เวลาผิดให้ยอมรับ เวลาถูกให้ Shut Up

การยอมรับว่าเราทำผิดหรือคิดผิดไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันทำร้ายอีโก้เราพอสมควร

เวลาคนอื่นผิด เราจะคิดว่าคนนั้นไม่ดี แต่เวลาเราผิด เรากลับคิดว่าเรามีเหตุผลที่ดี

คนที่เป็นผู้ใหญ่ คนที่มีความกล้าหาญ จะเอ่ยปากยอมรับผิดโดยไม่รู้สึกว่าจะต้องแก้ตัวหรือหรือสร้างความชอบธรรมให้กับความผิดนั้น

ในทางกลับกัน

หากเราเคยเถียงกับใคร แล้วสุดท้ายความจริงพิสูจน์ว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราก็คันปากอยากจะตอกย้ำ

ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “I told you so.” – ก็บอกแล้ว ไม่ฟังเอง

เป็นประโยคที่เย้ายวน เพราะพูดแล้วตัวพอง-ใจพองด้วยความลำพอง

แต่ถึงเราไม่พูดเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเราถูก การขยี้ว่าอีกฝ่ายผิดนั้นรังแต่จะสร้างบาดแผลโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาเป็นคนที่เรายังอยากรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้

“Whenever you’re wrong, admit it;
Whenever you’re right, shut up.”

Ogden Nash

เวลาผิดให้ยอมรับ เวลาถูกให้ shut up ครับ

เหตุผลที่เราควรกอดกันให้เยอะๆ

ผมเพิ่งกลับจากจีนมาเมื่อค่ำวันเสาร์ เป็นการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยพอสมควรเพราะใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมจนถึงบ้านรวมแล้ว 14 ชั่วโมง

คืนวันเสาร์เลยหลับเป็นตาย ตื่นเช้ามาวันอาทิตย์ ก็รู้ตัวว่าลูกๆ ที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันขึ้นมานอนขนาบข้าง เข้ามาคลอเคลียใกล้ๆ ผมในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นเลยยื่นมือไปจับหัว ลูบผม และเอาตัวเขาเข้ามากอด

แล้วอะไรบางอย่างก็บอกผมว่า เราควรจะกอดกันไว้ให้เยอะๆ

เวลาเราอยากบันทึกความทรงจำ เรามักจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป

หรือถ้าเราอยากเก็บเสียงเอาไว้ด้วย เราก็จะใช้มือถือถ่ายวีดีโอ

แต่เราไม่สามารถใช้มือถือถ่ายกลิ่น ถ่ายรสชาติ หรือถ่ายสัมผัสเอาไว้ได้เลย

เคยสงสัยมั้ยครับว่า ว่าในสัมผัสทั้งห้าของเรา ทำไมอุปกรณ์ที่เรามีจึงสามารถบันทึกได้แค่เสียงและภาพเท่านั้น

ผมมานั่งคิดดูเล่นๆ ก็ได้คำตอบว่า เพราะภาพและเสียงนั้นเป็นคลื่น (wave) ซึ่งสามารถถูก encode เป็น ข้อมูล binary คือเลข 0 กับ 1 ได้ และเราสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในการ regenerate ภาพและเสียงจากข้อมูลเหล่านั้นได้

แต่กับอีกสัมผัสทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น รสชาติ หรือสัมผัส เราไม่สามารถจัดเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำกลับมา replay ทีหลังได้

เพราะกลิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ผูกติดอยู่กับโมเลกุล หรือถ้าพูดให้ลึกลงไปอีกก็คือ particle ซึ่งไม่สามารถเก็บเป็นข้อมูล binary แล้วใช้ไฟฟ้า regenerate กลิ่นขึ้นมาใหม่ ส่วนรสชาติก็อยู่กับ particle เฉกเช่นเดียวกัน ส่วนสัมผัสนี่ไม่แน่ใจว่าจะจำแนกเป็นอะไรดี

ดังนั้นเราจึงยังไม่มีเครื่องมือใดในชีวิตประจำวันที่จะสามารถใช้เก็บกลิ่น รสชาติ และสัมผัสเพื่อเอากลับมา replay ทีหลังได้ สิ่งที่วิทยาศาสตร์อาจจะทำได้คือการเล่นกับคลื่นไฟฟ้าในสมองของเราโดยตรงเพื่อให้เกิด “เวทนา” (ความรู้สึก) โดยที่ไม่ต้องมีผัสสะจากภายนอก แต่นั่นคงยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าถึงเทคโนโลยีแบบนั้นได้

และนี่คือเหตุผลสำคัญที่เราควรกอดกันและสัมผัสกันไว้ให้เยอะๆ เพราะ “อุปกรณ์” เพียงชิ้นเดียวที่เรามีคือสมองของเราที่จะเก็บความรู้สึกดีๆ อันนี้เอาไว้ เพื่อให้เราได้ระลึกถึงด้วยความสุขเมื่อวันเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ

วุ้นแปลภาษาที่เรียกว่าความสัมพันธ์

ในการ์ตูนโดราเอมอน จะมีของวิเศษอย่างหนึ่งที่ว้าวมาก นั่นคือวุ้นแปลภาษา

พอกินวุ้นเข้าไปแล้ว จะสามารถคุยกับคนทุกชาติทุกภาษาได้ แม้แต่กับสิงสาราสัตว์ก็คุยรู้เรื่อง

วันก่อนนี้ผมเขียนเรื่อง “วิธีให้ฟีดแบ็คลูกน้องแบบ Radical Candor” ซึ่งเน้นว่าลูกน้องต้องรู้ก่อนว่าเราแคร์ เราถึงจะพูดตรงๆ กับเขาได้

เพราะความหมายไม่ได้อยู่แค่ในคำพูด แต่อยู่ในคนพูดด้วย

ถ้าเรารู้ว่าคนพูดนั้นแคร์ เราย่อมแปลความไปในทางบวก

ถ้าเรารู้ว่าคนพูดนั้นไม่แคร์ เราย่อมแปลความไปในทางลบ แม้ว่าจะใช้คำพูดเดียวกันก็ตาม

เพราะสิ่งที่ประกอบอยู่ในถ้อยคำ คือโทนเสียง สีหน้าท่าทาง และพลังงานที่ปล่อยออกมา

ความสัมพันธ์จึงเป็นวุ้นแปลภาษาที่ทรงพลังอย่างมาก

ฝรั่งมีประโยคที่ว่า It’s not what you say, it’s how you say it – พูดอะไรไม่สำคัญเท่าพูดอย่างไร

ผมอยากเสริมอีกหนึ่งประโยค – It’s not what you say, it’s who says it – พูดอะไรอาจไม่สำคัญเท่าใครเป็นคนพูด

เรื่องบางเรื่องที่บ้าน คนในครอบครัวพูดกลับไม่ฟัง แต่ให้คนนอกพูดเขากลับฟัง

เรื่องบางเรื่องที่ทำงาน เราพูดแล้วบางคนไม่(ยอม)เข้าใจ แต่พอให้นายใหญ่พูดเขากลับเข้าใจได้ง่ายดาย

ถ้าเรารู้สึกว่าไม่อาจเข้าถึงใครบางคน คงต้องกลับมาสำรวจตัวเราก่อน ว่ามีวิธีพูดที่ดีกว่านี้มั้ย

แต่ถ้าปรับแล้วยังไม่เห็นผล อาจต้องลองเปลี่ยนคนพูดแล้วล่ะครับ


ขอบคุณภาพจาก Doraemon Wiki : Translation Tool

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

มีใครบางคนเคยบอกไว้ว่า เมื่อเราจะ Say Hello กับใครเป็นครั้งแรก เราก็ควรเผื่อใจไว้ด้วยว่าวันหนึ่งเราต้อง Say Goodbye กับเขาเช่นกัน

ฉายภาพให้เห็นชัดที่สุดน่าจะเป็นความรักของหนุ่มสาว

เริ่มจากโมเมนต์แรกพบ ช่วงเวลาที่รวบรวมความกล้า ก่อนจะเข้าไปกล่าวสวัสดีด้วยวาจาเพื่อทำความรู้จัก ถ้าอีกฝ่ายตอบรับก็ได้สานสัมพันธ์ ถ้าอีกฝ่ายไม่สนใจก็คงต้อง say goodbye กันตรงนั้น

สำหรับคู่ที่ได้พัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นแฟน อัพเกรดเป็นสามี-ภรรยา เป็นพ่อ-แม่ และเป็นปู่-ย่า-ตา-ยาย เมื่ออยู่ด้วยกันมายาวนานเพียงพอก็ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย

หนังรักทุกเรื่องจึงมีฉากโศกนาฎกรรมรออยู่เสมอ

เมื่อพิจารณาโดยถ้วนถี่แล้ว ทุกความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อนวัยเด็กที่เล่นด้วยกันในหมู่บ้าน เพื่อนสนิทที่โรงเรียน อาจารย์ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง สัตว์เลี้ยง รวมถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่เรารักที่สุดอย่างลูกเราด้วย

ยิ่งผูกพันยิ่งรักกันมากเท่าไหร่ ตอนต้องจากก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่ยังไม่เข้าใจความจริงของชีวิตอย่างถ่องแท้

เมื่อเรายังอาศัยอยู่ในทวิภาวะหรือ dualism เมื่อเกิดสิ่งหนึ่งจึงเกิดขั้วตรงข้ามขึ้นเสมอ

เมื่อมีหัวก็ย่อมมีก้อย เมื่อมีน้อยก็ย่อมมีมาก เมื่อมีรักก็ย่อมมีชัง เมื่อมีหยางก็ย่อมมีหยิน

เมื่อมีเกิดย่อมมีตาย เมื่อมีทักทายย่อมมีบอกลา เมื่อมีเข้ามาย่อมมีจากไป

เปล่าเลย ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอย่าทักทายใครเพราะมันจะทำให้เราเจ็บทีหลัง

ตรงกันข้าม เมื่อเราระลึกได้ว่าทุกความสัมพันธ์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว เราล้วนเป็นแค่ผู้โดยสารที่เผอิญขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน เมื่อถึงปลายทางของแต่ละคนก็ต้องลงจากรถคันนี้ไป

เมื่อตระหนักได้ถึงความชั่วคราวของความรักและคนที่เรารักที่สุด เราจะได้หยุดเห็นคนเหล่านั้นเป็นของตาย เราจะได้ไม่ take things for granted

ทักทายเพื่อบอกลา เข้ามาเพื่อจากไป

แต่ก่อนต้องจากไกล เรามาทำให้ช่วงเวลาระหว่าง Hello กับ Goodbye นั้นเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ

จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดาย จะได้ระลึกถึงด้วยรอยยิ้มครับ

จะเติมน้ำหรือน้ำมัน

เวลาเจอไฟไหม้ คนส่วนใหญ่ย่อมหาน้ำมาดับไฟ

แต่เวลาทะเลาะกัน มีไฟสุมอยู่เต็มอก หลายครั้งเรากลับเลือกเติมน้ำมันลงไป

โอเคล่ะ บางทีอีกฝ่ายก็พูดจากวนโมโห เราก็เลยอดใจไม่ไหว

แทนที่พูดแล้วจะเย็นลง เลยกลับกลายเป็นลุกลามบานปลายยิ่งกว่าเดิม

การทะเลาะกัน มักเกิดจากความคลาดเคลื่อนอะไรบางอย่าง

คลาดเคลื่อนในการสื่อสาร คลาดเคลื่อนในความคาดหวัง คลาดเคลื่อนในความรู้สึก

การทะเลาะจึงเป็นเครื่องมือในการจูนความคลาดเคลื่อนนั้น เพื่อให้เราเข้าใจกันมากขึ้นในระยะยาว การทะเลาะจึงมีประโยชน์ในบางครั้ง หากเราเข้าใจธรรมชาติและจุดหมายปลายทางของมัน

จากนี้ไป หากมีเรื่องผิดใจ ให้ถามตัวเองก่อนว่า

ถ้าอยากเติมน้ำต้องทำอย่างไร

ถ้าอยากเติมน้ำมันต้องทำอย่างไร

แล้วก็อดใจ-กลั้นใจ ที่จะไม่เติมน้ำมันลงไป แม้ว่ามันจะยากเย็นในจังหวะนั้นแค่ไหนก็ตาม

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ต้องการเอาชนะคะคานเหมือนที่อัตตากำลังหลอกเราอยู่หรอก

สุดท้ายแล้วเราต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะมันเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างในชีวิตที่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงครับ