เราโกรธเพราะเขาทำผิด หรือเพราะเขาไม่ได้ดั่งใจ

อันนี้คือสิ่งที่ผมสังเกตตัวเองในฐานะพ่อที่มีลูกสาววัย 5 ขวบกับลูกชายวัย 3 ขวบ

เวลาที่เจอผู้ใหญ่ แล้วลูกไม่ยอมยกมือไหว้

เวลาที่ออกไปกินข้าวข้างนอก แล้วเขาเล่นสนุกจนเลอะเทอะไปหมด

เวลาที่อยู่กับเด็กคนอื่น แล้วเขาไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน

เราโกรธเขาเพราะเขาทำผิด หรือเราโกรธเพราะเขาทำให้เราอาย?

อายเพราะกลัวคนจะมองเราว่าสอนลูกมาไม่ดี ถึงไม่ยกมือไหว้ ถึงทำเลอะเทอะ ถึงไม่แบ่งของเล่น

จริงๆ แล้วเราไม่ได้โกรธการกระทำของลูก เราโกรธตัวเองที่ควบคุมลูกไม่ได้ต่างหาก

ตัวกูของกูนั้นมันแยบยลและแฝงอยู่ในทุกที่ เราจึงกะเกณฑ์สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา โดยลืมไปว่าขนาดตัวเองเรายังควบคุมไม่ได้เลย แค่จะเล่น social หรือดูทีวีให้น้อยลงเรายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ดันอยากไปควบคุมคนอื่น พอทำไม่ได้ก็หงุดหงิด พร้อมสร้างสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายอีก

ผมเริ่มต้นจากเรื่องลูก แต่แท้จริงแล้วมันประยุกต์ใช้ได้กับทุกกับความสัมพันธ์ ทั้งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว

เตือนตัวเองว่าที่เราโกรธเพราะเราคาดหวังให้เขาเป็นไปดั่งใจ

เมื่อตระหนักว่านี่คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราจะมองสถานการณ์และรับมือกับมันด้วยความเป็นกลางมากขึ้นครับ

คนที่พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มักไม่ใช่คนดี

คนที่ชอบบ่นว่าตัวเองยุ่งมาก มักไม่ค่อยมีผลงาน

คนที่อวดชาวโลกว่าตัวเองมีความสุข มักแบกความทุกข์ไว้มากกว่าคนปกติ

ของจริงไม่ต้องบอก ของจริงไม่ต้องประกาศ ของจริงไม่ต้องพิสูจน์

เพราะตัวตนและผลลัพธ์นั้นหนักแน่นกว่าคำพูดเสมอ


ขอบคุณประกายความคิดจาก The Almanack of Naval Ravikant

เรา work hard พอในทุกด้านแล้วหรือยัง

หลายคนมองว่าตัวเองเป็นคน work hard

แต่คำว่า work hard นี้มักจะถูกใช้แค่ในบริบทของการทำงาน

คน work hard บางคน จึงโคตรขี้เกียจในมิติอื่นๆ ของชีวิต

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องความสัมพันธ์

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องการดูแลสุขภาพ

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องการดูแลจิตใจให้มีความสมดุล

ในโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะให้น้ำหนักกับงานและหน้าที่จนแทบไม่เหลือแรงและเวลาให้สิ่งอื่น

แต่คงไม่มีใครอยากสำเร็จอย่างโดดเดี่ยว สำเร็จในร่างกายที่ผุพัง สำเร็จด้วยใจที่ไร้สันติ

work hard กับงานจนได้เกรด 4 นั้นดีแล้ว

แต่กับมิติอื่นๆ ก็ควรจะเอาเกรด 2 ให้ได้เป็นอย่างน้อย

ไม่อย่างนั้นเราจะสอบตกวิชาชีวิตครับ

แรงบันดาลใจนั้นอายุสั้นนิดเดียว

ซึ่งนั่นย่อมมีนัยอย่างน้อยสองประการ

หนึ่ง เมื่อเกิดแรงบันดาลใจ เราควรลงมือทำอะไรสักอย่างทันที เพราะนี่คือนาทีทองที่เราจะเริ่มต้น และเมื่อได้เริ่มจนเกิดเป็น momentum แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น เหมือนการเข็นรถที่จอดซ้อนคันที่จะยากที่สุดตอนแรกเสมอ

เหตุผลที่ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ก็เกิดจากแรงบันดาลใจจากหนังสือสองเล่มคือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ และ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ที่ได้อ่านช่วงหยุดปีใหม่ที่กาญจนบุรี พอกลับถึงกรุงเทพปุ๊ปก็ทำเลย ถ้าตอนนั้นผมทอดเวลาไปอีก 2-3 วัน ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings ที่ดำเนินมาถึงหกปีอย่างทุกวันนี้

สอง – inspiration หรือแรงบันดาลใจนั้นมักจะผูกกับ willpower หรือพลังใจ นั่นก็คือ เมื่อเรามีแรงบันดาลใจ เราก็จะมีพลังใจสูงตามไปด้วย แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็อายุสั้นพอๆ กัน นี่คือเหตุผลที่ New Year’s Resolutions มักจะไม่เวิร์ค เพราะเมื่อ inspiration และ willpower มาเต็ม เราก็คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ จึงตั้งเป้าหมายไว้แสนเร้าใจแต่ไม่ยั่งยืน เมื่อเวลาผ่านไป แรงบันดาลใจหมด willpower ก็ลดตาม อุปสรรคเล็กหรือใหญ่ก็กลายเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างให้เราไม่ได้ทำสิ่งที่เรารู้ดีว่าควรทำ

เมื่อเกิดรแรงบันดาลใจเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่ยากนัก เราควรตั้งเป้าหมายให้ง่ายๆ แล้วใช้เวลาไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและ routine ที่ดีเพื่อที่เราจะได้ทำเป้าหมายนั้นโดยอาศัย willpower ให้น้อยที่สุด

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก ผมตั้งเป้าหมายไว้แค่ว่าจะเขียนบล็อกวันละตอนติดกันสามวัน พอครบสามวันก็เพิ่มเป็นหนึ่งสัปดาห์ แล้วค่อยๆ เขยิบเป้าหมายนั้นออกไปเรื่อยๆ จนวันนี้การเขียนบล็อกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้าเหมือนการแปรงฟันไปแล้ว

แรงบันดาลใจนั้นมีอายุสั้น เราจึงควรลงมือทำทันทีและตั้งเป้าหมายให้ง่ายเข้าไว้

เราจะได้ทำสิ่งที่ควรทำโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงบันดาลใจครับ

ความจำสามประเภท

ในภาษาอังกฤษ คำว่า “ความจำ” หรือ “ความทรงจำ” นั้นใช้คำว่า “memory” เหมือนกัน

แต่ในหนังสือ The Art of Making Memories ของ Meik Wiking ได้แบ่งความจำเอาไว้สามประเภทด้วยกันคือ episodic memory, semantic memory, และ procedural memory

Episodic memory คือความทรงจำที่เราเห็นเป็นฉากๆ เช่นความทรงจำจากทริปญี่ปุ่นก่อนจะมีโควิด

Semantic memory คือความจำที่เกี่ยวกับเรื่องราวหรือคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวเลย เช่นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมีชื่อว่าอะไร

Procedural memory คือความจำเกี่ยวกับกระบวนการที่เราทำสิ่งต่างๆ โดยที่เราไม่ต้องออกแรงคิด เช่นตอนขับรถญี่ปุ่น เราจะรู้ว่าต้องเหรียบเบรคก่อนเอามือซ้ายไปขยับเกียร์ D แล้วค่อยๆ เหยียบคันเร่ง

แม้จะเรียกว่า “memory” เหมือนกัน แต่วิธีการดึงความจำแต่ละแบบนั้นใช้คนละล่วนของสมอง

การใช้ episodic memory นั้น มันทำให้เราเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังที่ที่เราจากมา มีทั้งภาพ เสียง กลิ่น รส หรือแม้กระทั่งสัมผัส

ในขณะที่ความจำแบบ semantic memory นั้นมันจะแห้งๆ ไร้ประสบการณ์ เราจำไม่ได้หรอกว่าเรารู้มาจากไหนว่าเมืองหลวงของญี่ปุ่นมีชื่อว่าโตเกียว

Semantic memory และ procedural memory นั้นเกิดจากการอ่านและฝึกฝนจนเราทำงานและกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้

แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ Episodic memory ที่เป็นความทรงจำที่มาจากประสบการณ์ตรงของเราเอง เพราะมันจะเป็นสมบัติล้ำค่าเมื่อชีวิตเราผ่านไปและมองย้อนกลับมา

ในยุคโควิดที่เราไปไหนไม่ได้ วันทำงานอยู่แต่หน้าจอคอม วันหยุดอยู่แต่หน้าจอทีวี เราจึงไม่ค่อยได้สร้าง episodic memory ใหม่ๆ ขึ้นมา

ลองมองย้อนกลับไปก็ได้ว่าเราจำเรื่องอะไรปีที่แล้วได้บ้าง ถ้าเราไม่ค่อยได้ทำอะไรและไม่ค่อยได้ไปไหนเพราะโควิด ปีหน้าเมื่อเรามองย้อนกลับมายังปีนี้ก็จะไม่ค่อยมีอะไรให้จดจำเช่นกันเพราะโควิดต่อเนื่องและยาวนานกว่าเสียอีก

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะสร้าง episodic memory ให้มากขึ้นได้อย่างไรในห้วงเวลาเหล่านี้ ผมขอเก็บไว้เล่าหลังจากอ่านหนังสือ The Art of Making Memories จบแล้วนะครับ