ค่าของคนอยู่ที่ผลของอะไร?

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง หรือสิ่งที่เรียกว่า self-worth นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองแบบ คือ inherent กับ conditional

Inherent แปลว่า “ซึ่งมีอยู่โดยปกติวิสัย”

ถ้าเราเป็นคนมองค่าของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เราจะไม่เดือดเป็นร้อนกับสิ่งต่างๆ มากเกินไปนัก

เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง “พิสูจน์” ตัวเองให้ใครเห็น ไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จ ไม่ซ่อนความล้มเหลว เราสามารถรักงานของเราได้โดยไม่เอาตัวตนไปผูกกับงานมากเกินไป รักแฟนของเราได้โดยที่เราไม่ได้ร้องขออะไรจากเขามากจนเกินเลย

ชีวิตของคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองโดยปกติวิสัย จึงเบาสบายแต่หนักแน่น เพราะเรามีรากที่มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ก็ไม่อาจทำร้ายหรือทำลายความเป็นจริงในตัวเราได้

แต่ถ้าเรามอง self-worth แบบ conditional หรือแบบมีข้อแม้ ชีวิตเราจะเหนื่อยและหนัก

เพราะเราจะกังวลกับปัจจัยภายนอก เราจะคาดหวังให้คนพูดถึงเราในแง่ดี เราจะมุ่งมั่นทำงานไม่ใช่เพื่อตัวงานแต่เพื่อเป็นมาตรวัดว่าเรานั้นมีคุณค่า เราจะเรียกร้องจากคนรักมากจนเกินพอดี เพราะหากเขาไม่แสดงออกนั่นแสดงว่าเราไม่มีค่า และหากเราโดนใครตำหนิหรือวิจารณ์เราจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่พวกเขามา “ทำลาย” ภาพพจน์ที่เราบรรจงสร้างเอาไว้

ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่มองคุณค่าของตัวเองโดยมีส่วนผสมของ inherent และ conditional

จะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่จริตและวิถีชีวิตที่เราเติบโตมาครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

แด่คนดีที่ชอบตัดสิน

เมื่อวันเสาร์ผมได้ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือที่สถานีกลางบางซื่อมาครับ

บู๊ธที่ได้หนังสือเยอะที่สุดคือบู๊ธ A58 ของสำนักพิมพ์เป็ดเต่าควาย / PTK Studio

จริงๆ ผมไม่รู้จักชื่อสำนักพิมพ์นี้ เดินผ่านโดยบังเอิญและเห็นว่าน่าสนใจเพราะมีหนังสือการ์ตูนหมีแพนด้าเต็มไปหมด พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงเห็นปกหนังสือที่คุ้นตา เป็นรูปปลาวาฬสีขาวบนแบ็คกราวด์สีน้ำเงิน หนังสือชื่อ “ยอดมนุษย์ดาวเศร้า” เขียนโดย องอาจ ชัยชาญชีพ

ชื่อคุ้นมาก…พอไล่ดูปกหนังสือถึงเห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง “หมูบินได้” หนังสือเล่มโปรดที่ผมเคยอ่านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วและซื้อเป็นของขวัญให้คนอื่นหลายเล่ม

ผมอ่านยอดมนุษย์ดาวเศร้าจบตั้งแต่อยู่ในงาน แม้จะเป็นการ์ตูน แต่ก็หนาเกือบสี่ร้อยหน้า และมีข้อความชวนให้คิดเยอะมาก

หนึ่งในตอนที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือบทสนทนาระหว่าง “น้ำ” เด็กผู้หญิงเจ้าชู้ กับ “ป้อม” เจ้าของสำนักพิมพ์เซอร์ๆ ที่ครองความโสดมาโดยตลอด

น้ำ: พี่ว่าหรูแรดปะวะ? โอ๊ย…ไม่รู้จะถามทำไม…หนูแม่งแรดอยู่แล้วเห็นๆ…แย่ว่ะ ใครที่รู้เรื่องหนูก็คงบอกว่าหนูแม่งโคตรชั่วแน่ๆ

ป้อม: คนเรามันก็ตัดสินคนอื่นจากมุมมองของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ อะไรที่มันต่างจากขอบเขตศีลธรรมของตัวเอง เค้าก็ตัดสินว่าชั่วทั้งนั้นแหละ

น้ำ: แล้วมุมมองของพี่ล่ะ?

ป้อม: …เฮ้อ…แกก็รู้…คนอย่างพวกเราจะไปตัดสินใครได้วะ…นั่นอาจจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของคนชั่วๆ อย่างพวกเรามั้ง

น้ำ: แล้วทำไมคนอื่นเค้าถึงกล้าตัดสินคนกันวะพี่ ทั่งที่ไม่รู้ว่าชีวิตคนนั้นต้องเผชิญอะไรมาบ้าง

ป้อม: คนพวกนั้นมันอยู่คนละจักรวาลกับพวกเรา ฉันถึงกลัวพวกที่คิดว่าตัวเองมีศีลธรรมสูงกว่าใครไง ถ้าใช้มาตรฐานศีลธรรมตัวเองมาตัดสินคนอื่นมันก็จอมปลอมทั้งนั้นแหละ…คนมีศีลธรรมจริงๆ แม่งจะไม่ตัดสินใครง่ายๆ หรอก…เพราะเขาต้องหมั่นตรวจสอบศีลธรรมของตัวเองก่อน โดยเฉพาะในเวลาที่เขาคิดจะตัดสินคนอื่น…

น้ำ: แรงนะพี่ ถ้าออกสื่อพี่โดนถล่มแน่

ป้อม: ใครจะไปพูดวะ ก็อยู่ให้เป็นสิ อีกอย่างไอ้พวกออกตัวว่ามีศีลธรรมสูงเพราะไม่ได้ทำอะไรที่มันขัดต่อศีลธรรมตัวเองน่ะ…เค้านึกว่าตัวเองมีความอดกลั้น มีความละอายไง แต่จริงๆ หลายคนแม่งก็แค่ไม่มีโอาส ถ้ามีโอกาสนะแกเอ๋ย…คนพวกนี้แม่ง…บรื๋อ ขนลุก


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ยอดมนุษย์ดาวเศร้า โดย องอาจ ชัยชาญชีพ สำนักพิมพ์เป็ดเต่าควาย

กฎ 48 ข้อจากภูมิปัญญา 2,000 ปี

Ryan Holiday เป็นผู้เขียนหนังสือ bestsellers หลายเล่ม อาทิเช่น The Obstacle is the Way และ Ego is the Enemy และยังเป็นลูกศิษย์ก้นกุฎิของ Robert Greene ผู้เขียนหนังสือสุดคลาสสิคอย่าง 48 Laws of Power อีกด้วย

Holiday เคยเขียนบทความชื่อ “50 Very Short Rules for a Good Life From the Stoics – The best pieces of wisdom gathered from a body of work that spans 2,000 years.

ผมเห็นว่ากระชับและมีประโยชน์ เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

  1. โฟกัสในเรื่องที่เราควบคุมได้
  2. เราควบคุมได้ว่าเราจะตอบสนองสิ่งต่างๆ อย่างไร
  3. ถามตัวเองว่า “เรื่องนี้จำเป็นรึเปล่า?”
  4. คิดถึงความตายของตัวเองทุกวัน
  5. ให้คุณค่ากับเวลามากกว่าเงินตราหรือสิ่งของ
  6. เราคือผลผลิตของอุปนิสัย
  7. จำไว้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะไม่มีความเห็น
  8. เอาช่วงเช้าให้อยู่หมัด
  9. ตรวจสอบตัวเอง สอบสวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
  10. อย่าทุกข์ใจไปกับปัญหาที่มโนขึ้นมาเอง
  11. พยายามมองให้เห็นแง่ดีในผู้คน
  12. อย่าให้ใครได้ยินว่าเราบ่น รวมถึงตัวเราเองด้วย
  13. มันมีเหตุผลแหละที่เรามีสองหู-หนึ่งปาก
  14. ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายว่าคนดีเป็นอย่างไร ทำให้ดูเป็นตัวอย่างไปเลย
  15. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับใคร
  16. ใช้ชีวิตราวกับว่าเราได้ตายไปแล้วและฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ (ทุกนาทีคือโบนัส)
  17. การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง -มาร์คัส ออเรลิอุส
  18. เข้มงวดกับตัวเอง อดทนกับผู้อื่น
  19. ตรวจสอบความรู้สึกให้ดีก่อนจะทำอะไรลงไปเพราะความรู้สึกนั้น
  20. เรียนรู้อะไรบางอย่างจากทุกคน
  21. โฟกัสกับกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์
  22. นิยามให้ชัดว่าสำหรับเราแล้วความสำเร็จคืออะไร
  23. อะไรที่มันเกิดขึ้นแล้วก็หาทางชอบมันเสีย
  24. แสวงหาความท้าทาย
  25. อย่าเฮโลตามฝูงชน
  26. ทุกคนที่เราพบคือโอกาสในการแสดงน้ำใจ
  27. ปฏิเสธให้บ่อย
  28. อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
  29. หาอะไรที่ทำให้เราฉลาดขึ้นทุกวัน
  30. อะไรที่แย่ต่อรังผึ้งย่อมแย่ต่อตัวผึ้ง
  31. ไม่ตัดสินคนอื่น
  32. ศึกษาชีวิตของคนที่ยิ่งใหญ่
  33. ให้อภัย ให้อภัย ให้อภัย
  34. สร้างความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ ในทุกวัน
  35. จดบันทึก
  36. เตรียมใจว่ายังไงชีวิตก็ต้องเจอเรื่องผิดหวัง
  37. มองหาบทกวีในเรื่องธรรมดา
  38. ทำผิดกับใครก็ย่อมเท่ากับทำผิดกับตัวเอง
  39. จงเลือก “เวลาที่มีชีวิต”
  40. เกี่ยวดองแต่กับคนที่ทำให้เราดีขึ้น
  41. ถ้าใครทำให้เราโกรธ ให้รู้ตัวว่าเราเองก็มีส่วน
  42. จงอย่าลืมว่าโชคชะตานั้นเอาแต่ใจ
  43. อย่าทำให้ปัญหาแย่ลงด้วยการบ่น
  44. รับมือกับความสำเร็จโดยปราศจากความโอหัง รับมือกับความล้มเหลวด้วยใจเป็นกลาง
  45. กล้าหาญ ชั่งใจ ยุติธรรม ใช้ปัญญา
  46. อุปสรรคคือมรรคา
  47. อัตตาคือศัตรู
  48. ความนิ่งคือกุญแจ

ขอบคุณบทความจาก Ryan Holiday: 50 Very Short Rules for a Good Life From the Stoics – The best pieces of wisdom gathered from a body of work that spans 2,000 years

มีกฎ 2 ข้อที่ผมละไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะแปลได้ถูกต้องหรือไม่ครับ

  • Grab the “smooth handle.”
  • Possessions are yours only in trust.

คุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของนิสัยใจคอ

แน่นอนว่าการมีรายได้ที่เพียงพอ และมีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ดี

แต่หลังจากนั้นแล้ว สิ่งที่จะกำหนดว่าชีวิตเราดีหรือร้าย ไม่ใช่เงินในกระเป๋า แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบข้าง และความสัมพันธ์ที่เรามีกับเสียงในหัวของตัวเอง

แม้จะได้ทำงานบริษัทใหญ่โต แต่ถ้าเล่นเกมการเมืองกับคนไปทั่ว ชีวิตการทำงานคงเหมือนอยู่ในสนามรบตลอดเวลา ต้องมาคอยระแวงว่าจะโดนจัดการเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ถ้ายังอยากได้มากกว่านี้ ใจและกายก็ดิ้นรนไม่สิ้นสุด จนอาจทำร้ายคนข้างๆ และคนข้างล่าง

เพราะน้อยคนนักที่จะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น พวกเราเกือบทุกคนเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่เราเป็นทั้งนั้น

เมื่อเราถูกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็บอกว่ามันถูก เมื่อเราไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็บอกว่ามันผิด

แต่ทุกสิ่งในโลกนั้นมันกลางๆ ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก มีแต่ใจเราเท่านั้นที่เข้าไปตัดสิน

หากแก้ข้างนอกมาเยอะแล้วแต่ยังว้าวุ่นเหมือนเดิม ก็ลองหันกลับมาแก้ข้างในดูบ้าง

เพราะคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพนิสัยใจคอของเรามากกว่าสิ่งอื่นใดครับ

นิยามของคำว่า “ปัญญา” ที่ผมชอบมากที่สุด

มาจากคุณ Naval Ravikant นักลงทุนในสตาร์ตอัพชื่อดังมากมายเช่น Twitter Uber และ Udemy

นาวาลให้นิยามของคำว่าปัญญาไว้ว่า

“Wisdom is knowing the long-term consequences of your actions.”

ปัญญาคือความเข้าใจว่าผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำนี้คืออะไร

การแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องเลวนั้นทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว คงจะมีน้อยคนนักที่จะตื่นมาตอนเช้าแล้วถามตัวเองว่าวันนี้จะทำเรื่องแย่ๆ อะไรดี

ความยากอยู่ที่การเลือกระหว่าง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีตอนนี้แต่มีผลเสียทีหลัง กับ

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนนี้แต่มีผลดีทีหลัง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีตอนนี้แต่มีผลเสียทีหลัง ก็เช่นการกินของอร่อยๆ ที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง การเสพ social media มากจนเกินเลย หรือแม้กระทั่งการทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วงจนกระทบสุขภาพและความสัมพันธ์

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนนี้แต่มีผลดีทีหลัง ก็เช่นการเริ่มออกกำลังกาย การอ่านหนังสือที่เข้าใจยาก การดูแลคนที่เรารักแม้ว่ามันอาจะทำให้งานเราเสร็จช้าลง

มนุษย์เรานั้นชอบวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งเข้าหาความสุขอยู่แล้ว ยิ่งสมัยนี้เป็นยุคแห่ง instant gratification การอดเปรี้ยวไว้กินหวานจึงไม่ค่อยมีกันเท่าไหร่

แต่ถ้าเราระลึกไว้เสมอว่า ผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำนี้คืออะไร เราอาจจะเข้มแข็งมากพอที่จะปฏิเสธสิ่งยั่วยวนใจ – อย่างน้อยก็ในบางเวลา – และพร้อมจะอดทนกับความยากลำบากในช่วงแรกเริ่มของการทำสิ่งที่เรารู้ว่ามันจะดีกับตัวเราในภายหลัง

Wisdom is knowing the long-term consequences of your actions.

ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ เราจะมีทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” มากกว่าเดิมครับ