มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบคิดเข้าข้างตัวเอง

20200528

Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลผู้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มายอย่างโชกโชนเคยถูกถามว่าในบรรดา bias หรือ “อคติ” ที่คนเรามีนั้น bias ไหนรุนแรงที่สุด

คาห์เนแมนตอบอย่างแทบไม่ต้องคิดว่า overconfidence bias หรือความมั่นใจตัวเองสูงเกินไป

จากการสำรวจพบว่าคนสวีเดน 78% เชื่อว่าตัวเองขับรถได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย

อาจารย์ในอเมริกา 94% เชื่อว่าตัวเองสอนได้ดีกว่ามาตรฐาน

ผู้ชายฝรั่งเศส 82% เชื่อว่าตัวเองเป็นนักรักที่ดีกว่าคนฝรั่งเศสทั่วไป

เหล่านี้เป็นหลักฐานถึงการคิดเข้าข้างตัวเองของมนุษย์ เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่
94% ของประชากรจะสูงกว่า “ค่าเฉลี่ย” เพราะโดยนิยามของค่าเฉลี่ยจะมีเพียง 50% เท่านั้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยได้และอีก 50% จะต้องต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

เมื่อเราต่างเชื่อว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ เรื่องร้ายๆ อาจเกิดขึ้นกับคนอื่น แต่มันจะไม่เกิดขึ้นกับเรา คนอื่นอาจจะทำอะไรโง่ๆ แต่เราจะไม่พลาดอย่างนั้นแน่ๆ เราจึงมักจะประเมินอะไรได้ผิดพลาดเสมอ (เคยเห็นโปรเจคสร้างอุโมงค์ตรงสี่แยกที่เสร็จตรงเวลามั้ย?)

และต่อให้เราประเมินพลาดมาซักกี่ครั้ง เราก็ยังมีแนวโน้มที่จะประเมินพลาดอีกอยู่ดี overconfidence bias เป็นเหมือนคำสาปที่ติดตัวคนบางคนไปจนตลอดชีวิต

ลองถามตัวเองก็ได้ครับว่า เรารู้สึกว่าตัวเองหน้าตาดีกว่าค่าเฉลี่ยมั้ย ทำงานได้ดีกว่าคนอื่นๆ ในออฟฟิศมั้ย มีความยุติธรรมในจิตใจมากกว่าคนทั่วไปรึเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ เราก็มี overconfidence bias เช่นกัน

หรือถ้าใครคิดว่าตัวเองไม่มี overconfidence bias ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าคุณมี overconfidence bias เช่นกัน

ทางออกสำหรับปัญหานี้อาจไม่มี แต่อย่างน้อยเราก็รู้ทางเข้าแล้ว เวลาทำอะไรจะได้ไม่ประมาทครับ

ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ

20200215

โฆษณาแบบนี้ถูกแบนในอังกฤษนะครับ

ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นข้อมูลเท็จหรือคลาดเคลื่อน แต่เพราะมันชวนให้คนอ่านเข้าใจผิด (misleading)

พอเราเจอประโยค “ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ” เราจะคิดทันทีว่า ทันตแพทย์ 80% แนะนำยาสีฟันยี่ห้อนี้ ส่วนทันตแพทย์อีก 20% เท่านั้นที่แนะนำให้ใช้ยี่ห้ออื่น ดังนั้นยาสีฟันยี่ห้อนี้ย่อมเหนือกว่ายาสีฟันยี่ห้ออื่นอยู่หลายขุม

แต่ในความเป็นจริงก็คือ ในแบบสอบถามนั้นทันตแพทย์สามารถแนะนำได้มากกว่า 1 ยี่ห้อ!

นั่นหมายความว่า จำนวน % ทั้งหมดสามารถบวกได้เกิน 100

สถานการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกันได้สบายๆ

ยาสีฟันยี่ห้อ A ทันตแพทย์ 80% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ B ทันตแพทย์ 75% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ C ทันตแพทย์ 90% แนะนำ

A B C แม้จะแตกต่างกันแต่ก็เพียง 10-15% เท่านั้น ไม่ได้มากอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจจากคำโฆษณาแบบด้านบน

อังกฤษจึงไม่ยอมให้เกิดโฆษณาแบบนี้ เพราะแม้จะไม่ผิด แต่ก็ส่อเจตนาไม่ตรงไปตรงมาอยู่ดี

ครั้งต่อไป หากเห็นสินค้าตัวไหนที่โฆษณาตัวเลขดีผิดหูผิดตา ลองคิดเผื่อดูนะครับว่ามันตีความเป็นแบบอื่นได้รึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Ganesh Prasad’s answer to What is your favorite example of abuse of statistics? 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ทำไมนางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม?

20180813_catwalk

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนางแบบในงานแฟชั่นโชว์ถึงไม่ยิ้มเลย?

บางคนอาจจะคิดว่า ถ้านางแบบยิ้ม คนก็จะสนใจนางแบบมากกว่าชุดสิ

แต่ทำไมนางแบบในโปสเตอร์โฆษณาถึงยิ้มได้ล่ะ? คนจะไม่สนใจนางแบบมากกว่าของที่จะขายหรือ?

น่าสนใจใช่มั้ยครับ

คำตอบก็คือ เวลานางแบบออกมาใส่ชุดดีไซน์เนอร์เดินโชว์บนแคทวอล์คนั้น สินค้าที่เขาขายจริงๆ ไม่ใช่ชุด

สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือสถานะทางสังคมต่างหาก

แฟชั่นที่เราเห็นบนแคทวอล์ค มีชื่อเรียกว่า Haute Coutoure อ่านว่า อ๊อท คูทัวร์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตามตัวอักษรว่า high dressmaking – การทำเสื้อผ้าชั้นสูง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮโซนั่นเอง

เมื่อมันเป็นเรื่องไฮโซ ลักษณะท่าทางของคนใส่ก็จะต้องไฮโซตามไปด้วย

ในทางจิตวิทยา เวลาเรายิ้มให้ใคร มันสามารถตีความได้ว่าเรากำลังทำให้เขาสบายใจอยู่ เรากำลังเอาใจเขาอยู่ เรากำลังบอกเขาว่าฉันเป็นมิตรนะ โปรดชอบและยอมรับฉันเถอะนะ

ในทางกลับกัน คนที่มีสถานะทางสังคมสูง ย่อมไม่สนใจจะเรียกร้องความชอบจากผู้ใด จึงไม่ต้องยิ้มเพื่อเอาใจใคร

ดังนั้น การที่นางแบบบนแคทวอล์คไม่ยิ้มให้คนดู ก็เพราะต้องการจะสื่อว่าฉันไม่สน ไม่แคร์สื่อ ฉันเจ๋งของฉันอย่างนี้อยู่แล้ว เธอจะชอบหรือไม่ชอบฉันมันก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตฉันเลยซักนิด

การไม่ยิ้มให้คนดู ก็คือการบอกว่าสถานะฉันสูงส่งกว่าเธอนั่นเอง

ในทางกลับกัน คนดูที่มองเข้าไป ก็จะรู้สึกว่านางแบบคนนี้ดูเท่ ดูคูล ดูสถานะเขาสูงกว่าเรา วันหนึ่งฉันอยากใส่เสื้อผ้าแบบนั้น สถานะฉันจะได้สูงเหมือนเขาบ้าง

นางแบบบนแคทวอล์คเปรียบเสมือนแมวที่รู้ตัวว่ามันหน้าตาดี มันไม่เคยยิ้มให้กล้อง มันช่างดูหยิ่งดูยโส แต่กระนั้นมันก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดจนมีคนมากมายที่ปวารณราตนเป็นทาสแมว

และนี่คือเหตุผลที่นางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม แม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ผมว่ามันเป็นเหตุผลที่น่าสนใจที่สุด

ใครเป็นนางแบบมืออาชีพ หากผ่านมาเห็นบทความนี้ก็เข้ามาอภิปรายกันได้นะครับ 😉

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nate White’s answer to Why don’t some people ever smile in photos?  และ Will Wilster’s answer to Why don’t fashion models

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 14 ที่)

ทำไมคนเราชอบเมาธ์มอย

20171123_mouth

มีคนเคยพูดทีเล่นทีจริงว่ามนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อจะเอาไว้นินทาเพื่อนบ้านได้

ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด ในหนังสือเรื่อง Sapiens ผู้เขียนก็บอกว่า การนินทา (gossip) นั้นเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในเผ่ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

เพราะสมัยที่เรายังหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ว่าคนไหนเชื่อถือได้ คนไหนเชื่อถือไม่ได้

การซุบซิบนินทาจึงเป็น survival mechanism ที่ฝังอยู่ในยีนส์ของเรามานับหมื่นนับแสนปี

ผมเลยเดาว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่เราชอบตามติดข่าวดาราเตียงหัก อยากรู้ไปหมดว่าใครแอบกิ๊กกั๊กกับใคร และใครที่โดนจับได้ว่าทำไม่ดี เราก็พร้อมที่จะตัดสินและรุมประณาม แต่พอมีดาราทำดี กลับไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่นัก (ยกเว้นเคสพี่ตูนนะครับ)

แต่ก่อนผมนึกว่าการทำคนเราชอบฟังเรื่องแย่ๆ ของคนอื่น เพราะมันทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา

แต่ถ้ามองในแง่ “ยีนส์การเอาตัวรอด” ที่เราได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็อาจจะมองได้ว่า เหตุผลที่เราสนใจเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นนั้น เพราะการรู้ว่า “ใครดี” ไม่สำคัญเท่ากับการรู้ว่า “ใครไม่ดี”

การออกล่าสัตว์กับคนเก่งคนดี อาจทำให้เราได้อาหารมือใหญ่ขึ้นกว่าปกติ

แต่การออกล่าสัตว์กับคนไม่ดี แถมยังขี้ขลาดและและชอบหักหลัง อาจหมายถึงจุดจบของชีวิตเราเลยก็ได้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ ที่คนเราชอบฟังเรื่องนินทา เพราะร่างกายและจิตใต้สำนึกเราถูกสั่งสมมาอย่างนั้น

แต่ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรทำนะครับ

เพราะสมัยนี้เราไม่ต้องเสี่ยงตายออกล่าสัตว์กันแล้วแล้ว การรู้ว่าดาราคนไหนดีไม่ดีจึงไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตเราเลย

ผลอย่างเดียวที่ได้จากการเสพข่าวเหล่านี้ คือมันทำให้เรามีเวลาน้อยลง ซึ่งธรรมดาเวลาของเราก็เหลือน้อยจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว

การชอบฟังเรื่องนินทาจึงไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่หมายความว่าเราอาจเสียโอกาสที่จะได้ทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่าเท่านั้นเอง

Perfectionism คือความกลัว

20171010_perfectionism

Elizabeth Gilbert เขียนไว้ในหนังสือ Big Magic ว่า หนึ่งในนิสัยที่มักจะเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าของผู้หญิงคือความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ หรือคนที่อยากทำอะไรออกมาให้มันสมบูรณ์แบบ

แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง ความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์จึงมักจะทำให้เราทำอะไรไม่เสร็จซักอย่าง หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือมันจะทำให้เราไม่ได้เริ่มทำอะไรซักอย่างเพราะเราเชื่อว่าถึงทำไปมันก็จะไม่มีทางดีพอกับสิ่งที่เราคาดหวัง

ความซับซ้อนของ perfectionism ก็คือมันมักประกาศตัวว่าเป็น “ข้อดี” อย่างหนึ่ง เวลาที่ใครบอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ก็มักจะพูดออกมาด้วยความแอบภูมิใจว่าฉันเป็นคนมาตรฐานสูงนะ

แต่กิลเบิร์ตเห็นต่าง

“I think perfectionism is just fear in fancy shoes and a mink coat, pretending to be elegant when actually it’s just terrified. Because underneath that shiny veneer, perfectionism is nothing more than a deep existential angst that says, again and again, “I am not good enough and I will never be good enough.”

“ฉันคิดว่า perfectionism เป็นเพียงความกลัวที่ใส่เสื้อขนสัตว์และรองเท้าส้นสูง ดูเหมือนจะเฉิดฉายเจิดจรัสทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันกำลังหวาดกลัวต่างหาก ภายใต้เปลือกอันสวยงามนั้น perfectionism เป็นเพียงความวิตกกังวลที่คอยตอกย้ำว่า ฉันดีไม่พอ และฉันจะไม่มีวันดีพอ”

เพราะฉะนั้น เลิกมองความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ว่าเป็นข้อดีได้แล้ว

ถอดรองเท้าส้นสูงและเสื้อขนสัตว์ออก แล้วลุยไปเลย

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Makers: Author Elizabeth Gilbert On Avoiding the Perfectionism Trap

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่ง) – ผมเหลือหนังสือแค่ 17 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder