เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

20160806_nothappy

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าคนคนนั้นจะรับเราเป็นเฟรนด์

จนกว่าจะมีใครมาเม้นท์ว่าน่ารักจังเลย

จนกว่าจะได้อั๊พสเตตัสด่าใครลอยๆ

จนกว่ารูปของเราจะมี 300 ไลค์

จนกว่าเราจะมี 3,000 ฟอโล่เอ้อ

จนกว่าจะมีคนดูเราทำ Facebook Live

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าเราจะมีบัตรเครดิตแพลตตินัม 8 ใบ

จนกว่าเราจะมีประกันชีวิตเพื่อคนที่คุณรัก

จนกว่าเราจะมีเงินเดือนเหยียบแสน

จนกว่าเราจะมีรถเหยียบล้าน

จนกว่าเราจะมีบ้านหลังโต

จนกว่าเราจะมีอิสรภาพทางการเงิน

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าหน้าจะไร้รอยสิวฝ้า

จนกว่าเราจะมีหน้าวีเชพ

จนกว่าหน้าท้องจะแบนเรียบ

จนกว่าเราจะมีหุ่นนาฬิกาทราย

จนกว่าเราจะมีผิวขาวกระจ่างใส

จนกว่าเราจะมีรักแร้ขาวกระจ่างใส

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าเราจะมีแก๊ดเจ็ทรุ่นล่าสุด

จนกว่าเราจะหัวไม่ล้าน

จนกว่าเราจะมีแฟนสวย

จนกว่าเราจะเป็นสมาชิกฟิตเนสหรู

จนกว่าเราจะมีซิกแพ็ค

จนกว่าเราจะปั่นจักรยานที่ราคาแพงกว่ามอเตอร์ไซค์

 

เขาไม่ยอมให้เรามีความสุข

จนกว่าเราจะมีแม็คบุ๊คแอร์

จนกว่าเราจะมีไอแพดโปร

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 7

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 8

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 9

จนกว่าเราจะมีไอโฟน 10


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

วิธีดับสุขที่ง่ายที่สุด

20160524_happygone

คืออยากมีความสุขให้มากกว่านี้

มนุษย์เราเป็นนักดับสุขมือฉมัง (และเป็นนักดับทุกข์ที่ไม่ได้เรื่อง)

มีวิออสก็อยากขับแคมรี่ มีแคมรี่ก็อยากขับเบนซ์ มีเบนซ์ก็อยากขับเฟอรารี่

ได้เงินเดือนสามหมื่นก็ฝันถึงเงินเดือนหกหมื่น พอได้หกหมื่นก็อยากได้หนึ่งแสน

ความสุขของเราจึงอายุสั้นเสมอ เพราะพอใจได้เดี๋ยวเดียวเราก็เริ่มมองหาสิ่งที่ดีกว่าแล้ว

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

แต่มันคงจะดีมาก ถ้าระหว่างที่เราแสวงหาสิ่งที่ดีกว่านั้น เราพอใจและเห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วด้วย

เราจะได้ไม่เผลอ “ฆ่าตัดตอนความสุข” ก่อนเวลาอันควรครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สุขง่ายๆ

20160408_EasilyHappy

[ถาม] พอถึงจุดหนึ่งที่อยู่กับตัวเองมากๆ คิดว่าความสุขที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร

[ตอบ] มันอยู่ที่เรามอง สำหรับเรา เรารู้สึกว่าความสุขในทุกวันนี้หาได้ไม่ยาก เหมือนอย่างที่เคยเล่าออกไปว่า ในวันที่เรานอนอยู่เฉยๆ ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วพอวันหนึ่ง แค่เราได้เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้านในช่วงอากาศหนาวๆ โอ้โฮ มันมีความสุขมากเลย นี่คือต้นไม้สีเขียว นี่คือเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มันเหมือนกับมีความสุขง่ายขึ้นมาก จำได้ว่าวันที่ให้ยาครั้งสุดท้ายเสร็จ พออาการดีขึ้น เราก็ขับรถออกไปนอกบ้าน ยังไม่มีจุดหมายเลยว่าจะไปไหน บอกแม่แค่ว่า พิมออกไปข้างนอกนะ แม่ก็หัวเราะแล้วบอกว่า ไปเลย ไปไหนก็ไป จังหวะเดียวกับที่เพื่อนโทร.มาหาพอดี คนหนึ่งอยู่หลังสวน คนหนึ่งอยู่อีกที่ แต่เชื่อไหมเราขับไปหมดทุกที่ที่ไปได้เลย จากที่ปกติขี้เกียจขับรถมากเพราะรู้อยู่แล้วว่ากรุงเทพฯ รถติด ตอนนั้นคืออยากติดก็ติดไปเลย เราไม่เป็นไร รถติดก็นั่งฟังเพลงไปพลางๆ แค่นี้ก็มีความสุข ถ้าเป็นแต่ก่อนนะ รถติด โมโหก่อนเลย แต่เดี๋ยวนี้นั่งรถนานๆ ก็ดีนะ เพลงนี้ก็ไม่ได้ฟังนานแล้วนะ มันเลยเกิดเป็นความคิดประหลาดๆ ขึ้นมา เขาถึงบอกว่า คนเราถ้าไม่เคยเจอความทุกข์ ก็จะไม่รู้ว่าความสุขนั้นเป็นอย่างไร”

– พิมมาดา บริรักษ์ศุภกร
a day BULLETIN Issue 402 4-10 เมษายน 2559
สัมภาษณ์ : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, วสิตา กิจปรีชา, พิมพ์อร นทกุล
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถ้ามาถามผมว่าชอบนักร้องผู้หญิงคนไหน พิมพ์ ซาซ่าน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ผมนึกถึง

เจ เพื่อนผู้หญิงที่เรียนด้วยกัน รู้ว่าผมปลื้มพิมพ์มาก วันหนึ่งพอบริษัทที่บ้านของเธอจัดงานคอนเสิร์ตและเชิญวงซาซ่ามา เลยชวนผมให้ไปดูคอนเสิร์ตนี้ และให้ผมเข้าไปขอลายเซ็นถึงหลังเวที

จำได้ว่าผมเขินมากจนต้องให้เจเป็นคนกรุยทางเข้าไปคุยให้ ผมเองได้คุยกับวงซาซ่าแค่ไม่กี่ประโยค แต่สุดท้ายก็ได้ลายเซ็นมาทั้งสามคน (จริงๆ ผมอยากได้ของพิมพ์คนเดียวนะ แต่น้องน้ำหวานกับน้องแก้วเขาจะเซ็นให้ด้วย ถ้าบอกว่าไม่ให้เซ็นก็อาจดูเสียมารยาทเกินไป!)

พอทำงานแล้ว วงซาซ่าก็เริ่มเงียบๆ ไป ระดับความปลื้มของผมจึงลดลงบ้าง แต่พอรู้ว่าเล็ก เพื่อนที่อยู่ทีมเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทของพิมพ์สมัยเรียนมัธยม ผมก็จะคอยถามไถ่เล็กเสมอว่าเจอพิมพ์บ้างมั้ย จะมาที่ตึกเราบ้างมั้ย ฯลฯ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้เจอตัวจริงซักที

มารู้ข่าวของพิมพ์อีกทีก็คือตอนที่เธอออกมาประกาศว่าเป็นมะเร็งรังไข่นี่แหละ

แน่นอนว่าต้องใจหาย แต่ก็โล่งอกที่เธอตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกๆ และได้รับการดูแลจากหมออย่างจริงจัง

พิมพ์ต้องรักษาผ่านการทำคีโมถึง 6 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง

ในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง ก็ขอส่งกำลังใจให้พิมพ์กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ในเร็ววันนะครับ

—–

ในบทสัมภาษณ์ a day BULLETIN พิมพ์บอกไว้ว่า แต่ก่อน สิ่งที่ทำให้พิมพ์ทุกข์ที่สุดคือเรื่องความรัก

จนมาเจอมะเร็งนี่แหละ ที่ทำให้เธอรู้ว่าทุกข์ที่หนักหน่วงจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร

และความทุกข์นั้นมันก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองที่เธอมีต่อความสุข

…แค่เราได้เดินออกไปสูดอากาศหน้าบ้านในช่วงอากาศหนาวๆ โอ้โฮ มันมีความสุขมากเลย นี่คือต้นไม้สีเขียว นี่คือเสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่าน มันเหมือนกับมีความสุขง่ายขึ้นมาก

…รถติด ตอนนั้นคืออยากติดก็ติดไปเลย เราไม่เป็นไร รถติดก็นั่งฟังเพลงไปพลางๆ แค่นี้ก็มีความสุข

คนอะไร ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ก็มีความสุข รถติดก็ยังมีความสุข!

เพราะคนเรามองความสุขแบบสัมพัทธ์ (Happiness is relative)

เราจะเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เรายังไม่มี หรือเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่คนอื่นมีเสมอ

ในกรณีของพิมพ์ ที่เคยป่วยจนไปไหนมาไหนไม่ได้ การได้ออกจากบ้านคือความสุขอย่างยิ่ง

ในกรณีของผม ที่ไม่เคยป่วยหนัก การได้ออกจากบ้าน ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ ได้นั่งฟังเพลงตอนรถติด จึงไม่ได้ทำให้มีความสุขเท่าไหร่

บทสัมภาษณ์ของพิมพ์ เป็นเครื่องเตือนใจที่ดี ว่าตอนนี้ผมอาจตกอยู่ในภาวะความสุขเฟ้อ ที่ทำให้เรามองไม่เห็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

ข่าวดีก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยหนักเสียก่อน ถึงจะมีความสุขแบบนี้ได้

มันเป็นทักษะที่ผมเริ่มฝึกได้ทันที

แค่ใส่ใจให้มากขึ้น

และเรียกร้องให้น้อยลงเท่านั้นเอง

—–

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 402 4-10 เมษายน 2559

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เงิน-ความสุข-คุณค่า

20150504_Thanonchai

“…สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า

โลกไม่เคยจดจำนายโนเบลในฐานะมนุษย์ที่รวยที่สุด แต่โลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่นำเงินทั้งหมดมาทำประโยชน์และสนับสนุนคนดีในการทำสิ่งที่มีคุณค่า

โลกนี้ไม่เคยจดจำคนรวย คนที่คิดถึงตัวเอง คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่การทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า

อย่างที่เรารู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระราชวัง ห้องประชุม หรือศูนย์การค้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางความเป็นจริง ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะแท้จริงแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ

แปลกที่ ณ วันนี้ ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะคิดถึง ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต มีความคิด มีปัญญา…”

– ธนญชัย ศรศรีวิชัย

—–
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคนชื่อธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเคย “เสพ” ผลงานของเขาแทบทุกคน

นิตยสาร a day เคยนำภาพพี่ต่อ ขึ้นปก ในฐานะ “ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

เพราะงานของเขาไปคว้ารางวัล Cannes Lion ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของนักโฆษณามาแล้วนับไม่ถ้วน (แต่เขาไม่เคยเดินทางไปรับรางวัลนะครับ)

ผลงานโฆษณาที่เรารู้จักกันดีก็อย่างโฆษณาสุดซึ้งของไทยประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปู่ชิว แม่ต้อย หรือเรื่อง ลูกสาว

หรือโฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า ก็เป็นฝีมือของคนๆ นี้

ผมไปอ่านเจอบทความข้างบนของพี่ต่อ ผ่าน Facebook ของเพื่อนที่ชื่อยุ้ย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ฟีโนมีน่า

มันเป็นถ้อยแถลงถึง “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย) ว่าเราจะใช้พื้นที่ 500 ไร่บริเวณรอบๆ สถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสันอย่างไร

ฝ่ายรัฐคิดจะสร้างเป็น “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้การรถไฟฯ

แต่พี่ต่อและ “เครือข่ายมักกะสัน” ได้ออกมารณรงค์ให้สร้างป่ากลางเมืองเพื่อเป็นปอดของกรุงเทพ

แถลงการของพี่ต่อนั้นกินใจมาก ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

และถ้าสนใจอยากมีส่วนร่วม ก็เข้าไปไลค์เพจ เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าลองศึกษาข้อมูลเพิ่่มเติม

เพราะปฏิกิริยาแรกที่ผมมีหลังจากอ่านเรื่องการรณรงค์ครั้งนี้ ก็คือรัฐเป็นตัวโกง ส่วนพี่ต่อกับเครือข่ายมักกะสันเป็นพระเอก

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย

พร้อมเตือนตัวเองว่า เคยเขียนเอาไว้เองว่า อันตรายไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผมเชื่อว่าม้นน่าจะมีทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายได้

เพียงแต่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ตั้งแต่ผมเกิดมา ยุคนี้คือยุคที่เอื้อให้เราสามารถสร้างความแตกต่างทางสังคมได้มากที่สุดแล้ว

ถ้าสนใจ ก็อยากให้เรามาช่วยกันครับ

—–

Credits:
โพสต์ทูเดย์ ผู้กำกับดังตั้งคำถามรัฐ

Facebook Page เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

Youtube: ปู่ชิว / แม่ต้อย / ลูกสาว / จน เครียด กินเหล้า