง

สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ กลุ่มคนที่มีความเครียดมากๆ มีโอกาสสูงขึ้น 43% ที่จะเสียชีวิต

แต่จุดหักมุมอยู่ตรงนี้ครับ

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานี้ มีผลเฉพาะกับกลุ่มคนที่เครียดมากๆ และเชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพเท่านั้น

ส่วนกลุ่มที่เครียดมากๆ แต่ไม่เชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพ กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่บอกว่าไม่ค่อยเครียดด้วยซ้ำไป

—–

เวลาเราเครียด ร่างกายมักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง

เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้น เหงื่อออกที่มือเป็นต้น

เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า “สถานการณ์ไม่ดีละ”

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่านี่เป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นล่ะ เป็นการเตรียมตัวที่จะได้เจอกับความท้าทายล่ะ?

หัวใจเต้นเร็วขึ้น คือการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

หายใจแรงขึ้น ก็คือการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยให้เราคิดอะไรได้เร็วขึ้น

จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันคือการเตรียมพร้อมของร่างกายของเราที่จะรับมือกับสถานการณ์อันท้าทายต่างหาก

ธรรมดาเวลาคนเรามีความเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาคือหลอดเลือดจะตีบลง

(ถ้าหลอดเลือดตีบบ่อยๆ เลือดก็ไหลเวียนไม่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจได้)

แต่นักวิจัยที่ฮาร์วาร์ดได้ทำการ “ปรับเปลี่ยนมุมมอง” ของผู้เข้าร่วมการทดลอง ให้เห็นว่าอาการต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แม้ผู้เข้าร่วมจะประสบสภาวะเคร่งเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้นก็จริง แต่หลอดเลือดกลับอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ตีบลงแต่อย่างใด

เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียด เราก็ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้อย่างฮวบฮาบเลยทีเดียว

—–

เคยได้ยินฮอร์โมนชื่อ Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน) มั้ยครับ

อ๊อกซิโทซิน มีชื่อเล่นว่า cuddle hormone หรือฮอร์โมนแห่งการโอบกอด เพราะมันจะถูกหลั่งออกมาเวลาที่เรากอดใครซักคนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน (เช่นเวลาลูกดูดนมแม่เป็นต้น)

แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ก็คืออ๊อกซิโทซินนี้เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดด้วย คล้ายๆ กับฮอร์โมนอดรินาลีนที่จะถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เราประสบสภาวะตื่นเต้น+ตึงเครียด

เวลาฮอร์โมนอ๊อกซฺิโทซินหลั่งออกมา เราจะมองหาใครซักคนเพื่อจะคุยด้วย และขณะเดียวกัน มันจะช่วยให้เรา sensitive กับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่รึเปล่า

ความเจ๋งของฮอร์โมนออกซิโทซินก็คือ มันช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของหัวใจหลังต้องเจอกับสภาวะเครียดจัดๆ

พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของเรามีระบบฟื้นฟูความเครียดในตัวมันเองอยู่แล้ว เครียดเมื่อไหร่ แม้หัวใจจะทำงานหนักและสึกหรอไปบ้าง แต่ร่างกายก็ยังหลั่งฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์หัวใจของเรา

และฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินจะหลั่งมากขึ้นอีก ถ้าเราได้แชร์เรื่องที่เครียดให้ใครซักคนฟัง หรือออกไปช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังประสบปัญหา

มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่คล้ายกับงานวิจัยที่ผมกล่าวไปข้างต้น แต่เปลี่ยนคำถามนิดหน่อยว่า

1. คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา
2. คุณใช้เวลามากแค่ไหน ในการช่วยเหลือเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆในชุมชนของคุณ

จากนั้นนักวิจัยก็ตามดูคนกลุ่มนี้เป็นเวลาห้าปีว่ามีใครเสียชีวิตบ้าง

ผลลัพธ์ก็คือ คนที่เครียดจัดๆ มีโอกาสตายมากกว่าคนอื่นถึง 30%

แต่สำหรับกลุ่มคนที่เครียดจัดๆ แต่ได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น กลับไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย

การได้ดูแลคนอื่น ทำให้เรา “หายดี” ขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สอนอะไรเรา?

หนึ่งก็คือ ความเครียดไม่ใช่ศัตรู ความเครียดทำให้เราเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือกันเวลาประสบกับสถานการณ์ยากลำบาก

สองก็คือ ปฏิกิริยาในร่างกายของเราเวลาเจอความเครียดนั้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันคือการเตรียมตัวให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังผ่านเข้ามาในชีวิต

ดังนั้น จงเชื่อใจตัวเองเถอะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องราวท้าทาย เราจะสามารถรับมือกับมันได้

และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแบกรับมันเอาไว้คนเดียว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TED Talk: How to make stress your friend by Kelly McGonigal

(พอกด Play แล้วสามารถเลือก Subtitles ให้เป็นภาษาไทยได้)

ขอบคุณเนื้อหาภาษาไทยจาก Chatthip Chaichakan (Reviewed by Piyawit SEREEYOTIN)

ดูงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงได้ที่นี่ Speaker’s Footnotes

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ระวัง! ภาวะความสุขเฟ้อ

20150319_InflationOfHappiness

วันนี้ขอพูดเรื่องความสุขอีกซักวันนะครับ

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ลงไปทริป CSR ที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ (ผมจำไม่ได้แล้วจริงๆ ว่าที่ไหน)

กิจกรรมหลักของเราคือการไปเก็บขยะตามชายหาด แต่ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เราได้แวะไปบริจาคแท็งค์น้ำและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง

ไฮไลท์ของวันนั้นอยู่ที่ไอติมกะทิครับ

คุณผู้อ่านคงนึกภาพรถขายไอติมกะทิออกนะครับ ที่เป็นถังสแตนเลส เลือกได้ว่าจะใส่โคนหรือใส่ถ้วย แล้วก็มีเครื่องเคียงอย่างถั่วลิสง ถั่วเหลือง ลูกชิด ข้าวเหนียว มัน และฟักทองให้เลือก แถมด้วยท๊อปปิ้งช็อคโกแล็ตหรือนมตบท้าย

เราสั่งไอติมมาสองถัง และเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน ก็มาช่วยกันตักไอติมและแจกไอติมกันอย่างแข็งขัน

เด็กๆ เข้าคิวรอไอติมของเราอย่างใจจดใจจ่อ หน้าตาตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา

พอได้ไอติมไปแล้ว ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย และหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าไอติมกะทิถ้วยนี้คือสิ่งที่พวกเขารอคอยมาทั้งชีวิต

ผมมองเด็กๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ว่า “ความสุขของพวกเค้านี่ราคาถูกเหลือเกินนะ”

นี่เป็นคำชื่นชมนะครับ ไม่ใช่คำดูถูก

เพราะไอติมเพียงโคนละไม่ถึงสิบบาท แต่ทำให้เด็กเหล่านี้ยิ้มแฉ่งได้เป็นชั่วโมง

เผลอๆ กลับไปถึงบ้านอาจจะเอาไปคุยให้พ่อแม่ฟังด้วยซ้ำว่าวันนี้มีคนใจดีเอาไอติมมาเลี้ยง

แล้วก็กลับมาดูตัวเอง

ครั้งสุดท้ายที่ซื้อไอติมกะทิมากิน ผมไม่ได้ยิ้มแฉ่งอย่างนี้แน่ๆ

และต่อให้มีคนเลี้ยงไอติม “ขีดพลังแห่งความสุข” ของผมก็อาจจะไม่ได้หนึ่งในสิบของเด็กเหล่านี้

คำถามคือทำไม?

คำตอบที่ได้มีอยู่ 2 ข้อ:

1. เราเคยกินของอร่อยกว่านี้มาแล้ว

ช่วงที่ผมยังเรียนหนังสือ ผมมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นน้อยมาก (มาม่าไม่นับ) เพราะตอนนั้นร้านอาหารญี่ปุ่นยังไม่แพร่หลาย จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนอยู่ปี 4 พ่อของเพื่อน (ซึ่งรวยเอาการ) พาลูกและเพื่อนๆ อย่างผม ไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน

6 คนหมดไปหมื่นกว่าบาท (นี่คือประมาณ ปี 2002 นะครับ)

พอจบออกมาได้ซักพัก ร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างฟูจิก็เริ่มมีเยอะขึ้น และราคาก็อยู่ในวิสัยที่ผมสามารถจ่ายเองได้โดยไม่รู้สึกผิด กินฟูจิมื้อหนึ่งประมาณไม่เกิน 400 บาทก็ฟินแล้ว ถือว่าเป็นการให้รางวัลชีวิต

แต่มาสมัยนี้ ที่คนบินไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น ได้รู้รสชาติของซูชิหรือซาชิมิต้นตำรับแล้ว

ถามว่ากลับมากินฟูจิ มันจะยังอร่อยเท่าเดิมรึเปล่า?

ผมว่าคนส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่”

บางคนบอกว่าเลิกกินฟูจิไปเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่อร่อยสำหรับเขาแล้ว

เงิน 400 บาทที่เคยซื้อความฟินได้ ตอนนี้ซื้อไม่ได้แล้ว

ตอนนี้ต้องจ่ายประมาณ 1,000 กว่าบาทขึ้นไป ถึงจะพอโอเค

เมื่อเราได้พบประสบการณ์ที่ดีกว่าแล้ว ประสบการณ์ที่ด้อยกว่าก็จะหมดความสามารถในการให้ความสุขกับเราไปทันที

2. เรามีเงินมากขึ้น

ฟังดูเหมือนขัดกับสามัญสำนึกนะครับ แต่ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง

ผมว่าราคาของความสุขแปลผกผันกับเงินในกระเป๋าของเรา

ถ้าเราไม่มีเงินติดตัวเลย การได้กินไอติมกะทิ อาจทำให้เราสุขสุดๆ
ถ้าเรามีเงินติดตัว 100 บาท การได้กินไอติมกะทิ จะทำให้เราสุขเล็กๆ
แต่ถ้าเรามีเงินติดตัว 1000 บาท การได้กินไอติมกะทิ อาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลยก็ได้ เผลอๆ แอบหงุดหงิดด้วย ต้องกินแม็กนั่มหรือฮาเก้นด๊าซสิ ถึงจะมีความสุข

ครับ ยิ่งเรามีเงินมากขึ้น ความสุขก็เฟ้อขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เอาอีกตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ผมคงฝันหวานถึงการได้ขับรถบีเอ็ม
แต่ถ้าผมมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท ผมก็คงหยุดฝันถึงรถบีเอ็ม แต่ไปฝันเรื่องการได้ขับรถปอร์เช่แทน
และถ้าผมมีรายได้เดือนละ 3,000,000 บาท รถปอร์เช่นก็คงงั้นๆ เพราะผมอยากได้เรือยอร์ชมากกว่า!

ยิ่งเราเงินเยอะ ความต้องการของเรายิ่งเยอะเป็นเงาตามตัว

และเงาที่ว่านั้นก็มักจะใหญ่กว่าตัวเราเสมอซะด้วย

นั่นคือเหตุผลที่แม้คนบางคนจะมีเงินเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน ก็ยังไม่รวย

และยังไม่พอซะที

ถามว่าทำอะไรได้มั้ย?

…ก็ไม่แน่!

ความต้องการที่เยอะขึ้นตามรายได้นั้น อาจจะไม่ได้เป็นกับทุกคน

ดูอย่างปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ขับรถคาดิลแล็คปี 2006 และอยู่บ้านหลังเดิมมาเกือบ 60 ปีก็ได้

ถึงจะมีเงินมากขึ้นแค่ไหน แต่กิเลสของปู่ไม่ได้โตตาม

นี่สิ ถึงจะเรียกว่า คนรวยที่แท้

การมีเงินเป็นแสนล้านเหมือนคุณปู่บัฟเฟตต์อาจจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้

แต่การหัดกินไอติมกะทิให้อร่อยและมีความสุขนั้น ใครๆ ก็ทำได้ครับ

—–

Sources: Club VI: 10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

ทุกอย่างคือการผจญภัย

20150315_InconvenienceOrAdventure

การผจญภัยคือการมองความไม่สะดวกในแง่ดี
ความไม่สะดวกคือการมองการผจญภัยในแง่ร้าย
– จี เค เชสเตอร์ตัน

เราทุกคนล้วนมีอะไรให้หงุดหงิดกับเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ

รถติด
ลูกงอแง
แฟนใช้อารมณ์
หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ
คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด

แต่ถ้าเรามองเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเหล่านี้เป็นเหมือนเกมให้เราผ่านด่าน ชีวิตก็จะไม่เครียดเกินไปนัก

รถติด ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้คุยกับแฟนเรื่องไปเที่ยว ส่วนถ้าตัวคนเดียว ก็อาจจะเป็นสัญญาณอันดีให้เราตื่นเช้าขึ้นหรือหาเส้นทางใหม่

ลูกงอแง ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกปรือวิชาความเป็นพ่อเป็นแม่ ว่าเราจะหลอกล่อลูกยังไงให้ลูกฟังเรามากขึ้น

แฟนใช้อารมณ์ ก็ถือเป็นการฝึกเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหาหนทางที่จะช่วยให้แฟนอารมณ์ดีขึ้นโดยเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด

หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเป็นคน assertive ยิ่งขึ้น กล้าที่จะลอง say no กับหัวหน้า ในขณะเดียวกันก็คิดทางออกให้เค้าด้วย

คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด ก็ลองกินเส้นนั้นดู ไม่แน่หรอกเราอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบเส้นนี้เลยก็ได้

ประเด็นก็คือ เราหงุดหงิดเพราะใจเราเรียกร้องให้โลกหมุนไปในแบบที่เราคิด ทั้งๆ ที่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าโลกก็หมุนไปในแบบของมัน แต่เผอิญ “ใจ” เรายังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความจริงนี้เหมือนที่ “สมอง” ของเราเข้าใจ

เราสามารถ “บิด” “ความไม่สะดวก” ทุกชนิดให้กลายเป็นเกมที่ช่วยให้เรา “อัพเลเวล” ได้ทั้งนั้น

แน่นอน มันไม่ง่าย

แต่มันก็มีประโยชน์กว่าแอบบ่นหรือก่นด่าจริงมั้ย?

มันเป็นฟีลลิ่ง!

20150308_FeelRight

ถ้ามันรู้สึกว่า “ไม่ใช่ละ” ก็อย่าไปทำ และนี่คือแนะนำที่่ฉันอยากให้เธอจำไว้
และเพื่อนเอ๋ย แค่ทำตามคำแนะนำนี้เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอจะช่วยป้องกันเรื่องปวดหัวให้เธอได้นับไม่ถ้วนแล้ว
– โอปราห์ วินฟรี่ย์

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ผมโพสต์คำคมของพระไพศาลว่า “คิดเก่ง…ไม่คิด เก่งกว่า

พี่ทศที่เคยทำงานด้วยกันก็เลยมาคอมเม้นท์ว่า “Don’t Think. Feel.”

จะว่าไป ผมเองก็เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างด้วยการ Feel เหมือนกัน

ขั้นตอนในการตัดสินใจของผมแบ่งออกได้เป็นสามขั้นตอน

1. เก็บข้อมูลของแต่ละทางเลือก
2. ดูว่าจุดที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดของแต่ละทางเลือกคืออะไร
3. วางข้อมูลลง และเลือกอันที่คิดว่า “ใช่”

บางคนติดกับอยู่กับข้อ 1 ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่จริงๆ ลึกๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรามีข้อมูลเยอะเพียงพออยู่แล้ว

ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า Analysis Paralysis หรืออาการเป็น “อัมพาต” จากการ “วิเคราะห์” มากเกินเหตุ

ไม่ใช่อัมพาตทางร่างกายนะครับ แต่หมายถึงการอัมพาตทางการกระทำ

คิดเยอะเกินจนไปต่อไม่ถูก

ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราต้องระวัง

เพราะการไม่ตัดสินใจเลือก หรือเลือกช้าเพราะมัวแต่วิเคราะห์ อาจจะเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุดก็ได้

ผมว่าคนไทยเราดี เพราะเป็นคนขี้เกียจ

เราจึงมักมีประโยค “ขี้เกียจคิดละ” อยู่บ่อยๆ

เมื่อเราคิดเยอะพอแล้ว ก็ต้องขี้เกียจคิดบ้าง

และลุยไปเลย!

คิดเก่ง

20150307

คิดเก่ง
ไม่คิด เก่งกว่า
พระไพศาล วิสาโล

จำได้ว่าประโยคนี้เคยอ่านเจอในฟีดของเพื่อนชื่อ “อู๊ดด้า”

คนเราจะเจริญได้ก็ด้วยความคิด

คิดดี เพื่อทำดี
คิดสร้างสร้างสรรค์ เพื่อหาลู่ทางใหม่ๆ
คิดรอบคอบ เพื่อที่จะทำอะไรให้รัดกุม
คิดแง่บวก เพื่อให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต

และคนเราก็มักจะ “ฆ่า” ตัวเองด้วยความคิดเช่นกัน

คิดว่าแฟนไปมีกิ๊ก
คิดว่าคนอื่นมองเราไม่ดี
คิดว่าหัวหน้าลำเอียง
คิดว่าคนอื่นคิดไม่ถูก

ที่สำคัญ เวลาเราคิดอะไรลบๆ เรามักจะหยุดมันไม่ได้เสียด้วย มันจะคอยวนเวียนกลับมาในหัวเราตลอด

คำถามคือ แล้วเราจะหยุดคิดได้ยังไง

คำตอบคือ หยุดไม่ได้ครับ เพราะความคิดไม่ใช่ตัวเรา

วิธีเดียวที่จะช่วยให้เราไม่โดนโจมตีกับความคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป ก็คือการรู้ตัวว่ากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่นเอง

ไม่ต้องไปทะเลาะหรือรังเกียจนมัน แค่ดูมันเฉยๆ แล้วคอยดูมันไปว่ามันจะคิดไปได้นานแค่ไหน

แล้วสักพักมันก็จะหยุดไปเอง

เหมือนกับทุกๆ ความคิดที่คุณเคยมีนั่นแหละครับ