บทเรียนจะวนเวียนมาจนกว่าเราจะเข้าใจ

เราทุกคนล้วนเคยเจอปัญหาที่แก้ไม่ตก

มีเงินไม่พอใช้

เลือกคบคนผิด

สุขภาพไม่สมบูรณ์

เจ็บจนชิน จนอดคิดไม่ได้ว่าเราน่าจะโดนคำสาปอะไรบางอย่าง

ซึ่งอาจจะจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้

แต่ที่แน่ๆ คือมันมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้เจอปัญหาเดียวกับเรา แสดงว่าเขาน่าจะทำอะไรที่ต่างจากเรา หรือไม่ได้ทำอะไรที่เรากำลังทำอยู่

ถ้าทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเป็นแบบเดิม

แต่ที่เรายังไม่เปลี่ยนวิธี อาจเพราะเรายังค้นไม่พบ หรือไม่ก็เพราะเรายังเจ็บไม่พอ

บทเรียนเดิมๆ จึงวนเวียนกลับมา จนกว่าเราจะบอกว่าพอกันที แล้วมองหาทางเลือกใหม่อย่างจริงจัง ซึ่งทางเลือกใหม่นั้นอาจจะเวิร์คหรืออาจจะไม่เวิร์คก็ได้

แต่ชีวิตคือการทดลองอยู่แล้ว และการทดลองส่วนใหญ่ถึงผิดพลั้งก็ยังอยู่ไกลหัวใจ

ผิดครั้งต่อไป ก็ขอให้เจ็บพอที่จะได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเรียนซ้ำอยู่ร่ำไปครับ

ทำด้วยใจทะยานหรือทำด้วยใจละมุน

อีกเพียง 6 สัปดาห์ก็จะถึงงาน Bangsaen21 งานฮาล์ฟมาราธอนที่ดีที่สุดรายการหนึ่งในประเทศไทย

ผมไปวิ่งรายการนี้มาสองครั้งแล้ว และตั้งใจว่าจะไปทุกปีหากยังมีแรงและมีแก๊งค์ไปวิ่งด้วย

อาจจะเพราะโควิด อาจจะเพราะความไม่แน่นอนว่าจะจัดรายการวิ่งได้จริงหรือเปล่า 10 เดือนที่ผ่านมาผมเลยไม่ได้ซ้อมวิ่งมากเท่าที่ควร ปีนี้เลยไม่ได้คาดหวังว่าจะทำเวลาได้ดีกว่าปีที่แล้ว ก็ซ้อมไปตามหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถวิ่งได้จนครบระยะ

ระหว่างที่ซ้อมวิ่ง สิ่งหนึ่งที่เริ่มสังเกตเห็น ก็คือใจของตัวเอง

บางทีผมก็วิ่งด้วยใจทะยาน และบางทีผมก็วิ่งด้วยใจละมุน

ใจทะยานหมายถึงใจที่อยากจะเอาชนะ อยากจะพุ่งไปข้างหน้า อยากจะทำเวลาให้ดีกว่านี้

ซึ่งอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนที่อยากเก่งขึ้น อยากแข่งกับตัวเอง อยากจะ beat yesterday ให้ได้

แต่สำหรับผมที่อายุขึ้นเลข 4 แล้ว ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าการวิ่งด้วยใจทะยานนั้นมันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ หนึ่งคือมันทำให้หัวใจเราทำงานหนัก สองคือมันอาจทำให้เรามี “ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับการวิ่ง” เพราะจิตใต้สำนึกอาจบันทึกไว้ว่าการซ้อมวิ่งเท่ากับความทุกข์ระทมและเฆี่ยนตีตนเอง running = suffering

อีกทางหนึ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะยั่งยืนกว่า คือการวิ่งด้วยใจละมุน

วิ่งด้วยใจสบาย วิ่งโดยไม่คิดว่าจะต้องไป beat yesterday

มีแรงก็เร่งความเร็วนิดหน่อย พอเริ่มเหนื่อยก็ชะลอตัวลงมา วิ่งแบบผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อประคองตัวให้วิ่งได้ครบระยะโดยไม่ได้เล็งผลเลิศ

แน่นอนว่าการวิ่งแบบนี้ กราฟการพัฒนาคงไม่ชันเท่ากับการวิ่งด้วยใจทะยาน แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับการวิ่ง ให้ความสัมพันธ์กับการที่เรายังจะรักการวิ่งไปอีกหลายปี ก็อาจไมมีความจำเป็นต้องรีบร้อน

เก็บเส้นชัยเอาไว้ไกลๆ อาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะการทำลายความฝันที่รุนแรงที่สุดคือการทำให้มันกลายเป็นจริง

วิ่งด้วยใจทะยาน หรือวิ่งด้วยใจละมุน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการวิ่ง แต่เกี่ยวกับการทำทุกสิ่งในชีวิต

เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าใจกำลังทะยานจนล้นอก ขอให้นึกถึงคำอิ๊กคิวซัง

จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ 🙂

ไม่มีอนาคตเพราะไม่มีปัจจุบัน

ทุกเป้าหมายที่เรามี ไม่ใช่มีไว้เพื่อวันพรุ่งนี้ แต่มีไว้เพื่อวันนี้

วันนี้ที่เราจะทำอะไรต่างออกไปจากเดิม เพื่อเขียนอนาคตใหม่

คนที่มีอนาคตที่ดี คือคนที่ทำปัจจุบันได้ดี

ส่วนคนที่ไม่มีปัจจุบัน ก็ย่อมกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต

คนที่ไม่มีปัจจุบันคืออะไร

ไม่ใส่ใจงานที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า

เฝ้าแต่คิดถึงอนาคตที่ดีกว่านี้

โหยหาอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

ติดอยู่ในความคิดตลอดเวลา

ขาดความรู้เนื้อรู้ตัว

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ถ้าวันนี้ดี ก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ถ้าวันนี้ดี วันพรุ่งนี้จะดูแลตัวมันเอง

มาเป็นคนมีอนาคต ด้วยการเป็นคนมีปัจจุบันกันครับ

คนตัวใหญ่ล้วนเคยเป็นคนตัวเล็ก

ลองเลือก idol ที่เราชื่นชมมาสักคนหนึ่ง ต่อให้เขายิ่งใหญ่หรือเก่งกาจแค่ไหน ถ้าย้อนเวลากลับไปเขาก็เคยเป็นคนธรรมดามาก่อนเกือบทั้งนั้น

คนธรรมดาเหมือนกับที่เราเป็นอยู่ตอนนี้

แต่ด้วยความเพียรพยายาม ด้วยอุปนิสัยที่ดี และด้วยโชคชะตาที่เป็นใจ เขาก็ค่อยๆ ก้าวจาก nobody มาเป็น somebody ได้

และถ้าใครเคยได้เข้าใกล้คนตัวใหญ่ เราจะรู้สึกได้เลยว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง พูดเหมือนกับเรา กินเหมือนกับเรา หัวเราะเรื่องเดียวกันกับเรา

เรียนรู้จากคนตัวใหญ่ ชื่นชมได้แต่คงไม่ถึงกับต้องบูชา ไม่งั้นเราจะเผลอคิดว่าเขาพิเศษเกินกว่าที่เราจะเป็นแบบเขา จนทำให้เราเสียโอกาสที่จะบรรลุศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองครับ

อะไรที่จะมีประโยชน์ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ทำมันซะเดี๋ยวนี้

ถ้าเราอยากแข็งแรงในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ออกไปวิ่งเสียแต่วันนี้

ถ้าเราอยากเป็น Manager หรือ Director ในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จงทำงานที่ยากที่สุดและเกิด impact มากที่สุดเสียแต่วันนี้

ถ้าเราอยากมีเงินเก็บ 10 ล้านในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จงเริ่มลงทุนเสียแต่วันนี้

“Be radically proactive about any behavior that pays off in 10 years.”
-James Clear

ลองสำรวจ to do list ของเราในปัจจุบัน แล้วเราจะพบว่า tasks ส่วนใหญ่ที่เราทำนั้นเป็นแค่การทำงานเพียงเพื่อให้รอดไปอีกวันนึงหรือสัปดาห์นึง

แต่ถ้าเรากลั่นกรอง to do list ให้เหลือเพียง success list – งานหรือกิจกรรมที่ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน มันจะเหลือสิ่งที่ต้องทำแค่ไม่กี่อย่าง และถ้าทำมันได้สำเร็จกราฟชีวิตเราจะชันขึ้นทันที

อะไรที่จะมีประโยชน์ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ทำมันซะเดี๋ยวนี้

เมื่อเรามองไกลพอ และมีความมุ่งมั่นมากพอ ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะเป็นการเตรียมของขวัญสุดพิเศษให้ตัวเราเองในอีก 10 ปีข้างหน้าครับ