OKR ไม่ใช่เป้าหมาย

20200617

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ที่บูมในเมืองไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพยายามเอา OKR มาใช้แทน KPI

สิ่งที่ต้องระวังคือการระลึกให้ได้ว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย KPI ก็ไม่ใช่เป้าหมาย

OKR เป็นเพียงเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะช่วยพาเราเดินไปสู่เป้าหมาย

หากเราจับจ้องที่เครื่องมือมากเกินไป เราจะเผลอนึกว่าเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง

เหมือนเรามองนิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีเราอาจเผลอนึกว่านิ้วชี้คือพระจันทร์

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า the map is not the territory – แผนที่ไม่ใช่พื้นที่

แผนที่เป็นเพียงภาพจำลองของพื้นที่จริงเท่านั้น ถ้าเราเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่ เราก็จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูพื้นที่เลย

หลายอย่างในชีวิตเราจึงเป็นแค่เพียงเครื่องมือ เป็นแค่แผนที่ เป็นแค่นิ้วที่ชี้พระจันทร์

เงินก็เป็นหนึ่งในนั้น

เงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

แต่เมื่อเราทำอะไรเพื่อให้ได้เงินมานานๆ เข้า เราก็ม้กจะโฟกัสไปที่ตัวเงินจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริง

เป้าหมายก็คือเป้าหมาย เครื่องมือก็คือเครื่องมือ เชื่อมโยงกันแต่ไม่อาจทดแทนกันได้

แยกแยะให้ออก ชีวิตจะได้ไม่ถลอกปอกเปิกจนเกินไปครับ

เวลาดูคนเก่งอย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ

20200616

ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ทำด้วย

เมื่อวานนี้ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่เราไม่ควร Work from home ทุกวัน” โดยอ้างอิงถึง Silent Knowledge หรือความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ ต้องอาศัยการซึมซับหรือครูพักลักจำเอา

แล้วผมก็คิดได้อีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรมาทำงานที่ออฟฟิศ คือเราจะได้เรียนรู้ว่าคนเก่งๆ นั้นเขาไม่ทำอะไรกัน

เช่นเวลามีคนส่งเมลมาต่อว่าทีม แทนที่หัวหน้าเราจะส่งเมลโต้แย้ง เขาอาจจะเลือกเดินไปหาคนส่งเมลเพื่อคุยกันแบบตัวต่อตัว

สิ่งที่เขาทำคือการเดินไปคุย แต่สิ่งที่เขาไม่ทำคือเขาไม่อารมณ์เสีย ไม่บ่น ไม่ด่วนโต้ตอบ ซึ่งเราอาจจะไม่มีโอกาสมองเห็นสิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำงานที่บ้าน

การรู้ว่าควรทำอะไรบ้างนั้นสำคัญก็จริง แต่การรู้ว่าไม่ควรทำอะไรนั้นอาจสำคัญยิ่งกว่า

Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffet บอกว่า พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ฉลาดล้ำลึก แค่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ เท่านั้นเอง

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”

หนังสือการเป็นผู้นำอย่าง What got you here won’t get you there ก็บอกว่า ถ้าอยากเป็นผู้นำที่ดีคุณไม่ต้องทำดีอะไรหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – don’t be a jerk.

คำสอนที่เรารู้จักกันดีอย่างศีลห้าหรือบัญญัติสิบประการก็ไม่ได้บอกให้เราทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไร พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

คนที่เราชื่นชมเขาทำอะไรได้หลายอย่าง นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่ทำบางอย่าง เขาจึงมีเวลาและมีแรงเหลือมาลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้

ที่เราเห็นคนเก่งๆ แล้วเราท้อถอย เพราะเราพยายามไปทำตามสิ่งที่เขาทำ

วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือดูว่าเขาไม่ทำอะไร แล้วถ้าเรายังทำอยู่ก็เลิกซะ

มองให้เห็นในสิ่งที่คนเก่งไม่ทำ แค่นี้ชีวิตก็ดีขึ้นได้แล้วครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

ถ้าเรากำลังหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย

20200613

แสดงว่าเราเป็นคนโชคดี

ในขณะที่เราหงุดหงิดกับเน็ตช้า ดราม่าในที่ทำงาน หรือผมที่ตัดมาสั้นเกินไป ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้เพราะเขากำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงกว่า ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน สุขภาพ และความเป็นอยู่เรื่องปากท้อง

ยิ่งชีวิตเราดีขึ้นแค่ไหน เราก็มีโอกาสที่จะหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยได้มากขึ้นเท่านั้น ราวกับความมั่งคั่งนั้นแปรผกผันกับภูมิคุ้มกันความทุกข์

เมื่อเราระลึกได้ว่าเรื่องที่เราหงุดหงิดนั้นไม่ได้มีแก่นสารอะไร และมีคนอีกมากที่อยากมาอยู่จุดที่เราอยู่ตรงนี้ เราก็อาจจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีมากขึ้น และไม่ถือสาหาความกับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตครับ

สองอย่างที่เราไม่ควรประหยัด

20200610

คือฟูกที่นอนและเก้าอี้ทำงาน

เพราะเราใช้เวลากับสองอย่างนี้นับ 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือ 5,000 ชั่วโมงต่อปี

การนอนคือยาวิเศษ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดต่อการมีสุขภาพที่ดี ต่อให้กินดีและออกกำลังกายมากแค่ไหน ถ้านอนหลับไม่สนิทชีวิตก็ไม่สมบูรณ์

ส่วนเก้าอี้ทำงานที่เหมาะกับสรีระของร่างกายก็เป็นสิ่งที่ขาดหายไปสำหรับหลายคน ใครทำงานบนเตียงจะรู้เลยว่ามันรู้สึกดีแค่ 15 นาทีแรกเท่านั้น

ช่วง work from home แฟนผมบ่นปวดไหล่ปวดคอทุกวัน จนกระทั่งผมตัดสินใจเก้าอี้ทำงานราคาเหยียบหมื่นมาใช้ เสียงบ่นก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ฟูกที่นอนราคา 40,000 เก้าอี้ราคา 10,000 รวมแล้ว 50,000 เหมือนจะเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่ที่นอนอยู่ได้เป็นสิบปี ส่วนเก้าอี้ก็อยู่ได้อย่างน้อย 3 ปี ยิ่งพอคำนึงถึงเวลาที่เราใช้งานปีละ 5000 ชั่วโมง ยังไงก็คุ้ม

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือเตียงนอนกับเก้าอี้ทำงานนั้นเป็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

เมื่อคนอื่นมองไม่เห็น มันก็เลยอวดใครไม่ได้

เมื่ออวดไม่ได้ สินค้าพวกนี้จึงไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ผู้ใช้งาน “ดูดี”

ของราคาแพงที่เราเห็นในตลาด มันแพงเพราะสองปัจจัย คือคุณภาพและความดูดี

กาแฟสตาร์บัคส์อาจจะคุณภาพปานกลาง แต่ความดูดีสูงมาก ราคาก็เลยสูง

แม็คบุ๊คคุณภาพสูง ความดูดีสูงมาก ราคาก็เลยสูงมากเช่นกัน

แต่เตียงนอนกับเก้าอี้ทำงานไม่มีปัจจัยเรื่องความดูดี เพราะเราใช้มันที่บ้าน “ราคา” ที่เราจ่ายจึงเป็นราคาเพื่อ “คุณภาพ” เกือบจะ 100%

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเขียมกับสองสิ่งนี้ เลือกของที่ดี มีคุณภาพ เหมาะกับเรา และอยู่ในกำลังที่เราจะซื้อไหว

แล้วมันจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดครับ

ก่อนจะเพิ่มอะไรเข้ามาในชีวิต

20200608

ถามตัวเองก่อนว่าที่มีอยู่เราดูแลดีพอแล้วรึยัง

เมื่อโลกนำพาทางเลือกมาให้เรามากมาย หนึ่งในทักษะที่สำคัญมากคือการรู้จักปฏิเสธ

เพราะเวลาเรามีจำกัด แต่ความต้องการของเรามีไม่จำกัด

ผมตบไหล่ให้ตัวเองเบาๆ ที่ช่วง “ปิดโควิด” ผมแข็งใจไม่ติดเน็ตฟลิกซ์ ทั้งๆ ที่เห็นพี่ๆ น้องๆ เล่าแล้วก็อยากดูด้วยจะแย่

แต่ถ้าดูเน็ตฟลิกซ์ นั่นหมายความว่าผมจะมีเวลาทำอย่างอื่นน้อยลง

ผมยังรู้สึกว่าใช้เวลากับลูกน้อยเกินไป อ่านหนังสือน้อยไป อยู่กับไอเดียลึกๆ ได้สั้นเกินไป เขียนบทความได้น้อยเกินไป

ผมกำลังคิดว่า การที่เรามุ่งเติมสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต อาจเป็นการปกปิดอย่างหนึ่ง

ปกปิดสิ่งที่เรายังทำได้ไม่ดี ปกปิดความทุกข์ในใจลึกๆ ด้วยการเบนความสนใจไปหาสิ่งใหม่ๆ แล้วหวังว่ามันจะนำมาซึ่งความสุขความพอใจยิ่งกว่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่านอกจากเหนื่อยกว่าเดิมแล้วความสุขก็ไม่ได้สูงขึ้นอย่างที่คิด

เพราะถ้าเราเอาแต่เพิ่ม “สิ่งดีๆ” เข้ามาในชีวิต สุดท้ายมันจะไปเบียดบัง “สิ่งที่ดีที่สุด” เข้าจนได้

การเติมนั้นง่าย การตัดนั้นยาก

แต่เติมแล้วตัวหนัก ตัดแล้วตัวเบานะครับ


ใครที่แวะเวียนไปร้านหนังสือ ฝากอุดหนุน “ช้างกูอยู่ไหน” ปกส้มๆ ด้วยนะครับ 🙂

IMG_20200607_161733