เส้นทางนี้ไม่มี Google Maps

ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ทำให้ชีวิตของคนเรา extreme มากขึ้นทุกที

ฝั่งหนึ่งก็สบาย อีกฝั่งหนึ่งก็แลดูยากเย็น

ฝั่งสบายคือเทคโนโลยีช่วยให้เราทำอะไรได้อย่างง่ายดาย อยากจะไปไหนก็เปิด Google Maps แทบไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไป อยากจะเป็นสื่อก็แค่เปิดมือถือขึ้นมาทำ FB Live ก็ถ่ายทอดให้คนดูนับร้อยนับพันได้ อยากมีความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องสมุดหรือไปโรงเรียน แค่เปิดคอมขึ้นมาความรู้ก็มารออยู่ตรงหน้า

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงก็นำพาความยากเย็นมาให้ด้วย

ความยากเย็นที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

AI, COVID-19, และ FAANG (Facebook, Apple, Amazon, Netflix, Google) กำลัง disrupt โลกทั้งใบ ความรู้ที่เรามีอาจหมดอายุในเร็ววัน ธุรกิจล้มหายตายจาก งานที่เคยคิดว่ามีความมั่นคงและยั่งยืนก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

ชีวิตของคนยุคนี้จึงไม่อาจวางแผนได้ไกลเหมือนคนสมัยก่อนที่แค่ตั้งใจเรียน จบมหาวิทยาลัยดีๆ เข้าทำงานบริษัทดีๆ ชีวิตก็ลงตัวไปได้เป็นสิบปีแล้ว

เส้นทางชีวิตของคนเราจึงย้อนแย้ง

วันนี้อยากไปไหนแค่เปิด Google Maps ก็ถึงที่หมาย

แต่การเดินทางสู่วันพรุ่งนี้ เราแทบไม่มีแผนที่ใดๆ ให้อ้างอิงได้เลย

เราเป็นคนใหม่ได้ทุกวัน

เราคนเมื่อวานจบไปตั้งแต่ตอนเข้านอนเมื่อคืนนี้

วันนี้เป็นวันใหม่ และเราก็เลือกที่จะเป็นคนใหม่ได้ นิสัยบางอย่างอาจยังติดตัวมา แต่มันก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือเราเสียทั้งหมด เพราะเจตจำนงเสรีหรือ free will นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมี และเป็นสิ่งท้ายๆ ที่ใครจะพรากจากเราได้

“You are what you choose to be today, not what you’ve chosen to be before.”
-Wayne Dyer

เมื่อวานนี้เราเลือกอย่างไรไม่สำคัญ ขอให้ระลึกว่าวันนี้เราเลือกอีกแบบนึงได้เสมอ

อย่ายึดติดว่า “ฉันเป็นคนอย่างนั้น ฉันเป็นคนอย่างนี้” แล้วความเป็นไปได้ใหม่ๆ จะแสดงตัวครับ

จะคิดบวกได้ก็ต่อเมื่อเราคิดลบไปแล้วเท่านั้น

จะให้อภัยได้ก็ต่อเมื่อเราโกรธเขามาแล้วเท่านั้น

จะเรียกรถดับเพลิงก็ต่อเมื่อไฟไหม้บ้านแล้วเท่านั้น

คิดบวกจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการพยายามดับไฟไม่ให้ลุกลามไปกว่านี้

วิธีที่ดีกว่า คือฝึกจิตใจให้ไม่ต้องคิดลบตั้งแต่ต้น

เมื่อไม่คิดลบ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดบวก เมื่อไม่โกรธ ก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษ เมื่อไฟไม่ไหม้บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องดับไฟ

เมื่อเราสามารถมองทุกอย่างด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าหรือความหมายกับสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นจนเกินควร ใจของเราก็จะไม่สวิงขึ้น-ลงไปตามโลก และไม่สูญเสียพลังงานไปกับเรื่องชั่วคราวครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

ระวังโจรล้วงประเป๋า

เวลาเราไปเที่ยวตามเมืองใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เรามักจะเห็นป้ายที่เขียนว่า

“BEWARE OF PICKPOCKETS” – ระวังโจรล้วงกระเป๋า

แต่ทราบมั้ยครับว่าป้ายนี้มีประโยชนสำหรับโจรล้วงกระเป๋ามาก

สำหรับโจรล้วงกระเป๋าแล้ว ข้อมูลสำคัญที่ต้องรู้ก่อนลงมือปฏิบัติการก็คือกระเป๋าสตางค์นั้นอยู่ในกระเป๋าไหนกันแน่

โจรล้วงกระเป๋าจึงมักมายืนอยู่แถวๆ ป้าย “ระวังโจรล้วงกระเป๋า” และคอยสังเกตคนที่เดินผ่านไปมา

เมื่อคนมองเห็นป้าย ปฏิกิริยาแรกที่เขาจะทำก็คือเอื้อมมือไปจับว่ากระเป๋าสตางค์ยังอยู่ดีมั้ย ซึ่งเป็นการชี้เป้าให้โจรโดยที่โจรไม่ต้องลงแรงอะไรเลย

โจรล้วงกระเป๋าบางคนแสบถึงขนาดที่ว่าเอาป้าย “ระวังโจรล้วงกระเป๋า” ไปติดไว้เองด้วยซ้ำ จะได้หาเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหน เรื่องนี้จึงอาจฟังดูไกลตัว แต่จริงๆ แล้วอุทธาหรณ์ก็คือเรามักจะทำร้ายตัวเองไม่รู้ตัว สำนวนฝรั่งเรียกว่า dig your own grave

ลองสังเกตดูพฤติกรรมของเราดีๆ นะครับว่าเรากำลังชี้เป้าให้โจรโดยไม่ได้ตั้งใจรึเปล่า


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

ถ้าอยากสำเร็จก็จง do the reps

Reps ย่อมาจาก repetitions หรือการทำซ้ำ

คำว่า reps คือศัพท์ที่คนเข้าฟิตเนสหรือ weight training จะรู้จักกันดี

เช่น 8 reps 3 sets ก็คือยกน้ำหนัก 8 ครั้งนับเป็น 1 เซ็ต พักสักหน่อยแล้วทำอีก 2 เซ็ตก็จะครบ 3 เซ็ต

ในกีฬาอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอลก็มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันคือ “drill” ซึ่งหมายถึงการฝึกทักษะอะไรบางอย่างติดๆ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่นเลย์อัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือกระโดดโหม่งบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่บริษัทเก่าของผมเรามีวงดนตรีที่มักจะนัดซ้อมเพื่อเล่นงานปีใหม่ น้องมือกลองจะบอกว่าเขาต้องซ้อมท่อนที่ยากๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่า “กล้ามเนื้อจะจำได้” ตอนนั้นพวกผมก็แซวว่าอะไรจะขนาดนั้น แต่พอมาอ่านเจอคอนเซ็ปต์ muscle memory จึงค่อยเริ่มเข้าใจว่าการทำอะไรซ้ำๆ จนกล้ามเนื้อมันจำได้นั้นมีอยู่จริง

พอมองไปที่คนสำเร็จไม่ว่าจะในสาขาใดก็แล้ว ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรซับซ้อนเลย เขาแค่ do the reps เท่านั้นเอง

คนที่วิ่งจบมาราธอน ไม่ใช่เพราะว่าเขาแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา แต่เป็นเพราะว่าเขาออกไปซ้อมวิ่งวันแล้ววันเล่าเป็นร้อยเป็นพันกิโล

คนที่เขียนหนังสือเก่งๆ ก็ไม่ได้เก่งมาแต่อ้อนแต่ออก แต่เพราะเขาให้เวลากับการเขียนวันละหลายชั่วโมง ผลิตคำออกมาเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันหน้า

คนที่พูดบนเวทีเก่งๆ อาจจะเคยเป็นคนขี้อายหรือตื่นเวทีมาก แต่พอผ่านการซ้อมอย่างหนักและการได้ขึ้นเวทีครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็กลายเป็นคนที่พูดเก่งไปโดยปริยาย

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะเทพสิ่งใดก็ตาม เราแค่ do the reps ก็เพียงพอแล้ว

ซึ่งเป็นเรื่องที่ simple มาก แต่ไม่ easy เพราะมันทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก ทั้งน่าเบื่อ คนส่วนใหญ่จึงไม่พร้อมจะ do the reps แล้วเอาแต่มองหาทางลัดอยู่ร่ำไป

อีกประเด็นนึงที่อยากจะพูดถึงก็คือ ของบางอย่างมันก็ไม่คุ้มที่จะ do the reps เพราะถึงเราจะเก่งขึ้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

เช่นถ้าเราเล่น Facebook วันละ 1 ชั่วโมงทุกวัน มันก็เป็นการ do the reps และเราจะ “เล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้น” อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “เก่งขึ้น” ในที่นี้ว่าอย่างไร

แต่การเล่นเฟซบุ๊คเก่งขึ้นนั้นยากจะที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

ดังนั้นเราต้องเลือกให้ดีว่าเราจะ do the reps ในเรื่องใด บางเรื่องถ้าเราเก่งขึ้นมันจะให้ผลตอบแทนทบต้น ในขณะที่บางเรื่องถึงเราจะเก่งขึ้นก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร

เลือก reps ให้ดี ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่รอได้ แล้วความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ย่อมเป็นเรื่องที่พึงหวังได้แน่นอนครับ