5 คมคิด Seneca ตามหลักปรัชญา Stoic

5 คมคิด Seneca ตามหลักปรัชญา Stoic

คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับปรัชญาหรือลัทธิ Stoic ซึ่งก่อตั้งโดยเซโน่ (Zeno) แห่งเมืองเอเธนส์ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับพุทธกาล

ผมเริ่มเห็นคนพูดถึงสโตอิกบ่อยขึ้น คนที่ชื่ออาจคุ้นหูหน่อยก็คือ Tim Ferriss ผู้เขียน The 4-Hour Work Week และ Ryan Holiday ผู้เขียน The Obstacle is the Way และ Ego is the Enemy

หลักใหญ่ใจความของสโตอิก คือเราต้องรู้จักแยกแยะระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้ กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราจะได้ไม่เสียเวลาไปกังวลกับสิ่งที่คุมไม่ได้ และไม่ปล่อยให้พลังงานลบมารบกวนจิตใจ

หนึ่งในนักคิดแนวสโตอิกที่โด่งดังที่สุดคือเซเนก้า (Seneca)

วันนี้เลยขอนำ 5 ประโยคที่เซเนเก้าเคยพูดไว้มาให้ชิมลางกันครับ

1. เราเจ็บปวดจากจินตนาการมากกว่าเจ็บปวดจากความจริง (We suffer more in imagination than in reality)

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา การติดตามข่าวทั้งในและนอกประเทศน่าจะทำให้หลายคนไม่ค่อยได้นอน จิตใจร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความกังวลและโกรธแค้น

ไม่มีอะไรที่มาทำร้ายเราทางกายภาพเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นแต่ในหัวเราทั้งนั้น

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่สามารถทำร้ายตัวเองได้ด้วยความคิด

2. จงข้องเกี่ยวแต่กับคนที่ทำให้เราดีขึ้น (Associate only with people who improve you)

เหมือนที่เขาบอกว่า เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด เราจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เวลากับคนที่ toxic เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เราไม่ชอบไปด้วยเช่นกัน

เวลาเลือกที่ทำงาน ก็อย่าดูแค่เงินเดือน แต่ให้ดูหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานด้วยว่านี่คือที่ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นหรือไม่

3. ยารักษาความโกรธที่ดีที่สุดคือการทอดเวลา (The greatest remedy for anger is delay)

เหมือนทุกอย่างบนโลกนี้ ความโกรธผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป หากใครทำให้หัวร้อน จะอยากพิมพ์เมลต่อว่าก็เชิญได้เต็มที่ แต่อย่าเพิ่งกดส่ง รอกลับมาอ่านดูอีกทีพรุ่งนี้แล้วเราจะรู้สึกว่าอย่าส่งเลยดีกว่า แล้วปัญหาก็จะลดลงไปอีกหนึ่งเรื่อง

4. ให้คุณค่ากับเวลามากกว่าสิ่งของ (Value your time more than your possessions)

เราเอาเวลาไปทำงานเพื่อแลกเงิน และเอาเงินไปซื้อสิ่งของ ยิ่งยุคนี้เราถูกกระตุ้นจากหลายทิศทาง แถมการกดซื้อก็แสนง่ายดาย เราจึงมีของหลายชิ้นที่ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ กลายเป็นว่าขาดทุนสองเด้ง เสียทั้งเวลาชีวิตที่เอากลับคืนมาไม่ได้ และเสียทั้งพื้นที่ว่างภายในบ้านซึ่งหายากขึ้นทุกที

5. ความตายไม่ใช่เรื่องของอนาคต เพราะแท้จริงแล้วเรากำลังตายอยู่ทุกวัน (Death is not in the distant future. We are dying every day)

ความจริงที่เราหลีกเลี่ยงมากที่สุดก็คือสักวันเราต้องตาย เราจึงไม่พูดถึงมัน เราจึงทำเป็นลืมๆ ไปซะ แล้วเราก็หันไปสนใจเรื่องอื่นพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้

แต่หากเราคิดถึงความตายอยู่เนืองๆ เราจะขุ่นเคืองน้อยลง เราจะใช้เวลากับเรื่องไร้สาระให้น้อย แล้วหันมาทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและมีประโยชน์อย่างแท้จริง

เราเล่นตำแหน่งอะไรในควิดดิช

ใครที่เคยดูหนัง Harry Potter ย่อมรู้จัก “ควิดดิช” กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนแต่ละบ้านของโรงเรียนพ่อมดฮอกวอตส์

เกมนี้มีลูกบอล 3 อยู่ประเภท

Quaffle ใช้ในการทำแต้มคราวละ 10 แต้ม

Bludger ใช้เพิ่มอุปสรรคให้ผู้เล่น สามารถชนผู้เล่นให้ตกจากไม้กวาดได้

Golden Snitch เมื่อจับได้จะถือว่าสิ้นสุดเกม และได้คะแนนเพิ่ม 150 แต้ม

ผู้เล่นแต่ละทีมจะมี 7 คน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

Chaser 3 คน ทำหน้าที่ยิงประตูฝ่ายตรงข้ามด้วยลูกควัฟเฟิล
Keeper 1 คน ผู้รักษาประตู
Beater 2 คน ทำหน้าที่ตีลูกบลัดเจอร์โจมตีฝ่ายตรงข้าม
Seeker 1 คน ทำหน้าที่จับโกลเด้นสนิทช์

ผมคิดว่าควิดดิชก็จำลองชีวิตคนเราได้ดีเหมือนกัน

เราน่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่นเป็นเชสเซอร์ที่มุ่งตามหาความสำเร็จและอยาก “ยิงประตู” ให้ได้

ได้แฟนสวย/หล่อ – 10 แต้ม
ได้ 10,000 followers – 10 แต้ม
เก็บเงินได้ 1 ล้าน – 10 แต้ม

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เราเคยคิดจะเล่นตำแหน่งซีกเกอร์บ้างมั้ย

คำว่า chase แปลว่า “ไล่ล่า” ส่วนคำว่า seek แปลว่า “แสวงหา”

การไล่ล่านั้นตื่นเต้นและเร้าใจ ส่วนการแสวงหานั้นไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ จะอวดใครก็ไม่ได้ หลายครั้งก็คว้าน้ำเหลว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราแสวงหานั้นมีอยู่จริงรึเปล่า

ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่กำลังสาละวนกับการยิงลูกควัฟเฟิลเข้าประตู หรือจ้องทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยลูกบลัดเจอร์ จะมีสักกี่คนในสนามที่สนใจ “โกลเด้นสนิทช์”?

โกลเด้นสนิทช์ในที่นี้คืออะไร ขึ้นอยู่กับว่าเรามีมุมมองและความเชื่อแบบไหน

สิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำเตือนก็คือ การยิงลูกควอฟเฟิลเข้าประตูนั้นเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ

เกมจะจบก็ต่อเมื่อเราจับโกลเด้นสนิทช์ได้ และสิ่งที่ได้มาก็แทบจะการันตีว่าเราจะเป็น “ผู้ชนะ” ในเกมชีวิตนี้

ขอเป็นกำลังใจให้ seeker จับ “โกลเด้นสนิทช์” ได้สำเร็จนะครับ

การตัดสินใจ 2 ประเภทของ Jeff Bezos

เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon เคยเขียนจดหมายหาผู้ถือหุ้นเอาไว้ว่า

“การตัดสินใจบางอย่างนั้นมีผลลัพธ์มหาศาลและกลับตัวไม่ได้ หรือแทบจะกลับตัวไม่ได้ – มันเป็นเหมือนประตูที่เปิดได้ทางเดียว – และการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องทำอย่างมีขั้นตอน ด้วยความระมัดระวังและใช้เวลา ถ้าคุณเดินผ่านประตูนี้ไปแล้วคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็นอีกฝั่งหนึ่ง คุณจะเดินกลับมาที่เดิมไม่ได้แล้ว เราเรียกการตัดสินใจเหล่านี้ว่า การตัดสินใจประเภทที่ 1

แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ กลับตัวได้ มันคือประตูที่เปิดได้สองด้าน ถ้าคุณตัดสินใจประเภทที่ 2 นี้คลาดเคลื่อนไป คุณไม่จำเป็นต้องอยู่กับผลลัพธ์ของมันไปตลอด คุณยังสามารถเปิดประตูและเดินกลับมาที่เดิมได้ การตัดสินใจแบบนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็วด้วยคนกลุ่มเล็กๆ หรือคนที่มีวิจารณญาณที่ดี

เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรามักมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีการตัดสินใจแบบที่ 1 ที่สิ้นเปลืองและใช้เวลาไปกับการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องแบบที่ 2 ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความชักช้า ความกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผล การพลาดโอกาสที่จะได้ทดลองอย่างเพียงพอ ซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมที่ลดน้อยถอยลง เราต้องระวังที่จะไม่ตกหลุมพรางแบบนี้”


กล่าวโดยสรุปก็คือการตัดสินใจทั้งในชีวิตและในองค์กรนั้นมีอยู่สองแบบ

แบบที่ 1 คือตัดสินใจแล้วย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แบบที่ 2 คืดตัดสินใจแล้วยังย้อนกลับไปแก้ไขได้

เรื่องที่ต้องตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นแบบที่ 2 ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบถ้วนถึงจะตัดสินใจได้ หากเราได้ฝึกกล้ามเนื้อการตัดสินใจมามากพอ เราควรตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ให้รวดเร็วและเชื่อมั่นว่าหากมันไม่เวิร์คก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนระหว่างทางหรือหากแย่สุดก็ยังกลับตัวได้

ส่วนการตัดสินใจแบบที่ 1 นั้นกลับตัวไม่ได้ เราจึงไม่ควรทำตอนที่เราโกรธหรือใช้อารมณ์ชั่ววูบ แต่ควรหาข้อมูลให้ละเอียดและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Amazon’s 1997 Letter to Shareholders

ประโยชน์ของถ้วยชาอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าถ้วยไม่มีความว่าง ก็ใส่น้ำชาไม่ได้

ประโยชน์ของบ้านอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าบ้านไม่มีที่ว่าง ก็วางของลำบากหรือไม่มีที่ให้เดิน

ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือ คือความว่างเปล่าของมัน

หากใครเคยใช้มือถือที่เม็มโมรี่เต็ม จะรู้ว่ามือถือช้าจนน่าหงุดหงิด

ประโยชน์ของ calendar คือความว่างเปล่าของมัน

ถ้า calendar เต็มไปด้วยการประชุม เราก็จะไม่เหลือเวลาให้ทำงาน จนต้องเก็บงานมาทำตอนกลางคืน

“ความว่าง” จึงเป็นสินทรัพย์ที่คนมักมองข้าม

เพราะโลกทุนนิยมนั้นผลักดันให้เรา “เอาเข้า” มากกว่า “เอาออก”

เราจึงกดซื้อของแบบไม่บันยะบันยังทุกครั้งที่เขามีแคมเปญ เราจึงลงแอปและดาวน์โหลดทุกอย่างมาไว้ในมือถือ เราจึงรับนัดและ commit กับอะไรไว้มากมายจนแทบไม่มีพื้นที่ให้หายใจ

เมื่อชีวิตเต็มไปด้วย “stuff” เราจึงขาดแคลน “space”

ซึ่งถ้าเราผ่านโลกมามากพอ เราจะเข้าใจว่า space นั้นสำคัญกว่า stuff

เพราะเราไม่ได้ต้องการสิ่งของหรือกิจกรรมมากมายเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออิสรภาพที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรามีแต่สิ่งที่เราต้องทำ

กลับมาให้ความสำคัญกับ “ที่ว่าง” ให้มากกว่านี้

ไม่อย่างนั้นถ้วยชาของเราจะไม่มีวันใส่อะไรได้เลยครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “จงเป็นเช่นน้ำ Be Water, My Friend” – แชนนอน ลี เขียน จีรชาตา เอี่ยมรัศมี แปล สำนักพิมพ์ howto

https://linktr.ee/anontawong

สิ่งที่จะเปลี่ยนไปเมื่อเราอายุเกิน 70 ปี

มีคนเคยถามชายชราที่อายุเกิน 70 ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปในตัวของเขาบ้าง นี่คือสิ่งที่เขาตอบกลับมาครับ

1. หลังจากรักพ่อแม่ พี่น้อง ภรรยา ลูกๆ และเพื่อนฝูง ตอนนี้ผมเริ่มรู้จักที่จะรักตัวเอง

2. ผมเข้าใจแล้วว่าผมไม่ใช่ “Atlas” ผมไม่จำเป็นต้องแบกโลกเอาไว้ก็ได้

3. ผมเลิกต่อราคาผักและผลไม้ การจ่ายแพงขึ้นนิดหน่อยคงไม่ทำให้ผมถังแตกหรอก แต่เงินที่คนขายได้มากขึ้นน่าจะช่วยให้เขาจ่ายค่าเทอมลูกสาวได้

4. ผมให้ทิปกับบ๋อยทีละเยอะๆ เพราะมันทำให้เธอยิ้มกว้าง เธอต้องเผชิญกับความลำบากมากกว่าผมหลายเท่า

5. ผมเลิกเตือนคนแก่คนอื่นๆ ว่าเขาเล่าเรื่องนี้ซ้ำมาหลายรอบแล้ว การได้เล่าเรื่องต่างๆ ช่วยให้เขาได้ระลึกความหลังและกลับไปใช้ชีวิตอีกครั้ง

6. ผมเรียนรู้ที่จะไม่แก้ไขความผิดพลาดของคนอื่น การทำให้ทุกคนดีพร้อมนั้นไม่ใช่ภารกิจของผม ความสงบในจิตใจสำคัญกว่าความเพอร์เฟ็ค

7. ผมเอ่ยปากชื่นชมมากกว่าเดิม คำชมนั้นทำให้อารมณ์เขาดีขึ้นและทำให้อารมณ์ผมดีขึ้นด้วย อ้อ และคำแนะนำสำหรับคนที่ได้รับคำชม – จงอย่าปฏิเสธคำชมเหล่านั้น แค่พูดว่า “ขอบคุณ” ก็พอ

8. ผมเรียนรู้ที่จะไม่กังวลใจเรื่องรอยยับบนกางเกงหรือรอยเปื้อนบนเสื้อ เพราะรูปลักษณ์ไม่สำคัญเท่านิสัย

9. ผมตีตัวออกห่างจากคนที่ไม่ดีกับผม เขาไม่เห็นค่าผมก็ไม่เป็นไร แต่ผมเห็นคุณค่าในตัวเอง

10. ผมไม่ร้อนใจเวลาใครเล่นไม่ซื่อเพื่อเอาชนะในการแข่งขันหนูถีบจักร ผมไม่แข่งกับใคร และผมก็ไม่ใช่หนู

11. ผมเรียนรู้ที่จะไม่อับอายอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ อารมณ์ต่างๆ นี่แหละที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

12. ผมเข้าใจแล้วว่าการลดอัตตานั้นดีกว่าการทำลายความสัมพันธ์ อัตตาจะทำให้ผมโดดเดี่ยว ความสัมพันธ์จะทำให้ผมมีเพื่อน

13. ผมเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแต่ละวันราวกับว่ามันเป็นวันสุดท้าย ซึ่งสักวันหนึ่งมันก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

14. ผมทำสิ่งต่างๆ ก็เพื่อให้ตัวเองมีความสุข เพราะมันคือสิ่งที่ผมควรได้รับ และคนเรานั้นเลือกที่จะมีความสุขได้เสมอ

จริงๆ เราไม่ต้องรอให้อายุถึง 70 ก็ได้นะครับ 🙂


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: This is too good not to share. I asked a friend who has crossed 70 & is heading towards 80 what sort of changes he is feeling in himself? He sent me the following…