เราเปลี่ยนความรู้สึกไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนการกระทำของเราได้

เพราะความรู้สึกนั้นแปรปรวน ขึ้นลงได้ทุกวัน

ถ้าเราใช้ชีวิตไปตามความรู้สึก สิ่งที่ได้มาคือความสบายใจ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือผลลัพธ์ที่ขาดๆ เกินๆ

วันไหนฟิตๆ หน่อยก็ทำเสียเต็มที่ แต่พอวันไหนขาดแรงบันดาลใจก็หยุดไปเสียดื้อๆ

ทางเลือกที่ดีกว่าคือการ commit to the process, not the results ยึดมั่นในการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “กฎ 20 ไมล์“

“ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด เราควรจะสร้างความก้าวหน้าในเรื่องนั้นทุกวัน ไม่ว่าวันนั้นจะเจอเรื่องร้ายดีอย่างไร ‘สภาพอากาศ’ จะไม่เป็นใจแค่ไหน เราก็ไม่ควรหยุดเคลื่อนที่ และแม้ว่าวันไหนจะเส้นทางสดใสหรือเราจะมีกำลังเต็มพิกัด ก็ต้องระวังไม่หักโหมจนเหนื่อยล้าเกินไปในวันพรุ่งนี้”

สภาพอากาศในใจเราตอนนี้จะเป็นอย่างไร ก็อย่าปล่อยให้มันมามีอิทธิพลกับเราจนเกินไป

เราเปลี่ยนความรู้สึกไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนการกระทำของเราได้

เปลี่ยนการกระทำเสีย แล้วบางทีความรู้สึกก็จะตามมาเองครับ

เส้นทางนี้ไม่มี Google Maps

ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ทำให้ชีวิตของคนเรา extreme มากขึ้นทุกที

ฝั่งหนึ่งก็สบาย อีกฝั่งหนึ่งก็แลดูยากเย็น

ฝั่งสบายคือเทคโนโลยีช่วยให้เราทำอะไรได้อย่างง่ายดาย อยากจะไปไหนก็เปิด Google Maps แทบไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไป อยากจะเป็นสื่อก็แค่เปิดมือถือขึ้นมาทำ FB Live ก็ถ่ายทอดให้คนดูนับร้อยนับพันได้ อยากมีความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องสมุดหรือไปโรงเรียน แค่เปิดคอมขึ้นมาความรู้ก็มารออยู่ตรงหน้า

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงก็นำพาความยากเย็นมาให้ด้วย

ความยากเย็นที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

AI, COVID-19, และ FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix, Google) กำลัง disrupt โลกทั้งใบ ความรู้ที่เรามีอาจหมดอายุในเร็ววัน ธุรกิจล้มหายตายจาก งานที่เคยคิดว่ามีความมั่นคงและยั่งยืนก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

ชีวิตของคนยุคนี้จึงไม่อาจวางแผนได้ไกลเหมือนคนสมัยก่อนที่แค่ตั้งใจเรียน จบมหาวิทยาลัยดีๆ เข้าทำงานบริษัทดีๆ ชีวิตก็ลงตัวไปได้เป็นสิบปีแล้ว

เส้นทางชีวิตของคนเราจึงย้อนแย้ง

วันนี้อยากไปไหนแค่เปิด Google Maps ก็ถึงที่หมาย

แต่การเดินทางสู่วันพรุ่งนี้ เราแทบไม่มีแผนที่ใดๆ ให้อ้างอิงได้เลย

เราเป็นคนใหม่ได้ทุกวัน

เราคนเมื่อวานจบไปตั้งแต่ตอนเข้านอนเมื่อคืนนี้

วันนี้เป็นวันใหม่ และเราก็เลือกที่จะเป็นคนใหม่ได้ นิสัยบางอย่างอาจยังติดตัวมา แต่มันก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือเราเสียทั้งหมด เพราะเจตจำนงเสรีหรือ free will นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมี และเป็นสิ่งท้ายๆ ที่ใครจะพรากจากเราได้

“You are what you choose to be today, not what you’ve chosen to be before.”
-Wayne Dyer

เมื่อวานนี้เราเลือกอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้ระลึกว่าวันนี้เราเลือกอีกแบบนึงได้เสมอ

อย่ายึดติดว่า “ฉันเป็นคนอย่างนั้น ฉันเป็นคนอย่างนี้” แล้วความเป็นไปได้ใหม่ๆ จะแสดงตัวครับ

จะคิดบวกได้ก็ต่อเมื่อเราคิดลบไปแล้วเท่านั้น

จะให้อภัยได้ก็ต่อเมื่อเราโกรธเขามาแล้วเท่านั้น

จะเรียกรถดับเพลิงก็ต่อเมื่อไฟไหม้บ้านแล้วเท่านั้น

คิดบวกจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการพยายามดับไฟไม่ให้ลุกลามไปกว่านี้

วิธีที่ดีกว่า คือฝึกจิตใจให้ไม่ต้องคิดลบตั้งแต่ต้น

เมื่อไม่คิดลบ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดบวก เมื่อไม่โกรธ ก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษ เมื่อไฟไม่ไหม้บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องดับไฟ

เมื่อเราสามารถมองทุกอย่างด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าหรือความหมายกับสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นจนเกินควร ใจของเราก็จะไม่สวิงขึ้น-ลงไปตามโลก และไม่สูญเสียพลังงานไปกับเรื่องชั่วคราวครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

ระวังโจรล้วงประเป๋า

เวลาเราไปเที่ยวตามเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เรามักจะเห็นป้ายที่เขียนว่า

“BEWARE OF PICKPOCKETS” – ระวังโจรล้วงกระเป๋า

แต่ทราบมั้ยครับว่าป้ายนี้มีประโยชนสำหรับโจรล้วงกระเป๋ามาก

สำหรับโจรล้วงกระเป๋าแล้ว ข้อมูลสำคัญที่ต้องรู้ก่อนลงมือปฏิบัติการก็คือกระเป๋าสตางค์นั้นอยู่ในกระเป๋าไหนกันแน่

โจรล้วงกระเป๋าจึงมักมายืนอยู่แถวๆ ป้าย “ระวังโจรล้วงกระเป๋า” และคอยสังเกตคนที่เดินผ่านไปมา

เมื่อคนมองเห็นป้าย ปฏิกิริยาแรกที่เขาจะทำก็คือเอื้อมมือไปจับว่ากระเป๋าสตางค์ยังอยู่ดีมั้ย ซึ่งเป็นการชี้เป้าให้โจรโดยที่โจรไม่ต้องลงแรงอะไรเลย

โจรล้วงกระเป๋าบางคนแสบถึงขนาดที่ว่าเอาป้าย “ระวังโจรล้วงกระเป๋า” ไปติดไว้เองด้วยซ้ำ จะได้หาเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน เรื่องนี้จึงอาจฟังดูไกลตัว แต่จริงๆ แล้วอุทธาหรณ์ก็คือเรามักจะทำร้ายตัวเองไม่รู้ตัว สำนวนฝรั่งเรียกว่า dig your own grave

ลองสังเกตดูพฤติกรรมของเราดีๆ นะครับว่าเรากำลังชี้เป้าให้โจรโดยไม่ได้ตั้งใจรึเปล่า


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene