ถ้อยคำที่ตั้งใจเก็บมาฝากก่อนขึ้นปี 2569

1-23 Kevin Kelly จากหนังสือ Excellent Advice for Living

  1. จงอย่าเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่จงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำสิ่งนั้นได้ – Don’t be the best. Be the only.
  2. ถ้ามีใครปฏิเสธเรา จงอย่าเก็บไปคิดมาก ให้คิดว่าเขาก็ไม่ต่างจากเราที่กำลังยุ่งเกินไป หรือว่อกแว่กเกินไป คราวหน้าก็แค่ลองใหม่อีกครั้ง
  3. อย่ากลัวที่จะถามคำถามที่อาจฟังดูไม่ฉลาด เพราะคนอื่นๆ ก็กำลังสงสัยเหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกอายที่จะถามเท่านั้นเอง
  4. การทำผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของคน แต่การยอมรับผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ใจสูง
  5. มีเพื่อนดีกว่ามีเงิน เกือบทุกอย่างที่เงินทำได้นั้นเพื่อนทำได้ดีกว่า ในหลายๆ แง่ การมีเพื่อนที่มีเรือยอชต์นั้นดีกว่าการเป็นเจ้าของเรือยอชต์เองเสียอีก
  6. เราคือสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราพูด ไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อ ไม่ใช่พรรคที่เราเลือก แต่เราคือสิ่งที่เราใช้เวลากับมันจริงๆ
  7. เมื่อทำงานใหญ่ชิ้นใดก็ตามเสร็จไปแล้ว 90% ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ภาพยนตร์ งานอีเวนต์ หรือแอปพลิเคชัน รายละเอียดจุกจิกที่เหลืออยู่จะใช้เวลาอีก 90% กว่าจะเสร็จสมบูรณ์
  8. สำหรับเงินทุกบาทที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ จงเตรียมใจที่จะต้องจ่ายเงินอีกเท่าตัวสำหรับค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา และการโละทิ้ง
  9. เมื่อได้รับคำเชิญให้ทำอะไรบางอย่างในอนาคต ให้ถามตัวเองว่า เราจะยังตอบตกลงอยู่ไหมถ้างานนั้นจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้
  10. ศิลปะอยู่ในสิ่งที่เราเลือกที่จะตัดออกไป – Art is what you leave out.
  11. ถ้าได้ทำอะไรที่เราชอบมากๆ ให้ทำมันช้าๆ – When you find something you really enjoy, do it slowly.
  12. เราไม่ได้อยากมีชื่อเสียงจริงๆ หรอก ไม่เชื่อลองไปอ่านชีวประวัติของคนดังคนไหนก็ได้
  13. เวลารับใครเข้าทำงาน ไม่จำเป็นต้องให้ค่ากับประสบการณ์มากนัก จงจ้างคนที่มีแววและมีไหวพริบ แล้วค่อยเอาเขามาฝึกฝน สิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างบนโลกนี้ถูกรังสรรค์โดยคนที่เพิ่งเคยทำมันเป็นครั้งแรก
  14. อย่าโฟกัสไปที่การทำให้ร่างกายฟิต แต่จงโฟกัสที่การเป็นคนที่ไม่พลาดการออกกำลังกายเลยแม้สักวัน
  15. การสร้างนิสัยคือการหยุดต่อรองกับตัวเอง เราไม่ต้องเสียพลังไปกับการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอีกต่อไป เราก็แค่ทำมันเท่านั้นเอง
  16. ความฉับไวคือสัญญาณของการให้เกียรติ – Promptness is a sign of respect.
  17. เราไม่อาจยิ่งใหญ่ได้เกินสิ่งที่ทำให้เราโกรธ
  18. จงใส่ใจเรื่องเล็กน้อย มีคนพ่ายแพ้ให้กับรองเท้ากัดมากกว่าพ่ายแพ้ให้กับความสูงชันของภูผา
  19. หากเราขอความคิดเห็น เราจะได้นักวิจารณ์ แต่ถ้าเราขอคำแนะนำ เราจะได้พันธมิตร
  20. การให้อภัยคือการยอมรับคำขอโทษที่เรารู้ว่าจะไม่มีวันได้รับ – Forgiveness is accepting the apology you will never get.
  21. สิ่งที่ทำให้เราดูแปลกประหลาดในวัยเด็กอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ในตอนโต – หากเราไม่ทำมันหล่นหายไปเสียก่อนน่ะนะ
  22. จงชื่นชมคนอื่นลับหลัง แล้วสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาเราเอง
  23. เมื่อลูกถามว่า “ทำไม?” ต่อเนื่องไม่รู้จบ คำตอบที่ฉลาดที่สุดคือ “พ่อ/แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลูกคิดว่ายังไงล่ะ?”

24-46: James Clear จาก 3-2-1 Newsletters

  1. เมื่อเราอายุห้าขวบ เราอาจโกรธได้เป็นวัน เมื่ออายุสิบขวบ เราอาจจะโกรธได้เป็นชั่วโมง แต่พอเราอายุสามสิบ เรามีเวลาให้โกรธแค่สิบนาที แล้วก็ควร move on ได้แล้ว
  2. ชีวิตคนเราเริ่มต้นอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโชค แต่จะจบอย่างไร ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการเลือกของเราเอง
  3. สิ่งที่เพื่อนบอกกับผมเมื่อเร็วๆ นี้: “อย่าทำอะไรในฟิตเนสวันนี้ ที่จะทำให้คุณไม่สามารถกลับมาออกกำลังกายได้ในวันพรุ่งนี้”
  4. สิ่งที่ลูกวัยสี่ขวบเพิ่งบอกผม: “หนูว่าเราต้องใจดีกับอนาคตนะ”
  5. สูตรสำเร็จความทุกข์: จงใช้เวลาไปกับการสะสมทรัพย์สมบัติ แล้วจงปล่อยให้สุขภาพและความสัมพันธ์ย่ำแย่
  6. กฎสองข้อในการใช้ชีวิต: 1. คนที่สนุกที่สุดจะได้เป็นผู้ชนะ 2. ช่วงที่กำลังปีนเขาคือช่วงที่สนุกที่สุด
  7. ชื่อเสียงของเราคือสมบัติที่สำคัญที่สุด มันไปถึงก่อนที่เราจะก้าวเท้าเข้าห้อง และยังคงอบอวลอยู่หลังจากที่งานเสร็จสิ้นลงไปนานแล้ว
  8. จงโฟกัสที่เมล็ด ไม่ใช่ดอกผล วันนี้เรากำลังปลูกเมล็ดอะไรอยู่?
  9. เกือบทุกอย่างที่ยอดเยี่ยมมักใช้เวลานานกว่าที่คิด เริ่มต้นลงมือทำไปเถอะ แล้วไม่ต้องคอยมองเข็มนาฬิกาหรือปฏิทิน
  10. ในทางทฤษฎี ความสม่ำเสมอคือเรื่องของความมีวินัย ความมุ่งมั่น และความไม่ย่อท้อ แต่ในทางปฏิบัติ ความสม่ำเสมอคือเรื่องของการรู้จักปรับตัว มีเวลาไม่มากใช่ไหม? ก็ลดขนาดของงานลง ไม่ค่อยมีแรงเหรอ? งั้นก็ทำเวอร์ชั่นที่ง่ายที่สุดไปก่อน ปล่อยให้นิสัยเปลี่ยนรูปทรงไปตามข้อจำกัดของแต่ละวัน เพราะการรู้จักปรับตัวคือหนทางแห่งความสม่ำเสมอ
  11. หยุดรอ หยุดพูดให้ตัวเองถอดใจ หยุดหาข้อมูล แล้วลงมือทำเสียที
  12. หากปราศจากการกระทำ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือกังวล แต่เมื่อเราเริ่มต้น ความกลัวจะหดตัวลง เพราะเราเริ่มกำหนดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้แล้ว
  13. ก่อนจะกังวลว่าเราจะชนะเกมนี้อย่างไร ให้คิดให้ตกเสียก่อนว่านี่คือเกมที่เราอยากชนะจริงหรือเปล่า
  14. พลังใจของเรามักไม่อาจเอาชนะสภาพแวดล้อมได้ ยิ่งสภาพแวดล้อมของเรา “มีวินัย” มากเท่าไหร่ เราก็ใช้แรงใจน้อยลงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปว่ายทวนน้ำหรอกนะ
  15. การรักษาหุ่นให้คงที่นั้นง่ายกว่าการทำให้หุ่นกลับมาดี การรักษาบ้านให้สะอาดนั้นง่ายกว่าการทำความสะอาดบ้านที่สกปรก
  16. ชีวิตไม่ได้ให้รางวัลกับคนฉลาด ชีวิตให้รางวัลกับคนที่ลงมือทำ คนเก่งหลายคนหาเหตุผลมากมายให้ตัวเองถอดใจก่อนที่จะเริ่ม เราไม่มีวันชนะถ้าเราไม่ลงไปเล่นอยู่ในเกมนั้น
  17. สำหรับคนที่คาดหวังไปเสียทุกอย่าง ชีวิตย่อมเหมือนเต็มไปด้วยคำสาป แต่สำหรับคนที่ขอบคุณในทุกสิ่ง ชีวิตย่อมเหมือนมีแต่คำอวยพร
  18. หากต้องการสร้างนิสัยอย่างยั่งยืน จงเข้ากลุ่มที่พฤติกรรมที่เราอยากมีคือพฤติกรรมปกติของคนในกลุ่มนั้น
  19. ตั้งเป้าหมายที่อยากบรรลุในอีก 10 ปี แล้วลงมือทำทีละ 1 ชั่วโมง
  20. ความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุด คือความเสี่ยงที่หากเกิดผลลัพธ์ที่ย่ำแย่เราก็ยังรับมือไหว แต่ถ้ามันออกมาดีก็มีพลังพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลย
  21. เรารวยกว่าคนอื่นๆ ถึง 93 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่รวยเงิน แต่เป็นการรวยเวลา มีผู้คนกว่าหนึ่งแสนล้านคนที่เคยเกิดมาบนโลกใบนี้ และ 93 เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นได้จากไปแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตทุกคนย่อมจะยอมแลกทรัพย์สมบัติและอำนาจทั้งหมดที่มีเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เรากำลังมีอยู่ในมือ นั่นก็คือ “วันนี้”
  22. จงให้อภัยตัวเองในอดีต จงเข้มงวดกับตัวเองในปัจจุบัน จงยืดหยุ่นกับตัวเองในอนาคต
  23. อีกเพียงหนึ่งการตัดสินใจ ชีวิตเราก็ดีขึ้นกว่านี้ได้แล้ว – You are one good decision away from a meaningfully better life.

47-65: ถ้อยคำของผู้คนที่ผมชื่นชมและเคยเขียนถึงใน Anontawong’s Musings

  1. ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด
    หลวงพ่อชา สุภฺทโท
  2. บาดแผลที่ผู้อื่นทำกับเรานั้น ถึงอย่างไรก็ยังพอหาทางรักษาได้ แต่บาดแผลที่ได้มาจากการทำร้ายผู้อื่น อาจต้องอยู่กับเราตลอดไป
    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
  3. สองคำ “เดี๋ยว” กับ “เดี๋ยวนี้” คำหลังยาวกว่าคำหน้านิดเดียว แต่อนาคตยาวไกลกว่ากันเยอะ
    ประภาส ชลศรานนท์
  4. เราสามารถชื่นชมคนอื่นได้ โดยไม่ต้องอยากเป็นอย่างเขา
    วรรณิภา ภักดีบุตร
  5. ถ้าเราตีกอล์ฟแล้วพนันกันหลุมละ 20 บาท เราจะตียังไง ถ้าเราเพิ่มเดิมพันเป็นหลุมละ 2,000 บาท เราจะตียังไง เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่มันเป็นหลุมละยี่สิบ และเมื่อไหร่เป็นหลุมละสองแสน เราไม่สามารถทุ่มสุดตัวได้ตลอด แต่ถ้ารู้ว่าหลุมนี้เดิมพันสูง เราก็ต้อง all-in
    ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร (พี่เล้ง MFEC)
  6. ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า
    ธนญชัย ศรศรีวิชัย
  7. ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์
    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
  8. เพราะโลกนี้อนิจจัง ทุกปัญหาจึงมีทางออก
    ดร.วิรไท สันติประภพ
  9. ถ้าเบอร์ 1 คิดแบบ underdog ได้ จะไร้เทียมทาน
    ธนา เธียรอัจริยะ
  10. คำว่า “รัก” สะกดว่า เ-ว-ล-า
    ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์
  11. เวลาจ้างเด็กๆ ปลาบอกน้องๆ เสมอว่า คุณน้อง ถ้าร้านพี่เชย พี่เป็นป้าเมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยนะ อยากให้มีคนมาบอกตรงๆ เฮ้ย พี่ปลา พี่เอาต์แล้ว
    ปลา iberry
  12. เมื่อบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” เรากำลังประเมินตัวเองจาก “ตอนนี้” เสมอ
    นิ้วกลม
  13. แต่ก่อนคนเก่งแบบตัว I คือรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวก็พอแล้ว ยุคถัดมาคนต้องเก่งแบบตัว T คือรู้ลึกในหนึ่งเรื่อง และรู้กว้างอีกหลายๆ เรื่อง แต่ยุคนี้เราต้องรู้แบบตัว Y คือเอาความรู้ของศาสตร์อย่างน้อย 2 เรื่องแบบลึกซึ้ง และนำมาบูรณาการ ซึ่งถ้าทำได้ คนอื่นจะสู้เราไม่ได้เลย
    รวิศ หาญอุตสาหะ
  14. จริงๆ แล้วลูกสาวผมเค้าก็น่าจะเหนื่อยนะ ด้วยสถานการณ์โควิดตอนนี้ เค้าไปโรงเรียนไม่ได้ จึงต้องเรียนออนไลน์แทน บางวันเรียนบัลเลต์เสร็จก็ซ้อมเปียโนต่อด้วย ซ้อมเปียโนเสร็จก็ทำการบ้าน และแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่วิชาเดียว เค้าก็นั่งทำไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี่คือเด็กหญิงวัยหกขวบ แต่เค้าไม่เคยพูดว่าเหนื่อยเลย – เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น น่าคิด…
    บิว วิศวกรรีพอร์ต
  15. ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย
    ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
  16. บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง
    สิงโต นำโชค
  17. อยากสำเร็จแค่ไหน ก็คูณภาพความลำบากเข้าไปเท่านั้น คูณความสามารถในการแบกรับความทุกข์-ความเครียดเข้าไปด้วย แล้วประเมินดูว่าเรายังต้องการมันจริงหรือไม่
    พลอย เซ่
  18. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
    เธมส์ THINKต่าง
  19. ในหนึ่งปีเราควรมีหนึ่งโปรเจกต์ที่เราไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมเคยไปเรียนมวยไทย ซึ่งไม่เข้ากันเลยกับตัวเอง แล้วก็ได้พบว่าแค่เปลี่ยนสนามเราก็ไม่ใช่ที่หนึ่งแล้ว มันทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะ มันทำให้เราไม่กร่าง มันทำให้เรารู้จักชื่นชมคนอื่น
    ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

66-69: หนังสือของ Anontawong’s Musings

  1. ยิ่งแรงต้านมากเท่าไหร่ แสดงว่าทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ลึกๆ แล้วเราต้องการมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงก็แทบจะไม่มีแรงต้านเลย
    Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ (2017)
  2. อย่านับว่าพ่อแม่เราจะอยู่อีกกี่ปี แต่ให้นับว่าจะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกกี่มื้อ
    Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน (2019)
  3. ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ
    Love Me Love My Job งานที่ใช่หาง่ายกว่าที่คิด (2022)
  4. เรื่องที่เราเคยคิดว่ามีสาระ เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตาย สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่มีความหมายมากนัก ส่วนเรื่องที่เราคิดว่าไม่ได้มีสาระแก่นสารอันใด อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่วันนี้เราอาจจะยังมองข้าม เพราะมันอยู่ใกล้ตัวและแสนจะเป็นเรื่องธรรมดา คงต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไป เราถึงจะรู้ว่าอะไรสำคัญ
    คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท (2025)

พรสวรรค์คือความชอบ

20170601_talent

[ถาม]: เท่าที่รู้มาคือคุณเข้าวงการโดยเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้จักใครเลย แล้วตอนนั้น
คิดว่าต้นทุนที่สำคัญของคุณคืออะไร

[ตอบ]:จริงๆ ผมรู้สึกว่ามันเริ่มจากโอกาส เราต้องวิ่งเข้าหาโอกาส บางครั้งจะมานั่งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเลยนะ สมมติถ้าผมฝึกเล่นดนตรี แล้วรอวันหนึ่งให้โปรดิวเซอร์มาเห็น เอานามบัตรมาให้เหมือนอย่างในละครหรือในหนัง สำหรับผมมันช้าไป เพราะก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะมาเห็น เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรก็ต้องหามาให้ตัวเอง ถ้ารู้ว่าจะไม่มีใครแต่งเพลงให้ ก็ฝึกแต่งเพลงสิ อยากเล่นกีตาร์เป็น แต่ไม่มีใครสอน ก็ต้องฝึกเล่นเองสิ บางคนเล่นกีตาร์อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนมาชวนไปเล่นที่ร้าน แต่ผมไม่มี ผมก็ต้องเดินไปหาร้านของใครก็ไม่รู้ อย่างตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตผมก็ไม่มีเพื่อนสักคน ก็ต้องเสิร์ชหาข้อมูลทุกอย่างเอาเอง สุดท้ายแล้วต้นทุนที่สำคัญมันอาจจะเป็นความชอบที่ผมอยากจะทำ มันพาผมขับเคลื่อนไปข้างหน้า

หลายคน มักจะพูดถึงพรสวรรค์ ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าพรสวรรค์คืออะไร สุดท้ายผมคิดว่าพรสวรรค์ก็คือความชอบนี่แหละ สมมติมีเด็กคนหนึ่งเรียนภาษาอังกฤษเก่งมาก หลายคนก็บอกว่าน้องคนนี้เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาอังกฤษ แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องมันแค่ชอบภาษาอังกฤษมาก เจออะไรเป็นภาษาอังกฤษก็หยิบมาอ่าน เพราะเขาชอบไง แต่เราไม่เห็นกระบวนการทำงานของเขา ก็ไปคิดว่าเขามีพรสวรรค์ ไปตัดสินว่าเขาคงนั่งเฉยๆ เหมือนเรา แล้วอยู่ๆ ก็มีพรสวรรค์งอกขึ้นมาเอง แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากความที่เขาชอบ หรือเห็นเพื่อนเล่นกีตาร์เป็นได้เร็ว เราก็ไปตัดสินเขาอีกว่าเขาคงนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนเรา แต่ไม่รู้เลยว่าตอนอยู่บ้านเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเล่นกีตาร์ ถ้าเล่นไม่เก่งก็บ้าแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังพิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะผมเองก็ไม่ได้เก่งมากหรือเป็นเทพ แต่อยากทำอะไรได้ก็แค่ไปฝึก อยากแต่งเพลงก็ฝึกแต่งเพลง ไม่กล้าบอกหรอกว่าตัวเองแต่งเพลงเก่ง ผมก็เหมือนคุณนี่แหละ ไม่ได้อัจฉริยะอะไรเลย ต้องกลับบ้านไปนั่งใช้เวลาแต่ง เหมือนๆ กัน บางครั้งก็คิดออก บางครั้งก็คิดไม่ออก

– สิงโต นำโชค
a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015
เรื่อง : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

—–

วันก่อนที่ผมเขียนเรื่องนาฬิกาแดดที่อยู่ในร่ม เพื่อนคนนึงก็เข้ามาคุยกับผมว่าไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของตัวเองคืออะไร

ผมตอบไปว่าจริงๆ เธอน่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว มันคือสิ่งที่เราชอบทำและขยันฝึกจนเราทำได้ดีนี่เอง (เธอชอบเล่นโยคะมาก)

เวลาเราเห็นคนเก่งมากๆ เรามักจะบอกว่าคนนั้นคนนี้มีพรสวรรค์ หรือถ้าเทพขึ้นไปอีกก็จะยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ

แต่แม้กระทั่งอัจฉริยะที่เรายกย่องอย่างไอน์สไตน์ก็เคยพูดว่าเขาไม่ได้ฉลาดอะไรมากมาย เขาแค่พร้อมที่จะขลุกอยู่กับปัญหานานกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เวลาที่เราบอกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่น จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความเหยาะแหยะหรือความกลัวของเรารึเปล่า?

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิดคงจะพอเป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะใช้ได้กับคนที่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างเมสซี่หรือโรนัลโด

แต่สำหรับคนเก่งอีก 99.9999% สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์นั้นจริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงแค่ความชอบที่มากพอจนเขาลงแรงและฝึกฝนมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ความสามารถอย่างหนึ่งของผมคือเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ขอแค่ร้องได้ก็เล่นได้แล้ว (เฉพาะเพลงไทยนะ) น้องบางคนก็ชอบนึกว่าผมจำคอร์ดแม่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

ช่วงปีแรกของการหัดกีตาร์นั้น ผมอยู่นิวซีแลนด์ แถมตอนนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต จึงไม่สามารถหาหนังสือเพลงหรือหาคอร์ดจากเน็ตมาเล่นได้ มันจึงบังคับให้ผมต้องแกะเพลงที่อยากเล่นไปโดยปริยาย พอแกะเพลงมากเข้าๆ ก็พอจะจับทางคอร์ดออก โดยเฉพาะเพลงไทยที่ทำนองไม่ซับซ้อน ไปๆ มาๆ จึงรู้ได้เลยว่าท่อนต่อไปควรจะเล่นคอร์ดอะไรโดยไม่ต้องใช้ความจำ

การเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ดูเผินๆ เป็นพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ผลของการฝึกฝนเท่านั้นเอง

ดังนั้น สำหรับคนที่จะเริ่มทำอะไรอะไร ลืมคำว่าพรสวรรค์ไปก่อนเลย ลองทำดู แล้วถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ให้เวลากับมันมากๆ ฝึกฝนเยอะๆ และสุดท้ายก็จะเหมือนที่พี่สิงโตบอก…คนที่ทำได้อย่างนี้ ถ้าไม่เก่งก็บ้าแล้ว


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีใครอยากทำเลว

20170408_doright

“สุดท้ายแล้วสามัญสำนึกของเราเป็นคนดีเสมอ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำเลวเพราะเขาอยากทำเลว แต่เป็นเพราะเขาเชื่อว่าการทำเลวของเขามันถูกต้อง มันจะมีเหตุผลสนับสนุนในจิตใต้สำนึกของตัวเองเสมอ คนเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเลว”

– กันต์ กันตถาวร

a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017
เรื่อง ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของคุณกันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการ The Mask Singer ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของผู้บริหารคนหนึ่งของ Workpoint เจ้าของรายการที่ฮอตฮิตที่สุดในชั่วโมงนี้

ผู้บริหารคนนั้นคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่เล่าพฤติกรรมการดูละครไทยของนักโทษในเรือนจำ

คนเหล่านี้ถูกสังคมหรือศาลตัดสินแล้วว่าเป็น “ผู้ร้าย” แต่เวลาดูละคร พวกเขาก็ยังเชียร์พระเอก-นางเอกอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครเชียร์ตัวโกงซักคน

นั่นแสดงว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีของนักโทษเหล่านี้ยังทำงานปกติดีอยู่


Stephen Covey บอกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น เป็นหนึ่งในต้นทุน 4 อย่างของมนุษย์ที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ

การที่คนๆ หนึ่งจะลงมือทำเรื่องที่ผิด จึงอาจไม่ใช่เพราะเข็มทิศของเขาเสีย แต่เป็นเพราะว่าชีวิตของเขามี “แม่เหล็ก” ชิ้นอื่นๆ มารายล้อม

เราถึงได้ยินเรื่องเด็กที่ขโมยยาไปช่วยแม่ที่ป่วย

เราถึงได้ยินเรื่องของคุณยายที่ทุบเขื่อนทำลายทรัพย์สินทางราชการ

เราถึงได้ยินเรื่องท่อน้ำเลี้ยงในพรรคการเมืองเพราะมีคนในสังกัดต้องดูแลและมีภาษีสังคมที่ต้องจ่าย

การที่คนๆ หนึ่งจะทำผิดต่อส่วนรวมหรือทำผิดต่อใครบางคน จึงไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากทำเลว แต่เพราะเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่าต่างหาก

ผมไม่ได้จะให้ท้ายคนทำผิดนะครับ แค่จะบอกว่า ถ้าเราตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครอยากทำเลวอย่างที่คุณกันต์บอก เราก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

มีหวังที่จะเข้าใจหรือยอมรับเรื่องราวต่างๆ อย่างที่มันเป็น มากกว่าด่วนตัดสินด้วยข้อมูลที่อาจหมดอายุหรือจากอคติที่ซ่อนอยู่ในใจ

และหลังจากที่เราเข้าใจหรือยอมรับได้แล้วเท่านั้น เราถึงจะพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นได้


ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ด่วนด่า

20170403_judge.png

Q.เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความดี บางทีมันขึ้นอยู่กับดีของใคร เอาอะไรมาวัด
A. อืม… ไม่นะ จริงๆ มันน่าจะต้องเป็นหลักเดียวกัน แต่คุณอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนมันเท่านั้นเอง คุณเปลี่ยนให้เข้าข้างตัวเองแค่นั้นเอง มันหลักเดิม เหมือนยกตัวอย่างง่ายๆ การเขียนคอมเมนต์ด่าคน หรือเขียนคอมเมนต์นินทา ไม่มีส่วนไหนของโลกบอกว่าการทำแบบนี้ถูกต้อง คุณรวมตัวกันตั้งฉายาให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่มีในสื่อมวลชนในสังคมไหนถือว่านี่คือสิ่งถูกต้อง แต่เรากลับอะลุ่มอล่วยกับอะไรแบบนี้

Q. ที่ผ่านมา เจอเหตุการณ์ไหนหรือไปโดนอะไรมากับตัวหรือเปล่า
A. เปล่าๆ ผมไม่ค่อยโดนอะไรแบบนี้หรอก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมเข้าใจเขานะ คือเมื่อก่อนอาจจะไม่พอใจ เพราะไม่ชอบคนจิตใจไม่ดี จิตสำนึกไม่ดี ผมไม่ชอบ แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มเข้าใจเขา ความจริงแล้ว ถ้ามีคนทำอะไรผิดขึ้นมา เราก็ชอบไปรุมด่าเขาใช่ไหม นี่ไม่เกิด ประโยชน์นะ เพราะมันไม่ทำให้เขาดีขึ้น ด่าเฉยๆ ใครก็ด่าได้ แต่จะเป็นประโยชน์ถ้าหาทางแก้ปัญหาหรือทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ แต่บอกว่าไอ้นี่คือคนเลวระยำตำบอนก็แค่ด่า ไม่เกิดประโยชน์

– ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 
เรื่อง : วรัญญู อินทรกำแหง, มิ่งขวัญ รัตนคช,กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ : วงศกร ยี่ดวง
สไตลิสต์ : Hotcake


อ่านคำตอบของซันนี่แล้วทำให้ผมนึกถึงข่าวข่าวหนึ่งที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวที่รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถูกตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวเพราะขโมยภาพวาดในโรงแรมไปสามภาพ

ถ้าให้ผมเดา ประเด็นข่าวอย่างนี้แหละที่นักข่าวชอบ เพราะมันมีองค์ประกอบแห่งความไวรัลอยู่

องค์ประกอบแรกคือตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งขัดแย้งกับการกระทำผิดสุดๆ

องค์ประกอบที่สองคือสถานที่เกิดเหตุ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยรู้จักและมีแบรนด์ที่ชัดเจนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

ผมเองไม่ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด แต่ก็รับรู้ความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทาง social networks

จำได้ว่าวันถัดมาก็มีการส่งต่อข้อความทางไลน์ บอกว่าหนึ่งในภาพที่ท่านรองฯ (ซึ่งเป็นผู้ชาย) คนนั้นขโมยไปคือภาพผู้หญิงญี่ปุ่นทรงโตโชว์ร่องอก

จากนั้นผมก็เห็นข่าวในเฟซบุ๊คฟีดว่า ทางการไทยจะเจรจากับญี่ปุ่นให้ส่งตัวกลับมาโดยไม่ต้องขึ้นศาลญี่ปุ่น

จากนั้นก็เห็นในฟีดอีกว่า ข้าราชการคนนี้โดนแค่ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ไม่ได้โดนลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเชิญชวนให้แชร์ต่อและก่นด่าความเป็นอภสิทธิ์ชนของผู้ใหญ่ในเมืองไทย


วันก่อนผมนั่งฟังพ็อดคาสท์ The Tim Ferriss Show  มีแขกคนหนึ่งทิ้งไว้น่าสนใจ

เขาบอกว่า เวลาคนเห็นข่าวอะไรแล้วโกรธหรือไม่เข้าใจ เขามักจะบ่นหรือพูดกับตัวเองว่า That doesn’t make any sense – มันไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด

แต่เขาก็บอกอีกว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างนั้นเมคเซ้นส์เสมอ Everything always makes sense

ถ้าเราคิดว่ามันไม่เมคเซ้นส์ นั่นเป็นเพราะว่าเรายังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนต่างหาก

เป็นถึงรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามาโขมยภาพเสียเองได้ยังไง

เมื่อทำผิดขนาดนี้ ทำไมไม่ปล่อยให้ญี่ปุ่นสั่งฟ้อง ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทำไม

คดีความเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศขนาดนี้ จะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนแค่นั้นเองเหรอ?

ไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด (จึงขอแชร์ขอบ่นหน่อยเถอะ)

แต่ถ้าเราลองตั้งสมมติฐานว่าทุกอย่างเมคเซ้นส์ล่ะ?

ผมเลยลองกลับไปนั่งย้อนอ่านข่าวดู จึงได้พบข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

1. รองอธิบดีฯ ได้ออกจดหมายขอโทษและชี้แจงถึงเหตุการณ์

เมื่อเสร็จภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่น กระผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเพื่อนสมัยที่ผมไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ได้สนุกสนานกันเต็มที่ จนเผลอตัวดื่มสุรามากเกินไป เป็นเหตุให้เมามายจนขาดสติโดยไม่รู้ตัว และกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ…เมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียดังกล่าว กระผมย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามแนวทางความคิดปกติในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่กระผมได้เติบโตเล่าเรียนมาว่าการลาออกจากตำแหน่งหน้าที่เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติ ดังนั้น กระผมขอแสดงเจตจำนงผ่านคำแถลงนี้ว่าจะขอลาออกจากตำแหน่งราชการ โดยจะยื่นใบลาออกให้ถูกต้องเป็นทางการต่อไป

ผมจึงเชื่อว่าที่เขาทำไปเพราะเมาเหล้าและคึกคะนอง ไม่ใช่ทำเพราะมีนิสัยขี้ขโมย เนื่องจากจุดที่ภาพโดนขโมยนั้นอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางที่มีกล้องวงจรปิด แถมภาพก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย ถ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนคงไม่มีใครเอาตัวเองมาเสี่ยง

ส่วนข่าวภาพวาดผู้หญิงโชว์ร่องอกที่ถูกอ้างว่าโดนขโมยนั้นเป็นการให้ข่าวที่ผิดพลาด เพราะภาพวาดที่ถูกขโมยจริงๆ นั้นเป็นเพียงภาพวิว

2. เรื่องที่ว่าทางการญี่ปุ่นไม่ส่งขึ้นศาลเพราะทางการไทยเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือ เขาก็มีคำอธิบายชัดเจนว่าญี่ปุ่นมีกฎหมายชะลอการฟ้อง หากอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าการฟ้องคดีต่อศาลไม่มีความจำเป็น อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดทุกคน แต่ต้องการให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยสันดานได้ปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตนเพื่อกลับคืนเข้าสู่สังคม โดยไม่ต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็นนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในเรือนจำมาก่อน

3. ส่วนข่าวที่ระบุว่าทางการไทยจะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนนั้นก็เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง เพราะปลัดพาณิชย์ก็ออกมาแถลงว่ากำลังสอบสวนอยู่ มีโทษอยู่แค่ 2 โทษ คือ ปลดออก กับ ไล่ออก


ดูเหมือนว่าจะมีหลายประเด็นที่เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องของสื่อเอง

แต่ก่อนที่เราจะไปต่อว่าสื่อว่าไม่มีจรรยาบรรณ ก็ต้องพยายามเข้าใจเขาก่อนเช่นกัน

เมื่อคนทำข่าวเองก็มีความกดดันให้สร้างเนื้อหาที่โดนและมีคนอ่านเยอะๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องการโหนกระแสและโหมกระแส เพื่อให้มีคนเข้ามาอ่านเว็บของตัวเองมากๆ เรื่องคุณภาพและความถูกต้องจึงมักจะตามมาทีหลัง

และจริงๆ แล้ว เราทุกคนที่เสพข่าวและส่งข่าวผ่านเฟซและไลน์ ก็ทำหน้าที่ “สื่อ” เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

ถ้าจะมีการส่งต่อข้อมูลผิดๆ เราเองในฐานะคนกดไลค์กดแชร์ก็มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เหมือนกัน

แล้วผมเองมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง?

1.ไม่ต้องรีบด่าได้ไหม?
อย่างที่ซันนี่บอก เรื่องด่าใครก็ทำได้ ยิ่งกระแสดราม่าแรงๆ เรายิ่งคันไม้คันมือที่จะขอเป็นผู้พิพากษาสมทบ แต่ยิ่งกระแสแรงเท่าไหร่ เราเองก็ยิ่งมีสิทธิ์ที่จะตกเป็น “เหยื่อ” และเป็น “ผู้ร่วมกระทำผิด” ในการส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมากเท่านั้น

บางคนอาจจะแย้งว่า เราไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งอ่านข้อมูลทั้งหมดซักหน่อย จะให้นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเมื่อเห็นเรื่องไม่ถูกต้องเหรอ?

ผมเลยมีอีกข้อเสนอนึง

2.ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม
โดย “ไม้” ในที่นี้คือองค์กร เป็นเพียงสิ่งสมมติที่สังคมสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นคุณจะด่าจะว่าอย่างไรมันก็ไม่เจ็บ ดังนั้นถ้าอยากด่ารัฐบาลก็ด่าไปเถอะ อยากด่าบริษัทหน้าเลือดก็ด่าไปเถอะ เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องรับสภาพอยู่แล้ว

แต่ถ้าจำเลยสังคมเป็นคนๆ หนึ่ง ที่มีเลือดมีเนื้อ มีลูกมีเมีย มีพ่อมีแม่ ผมคิดว่าการไปรุมกระทืบเขาให้จมดินเป็นเรื่องที่ใจร้ายไปหน่อย

ผมคงจะรู้สึกผิดไม่น้อยถ้าผมเป็นคนหนึ่งที่ไปรุมกระทืบเขา แล้วมารู้ตัวทีหลังว่าเราเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลด้านเดียว จะไปขอโทษก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เพราะเราได้มีส่วนร่วมทำลายชีวิตคนๆ หนึ่งด้วยอคติและการด่วนตัดสินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข้อเสนอของผมก็มีเพียงเท่านี้ คืออย่าเพิ่งด่วนตัดสิน และถ้าจะตัดสินจริงๆ ก็ขอให้นึกถึงผลกระทบที่จะตามมากับเขาและครอบครัวของเขาด้วยครับ

ผมเชื่อว่าวันนึง ถ้าเราต้องตกเป็นจำเลยสังคมเสียเอง เราก็คงมีความปรารถนานี้เหมือนกัน


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ใช้กรรมด้วยความสนุก

20160923_joeyboy

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด เคยนั่งคิดนะว่ามนุษย์เกิดมาใช้กรรม แถมเป็นสัตว์ขี้เบื่อ มนุษย์ก็เลยเบื่อกรรมที่ตัวเองต้องผจญอยู่ทุกวัน เลยเสาะแสวงหากรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกมันว่าความสุขเท่านั้นเอง แค่เข้าใจสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำไป

– อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016
สัมภาษณ์: วรรณวนัช ท้วมสมบูรณ์, ปริญญา ก้อนรัมย์
ถ่ายภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ถ้าใครได้ดู The Voice Thailand สัปดาห์ที่แล้ว อาจจะถึงกับอึ้งที่เห็นพี่ก้องขึ้นไปโซโล่กีตาร์ขั้นเทพเพลง Black in Black

มาสัปดาห์นี้ผมก็ได้อึ้งกับโค้ชอีกคนหนึ่งคือพี่โจอี้บอย ที่มาให้สัมภาษณ์ลง a day BULLETIN

อึ้งเพราะได้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของพี่เขาไม่น้อย

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด

เป็นการตีความธรรมะในรูปแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือแก่นเดียวกับที่พระท่านสอน ว่าถ้าหากมีความทุกข์ จงใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับการภาวนา

แต่ภาษาพี่โจอี้น่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

คือในเมื่อเราเกิดมาแล้ว และต้องมาเจอกับผลลัพธ์ (วิบาก) ของการกระทำของเราในอดีต (กรรม) แทนที่จะไปตีโพยตีพายว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ สู้สนุกกับมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะเวลาของเรามีน้อย และพลังงานของเราก็มีจำกัด จึงไม่ควรสูญเสียมันไปกับการฟูมฟายหรือกระวนกระวายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเคเสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com