ตกลงให้ช้า ปฏิเสธให้เร็ว

เพราะเรามักจะทำตรงกันข้าม

เรามักจะตอบตกลงเร็วเกินไป และปฏิเสธช้าเกินไป

หรือแย่กว่านั้นคือแบ่งรับแบ่งสู้ และปล่อยให้มันค้างคาอยู่ในใจทั้งสองฝ่าย

การที่เราตอบตกลงเพียงเพราะตารางยังว่างอยู่หรือเพราะเกรงใจ มักไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะถึงเวลาต้องทำจริงๆ ตารางของเรามันไม่ได้ว่างขนาดนั้นหรอก

เราควรตอบตกลงเพราะว่ามันคือสิ่งที่เราอยากทำ ตอบตกลงเพราะมันจะส่งผลดีในระยะยาว

ในยุคที่ทางเลือกมีมากมาย โอกาสก็มีมากมาย คนที่จะไปต่อได้ดีคือคนที่รู้จักแยกแยะสิ่งที่ดีออกจากสิ่งที่ดีที่สุด

เพราะหากเราเอาแต่ทำสิ่งดีๆ เราจะไม่เหลือแรงและเวลาทำสิ่งที่ดีที่สุดได้มากเพียงพอ

We need to learn the slow ‘yes’ and the quick ‘no’.
-Greg MeKeown

ตกลงให้ช้า ปฏิเสธให้เร็วครับ

หนังสือ ความเงียบ บทสนทนา

“Books for mindset.
Quiet time to think for strategy.
Conversations with successful peers for tactics.”
-James Clear

อ่านหนังสือเพื่อสัมมาทิษฐิ
อยู่กับความเงียบเพื่อครุ่นคิดยุทธการ
พูดคุยกับกัลยาณมิตรเพื่อศึกษากลวิธี

เราได้อ่านหนังสือบ้างหรือไม่
เรามีช่วงเวลาเงียบสงบบ้างหรือเปล่า
เราได้คุยกับกัลยาณมิตรยาวๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

หนังสือ ความเงียบ บทสนทนา

สามสิ่งที่ใครก็เข้าถึงได้ หากเห็นความสำคัญของมันครับ

ทักษะหักห้ามใจ

เพราะพลังงงานและเวลาของเรามีจำกัด แต่ทางเลือกของเรามีไม่จำกัด

ถ้าอยากจะมีแรงเหลือเพื่อทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ เราต้องเรียนรู้ทักษะหักห้ามใจ

เพจไหนโพสต์อะไรดราม่า เราก็หักห้ามใจไม่ไปแสดงความคิดเห็น

ใครชวนทะเลาะกับเราในเน็ต ก็หักห้ามใจไม่ลงไปทะเลาะด้วย

เขา cc เราในเมลที่มีคนหลายสิบคน เราก็หักห้ามใจไม่ตอบ ยกเว้นว่าเขาอยากให้เราตอบจริงๆ

อะไรที่ฮิตเป็นกระแสอย่าง Clubhouse เราก็หักห้ามใจไม่ต้องไป join มันเสียทุกห้อง

อะไรที่มาแรงมักจะไปเร็ว ถึงเราไม่ได้ลงไปข้องเกี่ยวเราก็ไม่ได้พลาดอะไรไปนักหรอก

แต่ถ้าเราหักห้ามใจไม่เป็น ลงไปข้องเกี่ยวมันเสียทุกอย่าง

สุดท้ายเราอาจจะพบว่าเราได้ใช้เวลาค่อนชีวิตไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียแล้ว


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

เรายุ่งเกินไปที่จะมีเวลาคิดเรื่องชีวิตรึเปล่า

Bill Gates ที่เป็นผู้ก่อตั้ง Microsoft และมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation จะจัดเวลาปีละสองครั้งเพื่อขังตัวเองอยู่เพียงลำพังเป็นเวลา 1 สัปดาห์

เขาเรียกมันว่า Think Week

บิล เกตส์ จะใช้เวลา 7 วันนี้ในการอ่านหนังสือและบทความต่างๆ เพื่อจะได้มองเห็นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจและสังคม ทบทวนว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสิ่งที่เขาควรจะจัดการเมื่อกลับไปทำงาน

หลายคนอาจคิดว่าบิลเกตส์เป็นมหาเศรษฐีที่เกษียณแล้ว จะเอาเวลาไปทำอะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้วบิลเกตส์เริ่มทำ Think Week มาตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงที่เขายังเป็น CEO ของ Microsoft ในยุคที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด


Jeff Weiner ซึ่งเป็น CEO ของ LinkedIn จะบล็อคเวลาใน Calendar ให้ตัวเองวันละ 2 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นช่วงละ 30 นาที เพราะเขาเคยประสบปัญหาที่เจอประชุมติดๆ กันทั้งวัน (เรียกว่า back-to-back meetings) จนไม่เหลือแรงและสมาธิในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเลย

เจ๊ฟมองว่าการบล็อคเวลาให้ตัวเองนี้เป็น productivity tool ที่สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เขาเมคชัวร์ว่าเขาเป็นนายของ calendar ตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้นัดหมายและความรับผิดชอบต่างๆ มากลืนกินเวลาของเขาไปทั้งหมด

เราคงไม่เคยคิดที่วางแบงค์ 500 แปดใบไว้บนโต๊ะทำงานแล้วเชื้อเชิญให้ใครมาหยิบไปใช้ก็ได้ แต่เรากลับปล่อยให้ตารางเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงของเรามีคนหยิบไปใช้ได้ฟรีๆ


มีคนเคยบอกว่า If you don’t prioritize your life, someone else will

ถ้าคุณไม่จัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต คนอื่นจะจัดให้คุณเอง

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี แต่บางทีเราก็จมอยู่กับความยุ่งเหยิงจนลืมถามตัวเองว่าที่เรากำลังทำอยู่ทั้งหมดนี้มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงหรือ

เราต้องระวังที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของการประชุม เหยื่อของอีเมล หรือเหยื่อของการตอบ LINE/Slack เพราะแม้สิ่งเหล่านี้จะสำคัญ แต่มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

เรายุ่งเกินไปที่จะมีเวลาคิดเรื่องชีวิตรึเปล่า?

ดูแลตัวเองบ้าง จัดเวลาให้ตัวเองบ้าง – prioritize yourself

จะได้มีเวลาหยุดพักและได้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะมีคุณค่าและความหมายกับเราอย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong