วิธีดูว่าใครมั่นใจตัวเองสุดๆ

จอนกับไมค์นั่งติดกันในห้องเล็คเชอร์

อาจารย์ผู้ช่วยเอาข้อสอบที่ตรวจแล้วมาแจกคืน

ไมค์ถามจอน “ได้คะแนนเท่าไหร่อ่ะ?”

จอนชำเลืองดูคะแนนแล้วตอบ “90%”

ไมค์เกทับทันที “กูได้ 92% ว่ะ!”


ในบาร์แห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาหลีแฟนของไมค์ ไมค์ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและแสดงความไม่พอใจ ไมค์รู้ว่าแฟนคงไม่คิดอะไรแต่ไมค์รู้สึกว่าจะปล่อยให้มาหยามกันอย่างนี้ไม่ได้

ในบาร์อีกแห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาหลีแฟนของจอน จอนไม่ได้ว่าอะไร ยังคงจิบเครื่องดื่มและเพลินไปกับเสียงเพลง พอดึกแล้วก็พาแฟนกลับบ้าน


มีคนมาบอกไมค์ว่าปีหน้าจะเรียนจบพยาบาล ไมค์ตอบว่า “เก่งนี่ อาจจะได้เจอกันนะ เพราะผมจบหมอ”

มีคนมาบอกจอนว่าปีหน้าจะเรียนจบพยาบาล จอนตอบว่า “ยินดีด้วย ผมมั่นใจว่าคุณไปได้สวยแน่นอน” จอนก็จบหมอเหมือนกันแต่ไม่ได้พูดอะไร


ความปราศจากตัวตนในขณะที่คนอื่นๆ พยายามวางตัวเหนือกว่า การอยู่นิ่งๆ ในขณะที่คนอื่นอดไม่ได้ที่จะโอ้อวด

นี่คือสัญญาณของคนที่มีความมั่นใจอย่างแท้จริง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is the height of confidence?

มันคือความฝันหรือมันคือการชดเชยปมด้อย

พาดหัวอาจจะดูแรงนิดนึง เนื่องจากได้อ่านบทความหนึ่งของ Mark Manson:

“Look, most of your dreams aren’t really dreams, they’re merely imaginative over-compensations for the feelings of inadequacy you are trying to avoid in yourself.”

มีคนเคยพูดไว้ว่า เด็กสมัยก่อนโตขึ้นอยากมีรถเบนซ์ขับ แต่เด็กสมัยนี้ไม่ได้อยากขับรถเบนซ์แล้ว แต่อยากขับรถสปอร์ตที่ราคาแพงกว่าเบนซ์เสียอีก

รถหรู บ้านหลังใหญ่ เลขเจ็ดหลักในบัญชี เหล่านี้น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคน และเรียกมันว่า “การเติมเต็ม”

แต่ก่อนจะเติมได้ ก็ต้องมีรู

รูที่อาจถูกสร้างขึ้นมาตั้งวันที่เรายังเด็ก วันที่เราเห็นเด็กบ้านข้างๆ ได้ของเล่นแล้วเราไม่ได้ โตขึ้นมาเลยต้องหาของเล่นชิ้นใหญ่เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดไปในวันนั้น

ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันเป็นสิ่งที่เหนื่อย

เหนื่อยกับการไล่ล่าไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ

มันคือความฝันหรือมันคือการชดเชยปมด้อย

สังเกตตัวเองให้ดี แล้วจะรู้ว่าความฝันบางอย่างไม่คุ้มค่ากับการพิชิตครับ

เรากังวลเพราะเรายึดมั่นถือมั่น

ไม่มีใครกังวลว่าดาวเสาร์อากาศจะเป็นยังไง เพราะไม่มีใครคาดหวังให้อากาศดีบนดาวเสาร์

แต่เรากังวลว่า AQI ในกรุงเทพจะเป็นค่าเท่าไหร่ กังวลว่ารถติดอย่างนี้จะไปถึงออฟฟิศกี่โมง ทั้งๆ ที่ความคิดของเราไม่มีผลใดๆ ต่อสภาพอากาศและสภาพการจราจร

“If the problem can be solved, why worry?
And if the problem can’t be solved, then worrying will do you no good.”
-Shantideva

เวลาที่เรากังวล เรากำลังใช้เวลาไปกับการพยายามควบคุมสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราอยากให้เป็น

ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปอย่างใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

อะไรที่แก้ไม่ได้ กังวลไปก็เท่านั้น

ส่วนเรื่องที่แก้ได้ เอาเวลากังวลไปทำในสิ่งที่เราควรทำดีกว่าครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

เท่าที่ผมสังเกต คนที่เก่งๆ มักจะไม่บอกว่าเราควรทำอะไร แต่จะบอกว่าเราไม่ควรทำอะไร

คู่หูของ Warren Buffet อย่าง Charlie Munger เคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องทำอะไรฉลาดๆ ก็ได้ แค่อย่าทำอะไรโง่ๆ ก็ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแล้ว

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”
-Charlie Munger

ในหนังสือ What got you here won’t get you there ของ Marshall Goldsmith ก็บอกไว้ว่า ถ้าอยากเป็นหัวหน้าที่ดี คุณไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – Don’t be a jerk.

สิ่งที่เราคุ้นเคยอย่างศีล 5 หรือบัญญัติ 10 ประการ ก็ไม่ได้บอกว่าเราควรทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไรเท่านั้น

ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกผิดเมีย ไม่โกหก ไม่เสพของมึนเมา ทำได้ครบห้าอย่างนี้ ชีวิตก็อยู่กับร่องกับรอยและถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้แล้ว

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan กล่าวไว้ว่า You know what is wrong with a lot more confidence than you know what is right – เราสามารถมั่นใจว่าเรื่องไหนผิดได้มากกว่ามั่นใจว่าเรื่องไหนถูก

เพราะสิ่งที่เราคิดว่าถูกนั้นบางทีก็อาจไม่ใช่ เหมือนการเห็นหงส์ขาวมานับพันตัวไม่อาจยืนยันได้ว่า “โลกนี้มีแต่หงส์สีขาว” แต่การเห็นหงส์ดำเพียงแค่ตัวเดียวก็เพียงพอที่จะตอบได้แล้วว่า “โลกนี้มีแต่หงส์สีขาว” นั้นไม่ใช่เรื่องจริง

ฉันใดฉันนั้น เราไม่อาจรู้ได้หรอกว่าทางที่ถูกคืออะไร แต่เราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าทางที่ผิดคืออะไร

ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็อย่ามัวแต่เล่นโซเชียลมีเดีย อย่าส่งงานช้า อย่าทำงานพลาด อย่าเอาแต่แก้ตัว อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น

ถ้าอยากสุขภาพแข็งแรง ก็อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้าเยอะ อย่ากินแต่ของมันมัน อย่าเครียด อย่าอดหลับอดนอน

ถ้าอยากมีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง ก็อย่าใช้เงินมากกว่าที่หามาได้ อย่าลงทุนโดยที่ไม่มีความรู้ อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็นแม้ว่ามันจะผ่อน 0% ก็ตาม

“Invert, Always Invert.”
-Carl Gustav Jacob Jacobi

ไม่ต้องทำให้ถูกก็ได้ แค่อย่าทำผิดก็พอ

แล้วพอไม่ผิด เดี๋ยวมันก็ถูกเองครับ

ปี 2022 เราจะยังใส่หน้ากากกันอยู่ไหม

ปี 2022 เราจะยังใส่หน้ากากกันอยู่ไหม

เมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว ผมได้เจอเพื่อนเก่าที่มีแฟนเป็นหมอรักษาเด็ก

ผมถามเพื่อนว่าแฟนยังทำงานอยู่ที่เดิมใช่มั้ย เพื่อนผมตอบว่าใช่ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยดี

พอผมถามว่าไม่ดียังไง มันตอบว่าช่วงนี้เด็กไม่ค่อยป่วย เพราะทุกคนใส่หน้ากากกัน พอไม่ค่อยมีคนไข้ รายได้ค่าตรวจก็เลยน้อยลงไปด้วย

ถ้าตัดความรู้สึกที่ว่าหมอไม่ควรอยากให้คนไข้ป่วยออกไป สิ่งที่เพื่อนพูดก็มีเหตุผลและน่าเห็นใจหมออยู่เหมือนกันเพราะก็ได้รับผลกระทบจากโควิดเฉกเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ


จำได้ว่าช่วงต้นปีที่มีการล็อคดาวน์ เรากลัวการไปโรงพยาบาลกันมาก เพราะเป็นสถานที่เสี่ยงลำดับต้นๆ เรื่องการติดเชื้อโควิด ถ้าเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยงให้มากที่สุด

แล้วผมก็ได้พบว่า ช่วงล็อกดาวน์นี่ผมไม่มีคนใกล้ตัวที่ป่วยเลยแม้แต่คนเดียว

ตอนนั้นไม่แน่ใจว่าไม่ป่วยเพราะไม่อยากไปโรงพยาบาล หรือไม่ป่วยเพราะไม่ป่วยจริงๆ

พอมองย้อนกลับไป ก็เมคเซ้นส์ที่คนจะไม่ป่วย เพราะเราแทบไม่ได้สุงสิงกับใครเลย อุปกรณ์ต่างๆ ก็เช็ดด้วยแอลกอฮอลเกือบตลอด ส่วนมือก็ล้างด้วยสบู่วันละหลายรอบ ลูกสาวสอนผมว่าตอนล้างก็ร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า ร้องจบก็ครบ 30 วินาทีพอดี


หลังจากที่คลายการล็อกดาวน์ไป คนไทยเริ่มกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติ คนกรุงเทพจะใส่หน้ากากเฉพาะในที่สาธารณะเท่านั้น พอถึงออฟฟิศก็ถอดหน้ากากราวกับออฟฟิศนั้นปลอดเชื้อ แอลกอฮอลที่เคยกดกันวันละหลายรอบเดี๋ยวนี้ก็ขายไม่ค่อยออก ส่วนการล้างมือด้วยสบู่ 30 วินาทีแทบไม่ต้องพูดถึง

คนเราจะใส่หน้ากากหรือไม่ จะใช้แอลกอฮอลรึเปล่า จึงดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นเรื่องของ social norms เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนอื่นใส่หน้ากากเราก็ใส่ คนอื่นไม่ใส่เราก็ไม่อยากเป็นตัวประหลาดที่ดูไม่คูล

ในอีก 2 ปีข้างหน้า ตอนนั้นวัคซีนโควิดน่าจะออกมาและได้ฉีดกันทุกคนแล้ว คนส่วนใหญ่อาจจะกลับไปสู่ old normal หน้ากากคงไม่ใส่ แอลกอฮอลคงไม่ใช้ และคงล้างมือน้อยลงไปเยอะ

แต่ผมกลับคิดว่า ถ้าเราบางคนยังรักษานิสัยใส่หน้ากากและล้างมือด้วยสบู่พร้อมร้องเพลงช้างเอาไว้ได้ตลอดชีวิต ก็น่าจะเป็นการดี

จะได้แข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยเหมือนกับช่วงที่เราล็อกดาวน์กันครับ