ถ้อยคำที่ตั้งใจเก็บมาฝากก่อนขึ้นปี 2569

1-23 Kevin Kelly จากหนังสือ Excellent Advice for Living

  1. จงอย่าเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่จงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำสิ่งนั้นได้ – Don’t be the best. Be the only.
  2. ถ้ามีใครปฏิเสธเรา จงอย่าเก็บไปคิดมาก ให้คิดว่าเขาก็ไม่ต่างจากเราที่กำลังยุ่งเกินไป หรือว่อกแว่กเกินไป คราวหน้าก็แค่ลองใหม่อีกครั้ง
  3. อย่ากลัวที่จะถามคำถามที่อาจฟังดูไม่ฉลาด เพราะคนอื่นๆ ก็กำลังสงสัยเหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกอายที่จะถามเท่านั้นเอง
  4. การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของคน แต่การยอมรับผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ใจสูง
  5. มีเพื่อนดีกว่ามีเงิน เกือบทุกอย่างที่เงินทำได้นั้นเพื่อนทำได้ดีกว่า ในหลายๆ แง่ การมีเพื่อนที่มีเรือยอชต์นั้นดีกว่าการเป็นเจ้าของเรือยอชต์เองเสียอีก
  6. เราคือสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด ไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ ไม่ใช่พรรคที่เราเลือก แต่เราคือสิ่งที่เราใช้เวลากับมันจริงๆ
  7. เมื่อทำงานใหญ่ชิ้นใดก็ตามเสร็จไปแล้ว 90% ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ภาพยนตร์ งานอีเวนต์ หรือแอปพลิเคชัน รายละเอียดจุกจิกที่เหลืออยู่จะใช้เวลาอีก 90% กว่าจะเสร็จสมบูรณ์
  8. สำหรับเงินทุกบาทที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ จงเตรียมใจที่จะต้องจ่ายเงินอีกเท่าตัวสำหรับค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา และการโละทิ้ง
  9. เมื่อได้รับคำเชิญให้ทำอะไรบางอย่างในอนาคต ให้ถามตัวเองว่า เราจะยังตอบตกลงอยู่ไหมถ้างานนั้นจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้
  10. ศิลปะอยู่ในสิ่งที่เราเลือกที่จะตัดออกไป – Art is what you leave out.
  11. ถ้าได้ทำอะไรที่เราชอบมากๆ ให้ทำมันช้าๆ – When you find something you really enjoy, do it slowly.
  12. เราไม่ได้อยากมีชื่อเสียงจริงๆ หรอก ไม่เชื่อลองไปอ่านชีวประวัติของคนดังคนไหนก็ได้
  13. เวลารับใครเข้าทำงาน ไม่จำเป็นต้องให้ค่ากับประสบการณ์มากนัก จงจ้างคนที่มีแววและมีไหวพริบ แล้วค่อยเอาเขามาฝึกฝน สิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างบนโลกนี้ถูกรังสรรค์โดยคนที่เพิ่งเคยทำมันเป็นครั้งแรก
  14. อย่าโฟกัสไปที่การทำให้ร่างกายฟิต แต่จงโฟกัสที่การเป็นคนที่ไม่พลาดการออกกำลังกายเลยแม้สักวัน
  15. การสร้างนิสัยคือการหยุดต่อรองกับตัวเอง เราไม่ต้องเสียพลังไปกับการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอีกต่อไป เราก็แค่ทำมันเท่านั้นเอง
  16. ความฉับไวคือสัญญาณของการให้เกียรติ – Promptness is a sign of respect.
  17. เราไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เกินสิ่งที่ทำให้เราโกรธ
  18. จงใส่ใจเรื่องเล็กน้อย มีคนพ่ายแพ้ให้กับรองเท้ากัดมากกว่าพ่ายแพ้ให้กับความสูงชันของภูผา
  19. หากเราขอความคิดเห็น เราจะได้นักวิจารณ์ แต่ถ้าเราขอคำแนะนำ เราจะได้พันธมิตร
  20. การให้อภัยคือการยอมรับคำขอโทษที่เรารู้ว่าจะไม่มีวันได้รับ – Forgiveness is accepting the apology you will never get.
  21. สิ่งที่ทำให้เราดูแปลกประหลาดในวัยเด็กอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ในตอนโต – หากเราไม่ทำมันหล่นหายไปเสียก่อนน่ะนะ
  22. จงชื่นชมคนอื่นลับหลัง แล้วสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาเราเอง
  23. เมื่อลูกถามว่า “ทำไม?” ต่อเนื่องไม่รู้จบ คำตอบที่ฉลาดที่สุดคือ “พ่อ/แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลูกคิดว่ายังไงล่ะ?”

24-46: James Clear จาก 3-2-1 Newsletters

  1. เมื่อเราอายุห้าขวบ เราอาจโกรธได้เป็นวัน เมื่ออายุสิบขวบ เราอาจจะโกรธได้เป็นชั่วโมง แต่พอเราอายุสามสิบ เรามีเวลาให้โกรธแค่สิบนาที แล้วก็ควร move on ได้แล้ว
  2. ชีวิตคนเราเริ่มต้นอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโชค แต่จะจบอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเลือกของเราเอง
  3. สิ่งที่เพื่อนบอกกับผมเมื่อเร็วๆ นี้: “อย่าทำอะไรในฟิตเนสวันนี้ ที่จะทำให้คุณไม่สามารถกลับมาออกกำลังกายได้ในวันพรุ่งนี้”
  4. สิ่งที่ลูกวัยสี่ขวบเพิ่งบอกผม: “หนูว่าเราต้องใจดีกับอนาคตนะ”
  5. สูตรสำเร็จความทุกข์: จงใช้เวลาไปกับการสะสมทรัพย์สมบัติ แล้วจงปล่อยให้สุขภาพและความสัมพันธ์ย่ำแย่
  6. กฎสองข้อในการใช้ชีวิต: 1. คนที่สนุกที่สุดจะได้เป็นผู้ชนะ 2. ช่วงที่กำลังปีนเขาคือช่วงที่สนุกที่สุด
  7. ชื่อเสียงของเราคือสมบัติที่สำคัญที่สุด มันไปถึงก่อนที่เราจะก้าวเท้าเข้าห้อง และยังคงอบอวลอยู่หลังจากที่งานเสร็จสิ้นลงไปนานแล้ว
  8. จงโฟกัสที่เมล็ด ไม่ใช่ดอกผล วันนี้เรากำลังปลูกเมล็ดอะไรอยู่?
  9. เกือบทุกอย่างที่ยอดเยี่ยมมักใช้เวลานานกว่าที่คิด เริ่มต้นลงมือทำไปเถอะ แล้วไม่ต้องคอยมองเข็มนาฬิกาหรือปฏิทิน
  10. ในทางทฤษฎี ความสม่ำเสมอคือเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่น และความไม่ย่อท้อ แต่ในทางปฏิบัติ ความสม่ำเสมอคือเรื่องของการรู้จักปรับตัว มีเวลาไม่มากใช่ไหม? ก็ลดขนาดของงานลง ไม่ค่อยมีแรงเหรอ? งั้นก็ทำเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดไปก่อน ปล่อยให้นิสัยเปลี่ยนรูปทรงไปตามข้อจำกัดของแต่ละวัน เพราะการรู้จักปรับตัวคือหนทางแห่งความสม่ำเสมอ
  11. หยุดรอ หยุดพูดให้ตัวเองถอดใจ หยุดหาข้อมูล แล้วลงมือทำเสียที
  12. หากปราศจากการกระทำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือกังวล แต่เมื่อเราเริ่มต้น ความกลัวจะหดตัวลง เพราะเราเริ่มกำหนดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว
  13. ก่อนจะกังวลว่าเราจะชนะเกมนี้อย่างไร ให้คิดให้ตกเสียก่อนว่านี่คือเกมที่เราอยากชนะจริงหรือเปล่า
  14. พลังใจของเรามักไม่อาจเอาชนะสภาพแวดล้อมได้ ยิ่งสภาพแวดล้อมของเรา “มีวินัย” มากเท่าไหร่ เราก็ใช้แรงใจน้อยลงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปว่ายทวนน้ำหรอกนะ
  15. การรักษาหุ่นให้คงที่นั้นง่ายกว่าการทำให้หุ่นกลับมาดี การรักษาบ้านให้สะอาดนั้นง่ายกว่าการทำความสะอาดบ้านที่สกปรก
  16. ชีวิตไม่ได้ให้รางวัลกับคนฉลาด ชีวิตให้รางวัลกับคนที่ลงมือทำ คนเก่งหลายคนหาเหตุผลมากมายให้ตัวเองถอดใจก่อนที่จะเริ่ม เราไม่มีวันชนะถ้าเราไม่ลงไปเล่นอยู่ในเกมนั้น
  17. สำหรับคนที่คาดหวังไปเสียทุกอย่าง ชีวิตย่อมเหมือนเต็มไปด้วยคำสาป แต่สำหรับคนที่ขอบคุณในทุกสิ่ง ชีวิตย่อมเหมือนมีแต่คำอวยพร
  18. หากต้องการสร้างนิสัยอย่างยั่งยืน จงเข้ากลุ่มที่พฤติกรรมที่เราอยากมีคือพฤติกรรมปกติของคนในกลุ่มนั้น
  19. ตั้งเป้าหมายที่อยากบรรลุในอีก 10 ปี แล้วลงมือทำทีละ 1 ชั่วโมง
  20. ความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุด คือความเสี่ยงที่หากเกิดผลลัพธ์ที่ย่ำแย่เราก็ยังรับมือไหว แต่ถ้ามันออกมาดีก็มีพลังพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลย
  21. เรารวยกว่าคนอื่นๆ ถึง 93 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่รวยเงิน แต่เป็นการรวยเวลา มีผู้คนกว่าหนึ่งแสนล้านคนที่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้ และ 93 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นได้จากไปแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทุกคนย่อมจะยอมแลกทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดที่มีเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เรากำลังมีอยู่ในมือ นั่นก็คือ “วันนี้”
  22. จงให้อภัยตัวเองในอดีต จงเข้มงวดกับตัวเองในปัจจุบัน จงยืดหยุ่นกับตัวเองในอนาคต
  23. อีกเพียงหนึ่งการตัดสินใจ ชีวิตเราก็ดีขึ้นกว่านี้ได้แล้ว – You are one good decision away from a meaningfully better life.

47-65: ถ้อยคำของผู้คนที่ผมชื่นชมและเคยเขียนถึงใน Anontawong’s Musings

  1. ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด
    หลวงพ่อชา สุภฺทโท
  2. บาดแผลที่ผู้อื่นทำกับเรานั้น ถึงอย่างไรก็ยังพอหาทางรักษาได้ แต่บาดแผลที่ได้มาจากการทำร้ายผู้อื่น อาจต้องอยู่กับเราตลอดไป
    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
  3. สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
    ประภาส ชลศรานนท์
  4. เราสามารถชื่นชมคนอื่นได้ โดยไม่ต้องอยากเป็นอย่างเขา
    วรรณิภา ภักดีบุตร
  5. ถ้าเราตีกอล์ฟแล้วพนันกันหลุมละ 20 บาท เราจะตียังไง ถ้าเราเพิ่มเดิมพันเป็นหลุมละ 2,000 บาท เราจะตียังไง เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่มันเป็นหลุมละยี่สิบ และเมื่อไหร่เป็นหลุมละสองแสน เราไม่สามารถทุ่มสุดตัวได้ตลอด แต่ถ้ารู้ว่าหลุมนี้เดิมพันสูง เราก็ต้อง all-in
    ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร (พี่เล้ง MFEC)
  6. ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า
    ธนญชัย ศรศรีวิชัย
  7. ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์
    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
  8. เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก
    ดร.วิรไท สันติประภพ
  9. ถ้าเบอร์ 1 คิดแบบ underdog ได้ จะไร้เทียมทาน
    ธนา เธียรอัจริยะ
  10. คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า
    ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์
  11. เวลาจ้างเด็กๆ ปลาบอกน้องๆ เสมอว่า คุณน้อง ถ้าร้านพี่เชย พี่เป็นป้าเมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยนะ อยากให้มีคนมาบอกตรงๆ เฮ้ย พี่ปลา พี่เอาต์แล้ว
    ปลา iberry
  12. เมื่อบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” เรากำลังประเมินตัวเองจาก “ตอนนี้” เสมอ
    นิ้วกลม
  13. แต่ก่อนคนเก่งแบบตัว I คือรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวก็พอแล้ว ยุคถัดมาคนต้องเก่งแบบตัว T คือรู้ลึกในหนึ่งเรื่อง และรู้กว้างอีกหลายๆ เรื่อง แต่ยุคนี้เราต้องรู้แบบตัว Y คือเอาความรู้ของศาสตร์อย่างน้อย 2 เรื่องแบบลึกซึ้ง และนำมาบูรณาการ ซึ่งถ้าทำได้ คนอื่นจะสู้เราไม่ได้เลย
    รวิศ หาญอุตสาหะ
  14. จริงๆ แล้วลูกสาวผมเค้าก็น่าจะเหนื่อยนะ ด้วยสถานการณ์โควิดตอนนี้ เค้าไปโรงเรียนไม่ได้ จึงต้องเรียนออนไลน์แทน บางวันเรียนบัลเลต์เสร็จก็ซ้อมเปียโนต่อด้วย ซ้อมเปียโนเสร็จก็ทำการบ้าน และแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่วิชาเดียว เค้าก็นั่งทำไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี่คือเด็กหญิงวัยหกขวบ แต่เค้าไม่เคยพูดว่าเหนื่อยเลย – เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น น่าคิด…
    บิว วิศวกรรีพอร์ต
  15. ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย
    ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
  16. บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง
    สิงโต นำโชค
  17. อยากสำเร็จแค่ไหน ก็คูณภาพความลำบากเข้าไปเท่านั้น คูณความสามารถในการแบกรับความทุกข์-ความเครียดเข้าไปด้วย แล้วประเมินดูว่าเรายังต้องการมันจริงหรือไม่
    พลอย เซ่
  18. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
    เธมส์ THINKต่าง
  19. ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจกต์ที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น
    ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

66-69: หนังสือของ Anontawong’s Musings

  1. ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ลึกๆ แล้วเราต้องการมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็แทบจะไม่มีแรงต้านเลย
    Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ (2017)
  2. อย่านับว่าพ่อแม่เราจะอยู่อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่มื้อ
    Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน (2019)
  3. ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ
    Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด (2022)
  4. เรื่องที่เราเคยคิดว่ามีสาระ เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตาย สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่มีความหมายมากนัก ส่วนเรื่องที่เราคิดว่าไม่ได้มีสาระแก่นสารอันใด อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่วันนี้เราอาจจะยังมองข้าม เพราะมันอยู่ใกล้ตัวและแสนจะเป็นเรื่องธรรมดา คงต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไป เราถึงจะรู้ว่าอะไรสำคัญ
    คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท (2025)

พูดเพราะ?

20160919_speak

Wise men speak because they have something to say; Fools because they have to say something.

คนมีปัญญาจะอ้าปากเมื่อมีอะไรที่ต้องพูด ส่วนคนเขลานั้นอ้าปากเพราะเขาต้องพูดอะไรซักอย่าง

– Plato


พระท่านบอกไว้ว่า เราไม่สามารถบังคับจิตไม่ให้คิดไม่ได้ เพราะจิตมีหน้าที่คิด

พอคิดแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเป็นคำพูด

ถ้าเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ คำพูดที่ออกมาย่อมมีประโยชน์กับคนรอบข้าง

แต่ถ้าความคิดนั้นไม่สร้างสรรค์ สิ่งที่พูดออกมาย่อมสร้างมลภาวะทางอารมณ์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้คนอื่นเสียเวลา

ธรรมชาติสร้างให้เรามีสองหูกับหนึ่งปาก ราวกับจะบอกใบ้ว่าเราควรฟังให้มากกว่าพูด

แต่ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านน่าจะรู้จักคนที่พูดมากกว่าฟัง

หรือร้ายกว่านั้นคือคนที่พูดอย่างเดียวแล้วไม่ฟังใครเลย

อย่าเผลอเป็นคนแบบนั้นนะครับ

เพราะมันไม่น่ารักเลย


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สองวันที่เราจะไม่กังวล

20160517_TwoDays

คือเมื่อวานนี้กับวันพรุ่งนี้

“There are two days in the week on which I never worry; One is yesterday and the other is tomorrow.”

– Robert Burdette

เพราะกังวัลเรื่องของเมื่อวานไปก็กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

ส่วนวันพรุ่งนี้ จะกังวลหรือไม่กังวลมันก็ต้องมาถึงชัวร์ๆ อยู่แล้ว

ถ้าอยากให้วันพรุ่งนี้ออกมาดี การกังวลถึงพรุ่งนี้ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือทำวันนี้ให้ดี เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนขี้กังวล ก็ขอให้กังวลแค่เรื่องวันนี้ได้มั้ย? ว่ามีอะไรที่ควรต้องทำแต่เรากำลังหลีกเลี่ยงอยู่บ้าง

กังวลได้ไม่ว่า แต่วางแผนให้มากกว่ากังวล

และลงมือทำให้มากกว่าวางแผนครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

คนตัวเล็ก

20160515_smallpeople

“Never believe that a few caring people can’t change the world. For, indeed, that’s all who ever have.”

อย่าคิดว่าคนที่ห่วงใยและทุ่มเทเพียงหยิบมือจะเปลี่ยนโลกไม่ได้
เพราะจริงๆ แล้วที่ผ่านมาก็มีแต่คนกลุ่มนี้แหละที่ได้เปลี่ยนโลก

– Margaret Mead


ความเชื่ออย่างหนึ่งที่เรามีกันก็คือ คนตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้?

แต่เราลืมไปว่า ก่อนที่จะมาเป็น “คนตัวใหญ่” คนเหล่านั้นก็เคยเป็นคนตัวเล็กๆ มาก่อนทั้งนั้น

ทนายชาวอินเดียคนหนึ่งที่ไปว่าความที่แอฟริกา ซื้อตั๋วรถไฟเฟิร์สท์คลาสแต่กลับถูกสั่งให้ย้ายไปที่นั่งของรถไฟชั้นสามเพียงเพราะเขาไม่ได้ผิวขาว พอเขาไม่ยอมก็ถูกโยนลงจากรถไฟ

ใครจะไปคิดว่าทนายตัวเล็กๆคนนี้จะกลายมาเป็น “มหาตมะ” ที่นำการต่อสู้โดยสันติจนอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ?

หรือเด็กสาวตัวเล็กๆ จากร้อยเอ็ดที่มาฝึกตีแบดในสนามของเจ้าของโรงงานขนมทองหยอด ใครจะไปคิดว่าเธอจะสามารถเอาชนะมหาอำนาจลูกขนไก่จากจีนและขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกได้?

บางทีการเป็น “คนตัวใหญ่” อาจไม่ยากอย่างที่คิด

เพราะ 99.9% ของมนุษย์คิดว่า “ตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้” การที่เราแคร์มากกว่าคนอื่นและออกแรง มากกว่าคนอื่นอีกซักหน่อย เราก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประชากร 0.1% หรือ 1 ใน 1000 ทันที

มีคนอีกไม่น้อยที่อาจมีความคิดที่คล้ายๆ กับเรา เพียงแต่เชื่อว่าตัวเองไม่มีแรง / ไม่มีเวลา / ไม่มีความสามารถ ก็เลยยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ดังนั้นหากมี 1 คนขึ้นมานำ อีก 999 คนที่มีความเชื่อเดียวกันก็พร้อมที่จะสนับสนุน

ยิ่งสมัยนี้เรามีเครื่องมืออย่างอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียด้วยแล้ว การหาแนวร่วมและส่งต่อความคิดยิ่งทำได้ง่ายขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นยุคที่คนตัวเล็กๆ อย่างเราสามารถสร้างความแตกต่างได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

ขอแค่ลงมือทำ และไม่ยอมแพ้เท่านั้นเอง


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สมบูรณ์แบบ

20160428_Perfect

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ความสมบูรณ์แบบไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่สามารถเพิ่มอะไรได้อีกแล้ว แต่เกิดจากการที่เราไม่สามารถเอาอะไรออกไปได้อีกแล้วต่างหาก

– Antoine de Saint Exupéry


Search Engine
สมัยเป็นนักเรียนวิศวะปี 4 สิ่งหนึ่งที่ผมขาดไม่ได้เลยคือ Search Engine ชื่อดังอย่าง Yahoo, Altavista และ Lycos เพราะต้องใช้มันในการหาข้อมูลสำหรับทำ senior project

หน้าตาของ Search Engine สมัยนั้นเป็นอย่างนี้ครับ

This slideshow requires JavaScript.

พอเข้าทำงานที่รอยเตอร์ปี 2003 เพื่อนที่ออฟฟิศจึงแนะนำให้รู้จัก Google

ความรู้สึกแรกที่ใช้งานคือทำไมหน้าตามันจืดจัง

Google

และอีกเพียงไม่กี่ปีต่อมากูเกิ้ลก็ครองโลก

โทรศัพท์มือถือ
กลางปี 2007 ผมได้เป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต และสิ่งหนึ่งที่บริษัทจะให้หัวหน้าทีมซัพพอร์ตทุกคนก็คือ Blackberry สมาร์ทโฟนที่เจ๋งและดังที่สุดในยุคนั้น เพราะขนาดเล็กพกพาง่าย แถมแป้นคียบอร์ดยังเป็นปุ่ม QWERTY ทำให้เขียนอีเมล์หากันได้อย่างรวดเร็ว สมัยนั้นใครๆ ก็ใช้ BB ส่งข้อความหากัน เพราะฟรีและรวดเร็วกว่า sms เยอะ

SONY DSC

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง สตีฟ จ๊อบส์และแอปเปิ้ลก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการสร้างโทรศัพท์มือถือที่มีแค่ปุ่มเดียว

IMG_2298

แล้วอีกแค่สองปีต่อมาไอโฟนก็ครองโลก

เก็บบ้าน
ถ้าใครเคยได้เรียนรู้หลักการจัดบ้านแบบ KonMari มาแล้ว จะเข้าใจว่าสิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือคัดเก็บแต่ข้าวของที่ spark joy เท่านั้น ของชิ้นอื่นๆ ที่ไม่ได้สร้างความชื่นใจให้กับเราแล้ว จงกล่าวขอบคุณแล้วปล่อยให้เขาไปทำหน้าที่กับเจ้านายคนอื่นดีกว่า

วิธีแบบ KonMari จะทำให้เราเหลือหนังสือและเสื้อผ้าในตู้น้อยลงไปกว่าครึ่ง แต่ที่แปลกคือเรากลับรู้สึกว่าเรา “มีครบ” ยิ่งกว่าเดิม อาการที่รู้สึกว่าต้องซื้อของมาเพิ่มนั้นแทบจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง

วิธีการจัดบ้านแบบคอนมาริ (จริงๆ ต้องอ่านว่าคมมาริ) กลายเป็นกระแสโด่งดังไปถึงอเมริกาและยุโรป และผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อย่าง คนโด มาริเอะ ก็ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกจากญี่ปุ่นที่ถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Time ว่าเป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

เขียนบล็อก anontawong.com 
เวลาผมเขียนบล็อกแล้วมานั่งแก้ไข ส่วนใหญ่ผมจะไม่เขียนอะไรเพิ่ม เพราะเนื้อหาทุกอย่างอยู่ในนั้นหมดแล้ว

การแก้ไขจึงเน้นไปที่การตัดทอนเนื้อหาที่ซ้ำซ้อน ไม่ค่อยมีประโยชน์ หรือไม่สอดคล้องกับเนื้อหาหลักออก

การเขียนบทความให้กระชับ แต่เนื้อหาครบถ้วนและกินใจคนนั้นเป็นอะไรที่ยากที่สุดในโลก

การใช้ชีวิต
ในวัยยี่สิบกว่าๆ ผมได้ลองทำอะไรหลายอย่างมาก เช่นไปเรียน sound engineering จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่ ทำวงดนตรีไปออดิชั่นตามผับ เตะบอลสัปดาห์ละสองครั้ง เล่นดนตรีออกงานของบริษัทเดือนเว้นเดือน เที่ยวผับศุกร์เว้นศุกร์ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันและการพบปะผู้คน

พอมาถึงวัยสามสิบกว่าๆ กิจกรรมเริ่มลดน้อยลง ยิ่งมีครอบครัวมีลูกแล้วด้วย วันๆ หนึ่งผมจึงทำได้แค่ไม่กี่อย่าง ตอนเช้าเขียนบล็อก กลางวันทำงาน ค่ำอยู่กับครอบครัวก็หมดวันแล้ว

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการทดลองว่าชอบอะไร  วัยสามสิบกว่าๆ คือวัยที่พอจะรู้แล้วว่าทางของเราคือทางไหน และต้องตัดอะไรออกไปบ้าง เพื่อจะทำกิจกรรมให้น้อยลง แต่ทำให้ “ลึก” ขึ้น

“Perfection is achieved not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

อ่านประโยคนี้แล้วผมเห็นภาพผู้ชายสองคน

คนหนึ่งเป็นเศรษฐีพันล้าน มีบ้านหลังใหญ่  มีภรรยาสวย และมีลูกๆ ที่น่ารักสามคน มีลูกน้องและบริวารมากมาย กิจการของเขากำลังเติบโตและเขายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายกิจการไปเรื่อยๆ

อีกคนเป็นนักบวช ไม่มีบ้านของตัวเอง ออกจาริกไปด้วยตัวคนเดียว นอกจากอัฐบริขารก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้วเช่นกัน

คุณคิดว่าชีวิตของใคร “สมบูรณ์แบบ”กว่ากันครับ?


ขอบคุณภาพจาก Internet Archive Wayback Machine: Yahoo, Altavista, Lycos, Google

Wikipedia: Blackberry, Flickr: iPhone


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่