จะปล่อยมือหรือจะยอมโดนลากไป

บางทีที่เราเจ็บหนักก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยมือ

เปรียบเหมือนคนตกจากหลังม้าแล้วยังคว้าสายบังเหียนเอาไว้

ม้าก็วิ่งเตลิดของมันไป ส่วนเราก็กระเด็นกระดอนชนขอนไม้และก้อนหิน

ม้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเรา มันก็แค่วิ่งไปตามสัญชาตญาตของมัน

แต่เมื่อเราไม่ยอมปล่อยบังเหียน ก็เป็นเรานั่นแหละที่ทำร้ายตัวเอง

ใครตำหนิแม้เพียงหนึ่งครั้ง เราเอามันกลับมาฉายซ้ำในความทรงจำเป็นสิบครั้ง

เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง เราพาตัวเองย้อนกลับไประลึกอีกนับครั้งไม่ถ้วน

เขาทำให้เราเจ็บแล้วหนึ่งครั้ง เราก็ยังเหมือนคนเจ็บแล้วไม่จำ

รู้ว่าทุกข์แต่ก็ยังทำ เพราะเราเมามันไปกับอารมณ์ที่เกิด พออารมณ์เตลิด ใจก็เลยกระเด็นกระดอนชนขอนไม้และก้อนหินไปด้วย

“Let go or be dragged.”
-Zen proverb

แค่ตกลงมาก็เจ็บมากพอแล้ว

อย่าให้เจ็บไปมากกว่านี้เพราะเราไม่ยอมปล่อยมือเลยนะครับ

อดทนแค่ 5 นาที

ความทรงจำวัยเด็ก หรือคำพูดของคนบางคน หล่อหลอมให้เรามีตัวตนอย่างทุกวันนี้

ยิ่งผ่านวันเวลา อัตลักษณ์ของเรายิ่งชัดเจน และเราก็บอกกับตัวเองว่าเราเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ เราเก่งเรื่องนั้น-เราไม่เก่งเรื่องนี้

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่างมาโดยตลอด

แต่หลายครั้ง เรื่องที่เราหลีกเลี่ยงนี่แหละคือเรื่องที่เราจำเป็นต้องทำมากที่สุด

แล้วเราจะเดินเข้าหาสิ่งที่เราเดินหนีมาตลอดชีวิตได้ยังไง

ด้วยการอดทนแค่ 5 นาทีครับ

ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะยากที่สุดตอนก่อนจะเริ่มทำ และในช่วง 5 นาทีแรก

วิ่งไปได้ 5 นาที การวิ่งจะไม่ได้ทรมานอย่างที่หวาดหวั่น

กล้าคุยกับคนแปลกหน้าได้ 5 นาที เราจะคุยได้ลื่นไหลขึ้น

เริ่มทำงานยากๆ สัก 5 นาที แล้วเราจะมองเห็นทางไปต่อได้

แน่นอนว่าหนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคยังรออยู่ข้างหน้า แต่การที่เราไม่แม้แต่จะเริ่มเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าศักยภาพของเรามีแค่ไหน

และมันจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากหากเราต้องพลาดโอกาสดีๆ เพียงเพราะเรายังยึดติดกับ “นิทาน” ที่เล่าให้ตัวเองฟังตั้งแต่เด็กทั้งๆ ที่มันอาจไม่ใช่เรื่องจริงอีกต่อไป

อดทนแค่ 5 นาที แล้วชีวิตจะกว้างใหญ่กว่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear: 3-2-1 Newsletter

อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก

“ดูเหมือนว่าบางคนจะรู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก แต่ที่จริงแล้วคุณสนุกกับชีวิตได้มากกว่านั้น ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ชีวิตไม่ได้มีแค่คำว่าอดทนอดกลั้นหรือขยันหมั่นเพียร”

ชิอน คาบาซาวะ จากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง

บางทีเราอาจจะเป็น “ผู้ใหญ่” มานานเกินไป

เราได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมีความรับผิดชอบ มีหน้าที่ที่ต้องทำ มีภาระที่เราต้องดูแล

เมื่อจริงจังกับชีวิต ผลตอบแทนที่ได้ก็คือหน้าที่การงานที่มั่นคง

แต่สิ่งที่อาจจะสูญเสียไปคือรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสีสันที่ทำให้คุ้มค่ากับการมีชีวิตอยู่

เขาว่ากันว่าเราไม่ได้สนุกน้อยลงเพราะเราแก่ขึ้น แต่เราแก่ขึ้นเพราะเราสนุกกันน้อยลง

อย่าให้หน้าที่ที่เรามีต่อครอบครัวหรือการงาน มาเบียดบังหน้าที่ที่เรามีต่อตนเองไปเสียหมด

หันมาดูแลความรู้สึกและความต้องการของตัวเองบ้าง ลองฟังดีๆ แล้วจะได้ยินเสียงเด็กน้อยข้างในที่กระซิบบอกอะไรเรามาตลอด เด็กน้อยที่ถือดอกไม้ที่กำลังจะเฉาตายเพราะว่าเราไม่ได้พรมน้ำให้มันมานานเกินไป

ทุกชีวิตต้องการน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ อะไรที่เคยทำแล้ว spark joy ก็จงกลับมาทำมันให้บ่อยกว่าเดิม

เราจะได้รักชีวิต และชีวิตก็จะรักเรากลับ

อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุกครับ

คืนเดือนแรมจะมองเห็นแสงดาว

ปี 2565 เปิดมาได้ไม่กี่วัน ก็รู้สึกถึงความอึมครึมจากสถานการณ์โควิด ไม่ว่าจะเป็น Omicron ที่ฉุดกราฟขึ้นอีกครั้ง, Deltacron ที่มาจาก Deta + Omicron หรือ Flurona ที่มาจาก Flu + Corona

คนทำงานกลางคืน งานอีเว้นต์ หรือธุรกิจการบิน น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า “เมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นเสียที”

หนึ่งคำถามที่จะช่วยให้เราล่องนาวาแห่งชีวิตได้ คือคำถามที่ว่า

“เราจะใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร”

ธรรมดา ถ้าเจอเรื่องดีๆ เราก็ใช้มันในการให้กำลังใจตัวเองว่ามาถูกทางแล้ว นี่คือผลตอบแทนของการทำหน้าที่ของเราอย่างสัตย์ซื่อ

แต่เวลาเจอเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะมองให้เห็นประโยชน์ของมัน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เรายังช็อคหรือยังจมอยู่กับสถานการณ์

เวลาเจ็บป่วย เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน เวลาแผนที่วางเอาไว้มันพังทลายลงมา ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ในร้ายย่อมมีดี เมื่อทางเลือกต่างๆ ถูกตัดลง เราจะเห็นอะไรได้ชัดกว่าเดิม

เราจะลดเรื่องไร้สาระ เราจะกลับมาอยู่กับตัวเอง เราจะตั้งคำถามสำคัญว่าจะเอายังไงต่อ อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้อยู่รอดต่อไปในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้

“A certain darkness is needed to see the stars.”
― Osho

เมื่อถึงคืนเดือนแรม ดาวจะส่องแสงชัดเจนกว่าทุกคืน

ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเงยหน้ามองมันรึเปล่าเท่านั้นเอง

ทฤษฎีอิฐวันละก้อนของ Will Smith

Will Smith คือนักแสดง Hollywood ที่ฝากผลงานไว้กับหนังอย่าง Men in Black และ The Pursuit of Happyness*

สมัยที่วิลยังเด็ก พ่อของวิลมีร้านเบเกอรี่ และด้านนอกของร้านก็มีกำแพงตั้งอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อเกิดอยากได้กำแพงใหม่ เลยทุบกำแพงเดิมทิ้ง และบอกวิลกับน้องชายว่าให้ทั้งสองคนก่อกำแพงขึ้นมาใหม่

วิลประท้วงพ่อว่าจะไปทำได้ยังไง พวกเขายังเด็กอยู่เลย แต่พ่อก็ยังยืนกราน วิลกับน้องก็เลยต้องจำใจ

ทุกวันหลังเลิกเรียน วิลและน้องชายจะไปที่ร้านเบเกอรี่เพื่อก่อกำแพง ผสมปูนและก่ออิฐทีละก้อน จนกำแพงค่อยๆ สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง พวกเขาก็วางอิฐก้อนสุดท้าย

พ่อเดินออกมาจากร้านเบเกอรี่ ยืนมองกำแพงที่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะหันมาพูดกับวิลว่า

“จากนี้ไป อย่ามาบอกพ่ออีกนะว่าแกทำอะไรไม่ได้” (Don’t ever tell me you can’t do something again) แล้วพ่อก็เดินเข้าร้านไป

วิลยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้แม้จะผ่านมาหลายสิบปี

“ผมได้เรียนรู้ว่า เราไม่ควรตั้งเป้าว่าจะสร้างกำแพง เราไม่ควรเริ่มด้วยการบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะสร้างกำแพงที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา’ เราก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ฉันจะวางอิฐก้อนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะวางได้’ ถ้าเราทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานเราก็จะก่อกำแพงได้สำเร็จ”

ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น อย่าไปเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ฉันจะเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุด” เพราะมันโอเว่อร์และจริงจังเกินไป

การมีภาพตอนจบไว้ในใจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จงเริ่มต้นด้วยการบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะวางอิฐหนึ่งก้อนให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะวางได้”

อิฐก้อนนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจ นิสัย หรือความสัมพันธ์

ลองสำรวจดูว่ามีด้านไหนของชีวิตที่เราอยากจะปรับปรุงมากที่สุด แล้วก็เริ่มวางอิฐก้อนแรก

ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็จงออกไปวิ่งเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นเรื่องความคิดความอ่าน ก็จงเปิดอ่านหนังสือหน้าแรก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ขอให้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก

แล้วพรุ่งนี้ เราค่อยกลับมาวางอิฐก้อนที่สอง

และวันถัดไป เราก็วางอิฐก้อนที่สาม

ถ้าทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราก็จะกลายเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในแบบของเราได้อย่างแน่นอน


* “The Pursuit of Happyness” ชื่อหนังตั้งใจเขียนว่า Happyness แทนที่จะเป็น Happiness

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: John Michael Domingo’s answer to How do you make yourself a better person?