ลมจะดับเปลวเทียน แต่จะโหมกองไฟ

วัตถุที่เคลื่อนที่ทุกชิ้นย่อมมีแรงเสียดทาน

หากชีวิตเรากำลังเคลื่อนที่ ก็ย่อมมีแรงเสียดทานเช่นกัน

การทำงานจึงไม่เคยราบรื่นเหมือนที่วางแผนเอาไว้ มันจะมีบางอย่างที่ผิดแผนไปได้เสมอ

ความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย การทำธุรกิจ ย่อมมีอุปสรรคที่คอยพิสูจน์ว่าเราเอาจริงแค่ไหน

ถ้าเรายังเอาจริงไม่พอ ความตั้งใจของเราก็เปรียบดังเปลวเทียน โดนลมนิดเดียวก็ดับวูบ

แต่ถ้าเราเอาจริงพอ ลมแห่งความยากลำบากนั้นจะยิ่งปลุกไฟในใจเราให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม ให้เราสู้ยิ่งกว่าเดิม

เมื่อชีวิตต้องเจออุปสรรค บอกตัวเองว่าอุปสรรคนี่แหละคือเส้นทาง – the obstacle is the way.

เพราะลมจะดับเปลวเทียน แต่จะโหมกองไฟครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สโตอิก ปรัชญาเสริมแกร่งเพื่อชีวิตไม่สั่นคลอน The Little Book of Stoicism” Jonas Salzgeber เขียน วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม แปล สำนักพิมพ์ Be(ing)

Fossilization – เมื่อบางอย่างในตัวเราถูกแช่แข็ง

“ฟอสซิล” (fossil) คือซากของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นหิน

ตอนที่ผมเรียนปริญญาโทด้านภาษาและการสื่อสารที่นิด้า ในหัวข้อการเรียนภาษาที่สอง (Second Language Acquisition – SLA) คำว่าฟอสซิลถูกนำมาใช้ในบริบทที่ผมนึกไม่ถึง

ในเชิง SLA นั้น fossilization คือการที่ภาษาที่สองของเราไม่สามารถพัฒนาไปได้มากกว่านี้แล้ว

เราอาจเคยเห็นใครหลายคนย้ายถิ่นฐานไปอยู่เมืองนอกตอนโตแล้ว แต่แม้จะอยู่มาแล้วหลายสิบปีก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องอยู่ดี ยังใช้แกรมม่าร์ผิด ยังติดสำเนียงไทย ต่อให้รับ input เป็นภาษาที่สองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้พูดได้ดีขึ้น ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ลิ้นแข็ง” ไปแล้วนั่นเอง

ผิดกับคนที่ไปต่างประเทศตั้งแต่วัยเด็ก ได้เรียนที่นั่นแค่ไม่กี่ปีก็สามารถพูดอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับคนที่อยากเก่งภาษาที่สอง กระบวนการ fossilization จึงเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะหากถูก fossilized หรือแช่แข็งไปแล้ว ความฝันที่จะพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาก็เหมือนจะดับลงไปด้วย*


สำหรับคนวัย 30 ปลายๆ ถึง 40 กลางๆ ที่โตมาในยุคเฟื่องฟูของแกรมมี่และอาร์เอส เชื่อว่าเราน่าจะร้องเพลงของศิลปินคนโปรดได้หลายคน

ส่วนคนที่ชอบฟังเพลงฝรั่ง ก็อาจตกหลุมรักวงดนตรีเท่ๆ อย่าง Nirvana, Greenday, Metallica, Radiohead, และ Oasis

การเป็นวัยรุ่นในยุค 90 นั้นมันแสนจะคลาสสิคในความทรงจำของเรา และทุกวันนี้เราก็ยังฟังเพลงของพวกเขาเหล่านั้นอยู่แม้วันเวลาจะผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้วก็ตาม

ถ้าเปิดเพลงดังๆ ที่เกิดในช่วง 1990-2000 เราน่าจะร้องได้เกือบทุกเพลง แต่ถ้าเป็นเพลงที่เกิดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราอาจจะร้องได้แค่ไม่กี่เพลงทั้งๆ ที่จำนวนศิลปินและจำนวนเพลงมีให้เลือกฟังหลากหลายมากกว่าเดิมตั้งไม่รู้กี่เท่า

เคยมีคนวิเคราะห์ว่า ที่เราหยุดฟังเพลงใหม่ๆ เพราะว่าวัยรุ่นเป็นวัยแห่งการก่อร่างสร้างตัวตน เราจึงเปิดโอกาสให้มีสิ่งที่จะประทับใจและฝังใจเราได้ง่าย (impressionable) แถมเรายังมีเวลาเหลือเฟือจนสามารถฟังเพลงเดิมๆ ซ้ำๆ ได้เป็นสิบเป็นร้อยรอบ

แต่พอเราโตขึ้นมา มีภาระหน้าที่ต้องทำ ก็เลยไม่ค่อยเหลือเวลามาเริ่มต้นกับเพลงใหม่ๆ และศิลปินใหม่ๆ เท่าไหร่ เราจึงสบายใจที่จะฟังเพลงที่เราคุ้นเคยมากกว่า

การฟังเพลงของใครหลายคนจึงเหมือนถูก fossilized เอาไว้เช่นกัน


ในหนังสือ Think Again ของ Adam Grant มีย่อหน้าหนึ่งเขียนไว้ว่า

“Rethinking isn’t a struggle in every part of our lives. When it comes to our possessions, we update with fervor. We refresh our wardrobes when they go out of style and renovate our kitchens when they’re no longer in vogue. When it comes to our knowledge and opinions, though, we tend to stick to our guns. Psychologists call this seizing and freezing. We favor the comfort of conviction over the discomfort of doubt, and we let our beliefs get brittle long before our bones. We laugh at people who still use Windows 95, yet we still cling to opinions that we formed in 1995.”

ถ้าเป็นเรื่องข้าวของเรามักจะอัพเดตกันอย่างขยันขันแข็ง แต่พอเป็นเรื่องความรู้หรือความคิดเห็นเรากลับยึดมั่นถือมั่นกันน่าดู

ถ้าเราเห็นใครใช้ Windows 95 เราคงหัวเราะในใจ แต่เราเองกลับยึดติดในความเชื่อที่เราสร้างเอาไว้ตั้งแต่ปี 1995

ลองสำรวจตัวเองว่าใน 1 ปีที่ผ่านมาเรามีเปลี่ยนความเชื่อในเรื่องใดบ้าง ถ้ายังคิดไม่ออกก็ลองขยายเวลาเป็น 3 ปี 5 ปีดู

หากพบว่าผ่านมา 5 ปีแล้ว ความเชื่อของเรายังเหมือนเดิม ก็มีความเป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือความเชื่อของเรานั้นถูกต้องแน่แท้ หรือไม่อย่างนั้นความเชื่อของเราก็ถูก fossilized ไปเรียบร้อยแล้ว

Fossilization ทางการฟังเพลงนั้นอาจไม่เสียหาย อย่างมากก็แค่พลาดโอกาสที่จะได้ฟังอะไรใหม่ๆ

Fossilization ทางภาษาที่สองนั้นถือเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องทางกายภาพด้วย แต่ตราบใดที่เรายังสื่อสารให้คนเข้าใจได้ ผลกระทบทางลบคงมีไม่มากนัก

แต่ Fossilzation ทางความคิดและความเชื่อนั้นอันตราย เพราะในโลกนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย สิ่งที่เคยใช่มันอาจจะไม่ใช่อีกต่อไป

ข่าวดีคือ fossilzation ทางความคิดนี้ไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพ หากเรากล้าเปิดใจ กล้าจะยอมรับว่าที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้มีมุมมองที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเสมอไป เราก็จะ think again ได้อีกครั้ง

อย่าปล่อยให้ fossilization ทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์กันเลยนะครับ


* การพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนที่เรียนภาษาที่สองนะครับ บางคนพูดติดสำเนียงภาษาแม่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

ชีวิตไม่ใช่การพิชิตยอดเขา

หลายคนจะจินตนาการว่าชีวิตคือการไต่ขึ้นสู่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

และเมื่อเราบรรลุเป้าหมาย ก็เหมือนการได้ปีนถึงยอดเขา แล้วเราก็มองหายอดเขาลูกถัดไปให้พิชิต

ได้แต่งงาน

ได้เป็น CEO

ได้มีเงินเก็บ 10 ล้าน

สำหรับการปีนเขา เมื่อถึงยอดก็ไม่มีอะไรให้ต้องทำต่อแล้ว

แต่ในชีวิตจริง แม้จะได้ทุกอย่างที่กล่าวมา งานก็ยังไม่จบอยู่ดี

เรายังต้องจัดการเงินของเราต่อไป เรายังต้องดูแลชีวิตคู่ และเรายังต้องบริหารให้บริษัททำกำไรได้ แถมเราต้องทำหลายๆ อย่างให้ออกมาดี ไม่สามารถละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะหากชีวิตส่วนตัวพัง การงานก็พัง หรือหากการงานพัง ก็ย่อมกระทบชีวิตส่วนตัวเช่นกัน

Oliver Burkeman เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชีวิตเหมือนการทำสวน (gardening)

ต้องคอยรดน้ำ พรวนดิน เติมปุ๋ย ลงต้นไม้ใหม่ ถอนต้นไม้ที่ตายแล้ว

เป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จ ทำไปได้เรื่อยๆ เป็นงานที่ไม่ได้รู้สึกสุดยอดเท่าการพิชิตยอดเขา แต่การทำสวนนั้นสร้างความพึงพอใจอยู่ลึกๆ ว่าสิ่งที่เราลงแรงไปนั้นกำลังออกดอกออกผล เป็นสวนที่สวยงามและน่าภาคภูมิใจ

สำหรับหลายคน ชีวิตจึงไม่ใช่การพิชิตยอดเขา แต่เป็นการทำสวนครับ

สู้ไม่ได้ก็ให้หนี

การ์ตูนที่ผมชอบมากที่สุดคือเรื่อง One Piece มีพระเอกชื่อลูฟี่ที่มีความฝันจะได้เป็นเจ้าแห่งโจรสลัดด้วยการออกหามหาสมบัติ “One Piece” ที่เจ้าแห่งโจรสลัดคนก่อนได้ทิ้งเอาไว้

ฉากหนึ่งที่ตรึงใจที่สุดเกิดขึ้นในหมู่เกาะชาบอนดี้ เมื่อลูฟี่และพวกพ้องโดนพลเรือเอกและไพร่พลของรัฐบาลโลกไล่ต้อน แม้จะพยายามเต็มที่แล้วก็ยังสู้ไม่ได้ ลูฟี่จึงตะโกนบอกทุกคนให้หนีไปให้ไกลที่สุด ไว้ค่อยกลับมารวมตัวกันใหม่ในวันหน้า

คำพูดว่า “หนีไป!” ไม่น่าจะออกจากปากของพระเอกการ์ตูนได้เลย แต่ลูฟี่ก็ทำไปแล้ว คงเพราะเขาเข้าใจสถานการณ์ดีว่าขืนอยู่สู้ต่อไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น


หนึ่งในสัญญาณของการเติบใหญ่ คือการประเมินตนเองได้อย่างเที่ยงตรง

เมื่อไหร่ควรพอ เมื่อไหร่ควรไปต่อ เมื่อไหร่ควรไม่ย่อท้อ เมื่อไหร่ควรยกธง

เราอาจถูกสอนมานานว่าการสู้ยิบตาคือคุณธรรมที่น่ายกย่อง และการยอมแพ้หรือการหลบหนีนั้นเป็นเรื่องขี้ขลาด

แต่แท้จริงแล้วการยอมรับว่าตัวเองสู้ไม่ได้อาจต้องใช้ความกล้าหาญเสียยิ่งกว่าการสู้ต่อไปเสียอีก เพราะเขารู้ดีว่าย่อมจะเจอกับคำครหาหรือโดนดูหมิ่นเหยียดหยาม แถมตัวตนงดงามของตัวเองที่เคยวาดไว้ก็ถูกทำลายเสียป่นปี้ แต่เขาก็ยังตัดสินใจที่จะหนีอยู่ดีเพราะว่ามันคือทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้

หนีวันนี้ไม่ใช่เพื่อจะหนีไปตลอด แต่หนีเพื่อไปตั้งหลัก เพื่อไปตั้งสติ เพื่อไปวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุง-เปลี่ยนแปลง-ฝึกปรือ

เพื่อจะกลับมาอย่างเข้มแข็งกว่าเดิมและมีโอกาสชนะมากกว่าเดิมครับ

มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มทำ Knowledge Sharing ในการประชุมประจำเดือนของทีม โดยจะให้ระดับหัวหน้าทีมผลัดกันมาแชร์เรื่องที่น้องๆ น่าจะได้ประโยชน์ และผมก็เบิกโรงด้วยการพูดเป็นคนแรก

หัวข้อที่ผมหยิบมาคุยก็คือ มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด – what are we looking for?

ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย นี่อาจเป็น 3 คำตอบที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุด

ความสำเร็จมีมาตรวัดอะไรบ้าง ก็คงหนีไม่พ้นการมีเงินมีทองใช้ (Money) การมีหน้าที่การงานที่ดี (Status) และการมีคนชื่นชมนับหน้าถือตา (Praise)

ผมมีข้อสังเกตมาตรวัดต่างๆ ดังนี้

Money

เงินอาจซื้อความสุขไม่ได้ก็จริง แต่การไม่มีเงินซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

การมีเงินใช้เยอะๆ เป็นเรื่องดี แต่มันไม่ได้ดีอย่างที่เราจินตนาการไว้หรอก ตอนที่เราเริ่มทำงานด้วยเงินเดือนหมื่นเศษ เราเคยจินตนาการว่าถ้าเงินเดือนห้าหมื่นคงจะสบายน่าดู พอเราเงินเดือนถึงห้าหมื่นแล้ว เราก็จินตนาการว่าถ้ามีเงินเดือนแสนนึงชีวิตคงไม่ต้องการอะไรอีก

แต่เมื่อเงินเดือนเหยียบแสน เราจะพบว่ามันไม่ได้ฟินอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเงินเดือนมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ:

  • ความคาดหวังจากคนรอบตัวเราที่มีมากขึ้น และเราเองก็คาดหวังที่จะทำอะไรให้คนอื่นมากขึ้นด้วย
  • เราเริ่มมีครอบครัว เริ่มวางแผนที่จะมีลูก เงินที่หามาได้ไม่ใช่เพื่อตัวเองคนเดียวอีกต่อไป
  • ภาษีที่จ่ายแพงขึ้นแบบเห็นแล้วเครียดว่ารัฐบาลเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
  • Lifestyle Inflation เมื่อเงินเดือนมากขึ้น เราก็จะอัปเกรดตัวเอง ซื้อรถ ซื้อคอนโด กินข้าวนอกบ้าน เที่ยวเมืองนอก ดังนั้นค่าใช้จ่ายจึงพุ่งทะยานจนอดถามตัวเองไม่ได้ว่า “เงินเดือนก็เยอะนะ หายไปไหนหมด?”

ข้อดีที่สุดของการมีเงินคือเราจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องเงิน

เมื่อเราจัดการอะไรได้ดี เราจะเลิกคิดถึงสิ่งนั้น ถ้าจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยบ่นว่าไม่มีเวลา ถ้าเราจัดการแฟนได้ดีเราจะไม่โดนแฟนโทรจิก และถ้าเราจัดการเงินได้ดีเราจะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

ถ้าเราคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ ไม่ปล่อยให้ lifestyle inflation พุ่งเกินไป เราจะมีเงินเหลือในบัญชีมากเพียงพอที่จะไม่ต้องมาคอยลุ้นทุกวันที่ 25 ว่าเงินเข้าแล้วหรือยัง


Status

นอกจากแข่งกันเรื่องทรัพย์สินเงินทองแล้ว มนุษย์เรายังแข่งกันเรื่องสถานะทางสังคมด้วย

สถานะทางสังคมบอกได้ด้วยตำแหน่งแห่งหนและองค์กรที่ตัวเองทำงานอยู่

แต่ฐานะที่ว่าก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น ตอนอยู่ในบริษัทผมอาจจะเป็นผู้บริหารมีลูกน้องหลายสิบคนก็จริง แต่พอออกจากบ้านไปกินก๋วยเตี๋ยวผมก็เป็นคนธรรมดา และเมื่อเกษียณแล้วผมก็จะอัปเกรดเป็นคุณลุงธรรมดา

ดังนั้นอย่าคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ อย่ายึดติดกับหัวโขนที่เราได้จากการงานมากเกินไป ไม่อย่างนั้นในวันที่เราถอดหัวโขนออก (หรือโดนคนอื่นถอดให้) เราจะสูญเสียตัวตนของเราไปเช่นกัน

เครื่องแสดงสถานะทางสังคมอื่นๆ ก็เช่นเสื้อผ้าที่เราใส่ รถที่เราขับ และมือถือที่เราใช้ ทุกอย่างล้วนเป็น lifestyle inflation เป็นหางนกยูงที่เรากางไว้อวดคนอื่น แต่ถ้ามันทำให้เราชักหน้าไม่ถึงหลังก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการใช้เงินซื้อสถานะนี้มันคุ้มค่ากันรึเปล่า


Praise

คำชื่นชมและความยอมรับนั้นเป็นสิ่งที่เราถวิลหาอยู่ลึกๆ มาโดยตลอด

หลายคนใช้เวลาค่อนชีวิตเพื่อที่จะพิสูจน์ให้พ่อแม่พอใจและภูมิใจ

ส่วนคำชมจากเจ้านายก็มีความหมาย แค่หัวหน้าตอบเมลมาสั้นๆ ว่า “Well done.” ก็ทำให้เรายิ้มได้ไม่หุบแล้ว

คำชมที่เราต้องระมัดระวัง คือคำชมของคนแปลกหน้า

ในโลกโซเชียลที่เปิดให้มีผู้ติดตามได้ เราอาจจะเผลอให้คุณค่าการกดไลค์กดแชร์ของคนแปลกหน้ามากเกินไป ตัวผมเองยังเข้ามาเช็คเรตติ้งโพสต์ในเพจนี้วันละหลายครั้ง ถ้าคนกดไลค์เยอะใจก็พองฟู ถ้าคนกดไลค์น้อยใจก็แฟบๆ กลายเป็นว่าเราเอาความสุขไปแขวนไว้กับคนอื่นเสียหมด

อีกคำชมที่ต้องระวัง คือการชมตนเอง

ชื่นชมตัวเองในใจนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่การชื่นชมตัวเองออกสื่อมันไม่ค่อยน่าดู และมักจะให้ผลตรงกันข้ามกับที่เราหวังไว้

พูดเรื่องความสำเร็จที่ประกอบด้วยเงินทอง สถานะ และคำชมไปแล้ว มาพูดเรื่องความสุขบ้าง


Happiness

ความสุขนั้นได้มาจากการเสพและการสร้าง

การเสพนั้นให้ความสุขเราได้ก็จริง แต่เป็นความสุขที่หมดอายุเร็วมาก

ส่วนความสุขจากการสร้างนั้นต้องออกแรงมากกว่าแต่ก็จะมอบความสุขที่ลึกซึ้งและยาวนานกว่าเช่นกัน

ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ที่จะเป็น creator – เขียนบล็อก ทำคอนเทนท์ นัดหมายเพื่อนฝูงกินข้าว – ทำอะไรก็ได้เพื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง “เกิด” ขึ้นมา

อีกคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าสนใจเรื่องความสุข คือผลลัพธ์ขั้นที่หนึ่งและผลลัพธ์ขั้นที่สอง (first-order and second-order consequences) ซึ่งในหลายครั้งสองอย่างนี้จะขัดกัน

ถ้าตอนที่เราทำเราไม่ค่อยมีความสุข สิ่งที่ตามมามักจะเป็นความสุข

เช่นวิ่งออกกำลังกาย ตอนวิ่งอาจจะเหนื่อย อาจจะปวดน่อง แต่หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่ามีพลังงานดีไปทั้งวัน

ถ้าตอนที่เราทำเรามีความสุข สิ่งที่ตามมามักจะทำให้เราไม่มีความสุข

เช่นกินชานมไข่มุก ตอนกินอาจจะฟินมากๆ แต่กินเสร็จแล้วจะหนักๆ หน่วงๆ ร่างกายไม่ค่อยมีแรง ยังไม่นับว่าต้องไปลุ้นค่า LDL ตอนตรวจร่างกายประจำปี

ความสุขมีความแปลกประหลาดของมัน วินาทีที่เราเริ่มออกตามหาความสุข ความสุขจะหายไปทันที

เพราะเมื่อเราวิ่งเร็วเกินไป บางทีความสุขก็วิ่งตามเราไม่ทัน แต่ถ้าเราหยุดวิ่งและหัดนิ่งๆ บ้าง ความสุขอาจจะตามหาเราเจอ

บางสำนักก็บอกว่า ความสุขไม่ควรเป็นเป้าหมายของชีวิต

เช่นการมีลูก ซึ่งอาจนำพาความทุกข์มามากกว่าความสุขเสียอีก ช่วงสามเดือนแรกในการดูแลทารกนี่เหนื่อยนรก พอลูกเริ่มโตแล้วก็ต้องคอยเป็นห่วง และยังต้องเก็บเงินส่งเสียให้เรียนอีก ถ้าความสุขคือสิ่งที่เราตามหากันจริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะอยากมีลูกกันหรอก

หรือมองไปยังคนที่เราชื่นชมก็ได้ อาจจะเป็น คานธี / Elon Musk / ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบัน เขามีความสุขเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตรึเปล่า ผมว่าอาจจะไม่ใช่เพราะทำงานเหน็ดเหนื่อยกันมาก แบกรับภาระและความทุกข์ไว้มหาศาล ถ้ามีความสุขเป็นจุดหมายก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนี้

Money – Status – Praise – Happiness

เงินทอง สถานะ คำชื่นชม และความสุข

หรือถ้าใช้ภาษาธรรมะหน่อยก็คือโลกธรรม 8 ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข ที่มนุษย์ปุถุชนล้วนแสวงหา


Meaning

อีกหนึ่งคำตอบที่ฝรั่งมักชอบใช้ คือการหาความหมายของชีวิต – finding a meaning of life.

เราอยากให้ชีวิตของเรามีความหมาย ทั้งที่จริงแล้วมันอาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

ก่อนที่เราจะเกิดมา จักรวาลและโลกใบนี้ก็อยู่มาได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราจากไป โลกก็ยังคงหมุนต่อไปโดยไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด

ต่อให้เราสร้างความสำเร็จไว้แค่ไหน สุดท้ายพวกเราส่วนใหญ่ก็จะถูกลืมไปราวกับว่าไม่เคยได้เกิดมา จะมีก็เพียงคนส่วนน้อยที่จะได้เป็น footnote ในหนังสือเรียน

เมื่อชีวิตไม่มีความหมายในระดับ macro สิ่งที่พอจะทำได้คือการมีความหมายในระดับ micro

เราต้องสร้างความหมายของชีวิตเราขึ้นมาเอง ผ่านงานที่เราทำ ผ่านกิจกรรมที่เราร่วม ผ่านคนที่เรารัก


ผมคิดว่าคนเราจะยึดอะไรเป็นเป้าหมาย คงอยู่ที่ว่าเขาอยู่ในวาระไหนของชีวิต

อายุ 20 กว่าๆ เราอาจจะอยากได้มาซึ่งความสำเร็จ

อายุ 30 ปลายๆ ได้ลิ้มลองความสำเร็จไปบ้างแล้ว เราน่าจะอยากได้ความสุขที่ยั่งยืนขึ้น

อายุ 40 กว่าๆ เมื่อค้นพบว่าเลข 4 มาไวกว่าที่คาด ความสุขอาจไม่ใช่ทุกอย่าง และความตายไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป คนวัยนี้อาจะเริ่มแสวงหาความหมายของชีวิต

แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเจออีกช้อยส์นึงที่ชอบมากๆ และคิดว่าอาจเป็นคำตอบและเป็นเป้าหมายที่ดีเช่นกัน

“People say that what we’re all seeking is a meaning for life. I don’t think that’s what we’re really seeking. I think that what we’re seeking is an experience of being alive.”
-Josheph Campbell

เราอยากรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา

เรามีลูก ทั้งๆ ที่อาจนำทุกข์มาให้มากมาย เพราะการมีลูกทำให้เรามีชีวิตชีวา

Elon Musk รวยระดับที่ว่าไม่ต้องทำงานก็สบายไปทั้งชีวิต แต่ที่เขายังทำอะไรอยู่มากมายเพราะมันทำให้เขามีชีวิตชีวา

คนวัยเกษียณหลายคนจะอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ แต่หลายคนก็ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างอยู่ดี ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ ไม่ใช่เพื่อเงิน ไม่ใช่เพื่อความหมาย แต่เพื่อให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา

มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด

ความสำเร็จ ความสุข ความหมาย ความมีชีวิตชีวา

ขอให้คุณผู้อ่านได้พบคำตอบที่เหมาะสมกับตัวเองนะครับ