ปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกาย

นิ้วกลม: หลวงพี่รู้สึกว่าตัวเองแก่ตอนไหนครับ?

พระไพศาล: เริ่มรู้ตัวประมาณสี่สิบกว่า แต่ว่าอาการมันยังไม่ชัดจนกระทั่งเริ่มหกสิบ ตอนนี้เรี่ยวแรงก็เริ่มน้อยลง หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยทำได้ มันทำไม่ได้หรือทำได้น้อยลง อย่างการอดหลับอดนอน หรือทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ หรือแม้กระทั่งสิ่งง่ายๆ อย่างการหลับการนอน แต่ก่อนเป็นเรื่องง่ายมาก แต่พออายุมาก เราพบว่าสิ่งง่ายๆ มันเริ่มทำได้ยาก มันทำให้เราพบว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิม ตาที่ฝ้าฟาง หูที่เริ่มตึง กล้ามเนื้อที่มันไม่ค่อยมีกำลังวังชาเหมือนเมื่อก่อน

นิ้วกลม: มันชวนให้หงุดหงิดใจมั้ยครับ?

พระไพศาล: มันไม่ถึงกับหงุดหงิดนะ มันรู้สึกว่า เอ๊ะทำไมมันทำไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แต่พอเราเริ่มยอมรับมันได้ มันก็ไม่ทุกข์แล้ว คือเราต้องปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกาย แต่ก่อนเราปรับร่างกายของเราให้เข้ากับชีวิตที่เราปรารถนาใช่มั้ย? ร่างกายต้องทำงานหนัก บางทีต้องยอมเดินฝ่าแดดฝ่าฝนในการธุดงค์ เพราะนี่คือชีวิตที่เราปรารถนา ต้องปรับ-ต้องฝึกร่างกายเพื่อให้ตอบสนองชีวิตที่พึงประสงค์ แต่ตอนนี้เราต้องรู้จักปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกายเสียแล้ว ถ้าเรายอมรับมันก็ไม่ทุกข์นะ เราก็แค่ปรับใจของเราแค่นั้นเอง

พระไพศาล วิสาโล | THE LESSONS บทเรียนชีวิต

อันตรายอย่างหนึ่งของวัยกลางคน คือความเชื่อ – หรือความอยากเชื่อ – ว่าเรายังเหมือนเดิม

สิ่งใดที่เราเคยทำในวัยยี่สิบกว่าๆ เราก็ยังทำอยู่ในวันที่วัยขึ้นเลขสี่

การทำงานหนัก การอดหลับอดนอน การดื่มเหล้า การสั่งพิเศษสองชาม

เมื่อก่อนกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ดื่มเหล้าถึงตีสองก็ยังตื่นไปทำงานได้ เพราะร่างกายพร้อมตอบสนองชีวิตที่เราปรารถนา

วันนี้ร่างกายเราเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราไม่อยากยอมรับ เพราะ “ข้างใน” ยังไม่ได้รู้สึกแก่ขนาดนั้น

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่สำคัญที่สุดในหนังสือ Four Thousand Weeks คือ “ความจำกัดของชีวิต” (finitude) ว่าเราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้ทุกที่ ว่าเรา “คือ” เวลาแค่สี่พันสัปดาห์

ถ้าไม่ยอมสบตากับความจริงข้อนี้ เราจะหลอกตัวเองว่าเราไม่มีข้อจำกัด เรายังสามารถบรรลุทุกความฝันและยังสามารถทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้

แต่ในวันที่ชีวิตเดินมาถึงครึ่งทาง หากเราไม่ละเลยที่จะฟังร่างกายของตนเอง เราจะรู้ตัวว่าร่างกายมันไม่เหมือนเดิม และถ้ายอมรับมันได้ เราก็จะไม่ทุกข์ใจ เราจะกลับมามองว่าอะไรคือสิ่งที่พอเหมาะพอควรสำหรับชีวิตในเฟสนี้

เราไม่ได้จะล้มเลิกความฝันหรือความต้องการทุกอย่าง เพียงแต่เราจะมีสติมากขึ้นในการคัดกรองและคัดสรรว่าอะไรที่ควรทำ และอะไรที่ไม่ควรทำอีกต่อไป

ในวัยหนุ่มสาว เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะปรับร่างกายให้เข้ากับชีวิต

แต่ในวัยกลางคนเป็นต้นไป เราควรปรับชีวิตให้เข้ากับร่างกายครับ

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมได้จากหนังสือ Think Again ของ Adam Grant ก็คือการตั้งคำถามกับชุดความเชื่อที่เรามี

ชุดความเชื่อบางอย่างเข้ามายึดครองพื้นที่ในใจหรือในอุดมการณ์ของเราตั้งแต่เมื่อ 5 ปี 10 ปี หรือแม้กระทั่ง 20 ปีที่แล้ว

เรามี “ภาพฝัน” ว่าชีวิตที่ดีควรเป็นแบบนี้ การงานที่ดีควรเป็นแบบนี้ ความรักที่ดีควรเป็นแบบนี้

และภาพฝันที่สลัดยากที่สุด คือตัวตนของเราควรเป็นแบบนี้

ผมขอยกตัวอย่างสองเรื่องของตัวเอง

ฤดูกาล 1998/99 คือฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะทำได้ นั่นคือการกวาดสามแชมป์ ทั้ง Premier League, FA Cup และ Champions League

ผมยังเรียนอยู่ปี 1 ในตอนนั้น และอดตาหลับขับตานอนเชียร์ทุกนัดที่แมนยูลงแข่ง

นัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกที่แมนยูเตะกับบาเยิร์นมิวนิค รู้ทั้งรู้ว่าเช้านั้นมีสอบปลายภาควิชาฟิสิกส์ ผมก็ยังตื่นมาดู กว่าจะได้นอนอีกทีก็เกือบตีห้า และตื่นเจ็ดโมงเช้าเพื่อไปสอบ

จากนั้นมาผมก็ติดตามแมนยูตลอด ต่อให้แมทช์จะดึกแค่ไหนก็จะต้องดูถ่ายทอดสด เวลาทีมแพ้ในนัดสำคัญก็จะซึมไปหลายวัน

แต่หลังจากมีครอบครัว มีลูก ผมดูถ่ายทอดสดแมนยูเตะน้อยลงไปเยอะ ฤดูกาลนี้ยังไม่ได้ดูเต็มแมทช์เลยซักนัด ใช้วิธีดูไฮไลท์ในวันรุ่งขึ้นแทน

ถ้าเป็นตัวผมสมัยก่อน คงจะดูแคลนตัวผมในตอนนี้ เพราะถ้าจะเป็น “เด็กผีตัวจริง” มันต้องทุ่มเทกว่านี้ ต้องตื่นมาดูถ่ายทอดสดแม้ว่ามันจะทำให้เราง่วงไปทั้งวัน ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเวลาทีมที่ตัวเองแพ้ ต้อง ฯลฯ

แต่เมื่อระลึกได้ว่า จริงๆ แล้วเรา “ไม่ต้อง” ทำอะไรทั้งนั้น ความคาดหวังต่างๆ เป็นสิ่งที่เราคิดไปเอง เราสามารถเชียร์ทีมที่ตัวเองรักโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเหมือนสมัยก่อน


อีกตัวอย่างหนึ่ง

ผมเริ่มเขียนบล็อกแบบจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 โดยตั้งเป้าว่าจะเขียนทุกวัน ซึ่งเอาจริงๆ ก็มีหลุดบ้าง แต่ทุกปีก็จะเขียนได้ประมาณปีละ 350 บทความ

เมื่อปี 2017 ตอนที่เขียนได้ครบ 1,000 บทความ ผมก็ประกาศว่าถ้าเขียนได้ (เกือบ) ทุกวันแบบนี้ ผมจะเขียนครบ 10,000 บทความก่อนอายุ 72 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผมยึดถือมาตลอด

แต่ถ้าใครติดตามบล็อกนี้มานาน อาจจะพบว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความถี่ในการเขียนบทความของผมลดลง บางสัปดาห์อาจจะโพสต์แค่ 2-3 ตอนเท่านั้น

เหตุผลก็คือผมอยากทดลองดูว่าถ้าไม่เขียนทุกวันมันจะเป็นยังไง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยกล้าทำ เพราะกลัวจะเสียชื่อ “คนที่เขียนบล็อกทุกวัน” และกลัวว่าจะไปไม่ถึง 10,000 บทความตามที่เคยประกาศเอาไว้

แต่ผมก็ได้พบว่า การนิยามตัวเองว่า “เป็นคนเขียนบล็อกทุกวัน” และ “ต้องไปให้ถึง 10,000 บทความ” เป็นเป้าหมายของตัวเองเมื่อนานมาแล้ว

มาถึงวันนี้ “ส่วนผสม” และ “สัดส่วน” ของสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แล้วเหตุใดผมถึงต้องยึดติด – หรือติดกับ – กับเป้าหมายที่ตัวเองในวัยเด็ก(กว่า) ตั้งเอาไว้

สิ่งที่ผมเคยต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการขนาดนั้นอีกต่อไป

ในวันนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือการมีเวลาว่างมากขึ้น ใช้เวลากับลูกและภรรยามากขึ้น โดยไม่ต้องคอยพะวงหรือรู้สึกผิดว่าวันนี้ยังไม่ได้เขียนบล็อก และถ้ามันจะไปไม่ถึง 10,000 บทความก็ไม่เป็นไร


เขียนมายืดยาว เพียงเพื่อต้องการจะบอกว่าอย่าไปยึดติดกับเป้าหมาย หรือตัวตนของเราในอดีต

เราไม่จำเป็นต้องหวงแหนตัวตนที่สร้างเอาไว้ในจินตภาพ ตัวเราในวันนี้ไม่จำเป็นต้องคิดหรือทำเหมือนกับตัวเราเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าตัวเราในวันนี้ฉลาดและมีประสบการณ์มากกว่าตัวเราในวันก่อนตั้งเยอะ

แต่คนไม่น้อยก็ยังยืนยัน – หรือดึงดัน – ที่จะทำแบบเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะเราเป็นคนแบบนี้”

นั่นย่อมทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะ “ได้ลองเป็นคนแบบอื่น” ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดาย และปิดกั้นความเป็นไปได้เกินไปหน่อย

ถ้าเรากล้าปล่อยมือจากเป้าหมายหรือตัวตนที่เรายึดถือมันมานาน เราอาจพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

นี่คือคำถามสำคัญ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้นะครับ

ทำมากได้น้อย-ทำน้อยได้มาก

ช่วงนี้ผมได้ใช้เวลาคิดทบทวนเรื่อง The Law of Diminishing Returns พอสมควร

บางคนแปลชื่อเป็นไทยว่า “กฎแห่งผลตอบแทนที่ลดลง”

ใครที่ไม่เคยได้ยินกฎนี้ สามารถดูภาพประกอบที่มีน้องเพนกวินเป็นผู้สอน

แกนนอนคือ input หรือแรงที่เราลงไป

แกนตั้งคือ output หรือผลลัพธ์ที่เราได้กลับมา

ในช่วงแรกจะเห็นว่ากราฟค่อนข้างชัน เราลงแรงไปหนึ่งหน่วย แต่ได้รับผลตอนแทนมากกว่าหนึ่งหน่วย (increasing returns)

แต่พอถึงจุดหนึ่ง ความชันของกราฟจะน้อยลง การเพิ่ม input ไม่ได้สร้าง output มากเท่ากับก่อนหน้านี้ (diminishing returns)

และยิ่งเราเพิ่ม input เข้าไปเรื่อยๆ กราฟกลับทิ่มหัวลง กลายเป็นว่ายิ่งทำผลลัพธ์ยิ่งแย่ (negative returns)

ลองนึกถึงการกินพิซซ่า

เวลาที่เราหิวโซ แล้วมีพิซซ่าถาดใหญ่มาส่ง การได้กินหยิบพิซซ่าชิ้นแรกขึ้นมากินนั้นจะทำให้เรามีความสุขมาก (increasing returns)

แน่นอนว่าพิซซ่าชิ้นเดียวยังไม่อิ่มท้อง เราก็เลยกินชิ้นที่สอง ชิ้นที่สาม ชิ้นที่สี่ ซึ่งมันก็ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นไปอีก แต่พิซซ่าชิ้นที่สี่ไม่ได้ทำให้ความสุขของเราเพิ่มมากขึ้นเท่ากับพิซซ่าชิ้นแรก นั่นแปลว่าเราอยู่ในโซนของ diminishing returns เรียบร้อยแล้ว

และถ้าเราโดนบังคับให้กินพิซซ่าจนหมดถาด พอถึงชิ้นที่ 6 เราจะเริ่มรู้สึกหนืดๆ และเมื่อถึงชิ้นที่ 8 เราอาจจะรู้สึกผะอืดผะอม (negative returns)

The Law of Diminishing Returns นี้เอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ในหลายสถานการณ์และในหลากหลายแง่มุม

.

หนึ่ง เรื่องการเรียน

ตอนที่ผมเรียนปริญญาตรี ผมจบด้วยเกรดเฉลี่ยค่อนข้างดีเยี่ยม

แต่ระหว่างที่เรียนผมก็ทำกิจกรรมนักศึกษาค่อนข้างเยอะมาก เป็นสี่ปีที่ชีวิตเต็มไปด้วยสีสัน

ถามว่าผมสามารถทำกิจกรรมให้น้อยกว่านี้ได้มั้ย เพื่อจะได้มีเวลาทบทวนตำรามากขึ้น

คำตอบคือทำได้ แต่ต่อให้ผมไม่ทำกิจกรรมเลย และเอาเวลาทั้งหมดมาทุ่มให้กับการเรียน เกรดเฉลี่ยของผมก็คงดีขึ้นประมาณ 0.1 หรือ 0.2 เท่านั้น เพราะเมื่อเกรดเราสูงอยู่แล้ว การพยายามเพิ่มเกรดเฉลี่ยให้สูงขึ้นไปอีกมันคือการทำงานในโซนของ diminishing returns ที่ลงแรงไปมาก แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่าเท่าไหร่

เมื่อมองย้อนกลับไป คิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกที่เอาเวลาที่เราควรจะได้อ่านหนังสือไปทำกิจกรรม เพราะมันคือสิ่งที่เราจดจำได้และมีประโยชน์กว่าเนื้อหาในตำราไหนๆ

.

สอง เรื่องการทำงาน

สิ่งหนึ่งที่หัวหน้าผมมักจะบอก คือ Done is better than perfect

งานหลายๆ อย่างไม่จำเป็นต้องทำให้เรียบร้อยไร้ที่ติ ทำได้ซัก 80-90% ก็โอเคแล้ว

ยกตัวอย่างเช่นการทำสไลด์ให้ดูดีประมาณ 80% อาจใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ถ้าจะทำให้เพอร์เฟ็คต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหากสไลด์นั้นถูกใช้เพื่อการพูดคุยกันภายในบริษัทแค่ครั้งเดียว สู้เอาเวลาสองชั่วโมงนั้นไปทำงานชิ้นอื่นจะดีกว่า

แต่ถ้าเราจะทำอะไรที่ออกไปพรีเซนต์ลูกค้า หรือต้องส่งให้พนักงานทั้งองค์กรได้ใช้ 80-90% อาจยังไม่พอ ต้องทำให้ใกล้เคียง 100% ให้มากที่สุด

.

สาม เรื่องเวลาที่มีให้ลูก

ผมเคยเขียนบทความ “10% ของงาน = 50% ของลูก”

เพราะหนึ่งชั่วโมงของงาน กับหนึ่งชั่วโมงของลูกไม่เท่ากัน

สมมติว่าเราทำงานนอกบ้าน และลูกเข้านอนตอนสามทุ่ม

ถ้าเราทำงานถึงหกโมงเย็น และกลับถึงบ้านตอนหนึ่งทุ่ม ลูกจะได้อยู่กับเราสองชั่วโมง

ถ้าเราทำงานถึงหนึ่งทุ่ม และกลับถึงบ้านตอนสองทุ่ม ลูกจะมีเวลาอยู่กับเราแค่ชั่วโมงเดียว

เราได้ทำงานมากขึ้น 1 ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10% ที่เราจะได้งานเยอะขึ้น

แต่ลูกได้อยู่กับเราน้อยลง 1 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับ 50% ของเวลาทั้งหมดที่เขาจะได้อยู่กับเราในวันนั้น

1 ชั่วโมงของการที่ลูกได้อยู่กับเรา อยู่ในโซนของ increasing returns

1 ชั่วโมงของการทำงานเพิ่มขึ้น อยู่ในโซนของ diminishing returns

ดังนั้น 1 ชั่วโมงจึงมีค่าไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันไปกับโซนไหน

.

สี่ ผลตอบแทนมหาศาลของการเป็น Elite

โดยเฉลี่ยแล้วนักเตะใน Premier League ได้ค่าตอบแทน 60,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์หรือเดือนละ 10.5 ล้านบาท*

ส่วนเงินเดือนของนักเตะที่อยู่ลีกต่ำกว่านั้นได้แก่

EFL Championship เดือนละ 1.2 ล้านบาท (7,000 GBP/week)
EFL League One เดือนละ 8 แสนบาท (4,753 GBP/week)
EFL League Two เดือนละ 3.5 แสนบาท (2,000 GBP/week)

ทั้ง 4 ลีกรวมกันมีทั้งหมด 92 ทีม (20+24+24+24) สมมติว่าทีมชุดใหญ่มีทีมละ 25 คน แสดงว่ามีนักเตะทั้งหมด 2300 คน

ในอังกฤษมีคนเตะบอลได้ 11 ล้านคน*

ถ้าเราเก่งพอที่จะเป็นนักเตะ League Two แสดงว่าเราเก่งระดับ 2300 คนแรกใน 11 ล้านคน คิดเป็น 99.98th percentile ได้ค่าเหนื่อยเดือนละสามแสนห้า

แต่ถ้าเราอยากเก่งพอที่จะค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก ซึ่งมี 20 ทีม เราต้องเป็น 500 คนที่เก่งที่สุดใน 11 ล้านคน คิดเป็น 99.9955th percentile ได้ค่าเหนื่อยเดือนละ 10.5 ล้านบาท

Percentile ต่างกันนิดเดียว แต่ผลตอบแทนต่างกัน 30 เท่า

บทเรียนก็คือการไปให้ถึงระดับ elite ในแต่ละวงการหรือแต่ละวิชาชีพนั้นยากมาก เพราะการแข่งขันนี้อยู่ในโซน diminishing returns ล้วนๆ มีไม่กี่คนที่จะมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงจนไปถึงระดับท็อปของวงการได้ แต่คนที่ทำได้ก็จะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าเป็นสิบเท่า โดยที่เราไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นเป็นสิบเท่า

นักวิ่ง 100 เมตรที่เร็วที่สุดในโลกอาจจะเร็วกว่าคนอื่นเพียงเสี้ยววินาที แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่เขาจะมีรายได้มากกว่านักวิ่งคนอื่นเป็นสิบหรือเป็นร้อยเท่า

ดังนั้น ถ้าคิดจะเอาจริงเอาจังในด้านใด ก็ลองตั้งเป้าที่จะไปให้สุดทาง แม้ระหว่างทางจะแห้งแล้งและไม่ค่อยมีอะไรให้เก็บเกี่ยวในเชิงผลตอบแทน (diminishing returns) แต่หากเราไปถึงปลายทางได้ก็จะมีรางวัลใหญ่รออยู่

.

ห้า ทำมากได้น้อย -> ทำน้อยได้มาก

ลองสำรวจตัวเองว่าเราใช้เวลาอยู่ในโซน diminishing returns กับเรื่องใดบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การหาเงิน การแสวงหาความยอมรับ การเสพสื่อต่างๆ

และเรากำลังละเลยเรื่องอะไรบ้าง

การออกกำลังกาย การใช้เวลากับคนที่เรารัก การมีเวลานั่งคุยกับตัวเอง

สมมติว่าเราทำงานวันละ 10 ชั่วโมง แต่เราลดเวลาทำงานเหลือแค่ 9 ชั่วโมง แล้วเอา 1 ชั่วโมงที่ได้คืนมานั้นไปออกกำลังกาย 20 นาที โทรหาพ่อแม่ 20 นาที นั่งคุยกับตัวเองอีก 20 นาที ผลตอบแทนจะคุ้มค่ามาก มันคือ “พิซซ่าชิ้นแรก” ที่อยู่ในโซน increasing returns

มองดูว่าเราใช้เวลาไปกับเรื่องอะไรที่ทำมากแต่ได้น้อย แล้วแบ่งเวลาส่วนนั้นไปทำในสิ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำ แล้วมันจะเป็นการทำน้อยแต่ได้มากครับ


* ขอบคุณข้อมูลจากเว็บ MansionBet และ The FA

ฝากถึงคนที่ชอบใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้สอนคลาสออนไลน์เรื่อง Time Management ให้กับพนักงานในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง

มีคำถามในคลาสที่ผมติดใจเป็นพิเศษ:

“ถ้าอยากประชุมไปและทำงานไปด้วย เราควรจัดการตัวเองอย่างไรดี”

ผมนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะปกติไม่ค่อยได้ทำอย่างนั้น แล้วก็ตอบไปว่าถ้าเราเป็นคนที่ต้องพูดบ่อยๆ หรือเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจฟัง ก็ไม่ควรทำงานอื่นไปด้วยในระหว่างการประชุม

แต่ถ้าการประชุมนี้เราไม่มีบทบาทอะไร แค่เข้ามารับฟังเฉยๆ และบางช่วงเนื้อหาไม่เกี่ยวกับเรา เราก็คงพอที่จะทำงานอื่นไปด้วยได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ เราก็ควรขอไม่เข้าร่วมประชุมนี้ดีกว่า

สิ่งที่อยู่ลึกกว่าการประชุมไปทำงานไป ก็คือความพยายาม multi-tasking เพื่อจะได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนทำงานที่ไม่เคยมีเวลาพอ


Oliver Burkeman บอกไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ว่า “ความฝันสูงสุด” ของคนทำงานจำนวนไม่น้อย คือการพยายามไปให้ถึงจุดที่เรา “เอาอยู่ทุกอย่าง” ทำงานเสร็จเรียบร้อย ตอบเมลครบทุกฉบับ อ่านครบทุกข้อความ แถมยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะทำทุกสิ่งที่เราอยากทำ

เราเลยชอบเสาะหาเครื่องมือใหม่ๆ แอปใหม่ๆ วิธีการทำงานใหม่ๆ ด้วยความหวังลึกๆ ว่ามันจะช่วยพาเราเข้าใกล้วันที่เราจะเอาอยู่จริงๆ เสียที

แต่เราก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะวันนั้นไม่เคยมาถึง เป็นเหมือนบ่อน้ำกลางทะเลทรายที่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่ามันเป็นเพียงภาพมายา


เมื่อกลางสัปดาห์ ผมมีโอกาสได้นั่งสนทนากับพี่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง ผมบอกเขาว่าสิ่งที่กำลังขบคิดอยู่ตอนนี้ คือแม้หน้าที่การงานจะไปได้ดี แต่ก็รู้สึกผิดที่ไม่เคยมีเวลาพอให้กับลูกสาวและลูกชายที่กำลังจะอายุครบ 8 ขวบและ 6 ขวบ

เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตัวพี่เขาเองก็เคยทำงานหนักมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกครั้งที่มีเวลาอยู่กับลูกสาวที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พี่เขาจะไม่ทำอย่างอื่นเลย จะอยู่กับลูกร้อยเปอร์เซ็นต์

คืนนั้น ผมส่งข้อความไปขอบคุณ และได้รับข้อความตอบกลับมาว่า

“การเลี้ยงลูก เป็นงานที่จะให้คุณค่ากับเรามากกว่างานไหนในชีวิต

เมื่ออายุมากขึ้น เราจะเข้าใจสิ่งนี้ครับ”


การประชุมไปทำงานไป เป็นเพียง “อาการ” อย่างหนึ่งของคนที่ต้องการใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

เราต้องการเค้นทุกหยาดหยดของเวลาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์กลับมามากเท่าที่จะทำได้

ผมจึงรู้สึกว่า หาก multi-task เป็นอาจิณ เราอาจนำความเคยชินติดกลับมาที่บ้าน

หากตอนทำงานเราชอบประชุมไปทำงานไป ก็มีความเป็นไปได้สูงเหลือเกินว่าเวลาที่เราอยู่กับลูก หรืออยู่กับพ่อแม่ เราก็จะพยายามทำอย่างอื่นไปด้วยเช่นกัน

เมื่ออยู่ด้วยกันดีๆ แล้วมีคนหนึ่งหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค อีกคนย่อมรู้สึกอึดอัดจนต้องหาอะไรทำ

ตัวอยู่ด้วยกัน แต่ใจเตลิดกันไปคนละทาง

เวลาที่เราอยู่กับคนสำคัญ เราจึงต้องหัดละวางความคิดเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เวลา เพราะคุ้มค่ากับคุณค่าเป็นคนละอย่าง

เมื่อต่างคนต่างมีเวลาน้อย เรามาใช้เวลานั้นเพื่อที่จะอยู่ด้วยกันอย่างแท้จริงกันนะครับ

ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ

“เหนื่อยมั้ยคุณ? ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ คุณเหมือนเล่นละครอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ พยายามทำตัวเจ้าชู้ เฟรนด์ลี่ แต่จริงๆ คุณมีกำแพงสูงสุดๆ ไปเลย ลองใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ จริงๆ แบบไม่เหนื่อยมั่งเหอะคุณ”

-มาตาลดาพูดกับไตรฉัตร EP17 นาทีที่ 32

สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงอิ่มอกอิ่มใจกับ “มาตาลดา” ที่จบบริบูรณ์ไปเรียบร้อย

ใครที่ยังไม่เคยดู สามารถตามไปดูในเน็ตฟลิกซ์นะครับ ผมว่าเป็นละครที่ดูแล้วใจฟูที่สุด และมีบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมาเลย

นางเอกมาตาลดาหรือ “มาตา” (นำแสดงโดยเต้ย จรินทร์พร ซึ่งถ้าไม่ใช่เต้ยก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีใครเหมาะกับบทมาตาลดามากกว่านี้มั้ย) มีพ่อแม่เป็น LGBT คบกับ “เป็นหนึ่ง” (นำแสดงโดยเจมส์จิ) หมอศัลยกรรมหัวใจที่หัวใจด้านชา

เป็นหนึ่งมีลูกพี่ลูกน้องชื่อไตรฉัตร ที่แม้จะหน้าตาดีแต่ก็เรียนไม่เก่งและถูกแม่เอาไปเปรียบเทียบกับเป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นปมในใจที่ไตรฉัตรอยากเอาชนะเป็นหนึ่งได้บ้าง เช่นการจีบสาวที่เป็นหนึ่งชอบอยู่

ไตรฉัตรจึงแวะเวียนมาหามาตาลดาอยู่บ่อยๆ แต่มาตาลดาไม่เล่นด้วย และมักจะเตือนสติไตรฉัตรด้วยบทสนทนาอย่างข้างต้น

เวลาเราเห็นใครบางคนสดใสจนล้นเกิน อาจเป็นไปได้ว่าเขาพยายามใช้ความสดใสนั้นกลบฝังความเศร้าลึกๆ ในใจเขาอยู่

เมื่อสิ่งที่แสดงออกไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ภายใน จะเรียกว่า “การแสดง” ก็คงจะไม่ผิดนัก

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ต้องเคยผ่านการแสดงมาแล้วทั้งนั้น อยู่บ้านเป็นแบบนึง อยู่ที่โรงเรียนเป็นอีกแบบหนึ่ง อยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้เป็นแบบนึง อยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

อาจจะด้วยพลังงานของแต่ละกรุ๊ปที่ไม่เหมือนกัน เราก็เลยต้องมี coping mechanism ที่แตกต่างกันไป แม้มันจะช่วยให้เราเอาตัวรอดไปได้ แต่หากต้องแสดง หรือต้อง “เก๊ก” ไปนานๆ มันก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยได้ประมาณหนึ่งเลยเหมือนกัน

เราติดวิธีการ “ปรับตัว” แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยเราอาจลืมคิดไปว่าพอเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้อีกต่อไป เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกีดกันกลายเป็นคนนอก

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้อง “พักรบกับตัวเอง” ยอมรับและซื่อสัตย์ในความเป็นเรา ข้างในเป็นอย่างไรก็ให้ข้างนอกมันออกมาอย่างนั้น มันอาจทำให้เรามีเพื่อนน้อยลงก็จริง แต่มันก็ช่วยคัดกรองคนที่จะเข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน

ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ เราไม่จำเป็นต้องแสดงละครเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะการยอมรับแบบนั้นสุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี

เหมือนที่มาตาลดาว่าไว้

ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ