ความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิก

ชีวิตเราเดี๋ยวนี้สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก อยากดูอะไรก็ได้ดูทันที อยากกินอะไรก็ได้กินแทบจะในทันที (รอพี่ไรเดอร์มาส่ง) อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ทันทีและไม่เกิน 2 วันก็ได้ของกันแล้ว

เมื่อทุกอย่างมันง่ายดาย เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น

เมื่อการรอมันยากเย็น เราจึงอยากบรรลุเป้าหมายให้ได้โดยเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ตำแหน่งหน้าที่ หรือยอดผู้ติดตาม

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้ชีวิตมีทิศทาง ทำให้เราไม่ใช้พลังงานและวันเวลาอันจำกัดไปอย่างสะเปะสะปะ

เมื่อเป้าหมายมีแล้ว ทิศทางมีแล้ว ก็เหลือแต่ว่าเราจะเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วแค่ไหน

ถ้าเราเร่งเครื่องเต็มสูบ ก็อาจจะถึงเส้นชัยก่อนคนอื่น แต่ความเร็วนี้ก็มีต้นทุนของมัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ สุขภาพ และความเคารพที่มีต่อตนเอง

ที่ต้องระวังก็คือ ยิ่งเรารีบเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิด “อุบัติเหตุ” ที่ทำให้การเดินทางต้องยุติก็มากขึ้นเช่นกัน

หรือหากเรารีบเกินไปจนไม่สนุกและไม่ชอบตัวเองเอาเสียเลย ก็มีโอกาสสูงยิ่งที่เราจะล้มเลิกเสียกลางคัน

หากรู้ตัวว่าเราไม่ใช่คนประเภท go-getter ที่อยากได้อะไรแล้วต้องได้ให้เร็วที่สุด เราก็ไม่จำเป็นต้องฝืน

เราสามารถไปสู่เป้าหมายด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง จะถึงช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร ข้อดีของการไปอย่างช้าๆ คือเราจะได้เพลิดเพลินกับการเดินทาง

ตราบใดที่เรายังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และโชคชะตาไม่ใจร้ายกับเราเกินไปนัก เราก็จะไปถึงที่หมายได้เช่นกัน

เพราะความเร็วไม่สำคัญเท่ากับการไม่ล้มเลิกครับ

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี

มนุษย์เราอยู่บนโลกนี้ประมาณ 80 ปี

หรือประมาณ 1,000 เดือน

หรือประมาณ 4,000 สัปดาห์

หรือประมาณ 30,000 วัน

แต่ละวันจึงเป็นหน่วยย่อยของสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต”

ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่แย่จึงต่างกันแค่ตรงนี้

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันดีๆ มากกว่าวันแย่ๆ

ชีวิตที่แย่คือชีวิตที่มีวันแย่ๆ มากกว่าวันดีๆ

ความไม่แน่นอนของโลกย่อมการันตีว่าเราไม่สามารถมีวันดีๆ ได้ตลอดไป สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะมีวันดีๆ มากกว่าวันที่ไม่ดี

ซึ่งวันที่ดีก็คือวันที่มีชั่วโมงที่ดีมากกว่าชั่วโมงที่แย่ และชั่วโมงที่ดีคือชั่วโมงที่มีนาทีที่ดีมากกว่านาทีที่แย่

นาทีนี้จะเป็นนาทีที่ดีหรือแย่นั้นอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยภายนอกก็จริง แต่มันจะแย่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน – ว่าเราจะทำร้ายตัวเองเพิ่มเติมรึเปล่า

นาทีที่ดี -> ชั่วโมงที่ดี -> วันที่ดี -> สัปดาห์ที่ดี -> เดือนที่ดี -> ปีที่ดี -> ชีวิตที่ดี

ชีวิตทั้งชีวิตจึงขึ้นอยู่กับแต่ละนาที แต่ละขณะ

“Each day is a small lifetime. Live a good life today.”
-James Clear

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี

มาทำวันนี้ให้เป็นวันที่ดีกันครับ

ที่เราเบื่อเพราะเราทำตัวน่าเบื่อ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยมีสีสัน บางทีเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างที่มันต่างออกไป

เพราะหากทำอย่างที่เคยทำ เราก็จะเป็นอย่างที่เคยเป็น และการนอนดูทีวีหรือเล่นมือถือคงไม่ใช่คำตอบ

ตอนนี้ชีวิตกลับมาแทบจะปกติ 100% แม้ยังต้องระวังตัวอยู่แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วมาก

ทางเลือกจึงมีมากมาย เหลือแต่ว่าเราจะเลือกทำอะไรบ้าง

“Only boring people get bored.”
-Anonymous

ไม่ทำตัวเป็นน่าเบื่อ แล้วเราจะหายเบื่อเองครับ

คนรวยที่สุด 1% มีวิธีคิดอย่างไร

ฉันอายุ 17 ปี ส่วนพ่อแม่ของฉันก็มีรายได้และ net worth ที่ทำให้เราเป็นคนรวยที่สุด 1% ในอเมริกา

แม่เป็นคนหารายได้เข้าครอบครัวมากที่สุด เธอเป็นผู้บริหารบริษัทติดอันดับ Fortune 500 แม้ว่าเธอจะได้รายได้เป็นหุ้นมากกว่าเงินเดือนก็ตาม ครอบครัวของเรามีทั้งพินัยกรรมและกองทุนทรัสต์สำหรับฉันและน้องชาย

คนมักจะนึกว่าคนร่ำรวยนั้นชอบโชว์หรู นี่ไม่ใช่เรื่องจริงเลย พวก “เศรษฐีใหม่” (nouveau riche) อาจจะเป็นแบบนั้น แต่พวกเขาจะรวยอยู่ได้ไม่นานนักหรอกเพราะว่าพวกเขามักจะมีหนี้สิน ส่วนคนที่อยู่ในระดับ Top 1% และมีความตั้งใจที่จะรักษาและขยายความมั่งคั่งนั้นจะใช้ชีวิตอย่างพอประมาณและใช้น้อยกว่าที่หามาได้เสมอ

ครอบครัวของฉันสามารถซื้อบ้านที่แพงกว่านี้ได้อีกหลายเท่า แต่เรากลับอาศัยอยู่ในบ้านที่มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ บ้านหลังนี้ราคาต่ำกว่าเงินเดือนของพ่อแม่ในแต่ละปีเสียอีก

ถ้าเราจะซื้อรถหรูๆ สัก 3-4 คันเราก็ทำได้ แต่ครอบครัวใช้รถโตโยต้าปี 2011 และรถฮอนด้าปี 2006 [ข้อความนี้เขียนเมื่อปี 2017] ประเด็นก็คือแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ของราคาแพงที่สุด แต่เราไม่มีหนี้สินเลย เราไม่ต้องผ่อนรถ ไม่ต้องผ่อนบ้าน สำหรับคนทั่วไปแล้วเราเหมือนชนชั้นกลางระดับบน (upper middle class) เท่านั้นเอง

การได้เป็น Top 1% ทำให้ฉันเบาใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเทอมรึเปล่า ไม่ว่าฉันจะเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ไหนพ่อแม่ก็จ่ายไหว ถ้าพ่อแม่ตกงานเราก็ไม่ลำบากเพราะเรามีรายได้จากการลงทุนมากพอ ถ้าเศรษฐกิจแย่เราก็ไม่เป็นไรเพราะพ่อแม่มีเงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ถ้าพ่อแม่ตกงานแถมเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ด้วย เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามีเงินเก็บก้อนใหญ่พอที่จะไม่เดือดร้อนอะไรนัก

ฉันพยายามไม่ให้เพื่อนรู้ถึงฐานะทางบ้านของฉัน ถ้าเพื่อนๆ รู้พวกเขาน่าจะปฏิบัติกับฉันต่างจากเดิมพอสมควร พวกเขาน่าจะคิดแค่ว่าครอบครัวฉันฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าเขาได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่เขาคงจะคาดหวังให้ฉันใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม มีรถของตัวเอง และไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของฉันก็ยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของครอบครัวเรา และฉันก็ไม่อยากให้รู้ด้วย

ครอบครัวเรามีคอนเน็คชั่นระดับนึง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับบางครอบครัว ฉันรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ได้ไปตีกอล์ฟกับนักอเมริกันฟุตบอล NFL เพราะครอบครัวของเขามีคอนเน็คชั่นที่ดีกว่าเรามาก

ดูเหมือนว่าคนที่อยู่นอก 1% นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับคอนเน็คชั่นเท่าไหร่ การได้รู้จักคนสำคัญนั้นอาจมีประโยชน์ แต่การได้รู้จักใครบางคนที่รู้จักคนสำคัญนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่คนนอก 1% จะใส่ใจ ซึ่งเรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

เรามีคอนเน็คชั่นที่ดีกับนักการเมืองท้องถิ่น หากพ่อแม่อยากทำอะไรให้เกิดเขาก็มีโอกาส 50/50 ที่จะทำสำเร็จ พ่อแม่จะใช้คอนเน็คชั่นเพื่อทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง การเคลื่อนไหวของพ่อแม่ช่วยให้สวนสาธารณะแถวบ้านของเราสะอาดสะอ้านและทำให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดในเรื่องการปล่อยของเสียลงท่อระบายน้ำ

ฉันได้รู้ซึ้งถึงคอนเน็คชั่นของพ่อแม่ตอนที่ฉันทำโปรเจ็คของโรงเรียนเกี่ยวกับการบริหารงบที่ผิดพลาดของเทศบาล พ่อแม่ช่วยให้ฉัน “อ่านระหว่างบรรทัด” จนเจอข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด

คนส่วนใหญ่ใน Top 1% (ยกเว้นแต่ตัวท็อปจริงๆ) ไม่ได้มีอิทธิพลเพราะเงิน แต่มีอิทธิพลเพราะคอนเน็คชั่น โดยปกติคนเราจะผูกมิตรกับคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าคุณคบแต่เศรษฐี คุณก็ย่อมมีเพื่อนเป็นนักการเมือง เจ้าของธุรกิจใหญ่ รวมถึงบรรดามืออาชีพที่ยินดีจะเฟเวอร์เพื่อนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับเด็กหัวดีในห้องที่ยอมให้เพื่อนสนิทลอกการบ้าน แต่จะไม่พอใจหากมีคนอื่นพยายามจะลอกบ้าง

ฉันคิดว่าข้อได้เปรียบที่สุดของกลุ่ม 1% ที่มีต่อกลุ่ม 99% ก็คือ แม้ว่าฉันและครอบครัวจะเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็จะยังเอาตัวรอดได้อยู่ ซึ่งความมั่นใจนี้แหละที่ทำให้เรากล้าทำสิ่งที่ต้องแบกรับความเสี่ยง ซึ่งนั่นย่อมนำไปสู่โอกาสนำรายได้และทรัพย์สินมาให้เรามากกว่าเดิม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Anonymous answer to What’s it like to be rich as in 1% rich?

ครึ่งหลังของชีวิตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเอาไว้ในครึ่งแรก

“It seems, in fact, as though the second half of a person’s life is made up of nothing but the habits they accumulated during the first half.”

-Fyodor Dostoyevsky

ลองนึกถึงเพื่อนสองคนที่ฐานะครอบครัวใกล้เคียงกัน เรียนจบคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน มีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เลือกทำงานในองค์กรที่คล้ายคลึงกัน

ช่วง 3 ปีแรก สองคนนี้อาจจะมีชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนัก ทั้งเงินเดือน ความรู้ความสามารถ ไลฟ์สไตล์ หรือฐานะทางเศรฐกิจและสังคม

แต่เมื่อผ่านสามปีแรกไป ช่องว่างของสองคนนี้อาจจะถ่างขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่งอาจจะได้โปรโมตเป็นหัวหน้า ขณะที่อีกคนยังเป็นพนักงานปฏิบัติการอยู่

และเมื่อผ่านพ้นไป 10 ปี คนหนึ่งอาจจะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์และมีอนาคตสดใส ขณะที่อีกคนอาจถึงขั้นจะตกระกำลำบาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนจบมาด้วยกัน เป็นคนหัวดี สูงชะลูดตูดปอด เล่นกีตาร์เพราะ เตะบอลเก่ง รูปถ่ายตอนไปเรียนเมืองนอกนี่หล่อเหลาน่าดู

ติดเพียงอย่างเดียวคือเขากินเหล้ากินเบียร์เก่งมาก กินทุกวันจนมีกลิ่นแอลกอฮอลติดตัวตลอดเวลา เรียนจบไปแล้วก็ยังติดเหล้าอยู่ เคยพยายามเลิกหลายทีก็กลับไปกินใหม่ งานการเลยไม่เป็นชิ้นเป็นอันและไม่สามารถตั้งตัวได้เสียที ช่วงที่ลำบากมากๆ เคยต้องไปขับแท็กซี่เลยด้วยซ้ำ จนระยะหลังป่วยและต้องฟอกไตเป็นประจำ ก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว

สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่เรามีวันนี้ ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีต

สิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีตเช่นกัน

แน่นอนว่าเรื่องโชควาสนาก็มีส่วน แต่หากถือคติพุทธว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ชะตากรรมทั้งหลายก็มีเรานี่แหละที่เป็นคนกำหนด

หากชีวิตเดินทางมาถึงวัยกลางคน และรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นผลลัพธ์ของนิสัย การตัดสินใจ และการกระทำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันสายเกินแก้ หากตอนนี้เราอายุ 40 ปี และตั้งใจว่าอยากอยู่ถึง 80 ปี แสดงว่าสิ่งที่เราทำในช่วงวัย 41-60 ปี จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตหลังเกษียณของเราจะเป็นแบบไหน

20 ปีอาจฟังดูยาวนานสำหรับคนหนุ่มสาว แต่สำหรับคนที่ถึงวัย 40 แล้วจะเข้าใจเลยว่ามันสั้นกว่าที่เราเคยจินตนาการเอาไว้มาก วัย 20-40 นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และ 20 ปีต่อจากนี้อาจจะไหลไปเร็วกว่านั้นเสียอีก

อีกอย่างที่ชวนคิดก็คือ การ “หั่นครึ่ง” นั้นเราทำได้เป็นอนันต์จนถึงหน่วยที่เล็กที่สุด

ช่วงอายุ 51-60 ปีเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าตอน 41-50 ปีเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าปีนี้เราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปลายเดือนจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าต้นเดือนเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ครึ่งวันหลังจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับครึ่งวันแรกเราทำอะไรเอาไว้บ้าง – เหมือนคำสอนของชาวยิวที่กล่าวว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”

นาทีต่อไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่านาทีนี้เราทำอะไร

ชั่วขณะถัดไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าชั่วขณะนี้เราทำอะไร

บางสิ่งบางอย่างอาจจะสายเกินไป แต่ก็มีอีกมากมายที่เราเริ่มได้ตอนนี้

มาทำ “ครึ่งแรก” ที่เหลืออยู่ให้ดี เพื่อจะได้มีครึ่งหลังที่สวยงามกันนะครับ