อยากได้อะไร ก็จงให้สิ่งนั้น

อยากได้โอกาส ก็จงให้โอกาส

อยากได้ความสุข ก็จงให้ความสุข

อยากได้ความรู้ ก็จงให้ความรู้

อยากได้ความรัก ก็จงให้ความรัก

อยากได้อิสรภาพ ก็จงให้อิสรภาพ

“There is a wonderful, almost mystical, law of nature that says three of the things we want most — happiness, freedom, and peace of mind — are always attained when we give them to others. Give it away to get it back.”
-Basketball coach John Wooden, winner of 10 championships

เรากับเขานั้นเชื่อมโยงกัน มนุษย์ต้องพึ่งพากันมาแต่ไหนแต่ไร เราไม่อาจทำให้ตัวเองดีขึ้นได้ด้วยการทำให้คนอื่นแย่ลง และเมื่อเราทำให้คนอื่นดีขึ้น เราก็จะดีขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน

อยากได้อะไร ก็จงให้สิ่งนั้น

แล้วมันจะกลับมาหาเราในที่สุดครับ

ข้างในสว่างข้างนอกจะงดงาม

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างนั้นผ่านตัวกรองที่เรียกว่า “ตัวเรา” ทั้งนั้น

ถ้าแว่นตาขุ่นมัว มองอะไรก็ไม่ชัด

ถ้าแว่นตาใสแจ๋ว มองอะไรก็แจ่มแจ้ง

โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้ มีทั้งสุขและทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร

มองให้ร้ายมันก็ร้าย มองให้ดีมันก็ดี

มองตามความเป็นจริง ก็ไม่มีอะไรร้าย ไม่มีอะไรดี

มีแต่สถานการณ์ที่เราต้องรับมือให้สมฐานะมนุษย์ที่มีสติปัญญาครับ

โชคดี 4 ประเภท

1. โชคดีเพราะฟลุค อารมณ์เหมือนคนถูกหวย เป็นโชคดีที่นานๆ เกิดสักครั้งและควบคุมไม่ได้


2. โชคดีเพราะความขยัน เมื่อได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ค้นหาไม่มีหยุด มันก็เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นให้ตัวเองได้ค้นพบความโชคดี


3. โชคดีเพราะตาแหลมคม ทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เข้าสู่เกมก่อนที่คนอื่นจะไหวตัว เดินออกจากเกมก่อนที่ตลาดจะลง


4. โชคดีที่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตัวเราดึงดูดความโชคดี ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดหน่อย สมมติว่าเราเก่งที่สุดในโลกเรื่องการดำน้ำลึก แล้วบังเอิญมีใครสักคนไปเจอเรือมหาสมบัติที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล เขาก็จะมาติดต่อเราให้ไปช่วยและจ่ายค่าตอบแทนให้เราอย่างงาม สังเกตว่าโชคดีของคนคนนั้นกลายมาเป็นโชคดีของเราไปด้วย เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มาแบบฟลุคๆ


โชคดีในแบบที่สี่นั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะทำได้ยาก แต่สร้างคุณค่าได้อย่างยาวนาน


เราจึงควรหาให้เจอว่าจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาอย่างไรเพื่อจะได้เป็น “ตัวนำโชค” ให้ตัวเองครับ


—–


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความคาดหวังของคนอื่น

และคนอื่นก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความคาดหวังของเรา

ถ้าลองสำรวจตัวเอง เราจะพบว่าเราเสียเวลาไปกับเรื่องสองเรื่องนี้มากขนาดไหน

สมัยก่อน เราแค่ทำตามความคาดหวังของคนที่เราต้องเจอหน้าอย่างเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัวก็ตึงมือแล้ว

สมัยนี้มี social media มีคนพร้อมที่จะเห็นเราอยู่เป็นร้อยเป็นพันคน เราเลยยิ่งคิดมากขึ้นไปอีกว่า จะถ่ายรูปดีมั้ยนะ จะใช้ฟิลเตอร์ไหนดีนะ เขียนแคปชั่นแบบไหนถึงจะโดนนะ

ในทางกลับกัน มนุษย์เรานั้นก็ชอบตัดสินผู้อื่นเป็นทุนเดิม เห็นใครทำผิดก็อดไม่ได้ที่จะซ้ำเติมจนต้องมีสุภาษิตออกมาปรามว่าคนล้มอย่าข้าม

พอมี social media ความผิดพลาดของคนอื่นยิ่งถูกถ่ายทอดเป็นทวีคูณ และเราก็เคยเป็นหนึ่งใน “ชาวเน็ต” ที่เข้าไปวิจารณ์และตำหนิติเตียน แม้จะไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้น แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อย

ไลค์กันไปไลค์กันมา วิจารณ์กันไปวิจารณ์กันมา ในขณะที่วันเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

ถ้าเราไม่ต้องทำตามความคาดหวังใคร และไม่ได้คาดหวังให้ใครเป็นดั่งใจเรา

เราน่าจะได้ชีวิตและอิสรภาพทางจิตใจกลับคืนมาพอสมควรเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2

เวิร์คเอาท์ที่ดีที่สุด คือเวิร์คเอาท์ที่เราทำได้ทุกวัน

เมื่อข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีมากมาย อาการหนึ่งที่เราอาจมี คือการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ร่ำไป

อันไหนที่กำลังอินเทรนด์ อันไหนที่คนดังๆ เขาใช้เขาแชร์กัน เราก็เฮตามเขาไปด้วย

แต่หากเราเอาแต่ตามหาของที่ดีที่สุด เราอาจไม่เคยหยุดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานพอ

จึงควรเตือนตัวเองเอาไว้ว่า ดีที่สุดสำหรับเขา ไม่ได้หมายความว่าดีที่สุดสำหรับเรา

ดีที่สุดสำหรับเรา คือพอดี คือพอใจ คือกลับมาใช้ได้เรื่อยๆ

เวิร์คเอาท์บน Youtube ที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่เวิร์คเอาท์ที่ยอดวิวเยอะที่สุด แต่คือเวิร์คเอาท์ที่เราทำตามได้ทุกวันโดยไม่เบื่อหรือถอดใจไปเสียก่อน

หยุดตามหาสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเราจะได้เจอสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราครับ