ฉาบฉวย

20160514_Superficial

ถาม: คุณไม่ได้มองหรือว่าความสวยงามคือสินทรัพย์อย่างหนึ่ง อย่างที่คนสมัยนี้เขามองกัน

ตอบ: ไม่ ผมเกลียดความคิดนี้ ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แล้วก็จะรวย เงินก็จะเข้ามา เราเห็นกันหลายเคสแล้วว่าคนที่คิดแบบนี้มักจะตายกันมาเยอะ แล้วไม่ใช่เสียชีวิตนะ แต่แทนที่จะได้ดี เขาดันไปยึดติดกับอะไรไม่รู้ ทำให้เขาลืมไปว่าจริงๆ เขามีความสามารถแค่ไหน หรือเขาทำอะไรได้มากกว่านั้น การที่เขาคิดแบบนั้นมันเหมือนดูถูกตัวเองนะ แล้วผมก็เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ ด้วย คือเด็กสมัยนี้เข้ามาที่คลินิกด้วยความคิดแปลกๆ เช่น ต้องทำหน้าให้สวยๆ จะได้ได้งานดีๆ หรือจะได้แฟนดีๆ ที่มีฐานะ ซึ่งมันมากไป ผมมองว่านี่คือทุนนิยมสุดโต่ง

ถาม: จริงๆ แล้วผิดไหมที่คิดว่าถ้าสวยแล้วจะได้มี แฟนดีๆ หรือมีแฟนที่มีฐานะ คือ…ในความคิดเรา ถ้าคิดแบบนี้มันคงก้ำกึ่งว่าผิดหรือถูก แต่ถ้าคนทั่วไปเขาคิดแบบนี้แล้วหนทางจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือคุณคิดอย่างไร

ตอบ: ผมว่ามันเบรกไม่ได้หรอกเรื่องแบบนี้ มันอาจจะดีก็ได้กับบางคน แต่เขาต้องนึกไว้เสมอนะว่าเวลาเขาทำเขาต้องทำเพื่อความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ไม่ได้ทำไปเพื่อเอาใจใคร เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมันแย่นะ มันเหมือนกับต้องไปเป็นทรัพย์สินของใครสักคนตลอดชีวิต แล้วก็อย่าไปตีค่าตัวเองให้เป็นวัตถุขนาดนั้นเลย มันมีคน get เราได้มากกว่านั้น จริงๆ โลกมันไม่ได้ฉาบฉวยอย่างที่คนอื่นๆ พยายามให้เป็นหรอก จริงอยู่ที่บางอาชีพต้องการรูปร่างหน้าตา แต่มันไม่ใช่ทุกอาชีพ ผมพยายามจะบอกแบบนี้นะ แล้วการที่พยายามจะทำให้ตัวเองดูดีขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนอื่น คือทำแค่ในแบบของเรานี่แหละให้ดูดีขึ้น แบบนั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้มันมากไป

– สมิทธิ์ อารยะสกุล
a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


ผมเคยเขียนไว้ในตอนนกหลงทางว่า พริตตี้สวยๆ ที่มีแต่คนมองนั้น ภายในใจเขาอาจจะรู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึกๆ ก็ได้

เพราะหากเขาพึ่งพาแต่รูปร่างหน้าตา พอสองสิ่งนี้เสื่อมไป เขาจะไม่มีต้นทุนอื่นเหลือเลย

“ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ผมเห็นตรงข้ามกับหมอโอ๊คนะ ผมเชื่อว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นจริงๆ

แม้จะไม่ใช่อาชีพดาราหรือพริตตี้ แต่หน้าตาที่ดีก็ยังทำให้ได้งานง่ายขึ้น ขายของได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นงานเซลส์ งานพี่เลี้ยงเด็ก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องอยู่กับผู้คน

ขนาดเด็กกำพร้าที่มองหาผู้อุปการะ ผมก็ยังรู้สึกว่าเด็กที่หน้าตาดีนั้นมีโอกาสดีกว่าเด็กขี้เหร่

แต่กับดักของคนหน้าตาดีก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้น แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคน “มักง่าย” มากขึ้นด้วย

เพราะเมื่อมีแต่คนมาเอาใจ เราก็อาจหลงคิดไปว่าไม่ต้องทำตัวดีมากก็ได้ ไม่ต้องพูดเพราะก็ได้ เอาแต่ใจก็ได้ เพราะยังไงคนก็พร้อมจะให้อภัยอยู่แล้ว

แต่ก็อย่างที่หมอโอ๊คบอก โลกของเรามันไม่ได้ฉาบฉวยขนาดนั้น

ถ้าอยากจะเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ อยากมีเพื่อนแท้ และอยากมีคู่ชีวิตที่ดี ความหล่อความสวยอย่างเดียวมันไม่พอจริงๆ

สำหรับคนที่จะเข้ามาเป็นคนสำคัญของเรา สิ่งที่จะชี้ขาดว่าเราเป็นคน “น่ารัก” สำหรับเขาหรือไม่มันไม่ใช่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เพราะต่อให้เราจะจมูกโด่ง ตาโต ผิวขาว และหุ่นดีแค่ไหน ถ้าเราเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ อารมณ์ร้าย และไร้สมอง ข้อเสียเหล่านี้มันจะทำให้เราดูน่ารังเกียจไปเลย จนวันหนึ่งเราอาจจะโดนตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีบ้าง?”

ดังนั้นนอกจากความงามภายนอกแล้ว ก็อย่าลืมขัดเกลาความงามภายในด้วย

ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ ทัศนคติ น้ำใจ ซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ

ถ้าทำได้ เราก็จะเป็นนางฟ้าตัวจริง

ไม่ใช่นางฟ้าจำแลงที่งามแต่หน้าตาครับ


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สังคมหันหลัง

20160606_Selfie

ถาม: ในขณะที่หลายๆ คนอาจจะไม่ได้ใช้เวลาคุ้มค่าเท่ากับคุณ บางคนหมดไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือหมดไปกับสิ่งที่ทำเพื่อฆ่าเวลา มองเรื่องแบบนี้อย่างไร แล้วมีวิธีบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร

ตอบ: ถ้าพูดถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผมก็ใช้อินสตาแกรม แต่จะใช้ตอนว่าง ไม่ได้ใช้เพื่อรายงานชีวิตเราทุกช่วงขณะ เพราะรู้สึกว่าอยากจะเก็บส่วนนั้นมาไว้เป็นความทรงจำส่วนตัวของเรา บางรูปที่ลงก็เป็นรูปที่สต็อกไว้ เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นของการที่จะมานั่งบอกโลกว่าเรากำลังทำอะไร ผมมองว่าตอนนี้สังคมเริ่มที่จะเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กมันเป็นสิ่งที่ดูดชีวิต แล้วการที่เรามัวแต่ไปมองหน้าจอมือถือก็อาจจะทำให้เราไม่ได้เอ็นจอยกับสิ่งรอบข้าง ในขณะที่เรา connect กับคนที่เราอยากจะ connect ซึ่งไม่รู้ว่าเขาอยากจะ connect กับเราหรือเปล่า แต่เรากำลัง disconnect ไปจากคนรอบตัวเรา แล้วถ้าเรามีสังคมอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก สิ่งที่เราเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์กมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามโลกปกตินะครับ มันคือสิ่งที่เป็นผักชีโรยหน้า หรือถูกปรุงแต่งมาเรียบร้อยแล้ว คือสิ่งที่คนเขาอยากจะให้คนอื่นเห็น อยากให้คนอื่นรู้สึกว่าชีวิตฉันดีนะ นี่ฉันซื้อแบรนด์เนมนะ ฉันกินข้าวอร่อย ฉันซื้อของแพง นอนโรงแรมหรู แต่ถ้านั่งอึอยู่คงไม่มาโพสต์ อย่างของผมเวลาจะลงอะไรก็จะพยายามบอกถึงความเป็นตัวเราให้มากที่สุด ซึ่งก็มีอีกหลายๆ อย่างที่เราไม่อยากจะสื่อ เช่นวันนี้อารมณ์เสีย คงไม่อยากจะมาโพสต์ให้คนอื่นรู้หรอก เพราะฉะนั้น ขนาดตัวเองยังทำเองเลย คือเอาแต่เรื่องสวยๆ ดีๆ ให้สังคมรู้ ทำไมคนอื่นเขาจะไม่ทำ เพราะฉะนั้นมันก็จะหลงฟุ้งเฟ้อกันไปโดยไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเท่าไหร่ บางครั้งเวลาวิวมันสวย เรายังหันหลังให้วิวเลย เพื่อที่จะให้คนอื่นเห็นว่าเราอยู่ท่ามกลางวิวสวยๆ แต่เรากลับไม่หันไปมองดูด้วยตาของตัวเอง บางครั้งวินาทีที่เราเสียไปแล้ว มันก็อาจจะเสียไปตลอดกาล ในช่วงเวลานั้น แวบเดียวตรงนั้นมันอาจจะมีอะไรที่มาสะดุดใจเรา แต่เดี๋ยวนี้พอคนเห็นสิ่งสวยงามปุ๊บก็หันหลังให้สิ่งสวยงามทันทีเพื่อที่จะถ่ายรูป มันก็ตลกดี เพราะว่าเราให้ความสำคัญกับคนอื่นที่มองเรา มากกว่าสิ่งที่เรากำลังมองหรือเป็นในขณะนั้น ถ้าเรารู้เท่าทันเทคโนโลยี ผมก็เชื่อว่าคนจะลดปริมาณการใช้ลง อยากให้คิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ มันควรจะมาเป็นสิ่งที่มาเสริมสร้างให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่มาทำให้คุณภาพชีวิตหรือความเป็นคนของเราแย่ลง

– นาวิน เยาวพลกุล
a day BULLETIN issue 312, 14-20 Jul 2014
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ ภาสกร ธวัชชาตรี

—–

เชื่อว่าผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า “สังคมก้มหน้า” มาบ้างแล้ว

นั่นคือสังคมที่มีแต่คนก้มหน้าเล่นมือถือ

มาอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณนาวิน ตาร์ จึงได้รู้ว่าเรากำลังมี “สังคมหันหลัง” ด้วยเหมือนกัน

หันหลังให้สิ่งสวยงามเพื่อเราจะได้ถ่ายเซลฟี่

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะถ่ายรูปตัวเองคู่กับวิวสวยๆ

แต่เซลฟี่ก็มีสองแบบ คือเซลฟี่เพื่อเก็บความทรงจำ และเซลฟี่อวดชาวโลก

เซลฟี่เก็บความทรงจำนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ชื่นชมทิวทัศน์จนอิ่มเอมแล้วจึงค่อยถ่ายรูป

เซลฟี่อวดชาวโลกคือแค่เห็นว่าวิวสวยก็คว้ากล้องขึ้นมาถ่ายทันที แถมยังใช้เวลาอีกหลายนาทีแต่งภาพให้ตัวเองหน้าเนียนที่สุดก่อนอั๊พขึ้นเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม

แต่งภาพไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะใครๆ ก็อยากดูดี แต่มันน่าเสียดายที่จะมานั่งแต่งภาพในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราจะได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้น

ซึ่งระหว่างที่เราก้มหน้าอยู่ อาจมีภาพสวยๆ เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรามากมาย แต่เราก็พลาดภาพเหล่านั้นไปด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่


นอกจากจะหันหลังให้วิวสวยๆ แล้ว การที่เราติดมือถือมากเกินไปยังเป็นการหันหลังให้คนในเชิงสัญลักษณ์อีกด้วย เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณว่าเราอยากพูดคุยกับกล่องพลาสติกในมือมากกว่าคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเรา

“ในขณะที่เรา connect กับคนที่เราอยากจะ connect ซึ่งไม่รู้ว่าเขาอยากจะ connect กับเราหรือเปล่า แต่เรากำลัง disconnect ไปจากคนรอบตัวเรา”

ใครที่อายุเกิน 25 ปีอาจจะพอจำได้ว่า ช่วงที่ค่ายมือถือ Orange เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ (ก่อนจะถูกซื้อและเปลี่ยนชื่อเป็น True) เขามีคำขวัญติดหูว่า “คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น”

เป็นตลกร้ายที่มือถือสมัยนี้ทำให้เกิดสิ่งตรงกันข้าม คือ “คุยกันน้อยลง เข้าใจผิดกันมากขึ้น”

แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของมือถือนะครับ

“เทคโนโลยีเหล่านี้ มันควรจะมาเป็นสิ่งที่มาเสริมสร้างให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่มาทำให้คุณภาพชีวิตหรือความเป็นคนของเราแย่ลง”

เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม ถ้าใช้อย่างรู้เท่าทัน มันก็จะเป็นเครื่องมือที่มีพลังมหาศาล

แต่ถ้าใช้อย่างขาดสติปัญญา ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่าเครื่องมือเหล่านี้จะนำพาความสัมพันธ์ของมนุษย์เราไปทางไหน

เพราะขนาดรุ่นเราที่เพิ่งรู้จักมือถือไม่นานยังอาการหนักขนาดนี้

แล้วรุ่นลูกรุ่นหลานของเราล่ะ จะเป็นอย่างไร?


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 312, 14-20 Jul 2014

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ประสบการณ์กับความรู้

20160423_Experience

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

– นิรุตติ์ ศิริจรรยา
a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016
สัมภาษณ์ : กองบรรณาธิการ
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชราตรี

—–

อ่านคำสัมภาษณ์ของพระเอกรุ่นเดอะอย่างคุณนิรุตติ์แล้วทำให้ผมฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง

ว่าความรู้กับประสบการณ์มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในวันที่สมาร์ทโฟนและวายฟายได้กลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 & 34 เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคใดทำได้มาก่อน

เมื่อไม่รู้สิ่งใด เด็กป.4 อาจจะหาคำตอบได้เท่ากับเด็กป.ตรี เพราะทั้งคู่ก็ใช้กูเกิ้ลเป็นเหมือนกัน

อินเตอร์เน็ตนั้นมีคุณค่ามหาศาล แต่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกน้อยลง เพราะเวลาส่วนนั้นได้ถูกโยกย้ายมาอยู่หน้าจอคอมและจอโทรศัพท์เสียเกือบหมดแล้ว

ความรู้ที่เกิดจากการอ่านและฟังนั้นเป็นเพียงความรู้แบบผิวๆ  เทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการลงมือทำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

ที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือลูกของผม ที่จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอมากขึ้นทุกที จนแทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรผ่านการลงมือทำเลย

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

ถ้าลูกเสพความรู้ผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคเป็นหลัก ผมก็หวั่นใจจริงๆ ว่าวันหนึ่งจะเจอกรณีเดียวกัน คือผมไม่ได้อะไรจากการคุยกับลูก และลูกไม่ได้อะไรจากการคุยกับผม

ซึ่งในฐานะพ่อคนคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดน่าดู

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในตอนที่เขายังเด็กอยู่ คือเตือนตัวเองให้วางมือถือลงเวลาอยู่กับลูก ชวนเขาคุย ชวนเขาเล่น ชวนออกไปเดินในสวน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

และเพื่อให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตไม่ใช่ความรู้จากอุปกรณ์พลาสติกใดๆ

แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจต่างหาก

—-

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

รีบเย็น

20160327_Hurry

“คนเราต้อง ‘รีบเย็น’ อย่า ‘รีบร้อน’ ยิ่งช่วงวิกฤติก็ยิ่งต้องใจเย็น”

– พระมิตซูโอะ เควสโก
a day BULLETIN 100 Interview The Observer
พฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

สำหรับคนทั่วๆ ไป อารมณ์กับการกระทำมักจะไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าอารมณ์ดีๆ ชิวๆ ก็จะทำอะไรแบบเนิบๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ

แต่ถ้ากำลังหงุดหงิด ก็อาจจะทำอะไรเร่งๆ ส่งๆ ไป

แต่พระมิตซูโอะ ก็เตือนว่า เรายังมีอีกทางเลือกหนึ่ง

คือเราสามารถทำอะไรเร็วๆ ได้ โดยที่ใจยังเย็นเป็นน้ำอยู่

เพราะจะว่าไปแล้ว เวลาเราใจเย็น ไม่ได้แปลว่าร่างกายจะทำอะไรเร็วๆ ไม่ได้ซะหน่อย

ถ้าเรากำลังจะไปนัดสาย เราสามารถจะเดินเร็วขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งจะวิ่งก็ยังได้ โดยที่ใจไม่เตลิดเปิดเปิงไปไหน

ถ้าสังเกตตัวเอง เวลาที่เรารีบร้อน ใจเราจะไม่อยู่กับปัจจุบันและไม่อยู่กับตัวเอง

เราอาจจะคิดไปถึงอนาคตว่า ถ้าไปสายจะโดนมองไม่ดีอย่างไรบ้าง

หรืออาจคิดถึงอดีตว่า เมื่อเช้าไม่น่าชิวเกินไปเลย รู้งี้ออกจากบ้านให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก

หรือใจเราอาจมัวแต่เพ่งโทษคนอื่น หงุดหงิดที่รถติด หรือรถคันหน้าขับช้า จนเราเองกลายร่างเป็นคนไม่น่ารักไปด้วย

หลงไปอนาคต หลงไปอดีต หลงไปเพ่งโทษคนอื่น ใจมันก็เลยร้อนรุ่ม

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การหลงไปแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงที่หมายเร็วขึ้นเลยซักนาทีเดียว

ถ้าเราใจเย็นซักหน่อย จอดรถข้างทางโทร.ไปขอโทษคนที่นัดหมายไว้ว่าจะไปถึงช้านิดนึง และลองเปิด Google Maps สำรวจเส้นทางดีๆ ว่าทางไหนน่าจะเร็วที่สุด

แค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดนึง เราก็อาจจะ “รีบเย็น” ได้จริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN 100 Interview The Observer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันที่ไร้ฮีโร่

20160326_NoHero

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่แล้ว เขาอยากเป็นฮีโร่เสียเองมากกว่า เขาอยากจะถ่ายตัวเองลงยูทบก็ได้ ดังนั้นไม่ใช่อินเตอร์เน็ตเข้ามาแล้วอุตสาหกรรมเปลี่ยน แต่เด็กสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผมรู้เพราะผมมีลูกชายว้ย 21 ปี เขาไม่คลั่งไคล้ศิลปินคนใดคนหนึ่งเหมือนรุ่นเราอีกแล้ว…

…อย่างสมัยก่อนผมออกเทปผมแข่งกับแกรมมี่และอาร์เอส สมัยนี้ผมต้องแข่งกับ Cony and Brown, ผู้หญิงแก้ผ้าถ่ายรูปโชว์นม, เด็กกินไก่ทอด เป็นการแข่งขันว่าใครจะเรียกความสนใจของผู้บริโภคได้มากกว่ากัน แล้วไม่มีใครพูดถึงมุมนี้เลยนะ แต่ผมอยู่กับลูกชาย ผมเห็น กูไม่ต้องการร็อคสตาร์มาเป็นฮีโร่ กูนี่แหละจะเป็นร็อคสตาร์เอง…

…เราโชคดีที่เกิดมาในยุคที่มีแฟนเพลง พวกผมยังสามารถไปเล่นคอนเสิร์ตที่อิมแพ็ก อารีนา แล้วคนเต็มได้ เรามีฐานแฟนเพลงที่สร้างมาตลอด 20 ปี พวกรุ่นเก่าจะยังอยู่ได้ แต่พวกรุ่นใหม่จะทำยังไง แล้วคำถามก็คือว่า อีกสิบปีข้างหน้าเราจะไปดูใคร หรือลองสังเกตดูว่า 5-6 ปีที่ผ่านมา เวลาเราไปดูเทศกาลดนตรีต่างๆ วงปิดก็ยังเป็น Bodyslam เป็น Moderndog อยู่ดี คือเราไม่ได้บอกว่าพวกเขาไม่ดีนะ แต่มันผ่านมา 10 ปีแล้ว ทำไมยังไม่มีใครขึ้นมาแทนพวกเขาเหล่านี้ได้ คือไม่มีซูเปอร์สตาร์ใหม่ๆ ขึ้นมาเลย แล้วธุรกิจนี้มันอยู่ได้ด้วยซูเปอร์สตาร์”

– สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์
a day BULLETIN issue 400
21-27 March 2016
เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ: ภาสกร ธวัชราตรี

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่อายุสามสิบกว่าๆ

เพราะนั่นแปลว่าผมโตมาในยุคที่แกรมมี่และอาร์เอสครองเมือง

สองค่ายนี้จะแลกหมัดกันตลอด และสร้างนักร้องที่เป็นคู่มวยที่เหมาะเจาะมาก

เจ เจตริน ปะทะกับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

มอส ปฏิภาณ ปะทะกับ เต๋า สมชาย เข็มกลัด

UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองแอบเชียร์แกรมมี่ แต่ก็ฟังทั้งสองค่าย และก็แอบเจ็บใจที่อาร์เอสมักจะมาที่หลังดังกว่า

นอกจากนี้ ผมยังยอมนอนดึกเพื่อจะรอดูรายการเพลงของสองค่ายนี้เปิดตัวมิวสิควีดีโอใหม่ๆ

การได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ดูมิวสิค “พริกขี้หนู” ของพี่เบิร์ด ธงไชย หรือ หรือเพลง “ยุงน่า” ของพี่เจ เจตริน เป็นอะไรที่เท่ชะมัด

ย้อนกลับมาพ.ศ.นี้ ผมไม่มีศิลปินคนไหนให้รอคอยเลย และยากมากที่จะมีนักร้องหรือวงดนตรีเกิดใหม่ที่จะโด่งดังได้ในระดับพี่เบิร์ด ธงไชยหรือวงบอดี้แสลมได้อีก จะเหลือก็คงแค่ดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลที่มาไวไปไว

—–

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเด็กผู้ชายรุ่นผม คือการได้โตมากับการแกะไลน์กีต้าร์เพลงของศิลปินที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นเพลงบุษบาของวงโมเดิร์นด๊อก เพลงที่ว่างของวงพอส หรือเพลงรักคงยังไม่พอของเสือ ธนพล

ยิ่งถ้ามองไปเมืองนอก ช่วงยุค 90’s นี่วงดนตรีร็อคกำลังเฟื่องฟูสุดๆ

อัลบั้มที่หล่อหลอมผมช่วงวัยรุ่นได้แก่

Nirvana – Nevermind
Metallica – Metallica (ปกดำ)
Radiohead – The Bends
The Smashing Pumpkins – Siamese Twins
Oasis – (What’s the story) Morning Glory
Blur – The Great Escape
Bon Jovi – Cross Road
Guns N’ Roses – Use Your Illusion I & II
Green Day – Dookie
Stone Temple Pilots – Purple

การได้เปิดเทปหรือซีดีวงดนตรีเหล่านี้ และค่อยๆ นั่งฟังเพลงทีละเพลงอย่างตั้งใจ ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เป็นอะไรที่มีความสุขมาก

ความสุขแบบนี้ เด็กรุ่นใหม่คงไม่มีโอกาสได้เจออีกแล้ว เพราะเขาจะเปิด Youtube หรือดาวน์โหลดเฉพาะเพลงที่อยากฟังเท่านั้น คนที่จะซื้อซีดีมาฟังรวดเดียวสิบสองเพลงคงจะเหลือน้อยเต็มที แถมดนตรีร็อคก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนแล้ว จะให้มาแกะกีตาร์เพลงของ Taylor Swift หรือ Maroon 5 มันก็ไม่มีทางจะฟินเท่า

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่แล้ว เขาอยากเป็นฮีโร่เสียเองมากกว่า”

ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ที่เปิดทางให้ใครขึ้นมาเป็นฮีโร่ก็ได้

แต่ก็อดใจหายแทนเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ ที่เขาจะไม่มีฮีโร่ให้คลั่งไคล้เหมือนอย่างที่ผมเคยมีอีกแล้ว

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 400

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่