Passion ไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วมีแต่ความสุข

20160214_Passion

เพราะผมว่ามันเป็นนิยามที่แคบไปนิดนึง

แน่นอน เราย่อมมีความสุขกับการทำสิ่งที่เรามี passion

แต่ใช่ว่าสิ่งๆ นั้นจะนำแต่ความสุขมาให้เราเสียหน่อย

ดังนั้นสำหรับผม passion จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วมีแต่ความสุข

แต่คือสิ่งที่เราเต็มใจที่จะทนทุกข์ไปกับมันด้วย

—–

วันนี้ผมบ่นกับแฟนมาตั้งแต่สายๆ แล้วว่ายังหาเรื่องเขียนบล็อกไม่ได้เลย

อ่านหนังสือก็แล้ว ไปเดินเล่นก็แล้ว ก็ยังคิดไม่ออก

การตั้งใจว่าจะเขียนบล็อกวันละตอน แถมลูกยังร้องไห้จะให้อุ้มตลอดเวลานี่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ

แต่สุดท้ายก็ได้มานั่งเขียนจนได้ ในเวลาเกือบห้าทุ่ม (สลับกับเดินไปอุ้มลูกทุกครั้งที่เขาเรียกร้อง)

—–

ของบางอย่างเราไม่รู้หรอกว่าเราจะมี passion กับมันรึเปล่า จนกว่าจะได้ลองลงมือทำแบบจริงๆ จังๆ ดูซักครั้ง

ก่อนหน้านี้ ถ้าให้เทียบกัน ผมว่าผมมี passion กับเรื่องฟุตบอลกับเรื่องดนตรีมากกว่าเรื่องขีดๆ เขียนๆ เยอะเลย

เพียงแต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจก็คือการสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น (make a difference) ซึ่งการเขียนบล็อกตอบโจทย์มากกว่าการเตะบอลหรือเล่นดนตรี

ช่วงมีลูกใหม่ๆ มีหลายครั้งที่ผมต้องตื่นมาเขียนบล็อกตอนตีสอง เขียนเสร็จตอนตีสี่ นอนอีกสองชั่วโมงแล้วค่อยตื่นนอนไปทำงาน

(เมื่อวานที่เขียนเรื่อง “โชคดี” ก็เสร็จเกือบตีสี่เหมือนกัน ยังดีที่เป็นเช้าวันอาทิตย์ก็เลยนอนอุตุได้)

เหนื่อยขนาดนี้ ทุกข์ขนาดนี้ ถามว่าคุ้มมั้ย?

บางทีคำถามว่าคุ้มมั้ย อาจเป็นคำถามที่ผิด

passion ก็เหมือนคนที่เรารัก ที่ไม่ได้นำความสุขมาให้เราทุกเมื่อ

บ่อยครั้ง เขาทำให้เราบาดเจ็บมากกว่าคนที่เราไม่ได้รักเสียอีก

แต่เราก็ยังสมัครใจที่จะอยู่กับเขาต่อ โดยไม่มัวมาตั้งคำถามว่า “จะอยู่ไปทำไม”

เมื่อเรามี passion กับสิ่งใดหรือคนใดแล้ว การถามหาเหตุผลก็อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

เพราะการได้ทำในสิ่งที่เรารักหรือเพื่อคนที่เรารัก คือเป้าหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

20160203_BurnOut

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

– Neil Young (1988)
– Kurt Cobain (1994)

 

—–

ผมได้ยินมาว่า เด็กจบใหม่สมัยนี้ รักสบาย ไม่สู้งานเหมือนคนรุ่นก่อนๆ

อาจเป็นเพราะว่าค่านิยมของคนเราเปลี่ยนไป และการมี work-life balance อาจมีความสำคัญมากกว่าเงินเดือนหรือตำแหน่งสูงๆ ก็ได้

และผมกำลังสงสัยว่า ที่ไม่อยากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เพราะไม่อยากจะเจอสภาวะ burn out

อ้างอิงจากคมชัดลึก Burn-Out หมายถึง การทำงานหนักมากเกินไปและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับ

ผมเองก็ระวังเรื่อง burn out มากเหมือนกัน และไม่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าเราควรทำงานหามรุ่งหามค่ำจนสุขภาพเสีย

แต่พอมาเห็น Quote นี้ก็ทำให้ต้องมาทบทวนตัวเองใหม่

“It’s better to burn out than to fade away.”

เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย

แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า คนสมัยก่อนนี่เขามี Burn out กันบ้างรึเปล่า

ผมเลยเข้าไปดูที่ Google Ngram Viewer ที่บอกได้ว่าคำๆ หนึ่งมีการใช้บ่อยแค่ไหนในแต่ละยุคแต่ละสมัย

แล้วก็พบว่า คำว่า burn out นี่เพิ่งเริ่มมีคนใช้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเมื่อปี 1673 นี้เอง

BurnOutNgram

นั่นแสดงว่า ศิลปินที่ทำงานหนักและมีผลงานระดับตำนานอย่าง ลีโอนาร์โดดาวินชี (1452-1519) ไมเคิลแแองเจโล (1475-1564) และเชคสเปียร์ (1564-1616) อาจไม่เคยรู้จักคำว่า burn out เลย

จนอดคิดไม่ได้ว่า อาการ burn out นี่มันมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงวาทกรรมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายสภาวะธรรมดาให้น่ากลัวกว่าความเป็นจริง?

—–

ถึงเราจะไม่อยาก burn out แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่เผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปสุดขั้วของอีกฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นคนเฉื่อยเนือย เช้าชามเย็นชาม

เพราะถ้าเรา fade away ก็เท่ากับว่าเรากำลังผลาญทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

คือเวลาที่เรามีอย่างจำกัดในการใช้ความรู้ความสามารถของเราสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างและโลกใบนี้

ยิ่งถ้าเราอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยแล้ว แรงมีเท่าไหร่ก็ควรจะลงไปให้เต็มที่ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะเป็นประโยชน์กับเราในอนาคต

มนุษย์เหมือนถ่านชาร์จครับ ต่อให้เจอเครื่องเล่นที่กินแบตแค่ไหน พอถ่านหมดก็ยังพอชาร์จไฟใหม่ได้

แถมเรายังเป็นถ่านชาร์จชาวไซย่าด้วย***  เพราะแบตหมดแล้วชาร์จใหม่เราจะมี “พลังต่อสู้” มากกว่าเดิม

แต่ถ้าเฉื่อยเนือย ทำงานแค่เกียร์หนึ่งเกียร์สองตลอด

กว่าจะรู้ตัวอีกที เราอาจจะกลายเป็นถ่านไร้สมรรถสภาพที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้วก็ได้

—–
*** ในการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอล พระเอกที่ชื่อหงอคงเป็นชาวไซย่า เผ่าพันธุ์นักรบที่พลังจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งหลังฟื้นจากอาการบาดเจ็บปางตาย
—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก คมชัดลึก “Burn-Out Syndrome” ภัยเงียบของคนทำงาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Google Ngram Viewer: Burn out

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

ทำงานเสร็จมากมายแถมยังได้กลับบ้านห้าโมงครึ่ง

20160131_GoHomeAt530

วันนี้เผอิญไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

บทความนี้เขียนโดย Eric Barker ที่โทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนชื่อ Carl Newport เพื่อจะขอคำแนะนำว่าควรทำตัวอย่างไรถึงจะเป็นคนที่ productive ขึ้น

คาร์ล นิวพอร์ตเป็นคนเขียนหนังสือชื่อ So Good They Can’t Ignore You ซึ่งผมเองก็ซื้อมานานแล้วแต่ยังไม่ได้อ่าน แหะแหะ

อีริคคุยกับคาร์ลเสร็จแล้วจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมา How to be the most productive person in your office — and still get home by 5:30 p.m. – ทำยังไงถึงจะเป็นคนที่ productive ที่สุดในออฟฟิศแถมยังได้กลับบ้านก่อนห้าโมงครึ่งอีกด้วย

บทความต้นฉบับนั้นค่อนข้างยาวทีเดียว แต่ถ้าผู้อ่านถนัดภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็แนะนำให้อ่านบทความต้นฉบับนะครับเพราะเขียนได้ดีกว่าผมอยู่แล้ว

ส่วนผมเองขอนำมาสรุปคร่าวๆ ดังนี้

  1. To Do List อย่างเดียวไม่เวิร์ค ต้องจัดเวลาลงตารางด้วย
  2. คิดไปเลยว่าต้องกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่งแล้วค่อยวางแผนย้อนกลับมา
  3. วางแผนสำหรับทั้งสัปดาห์
  4. เลือกทำงานเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ทำให้โคตรเจ๋งไปเลย
  5. ทำ “งานตื้นเขิน” ให้น้อย ลงแรงกับ “งานลึกซึ้ง” ให้มากขึ้น

1. To Do List อย่างเดียวไม่เวิร์ค ต้องจัดเวลาลงตารางด้วย

เพราะ To Do List ของเรานั้นมักจะมีงานเยอะเกินไปเสมอ การจัดงานของเราลงตารางเวลาจะทำให้เราเห็นชัดเจนขึ้นว่าเราจะทำงานได้เยอะขนาดไหน และการจัดงานลงตารางก็จะช่วยให้เราผัดวันประกันพรุ่งน้อยลงเพราะเราได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะทำงานชิ้นนี้ ณ เวลานี้

อาจนะฟังดูเครียดและไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไหร่ แต่คาร์ลก็แนะนำว่าเราควรจะจัดเวลาไว้เลยว่าจะพักเบรคช่วงไหนบ้าง และควรจะจัดเวลาเผื่องานที่เข้ามากะทันหันเช่นกัน

2. คิดไปเลยว่าต้องกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่งแล้วค่อยวางแผนย้อนกลับมา

พอเรามี deadline ที่ชัดเจน เราก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่างานไหนจะรับมาทำหรือไม่รับมาทำ เราจะเข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธงานบางงานหรือคนบางคนเพราะเรารู้ดีว่าถ้าทำเพิ่มเราก็จะไม่สามารถกลับบ้านตามเวลาได้

ที่สำคัญการที่เราสามารถคอนโทรลตารางเวลาชีวิตเราได้ จะช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงอีกด้วย

3. วางแผนสำหรับทั้งสัปดาห์

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงแรกตอนเช้าวันจันทร์ในการวางแผนว่าสัปดาห์นี้จะทำอะไรบ้าง แล้วเอางานลง schedule ให้หมดตลอดสัปดาห์ (รวมถึงเรื่องส่วนตัวนอกเวลางานด้วยก็ได้)

คาร์ลบอกว่าทุกๆ วันเขารู้ว่าแต่ละชั่วโมงจะทำอะไรบ้าง และทุกๆ สัปดาห์เขารู้ว่าแต่ละวันจะทำอะไรบ้าง และทุกๆ เดือนเขาก็รู้ว่าแต่ละสัปดาห์เขาจะทำอะไรบ้าง

4. ทำงานให้น้อยชิ้น แต่ทำให้โคตรเจ๋งไปเลย

ด้วยการถามคำถามที่ว่า “อะไรบ้างที่สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับชีวิตของเรา?” เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็พยายามจำกัดกิจกรรมหรืองานอื่นๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

5. ทำ “งานตื้นเขิน” ให้น้อย ลงแรงกับ “งานลึกซึ้ง” ให้มากขึ้น

ในประวัติศาสตร์ของจักรวาล ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะตอบเมล์ได้มากกว่าใครและเข้าประชุมมากกว่าคนอื่น

ที่พวกเราทำงานไม่ทัน เพราะเรามักจะเอาเวลาไปสาละวนอยู่กับงานที่ตื้นเขินอย่างการตอบอีเมล์ เข้าประชุม และส่งข้อมูลไปมา ซึ่งเป็นงานที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

และที่เราชอบเอาเวลาไปทำงานพวกนี้ก็เพราะว่ามันง่ายดี

ในขณะที่งานที่มีคุณค่าจริงๆ ต้องใช้พลังและความสามารถของเราอย่างเต็มที่ เราจึงมัก “ไม่มีเวลา” และหาทางหลบหลีกอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่จริงแล้วงานพวกนี้แหละที่จะทำให้เราก้าวหน้า

Shallow work stops you from getting fired — but deep work is what gets you promoted.

งานที่ตื้นเขินทำให้คุณไม่โดนไล่ออก แต่งานที่ลึกซึ้งจะทำให้คุณได้เลื่อนขั้น

—–

ผมเองยังไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คกับบริบทคนไทยรึเปล่า โดยเฉพาะคนที่มีเจ้านายอทินนา 

โชคดีที่เจ้านายผมให้อิสระพอสมควรเลย สัปดาห์นี้ผมเองว่าจะทดลองทำตามแนวทางนี้ดูซะหน่อยครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก The Week: How to be the most productive person in your office — and still get home by 5:30 p.m.

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่ได้เครียดเพราะงานเยอะเกินไป

20160128_NotStressedBecauseTooMuchWork

เพราะโดยหลักการของการทำงานประจำ ปริมาณของงานมันควรจะเป็นอนันต์ (infinity) อยู่แล้ว

นั่นคือจะมีงานเข้ามาทุกวันไม่มีวันจบ

ถ้างานมันมีวันจบ นั่นเรียกว่าโปรเจ็ค และเขาก็ควรจ้างเราเป็นแค่ contractor มากกว่า พอจบโปรเจ็คก็เลิกจ้างเรา

ดังนั้นในฐานะพนักงานประจำกินเงินเดือน เราควรจะดีใจที่มีงานเยอะ เพราะนั่นแสดงว่าเขายังต้องการจ้างเราอยู่

สิ่งที่ทำให้เราเครียดจึงไม่ใช่ปริมาณของงาน

สิ่งที่ทำให้เราเครียดคือเงื่อนไขด้านเวลา

เช่นต้องทำรายงานส่งภายในวันพรุ่งนี้

ต้องออกซอฟต์แวร์ตัวใหม่ให้ลูกค้าภายในสองสัปดาห์

หรือต้องเตรียมทุกอย่างให้ทันก่อนวันที่จะมี Event เช่นงานเลี้ยงประจำปีหรือประชุมใหญ่

นอกจากเรื่องเงื่อนไขด้านเวลาแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเครียดกับงานได้ (แม้ความถี่จะน้อยกว่า) ก็คือเรื่องความยากของเนื้องาน

ถ้างานยากเกินความสามารถของเรานิดนึง เราจะรู้สึกดีเพราะว่ามันท้าทายและเราได้เรียนรู้

แต่ถ้างานที่เราได้มามันยากเกินความสามารถของเราไปมาก มากจนไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน นั่นก็ทำให้เราเครียดได้เช่นกัน

ความเครียดทั้งสองแบบนี้มีทางแก้ง่ายๆ อยู่วิธีนึง

ใช้ปากครับ

ถ้างานมันยากจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็ใช้ปากถามหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่มีประสบการณ์มากกว่า

ยอมถูกมองเป็นคนโง่ในวันนี้เพื่อฉลาดในวันพรุ่ง ดีกว่าเก็บเงียบไว้คนเดียวแล้วโง่ไปทุกวัน

ส่วนปัญหาเรื่องเงื่อนไขเวลา ถ้างานมันเร่งจนเราต้องอยู่ดึกดื่น นอนไม่พอ สุขภาพทรุดโทรม เราก็ควรใช้ปากของเราพูดคุยกับหัวหน้า

หัวหน้าที่ดีย่อมเข้าใจและหาทางช่วย เพราะปัญหาทุกอย่างมีทางออกอยู่แล้ว และทางออกง่ายๆ ก็คือตัดสินใจว่าจะให้เราทำงานชิ้นไหนให้เสร็จก่อน-หลัง หรือถ้ามันต้องเสร็จพร้อมกันจริงๆ เขาก็จะหาคนมาช่วยเราอีกแรง

งานทุกชิ้นรอได้ครับ ที่รอไม่ได้ (หรือไม่ยอมรอ) คือคนต่างหาก ดังนั้นถ้าจะแก้ต้องแก้ที่คน แต่เราเองก็ต้องกล้าที่จะพูดปัญหาของเราออกมาเสียก่อน

จงเป็นคนปากเบา แล้วเราจะไม่เครียดกับงานครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีทำงานไร้สมอง

20160118_NoBrainers

เชื่อว่าคนทำงานทุกคนต้องมี “งานไร้สมอง” อยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

งานไร้สมองในความหมายของผมคืองานที่ใช้ความคิดน้อย ใช้ความพยายามน้อย และใช้เวลาน้อย (ไม่เกิน 10 นาที)

งานไร้สมองก็เช่น

  • โทร.กลับหาคนที่ missed call มา
  • ส่งเมล์ follow up งาน
  • เดินไปส่งจดหมาย
  • งาน admin เช่นลางาน เบิกเงิน ฯลฯ

งานพวกนี้อาจจะไม่สลักสำคัญอะไรนัก บางทีต้องเรียกว่าน่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ จึงควรจะทำให้เสร็จโดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด

หลักการของผมคือจะเก็บงานไร้สมองหลายๆ ชิ้นไว้ทำรวดเดียว

โดยเวลาที่ผมมักทำงานประเภทนี้ก็คือตอนหลังทานข้าวเที่ยง เพราะเป็นช่วงที่หลังตาเริ่มหย่อนหน่อยๆ และพลังเฉื่อยสูง จะให้ทำงานชิ้นใหญ่คงไม่ไหว และการทำงานไร้สมองจะช่วยสร้างโมเมนตั้มให้พลังงานค่อยๆ กลับมา

อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมมักใช้ทำงานไร้สมองคือตอนที่ทำงานชิ้นใหญ่เสร็จไปแล้ว และทำงานไร้สมองเป็นการพักเบรคไปในตัว โดยผมจะเน้นทำงานชิ้นที่ไม่ต้องอยู่กับโต๊ะ จะได้เดินไปเดินมาและได้ยืดเส้นยืดสาย

และช่วงเวลาสุดท้ายที่เหมาะกับงานไร้สมองคือตอนที่รู้ตัวว่าอีกแค่ 15 นาทีต้องไปประชุม จะนั่งทำงานชิ้นใหญ่ก็อาจจะเวลาน้อยเกินไป จะเล่นเฟซบุ๊คฆ่าเวลาก็ใช่ที่ ช่วงเวลานี้จึงเหมาะกับงานไร้สมองซักชิ้นหรือสองชิ้นเช่นกัน

คุณล่ะครับ จัดการงานไร้สมองเหล่านี้ด้วยวิธีไหน?

 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com