จะเป็นนกแก้วหรือจะเป็นอินทรี

20180919_parrot

นกแก้วพูดเก่ง สีสันสดใส แต่บินได้ไม่สูง บินได้ไม่ไกล

นกอินทรีเงียบราวเป็นใบ้ แต่บินได้ไกล บินได้สูง

คนที่พูดเยอะ-ทำน้อยก็เหมือนนกแก้ว ลีลาแพรวพราว ฟังเพลิน แต่ก็แค่ชั่วคราว

ส่วนคนที่พูดน้อย-ทำเยอะก็เหมือนนกอินทรี บินได้สูง บินได้ไกล แม้ไม่ค่อยพูดอะไร ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครได้อีกนานครับ

เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงาน

20180916_top

ผมชื่อสตีฟ ทำหน้าที่เป็น recruiter ที่สรรหาคนเก่งๆ มาร่วมงานกับองค์กร

วันหนึ่งผมเจอโปรไฟล์ของคนที่น่าสนใจเลยโทร.ไปหาเพื่อเชิญให้เขามาสัมภาษณ์ เขาจะได้เงินและตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมมาก และเขาก็มีทักษะและคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนี้

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมไม่สนใจครับ” เขาปฏิเสธ

ผมถามเพิ่มว่าทำไม เขาตอบว่า

“ผมถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานแล้วครับ” (“I already made it to the top”)

ผมดูเรซูเม่ของเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตำแหน่งสูงอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้จัดการด้วยซ้ำ

เขาเลยอธิบายว่า “การไปถึงจุดสูงสุด” สำหรับเขาคือการที่เขารักงานที่เขาทำในแต่ละวัน เขารักบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทุกๆ คนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพ เงินเดือนเขามากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ มีสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพลาดเกมแข่งเบสบอสของลูก การแสดงที่โรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด หรือวันสำคัญๆ ของครอบครัวเลย

เขารู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปอีกขั้นในหน้าที่การงานคืออะไร มันต้องใช้เวลามากขึ้น ต้องเดินทางมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

“มันไม่คุ้มกันครับ” เขาบอก

คุณจะนิยาม “จุดสูงสุดในหน้าที่การงาน” ของคุณว่าอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้มันมาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่มาจากสังคมหรือคนอื่นๆ คุณเท่านั้นที่เป็นคนตัดสิน

ขอบคุณเรื่องราวจาก LinkedIn: Steve Crider, Executive Recruiter

เจ้านายกับชุดล่องหน

20180904_noclothes

เสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่มาเรียน Time Management Workshop ร่วม 40 คน

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกัน คือจำนวนการประชุมที่มากเกินพอดีและยาวเกินพอดี จนบางทีไม่เป็นอันทำการทำงานกัน

ผมจึงถามไปว่า ถ้าเรารู้สึกว่าการประชุมบางอันมันเสียเวลา ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ แล้วเรากล้าบอกคนจัดประชุมรึเปล่า

บอกเพื่อจะขอไม่เข้า หรือบอกเพื่อจะให้ปรับวิธีการการประชุมก็ได้

คำตอบก็คือไม่กล้าบอก ถ้าบอกก็กลัวว่าจะโดนมองว่าไม่ดี

แล้วก็มีคนยกประเด็นที่น่าสนใจ ว่าตัวผมเองทำงานในบริษัทอินเตอร์หรือสตาร์ทอัพมา ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรน่าจะเอื้อให้คนกล้าพูดกล้าตั้งคำถามมากกว่าองค์กรไทยๆ ที่ถ้าเราตั้งคำถามกับผู้ใหญ่เมื่อไหร่ก็อาจโดนเพ่งเลงได้เมื่อนั้น เพราะผู้บริหารไม่น้อยที่คิดว่าการประชุมเยอะๆ คือการทำงาน

ดังนั้น การขอให้ผู้ใหญ่เปลี่ยน อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด

——

จบเวิร์คช็อปในวันนั้นแล้ว ผมก็คิดถึงบทความ ชีวิตสั้นเกินกว่า ที่เป็นบทสุดท้ายของหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

Life is too short to hold grudges
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเก็บความขุ่นข้องหมองใจ

Life is too short to scroll down the infinite Facebook feed
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งส่องเฟซ

Life is too short to avoid putting in the hard work
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมามัวเหยาะๆ แหยะๆ

Life is too short to worry about what other people think of you
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมากังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

Life is too short to wait until everything is ready
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม

Life is too short to argue who is right
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

Life is too short to wait until you are rich
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมารอให้รวยก่อน

Life is too short to postpone decisions
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

Life is too short to act like a wimp
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด

Life is too short to think you will get to do it someday
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาคิดว่า ไว้วันหลังค่อยทำก็ได้

—–

แล้วผมก็คิดด้วยว่า Life is too short to sit in useless meetings ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทนนั่งในการประชุมที่ไม่สร้างการผลิต

และเราไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าก็อาจรู้สึกเหมือนกัน

ประเด็นคือไม่มีใครกล้าพูดมันออกมา

เหมือนประชาชนทั้งเมืองที่แซ่ซ้องสรรเสริญความงดงามของชุดล่องหนที่พระราชาสวมใส่

ต้องรอให้เด็กคนหนึ่งทักว่าพระราชาโป๊เท่านั้น คนถึงจะเริ่มกล้าพูดความจริง

ปัญหาบางปัญหา คิดแบบผู้ใหญ่เราอาจแก้ไม่ได้ แต่ถ้าสวมหัวใจเด็ก เราอาจจะแก้ได้โดยง่าย

เพราะเด็กไม่คิดเยอะ เพราะเด็กมีความกล้า

ลองสำรวจดูนะครับว่าในที่ทำงานของเรามีพระราชาในชุดล่องหนรึเปล่า

และเรากำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่

เป็นพระราชา เป็นช่างตัดผ้า เป็นชาวเมืองที่แซ่ซ้อง

หรือเป็นเด็กที่ทำให้ทุกคนตาสว่างครับ

—–

ป.ล. สวมหัวใจเด็กได้ แต่ตอนสื่อสารก็ต้องมีศิลปะนะครับ

Emotional Labor สำคัญกว่า Physical Labor

20180828_emotionallabour

ในยุคที่โรงงานอุตสาหกรรมเฟื่องฟู สิ่งสำคัญคือ “แรงงาน” หรือ Physical Labor ที่ต้องมาทำงานร่วมกับเครื่องจักรเพื่อสร้างผลผลิต คนจำนวนไม่น้อยจึงทิ้งอาชีพชาวไร่ชาวนา เดินทางเข้าเมืองกรุงและผันตัวเป็นหนุ่ม-สาวโรงงาน

ยุคนั้นกำลังค่อยๆ จบลงพร้อมกับการมาถึงของ AI และ automation ที่เครื่องจักรจะทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ

Physical Labor จึงกำลังถูกลดความสำคัญ และสิ่งที่เรียกว่า Emotional Labor จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมได้ยินคำว่า Emotional Labor มาจาก Seth Godin บล็อกเกอร์ต้นแบบของผม

ผมไม่มีคำแปลสำหรับ Emotional Labor แต่ถ้า Physical Labor คือการ “ลงแรง” Emotional Labor ก็คือการ “ลงใจ”

ในโลกยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว คนทำงานมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นแต่ KPI (เช่นยอดไลค์และยอดแชร์) และประสิทธิภาพ (efficiency) คือลงแรงให้น้อยที่สุด สร้างผลตอบแทนให้มากที่สุด

โพสต์บางโพสต์อาจมีคนไลค์มากก็จริง แต่มันก็มีคุณค่าแค่ชั่วคราว ข้างในนั้นไม่ได้มีสารัตถะ คนสร้าง content ก็ไม่ได้ใส่ใจ คนเสพ content ก็ไม่ได้คาดหวัง เป็นความสัมพันธ์แบบ one night stand

เมื่อทุกอย่างดูฉาบฉวย เวลาเราเจอคนที่ทำงานด้วย Emotional Labor เราจึงแปลกใจและชื่นชม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และสิ่งที่หายากนั้นมีคุณค่ากว่าสิ่งที่มีอยู่เกลื่อนกลาดเสมอ

ขอยกตัวอย่างของเรื่องที่ใช้ Emotional Labor จาก Zappos บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการลูกค้า

แซปโป้ส์มีนโยบายให้ลูกค้าสามารถสั่งรองเท้าไปลองใส่ก่อนได้ คู่ไหนไม่ชอบก็ส่งคืนให้แซปโป้ส์ มีผู้หญิงคนหนึ่งแจ้งว่าจะส่งรองเท้าคืนให้แซปโปส์หลายคู่ แต่แล้วสัปดาห์นั้นแม่ของเธอก็เสียชีวิต เธอจึงวุ่นมากจนไม่มีเวลาจัดการเรื่องรองเท้า พอแซปโป้ส์ส่งเมลมาสอบถาม เธอจึงบอกเหตุผลไปว่าเธอเพิ่งเสียแม่ไปแต่จะรีบจัดการเรื่องรองเท้าให้

แซปโป้ส์จึงเมลกลับมาว่าได้นัดหมายให้ UPS เข้าไปรับรองเท้าเธอถึงที่บ้าน (เธอจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้) แล้วอีกไม่กี่วันถัดมาแซปโป้ส์ส่งช่อดอกไม้พร้อมการ์ดแสดงความเสียใจมาให้เธอ

ถามว่าแซปโปส์จำเป็นต้องส่งการ์ดมาให้มั้ย? คำตอบก็คือไม่ แต่แซปโปส์เลือกที่จะทำเพราะแซปโปส์ให้ความสำคัญกับ Emotional Labor

ขอยกตัวอย่าง Emotional Labor โดยคนไทยบ้าง

Readery.co เว็บขายหนังสือ ซึ่งบริการรวดเร็วและบรรจุหนังสืออย่างพิถีพิถันมากจนผมแทบไม่กล้าแกะกล่องเพราะเสียดาย

ครูณัชร ดร.ณัชร สยามวาลา ที่ทำคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” อ่านและสรุปมาร่วม 500 เล่ม เพื่อสนับสนุนให้คนไทยรักการอ่าน

คุณบิวแห่งเพจวิศวกรรีพอร์ตที่สอนใช้ Excel อย่างละเอียด บทความแต่ละตอนของคุณบิวผมเดาว่าใช้เวลาเขียนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง หรือบางตอนอาจใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงด้วยซ้ำไป

บทความของผมที่ใช้ Emotional Labor อย่างมหาศาลเช่น Sapiens 20 ตอน, การจัดบ้านแบบ KonMari หรือรถติดบนทางด่วนพระราม 9 ก็เป็นบทความที่มีคนกลับเข้ามาอ่านตลอดแม้จะเขียนเอาไว้ตั้งนานแล้ว

หรือล่าสุด เมื่อวานนี้น้องโปรแกรมเมอร์ที่ออฟฟิศคนหนึ่งไม่สบาย มะเหมี่ยวกับเมทีม People ก็พาน้องคนนั้นไปโรงพยาบาลและขับรถไปส่งถึงบ้านที่พระราม 2

Emotional Labor คือการ go the extra mile คือการทำสิ่งที่เกินความคาดหวัง คือการทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำก็ได้

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่สิ่งที่จะได้กลับมาคือความประทับใจและความไว้ใจ ซึ่งมีคุณค่ากว่ายอดไลค์มากมายนัก

ดังนั้น ถ้าเราอยากสร้างความไว้ใจและสร้างผลงานที่เป็นที่จดจำ ลองนำ Emotional Labor ไปใส่ในงานของเราดูนะครับ

ถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

20180819.png

ขอให้เชื่อว่า

1.ทีมที่ดี / องค์กรที่ดีและเหมาะกับเรานั้นมีอยู่จริง
2.เขากำลังหาคนเก่งๆ และเหมาะกับเขาไปร่วมงาน

คำถามก็คือเราเก่งพอ ดีพอสำหรับเขารึยัง?

ถ้ายังไม่เก่งพอ ยังไม่ดีพอ ทางเลือกเราก็มีน้อย นั่นคือเหตุผลที่มีคนมากมายที่ไม่แฮปปี้กับงานแต่ก็ไม่รู้จะย้ายไปไหน ความไม่เก่งก็เลยกลายเป็นโซ่ตรวนล่ามตัวเองไปโดยปริยาย

ส่วนคนที่เก่งนั้นจะมีอิสระ ถ้างานที่นี่ไม่เหมาะกับเขา เขาก็ยังหล่อเลือกได้/สวยเลือกได้เสมอ

ดังนั้น ถ้าไม่อยากทนทุกข์กับงานที่ทำ เราก็ต้องรีบเก่งขึ้น

และวิธีที่สั้นและตรงที่สุด คือทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด

เมื่อเราทำงานได้ดี เราก็จะมีความมั่นใจ และได้ความเคารพตัวเองกลับคืนมา และพลังบวกนี่แหละที่จะทำให้เราเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนความทุกข์ที่มีกับงานจะน้อยลงไปโดยปริยาย บวกกับทางเลือกที่เพิ่มขึ้นมากมายในอนาคต

ในทางกลับกัน ถ้าเรามัวแต่เฝ้าฝันถึงงานที่ดีกว่า โดยละเลยที่จะทำงานปัจจุบันให้สำเร็จลุล่วง ทีมอื่นๆ ก็คงไม่มีใครอยากชวนเราไปอยู่ด้วย และโอกาสที่จะได้งานดีๆ กับองค์กรที่ดีก็ย่อมริบหรี่เช่นกัน

ดังนั้น หยุดโทษคนอื่น ปรับที่ตัวเอง เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้มีอิสระในการเลือกงานที่เติมเต็มเราได้จริงๆ ครับ

—–

รับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation Workshop รุ่นที่ 1 ดูรายละเอียดได้ที่ https://goo.gl/3JJ5vR