พรสวรรค์คือความชอบ

20170601_talent

[ถาม]: เท่าที่รู้มาคือคุณเข้าวงการโดยเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้จักใครเลย แล้วตอนนั้น
คิดว่าต้นทุนที่สำคัญของคุณคืออะไร

[ตอบ]:จริงๆ ผมรู้สึกว่ามันเริ่มจากโอกาส เราต้องวิ่งเข้าหาโอกาส บางครั้งจะมานั่งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเลยนะ สมมติถ้าผมฝึกเล่นดนตรี แล้วรอวันหนึ่งให้โปรดิวเซอร์มาเห็น เอานามบัตรมาให้เหมือนอย่างในละครหรือในหนัง สำหรับผมมันช้าไป เพราะก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะมาเห็น เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรก็ต้องหามาให้ตัวเอง ถ้ารู้ว่าจะไม่มีใครแต่งเพลงให้ ก็ฝึกแต่งเพลงสิ อยากเล่นกีตาร์เป็น แต่ไม่มีใครสอน ก็ต้องฝึกเล่นเองสิ บางคนเล่นกีตาร์อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนมาชวนไปเล่นที่ร้าน แต่ผมไม่มี ผมก็ต้องเดินไปหาร้านของใครก็ไม่รู้ อย่างตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตผมก็ไม่มีเพื่อนสักคน ก็ต้องเสิร์ชหาข้อมูลทุกอย่างเอาเอง สุดท้ายแล้วต้นทุนที่สำคัญมันอาจจะเป็นความชอบที่ผมอยากจะทำ มันพาผมขับเคลื่อนไปข้างหน้า

หลายคน มักจะพูดถึงพรสวรรค์ ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าพรสวรรค์คืออะไร สุดท้ายผมคิดว่าพรสวรรค์ก็คือความชอบนี่แหละ สมมติมีเด็กคนหนึ่งเรียนภาษาอังกฤษเก่งมาก หลายคนก็บอกว่าน้องคนนี้เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาอังกฤษ แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องมันแค่ชอบภาษาอังกฤษมาก เจออะไรเป็นภาษาอังกฤษก็หยิบมาอ่าน เพราะเขาชอบไง แต่เราไม่เห็นกระบวนการทำงานของเขา ก็ไปคิดว่าเขามีพรสวรรค์ ไปตัดสินว่าเขาคงนั่งเฉยๆ เหมือนเรา แล้วอยู่ๆ ก็มีพรสวรรค์งอกขึ้นมาเอง แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากความที่เขาชอบ หรือเห็นเพื่อนเล่นกีตาร์เป็นได้เร็ว เราก็ไปตัดสินเขาอีกว่าเขาคงนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนเรา แต่ไม่รู้เลยว่าตอนอยู่บ้านเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเล่นกีตาร์ ถ้าเล่นไม่เก่งก็บ้าแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังพิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะผมเองก็ไม่ได้เก่งมากหรือเป็นเทพ แต่อยากทำอะไรได้ก็แค่ไปฝึก อยากแต่งเพลงก็ฝึกแต่งเพลง ไม่กล้าบอกหรอกว่าตัวเองแต่งเพลงเก่ง ผมก็เหมือนคุณนี่แหละ ไม่ได้อัจฉริยะอะไรเลย ต้องกลับบ้านไปนั่งใช้เวลาแต่ง เหมือนๆ กัน บางครั้งก็คิดออก บางครั้งก็คิดไม่ออก

– สิงโต นำโชค
a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015
เรื่อง : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

—–

วันก่อนที่ผมเขียนเรื่องนาฬิกาแดดที่อยู่ในร่ม เพื่อนคนนึงก็เข้ามาคุยกับผมว่าไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของตัวเองคืออะไร

ผมตอบไปว่าจริงๆ เธอน่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว มันคือสิ่งที่เราชอบทำและขยันฝึกจนเราทำได้ดีนี่เอง (เธอชอบเล่นโยคะมาก)

เวลาเราเห็นคนเก่งมากๆ เรามักจะบอกว่าคนนั้นคนนี้มีพรสวรรค์ หรือถ้าเทพขึ้นไปอีกก็จะยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ

แต่แม้กระทั่งอัจฉริยะที่เรายกย่องอย่างไอน์สไตน์ก็เคยพูดว่าเขาไม่ได้ฉลาดอะไรมากมาย เขาแค่พร้อมที่จะขลุกอยู่กับปัญหานานกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เวลาที่เราบอกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่น จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความเหยาะแหยะหรือความกลัวของเรารึเปล่า?

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิดคงจะพอเป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะใช้ได้กับคนที่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างเมสซี่หรือโรนัลโด

แต่สำหรับคนเก่งอีก 99.9999% สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์นั้นจริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงแค่ความชอบที่มากพอจนเขาลงแรงและฝึกฝนมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ความสามารถอย่างหนึ่งของผมคือเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ขอแค่ร้องได้ก็เล่นได้แล้ว (เฉพาะเพลงไทยนะ) น้องบางคนก็ชอบนึกว่าผมจำคอร์ดแม่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

ช่วงปีแรกของการหัดกีตาร์นั้น ผมอยู่นิวซีแลนด์ แถมตอนนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต จึงไม่สามารถหาหนังสือเพลงหรือหาคอร์ดจากเน็ตมาเล่นได้ มันจึงบังคับให้ผมต้องแกะเพลงที่อยากเล่นไปโดยปริยาย พอแกะเพลงมากเข้าๆ ก็พอจะจับทางคอร์ดออก โดยเฉพาะเพลงไทยที่ทำนองไม่ซับซ้อน ไปๆ มาๆ จึงรู้ได้เลยว่าท่อนต่อไปควรจะเล่นคอร์ดอะไรโดยไม่ต้องใช้ความจำ

การเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ดูเผินๆ เป็นพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ผลของการฝึกฝนเท่านั้นเอง

ดังนั้น สำหรับคนที่จะเริ่มทำอะไรอะไร ลืมคำว่าพรสวรรค์ไปก่อนเลย ลองทำดู แล้วถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ให้เวลากับมันมากๆ ฝึกฝนเยอะๆ และสุดท้ายก็จะเหมือนที่พี่สิงโตบอก…คนที่ทำได้อย่างนี้ ถ้าไม่เก่งก็บ้าแล้ว


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ไม่มีใครอยากทำเลว

20170408_doright

“สุดท้ายแล้วสามัญสำนึกของเราเป็นคนดีเสมอ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำเลวเพราะเขาอยากทำเลว แต่เป็นเพราะเขาเชื่อว่าการทำเลวของเขามันถูกต้อง มันจะมีเหตุผลสนับสนุนในจิตใต้สำนึกของตัวเองเสมอ คนเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเลว”

– กันต์ กันตถาวร

a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017
เรื่อง ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของคุณกันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการ The Mask Singer ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของผู้บริหารคนหนึ่งของ Workpoint เจ้าของรายการที่ฮอตฮิตที่สุดในชั่วโมงนี้

ผู้บริหารคนนั้นคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่เล่าพฤติกรรมการดูละครไทยของนักโทษในเรือนจำ

คนเหล่านี้ถูกสังคมหรือศาลตัดสินแล้วว่าเป็น “ผู้ร้าย” แต่เวลาดูละคร พวกเขาก็ยังเชียร์พระเอก-นางเอกอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครเชียร์ตัวโกงซักคน

นั่นแสดงว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีของนักโทษเหล่านี้ยังทำงานปกติดีอยู่


Stephen Covey บอกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น เป็นหนึ่งในต้นทุน 4 อย่างของมนุษย์ที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ

การที่คนๆ หนึ่งจะลงมือทำเรื่องที่ผิด จึงอาจไม่ใช่เพราะเข็มทิศของเขาเสีย แต่เป็นเพราะว่าชีวิตของเขามี “แม่เหล็ก” ชิ้นอื่นๆ มารายล้อม

เราถึงได้ยินเรื่องเด็กที่ขโมยยาไปช่วยแม่ที่ป่วย

เราถึงได้ยินเรื่องของคุณยายที่ทุบเขื่อนทำลายทรัพย์สินทางราชการ

เราถึงได้ยินเรื่องท่อน้ำเลี้ยงในพรรคการเมืองเพราะมีคนในสังกัดต้องดูแลและมีภาษีสังคมที่ต้องจ่าย

การที่คนๆ หนึ่งจะทำผิดต่อส่วนรวมหรือทำผิดต่อใครบางคน จึงไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากทำเลว แต่เพราะเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่าต่างหาก

ผมไม่ได้จะให้ท้ายคนทำผิดนะครับ แค่จะบอกว่า ถ้าเราตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครอยากทำเลวอย่างที่คุณกันต์บอก เราก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

มีหวังที่จะเข้าใจหรือยอมรับเรื่องราวต่างๆ อย่างที่มันเป็น มากกว่าด่วนตัดสินด้วยข้อมูลที่อาจหมดอายุหรือจากอคติที่ซ่อนอยู่ในใจ

และหลังจากที่เราเข้าใจหรือยอมรับได้แล้วเท่านั้น เราถึงจะพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นได้


ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ด่วนด่า

20170403_judge.png

Q.เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความดี บางทีมันขึ้นอยู่กับดีของใคร เอาอะไรมาวัด
A. อืม… ไม่นะ จริงๆ มันน่าจะต้องเป็นหลักเดียวกัน แต่คุณอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนมันเท่านั้นเอง คุณเปลี่ยนให้เข้าข้างตัวเองแค่นั้นเอง มันหลักเดิม เหมือนยกตัวอย่างง่ายๆ การเขียนคอมเมนต์ด่าคน หรือเขียนคอมเมนต์นินทา ไม่มีส่วนไหนของโลกบอกว่าการทำแบบนี้ถูกต้อง คุณรวมตัวกันตั้งฉายาให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่มีในสื่อมวลชนในสังคมไหนถือว่านี่คือสิ่งถูกต้อง แต่เรากลับอะลุ่มอล่วยกับอะไรแบบนี้

Q. ที่ผ่านมา เจอเหตุการณ์ไหนหรือไปโดนอะไรมากับตัวหรือเปล่า
A. เปล่าๆ ผมไม่ค่อยโดนอะไรแบบนี้หรอก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมเข้าใจเขานะ คือเมื่อก่อนอาจจะไม่พอใจ เพราะไม่ชอบคนจิตใจไม่ดี จิตสำนึกไม่ดี ผมไม่ชอบ แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มเข้าใจเขา ความจริงแล้ว ถ้ามีคนทำอะไรผิดขึ้นมา เราก็ชอบไปรุมด่าเขาใช่ไหม นี่ไม่เกิด ประโยชน์นะ เพราะมันไม่ทำให้เขาดีขึ้น ด่าเฉยๆ ใครก็ด่าได้ แต่จะเป็นประโยชน์ถ้าหาทางแก้ปัญหาหรือทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ แต่บอกว่าไอ้นี่คือคนเลวระยำตำบอนก็แค่ด่า ไม่เกิดประโยชน์

– ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 
เรื่อง : วรัญญู อินทรกำแหง, มิ่งขวัญ รัตนคช,กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ : วงศกร ยี่ดวง
สไตลิสต์ : Hotcake


อ่านคำตอบของซันนี่แล้วทำให้ผมนึกถึงข่าวข่าวหนึ่งที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวที่รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถูกตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวเพราะขโมยภาพวาดในโรงแรมไปสามภาพ

ถ้าให้ผมเดา ประเด็นข่าวอย่างนี้แหละที่นักข่าวชอบ เพราะมันมีองค์ประกอบแห่งความไวรัลอยู่

องค์ประกอบแรกคือตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งขัดแย้งกับการกระทำผิดสุดๆ

องค์ประกอบที่สองคือสถานที่เกิดเหตุ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยรู้จักและมีแบรนด์ที่ชัดเจนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

ผมเองไม่ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด แต่ก็รับรู้ความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทาง social networks

จำได้ว่าวันถัดมาก็มีการส่งต่อข้อความทางไลน์ บอกว่าหนึ่งในภาพที่ท่านรองฯ (ซึ่งเป็นผู้ชาย) คนนั้นขโมยไปคือภาพผู้หญิงญี่ปุ่นทรงโตโชว์ร่องอก

จากนั้นผมก็เห็นข่าวในเฟซบุ๊คฟีดว่า ทางการไทยจะเจรจากับญี่ปุ่นให้ส่งตัวกลับมาโดยไม่ต้องขึ้นศาลญี่ปุ่น

จากนั้นก็เห็นในฟีดอีกว่า ข้าราชการคนนี้โดนแค่ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ไม่ได้โดนลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเชิญชวนให้แชร์ต่อและก่นด่าความเป็นอภสิทธิ์ชนของผู้ใหญ่ในเมืองไทย


วันก่อนผมนั่งฟังพ็อดคาสท์ The Tim Ferriss Show  มีแขกคนหนึ่งทิ้งไว้น่าสนใจ

เขาบอกว่า เวลาคนเห็นข่าวอะไรแล้วโกรธหรือไม่เข้าใจ เขามักจะบ่นหรือพูดกับตัวเองว่า That doesn’t make any sense – มันไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด

แต่เขาก็บอกอีกว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างนั้นเมคเซ้นส์เสมอ Everything always makes sense

ถ้าเราคิดว่ามันไม่เมคเซ้นส์ นั่นเป็นเพราะว่าเรายังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนต่างหาก

เป็นถึงรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามาโขมยภาพเสียเองได้ยังไง

เมื่อทำผิดขนาดนี้ ทำไมไม่ปล่อยให้ญี่ปุ่นสั่งฟ้อง ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทำไม

คดีความเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศขนาดนี้ จะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนแค่นั้นเองเหรอ?

ไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด (จึงขอแชร์ขอบ่นหน่อยเถอะ)

แต่ถ้าเราลองตั้งสมมติฐานว่าทุกอย่างเมคเซ้นส์ล่ะ?

ผมเลยลองกลับไปนั่งย้อนอ่านข่าวดู จึงได้พบข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

1. รองอธิบดีฯ ได้ออกจดหมายขอโทษและชี้แจงถึงเหตุการณ์

เมื่อเสร็จภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่น กระผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเพื่อนสมัยที่ผมไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ได้สนุกสนานกันเต็มที่ จนเผลอตัวดื่มสุรามากเกินไป เป็นเหตุให้เมามายจนขาดสติโดยไม่รู้ตัว และกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ…เมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียดังกล่าว กระผมย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามแนวทางความคิดปกติในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่กระผมได้เติบโตเล่าเรียนมาว่าการลาออกจากตำแหน่งหน้าที่เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติ ดังนั้น กระผมขอแสดงเจตจำนงผ่านคำแถลงนี้ว่าจะขอลาออกจากตำแหน่งราชการ โดยจะยื่นใบลาออกให้ถูกต้องเป็นทางการต่อไป

ผมจึงเชื่อว่าที่เขาทำไปเพราะเมาเหล้าและคึกคะนอง ไม่ใช่ทำเพราะมีนิสัยขี้ขโมย เนื่องจากจุดที่ภาพโดนขโมยนั้นอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางที่มีกล้องวงจรปิด แถมภาพก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย ถ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนคงไม่มีใครเอาตัวเองมาเสี่ยง

ส่วนข่าวภาพวาดผู้หญิงโชว์ร่องอกที่ถูกอ้างว่าโดนขโมยนั้นเป็นการให้ข่าวที่ผิดพลาด เพราะภาพวาดที่ถูกขโมยจริงๆ นั้นเป็นเพียงภาพวิว

2. เรื่องที่ว่าทางการญี่ปุ่นไม่ส่งขึ้นศาลเพราะทางการไทยเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือ เขาก็มีคำอธิบายชัดเจนว่าญี่ปุ่นมีกฎหมายชะลอการฟ้อง หากอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าการฟ้องคดีต่อศาลไม่มีความจำเป็น อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดทุกคน แต่ต้องการให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยสันดานได้ปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตนเพื่อกลับคืนเข้าสู่สังคม โดยไม่ต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็นนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในเรือนจำมาก่อน

3. ส่วนข่าวที่ระบุว่าทางการไทยจะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนนั้นก็เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง เพราะปลัดพาณิชย์ก็ออกมาแถลงว่ากำลังสอบสวนอยู่ มีโทษอยู่แค่ 2 โทษ คือ ปลดออก กับ ไล่ออก


ดูเหมือนว่าจะมีหลายประเด็นที่เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องของสื่อเอง

แต่ก่อนที่เราจะไปต่อว่าสื่อว่าไม่มีจรรยาบรรณ ก็ต้องพยายามเข้าใจเขาก่อนเช่นกัน

เมื่อคนทำข่าวเองก็มีความกดดันให้สร้างเนื้อหาที่โดนและมีคนอ่านเยอะๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องการโหนกระแสและโหมกระแส เพื่อให้มีคนเข้ามาอ่านเว็บของตัวเองมากๆ เรื่องคุณภาพและความถูกต้องจึงมักจะตามมาทีหลัง

และจริงๆ แล้ว เราทุกคนที่เสพข่าวและส่งข่าวผ่านเฟซและไลน์ ก็ทำหน้าที่ “สื่อ” เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

ถ้าจะมีการส่งต่อข้อมูลผิดๆ เราเองในฐานะคนกดไลค์กดแชร์ก็มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เหมือนกัน

แล้วผมเองมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง?

1.ไม่ต้องรีบด่าได้ไหม?
อย่างที่ซันนี่บอก เรื่องด่าใครก็ทำได้ ยิ่งกระแสดราม่าแรงๆ เรายิ่งคันไม้คันมือที่จะขอเป็นผู้พิพากษาสมทบ แต่ยิ่งกระแสแรงเท่าไหร่ เราเองก็ยิ่งมีสิทธิ์ที่จะตกเป็น “เหยื่อ” และเป็น “ผู้ร่วมกระทำผิด” ในการส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมากเท่านั้น

บางคนอาจจะแย้งว่า เราไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งอ่านข้อมูลทั้งหมดซักหน่อย จะให้นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเมื่อเห็นเรื่องไม่ถูกต้องเหรอ?

ผมเลยมีอีกข้อเสนอนึง

2.ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม
โดย “ไม้” ในที่นี้คือองค์กร เป็นเพียงสิ่งสมมติที่สังคมสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นคุณจะด่าจะว่าอย่างไรมันก็ไม่เจ็บ ดังนั้นถ้าอยากด่ารัฐบาลก็ด่าไปเถอะ อยากด่าบริษัทหน้าเลือดก็ด่าไปเถอะ เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องรับสภาพอยู่แล้ว

แต่ถ้าจำเลยสังคมเป็นคนๆ หนึ่ง ที่มีเลือดมีเนื้อ มีลูกมีเมีย มีพ่อมีแม่ ผมคิดว่าการไปรุมกระทืบเขาให้จมดินเป็นเรื่องที่ใจร้ายไปหน่อย

ผมคงจะรู้สึกผิดไม่น้อยถ้าผมเป็นคนหนึ่งที่ไปรุมกระทืบเขา แล้วมารู้ตัวทีหลังว่าเราเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลด้านเดียว จะไปขอโทษก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เพราะเราได้มีส่วนร่วมทำลายชีวิตคนๆ หนึ่งด้วยอคติและการด่วนตัดสินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข้อเสนอของผมก็มีเพียงเท่านี้ คืออย่าเพิ่งด่วนตัดสิน และถ้าจะตัดสินจริงๆ ก็ขอให้นึกถึงผลกระทบที่จะตามมากับเขาและครอบครัวของเขาด้วยครับ

ผมเชื่อว่าวันนึง ถ้าเราต้องตกเป็นจำเลยสังคมเสียเอง เราก็คงมีความปรารถนานี้เหมือนกัน


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ใช้กรรมด้วยความสนุก

20160923_joeyboy

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด เคยนั่งคิดนะว่ามนุษย์เกิดมาใช้กรรม แถมเป็นสัตว์ขี้เบื่อ มนุษย์ก็เลยเบื่อกรรมที่ตัวเองต้องผจญอยู่ทุกวัน เลยเสาะแสวงหากรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียกมันว่าความสุขเท่านั้นเอง แค่เข้าใจสิ่งต่างๆ แล้วก็ทำไป

– อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016
สัมภาษณ์: วรรณวนัช ท้วมสมบูรณ์, ปริญญา ก้อนรัมย์
ถ่ายภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี
สไตลิสต์: Hotcake


ถ้าใครได้ดู The Voice Thailand สัปดาห์ที่แล้ว อาจจะถึงกับอึ้งที่เห็นพี่ก้องขึ้นไปโซโล่กีตาร์ขั้นเทพเพลง Black in Black

มาสัปดาห์นี้ผมก็ได้อึ้งกับโค้ชอีกคนหนึ่งคือพี่โจอี้บอย ที่มาให้สัมภาษณ์ลง a day BULLETIN

อึ้งเพราะได้เห็นมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของพี่เขาไม่น้อย

ผมคิดว่าตัวเองอยู่ตรงนี้เพื่อใช้กรรมให้มันสนุกที่สุด

เป็นการตีความธรรมะในรูปแบบที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือแก่นเดียวกับที่พระท่านสอน ว่าถ้าหากมีความทุกข์ จงใช้ความทุกข์นั้นให้เป็นประโยชน์สำหรับการภาวนา

แต่ภาษาพี่โจอี้น่าจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

คือในเมื่อเราเกิดมาแล้ว และต้องมาเจอกับผลลัพธ์ (วิบาก) ของการกระทำของเราในอดีต (กรรม) แทนที่จะไปตีโพยตีพายว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ สู้สนุกกับมันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะเวลาของเรามีน้อย และพลังงานของเราก็มีจำกัด จึงไม่ควรสูญเสียมันไปกับการฟูมฟายหรือกระวนกระวายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเคเสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 426: 19-25 September 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ตัดสิน

20160903_judge

Q: หลายคนบอกว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่เหนื่อย แล้วคุณคิดว่าความเหนื่อยของวัยรุ่นยุคนี้คืออะไร

A: ผมว่าเหนื่อยที่ต้องมานั่งเล่นโทรศัพท์นี่แหละ เหนื่อยที่ต้องมารับรู้อะไรที่มันตื้นๆ แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองรับรู้อะไรได้เยอะและเร็ว ผมรู้สึกว่าความง่ายของการรับรู้ข่าวสารมันเป็นปัญหามากเลยนะครับ เพราะพอมันง่ายปุ๊ป ความยากที่ตามมาก็คือ เราจะแยกความจริงออกจากของปลอมที่มีอยู่มากมายได้ยังไง อย่างเมื่อก่อนเราอ่านหนังสือพิมพ์ได้ไม่เกิน 3 ฉบับ มีข่าวสารประมาณนี้ แต่ค่อนข้างถูกกรองมาแล้ว แต่ทุกวันนี้มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อ่านกันเข้าไป อ่านไปพันหัวข้อ แต่มีเรื่องจริงถึง 10 หัวข้อหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งตัวเองผมเองก็จะไม่ค่อยเล่นเลย ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันนี้ก็คงสุดโต่งไปในด้านที่ไม่ถูกต้อง เพราะผมคิดว่าอะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลางน่าจะดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมมองว่าปัญหาของวัยรุ่นทุกวันนี้คือการไม่รู้ แล้วไปตัดสินสิ่งที่ตัวเองไม่รู้นั่นแหละ

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผมมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลงไปมาก

โดยเฉพาะกับเรื่องเหตุการณ์ที่เป็นข่าวคราวครึกโครม

พระธัมมชโยผิดจริงรึเปล่า? รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างปัญหาอะไรบ้าง? ใครจะเป็นนายกคนต่อไป?

เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยประกาศจุดยืน แถมบางเรื่องไม่มีจุดยืนเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ติดตามข่าวเพียงพอ ข้อมูลที่มีจึงเป็นข้อมูลที่ตื้นเขินเกินกว่าจะฟันธงเรื่องใดๆ

แต่ก่อนผมก็ชอบตามข่าวดาราและข่าวการเมือง เพราะว่ามันสนุกดีที่ได้ตัดสินและวิจารณ์คนนั้นคนนี้ว่าเป็นยังไง

แต่ผมก็ได้พบว่าข่าวกว่า 99% ที่ผมตามอยู่นั้น ไม่มีผลกระทบอะไรต่อชีวิตผมเลย

ส่วนอีก 1% ที่เหลือ ที่มีผลกระทบกับชีวิตผมอย่างมีนัยสำคัญ ยังไงผมก็จะรู้มันได้จากคนรอบข้างอยู่ดี

ดังนั้น การตามข่าว (และคอยตัดสิน) คนอื่นนั้นจึงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

ผมเชื่อว่าข่าวสารต่างๆ มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเอามันมาช่วยตัดสินการกระทำของตัวเอง

พระธัมมชโยจะผิดไหม จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมเองได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนรึยัง

รัฐธรรมนูญจะสร้างปัญหาอะไรบ้าง จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะออกไปใช้สิทธิ์ประชามติรึเปล่า

และใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะช่วยสังคมไทยอย่างไรได้บ้าง (หนึ่งในคำตอบคือการเขียนบล็อกนี้)

เขาถึงมีคำพูดว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

ถ้ามัวแต่ดูคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นโดยไม่หันมาวิพากษ์ตัวเองบ้างเลย

ก็นับได้ว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ไม่หยุด

20160316_dontstop

“บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง”

– สิงโต นำโชค


ผมเขียนบล็อกแบบจริงจังมาเกือบปีครึ่งแล้ว

บางคนชมผมว่า เก่งจังเลย หาเรื่องมาเขียนได้ทุกวัน

ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้เก่งหรอก บางวันกว่าจะหาเรื่องมาเขียนได้นี่เลือดตาแทบกระเด็น (ไม่เชื่อถามแฟนผมได้ ผมบ่นกับแฟนตลอดว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไรดี)

ยิ่งช่วงที่มีลูกใหม่ๆ ชีวิตยากมาก เพราะนอนก็ไม่พอ งานก็ต้องทำ แถมยังต้องพยายามเขียนบล็อกทุกวันอีก

เกินกว่าหนึ่งครั้งที่ใจบอก (หลอก) ตัวเองว่า เปลี่ยนไปเขียนแบบสัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็ได้นี่

แต่สุดท้ายก็กัดฟันเขียนทุกวันเหมือนเดิม

ไม่ใช่เพราะว่าขยันหรืออะไรนะครับ

แต่เพราะรู้สึกว่า ถ้าเริ่มหา “ข้อยกเว้น” ให้กับตัวเองครั้งหนึ่งแล้ว ผมกลัวว่าจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป

ผมจึงชอบประโยคนี้ของพี่สิงโตมาก

“บางคนหยุดเพราะคิดว่าตัวเองไม่ไหว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนที่เราเห็นว่าไปไหว บางทีเขาก็เคยไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาแค่ไม่หยุด แค่นั้นเอง”

ใช่ ต่อให้ต้องเหนื่อยต้องทรมานแค่ไหน เส้นชัยจะอยู่ไกลจนมองไม่เห็นอย่างไร

แต่ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตเรา

ตราบใดที่ยังไปต่อได้

อย่าเพิ่งหยุดนะครับ


ขอบคุณคำพูดของสิงโต นำโชค ซึ่งผมถ่ายมาจากหนังสือเล่มหนึ่งแต่ต้องขออภัยจริงๆ ที่จำไม่ได้ว่าเป็นหนังสืออะไร (น่าจะไปเปิดอ่านในร้านหนังสือแล้วแอบถ่ายเอาไว้)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจากทีมงาน Smallroom

เลือกผิดได้เรื่อยๆ

20160603_Wrong

“สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับคนยุคนี้คือการคิดว่าสิ่งที่เลือกมันต้องใช่ ฉันจะผิดไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เลย ชีวิตมันมีแต่ความผิด เลือกไปเดี๋ยวมันก็ผิด ไอ้ที่คิดว่ามันโคตรถูกเลย เดี๋ยวอีกสองปีมันก็ผิด คือมันมีแต่การเลือกที่ผิด คุณถึงต้องเลือกไปเรื่อยๆ ผมเลยคิดว่าถ้าเราเปิดใจ และคิดว่าชีวิตมันคือการเลือกไปเรื่อยๆ มันสบาย แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ผิดแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เลือกใหม่ได้นี่หว่า”

– สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม)
a day BULLETIN issue 337, 5-11 Jan 2016 
เรื่องและภาพ กองบรรณาธิการ


เราถูกสั่งสอนให้ “เลือกอย่างจริงจัง” มาตั้งแต่เด็ก

เริ่มตั้งแต่พ่อแม่ที่เลือกโรงเรียนให้ลูกตั้งแต่ชั้นประถม ทุ่มเททุกวิถีทางที่จะให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ จะต้องไปบำเพ็ญประโยชน์หรือบริจาคเงินเป็นแสนก็ยอม

เลือกโรงเรียนเสร็จ ลูกก็ต้องมา “เลือกคำตอบที่ถูกต้อง” เวลาทำข้อสอบ ซึ่งมักมีเพียงข้อเดียว ถ้าเลือกผิดเยอะก็จะสอบตกซ้ำชั้นอีก

พอขึ้นมัธยมปลายก็ต้องมาเลือกว่าจะเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ เพื่อเตรียมความพร้อมสอบเข้าคณะที่จะเลือกเรียนในมหาวิทยาลัย และอาชีพที่จะเลือกทำหลังเรียนจบ

ซึ่งก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า งานที่เราทำ และชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้ เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจของตัวเราเองในวัย 15 ปี

วัยที่ยังไม่รู้อะไรเลย

เหตุใดเราต้องปล่อยให้การตัดสินใจของเราคราวนั้น มากำหนดชีวิตเราทั้งชีวิต?

และพ่อแม่เอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงวางแผนล่วงหน้าให้ลูกเป็นสิบๆ ปี ว่าต้องเข้าโรงเรียนนี้ จะได้เรียนคณะนี้ และจะได้ทำอาชีพนี้ (ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น อาชีพที่ว่าอาจไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแล้วก็ได้)

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน สามปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเรายังไม่รู้เลย แต่เรากลับพยายามจะวางแผนล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี เราจึงซีเรียสกับการตัดสินใจ

และบางทีก็ซีเรียสเกินไป

“สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับคนยุคนี้คือการคิดว่าสิ่งที่เลือกมันต้องใช่ ฉันจะผิดไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เลย ชีวิตมันมีแต่ความผิด เลือกไปเดี๋ยวมันก็ผิด ไอ้ที่คิดว่ามันโคตรถูกเลย เดี๋ยวอีกสองปีมันก็ผิด คือมันมีแต่การเลือกที่ผิด คุณถึงต้องเลือกไปเรื่อยๆ”

เราถูกสอนให้จริงจังกับการเลือกมาโดยตลอด เพราะถ้าเลือกผิด ชีวิตก็พลิกผัน

แต่เราก็มักลืมไปว่า ในเกือบทุกสถานการณ์ เราสามารถเลือกใหม่เพื่อพลิกชีวิตกลับได้เหมือนกัน

วันนี้เรามีทางเลือกมากมายกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่หลายเท่า ถ้ายังพบว่าตัวเองมีทางเลือกน้อย ก็อาจเป็นเพราะว่าเรายังติดอยู่ในกรอบเดิมๆ ที่ตอนนี้อาจไม่มีอยู่จริงแล้วก็ได้

ชีวิตคนเราก็เหมือนวีดีโอเกมที่หากเลือกผิดหรือเล่นพลาด ก็เริ่มเล่นใหม่ได้เสมอ ตราบใดที่เรายังไม่เลิกเล่น หรือเครื่องเกมเจ๊งไปเสียก่อน

“ถ้าเราเปิดใจ และคิดว่าชีวิตมันคือการเลือกไปเรื่อยๆ มันสบาย แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ผิดแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เลือกใหม่ได้นี่หว่า”

ใช่ครับ ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความเป็นไปได้เสมอ

หากเรากล้าตัดสินใจ

และไม่กลัวที่จะผิดซะบ้างครับ


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 337, 5-11 Jan 2016 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg

คนข้างหลัง

20160527_behind

ถาม: มองเห็นอะไรในกีฬาวอลเลย์บอลบ้างคะ
ตอบ: มันมีเสน่ห์อยู่ในนั้น มีความรัก มีความสามัคคี มีความผูกพัน คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ในโลก ถึงคุณจะเล่นกีฬาประเภทเดี่ยว แต่ถึงอย่างไรคุณก็ต้องมีเพื่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมเห็นความผูกพัน เห็นมิตรภาพที่ยั่งยืนยาวนานของคน ถ้าให้ผมมองทีมผม สิ่งที่เห็นก็คือมันมีเบื้องหลังอยู่มากมาย มันมีความมุ่งมั่น มีความพยายาม แต่ละคนมุ่งมั่นอะไร มุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงฝัน ฝันของเขาคืออะไร ไม่ใช่แค่ไปโอลิมปิกอย่างเดียว แต่อยากเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ ผมเห็นความฝันของคนที่อยู่ข้างหลังเขา เวลาที่เขาแพ้ เวลาที่เขาบาดเจ็บ ไม่ไหว ท้อแท้ ร้องไห้ ผมมองเห็นคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขา พยายามผลักเขาขึ้น ผมมองเห็นในสิ่งหลายคนอาจจะมองไม่เห็น เวลาที่ทีมเราแพ้ ใครที่คอยให้กำลังใจเราถ้าไม่ใช่ครอบครัว คนใกล้ตัว ผู้บริหารสมาคม แฟนคลับ เรามีแฟนคลับเยอะแยะที่คอยเป็นกำลังใจให้เรา ผมมองเห็นคนที่ไม่รู้ว่าจะจินตนาการเป็นหน้าใคร แต่วาดหน้าได้ว่าเป็นสีธงสามสี ก็คือคนไทยที่ให้อภัยกันและพยายามช่วยกัน สิ่งที่ผมทำ ที่ผมสร้างพวกเขามา พวกเขาไม่เคยเลยที่จะเล่นกีฬาแบบเหยาะแหยะ เล่นแบบไม่สู้ พวกเขาสู้ทุกเกม นี่คือสิ่งที่ผมพอใจและภูมิใจในตัวพวกเขา นี่คือสิ่งที่ผมเห็นในกีฬาวอลเลย์บอล

– เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร
a day BULLETIN issue 216, 7-13 Sep 2012
สัมภาษณ์ วสิตา กิจปรีชา
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

If you want to go fast, go alone.
If you want to go far, go together

– African proverb


ช่วงนี้วงการกีฬาของไทยเราคึกคักเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นน้องเมย์ รัชนกที่ได้ขึ้นเป็นนักแบดหญิงมือหนึ่งของโลก (แม้จะแค่ชั่วคราว)

หรือนักฟุตบอลชายที่กำลังลุ้นไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

และล่าสุดคือนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงของเราที่แพ้ญี่ปุ่นไปอย่างดราม่าและชนะเกาหลีแบบสุดสะใจ

และถึงแม้ทีมวอลเลย์จะไม่ได้ไปโอลิมปิก แต่วันจันทร์ที่ผ่านมาก็มีคนไปต้อนรับที่สนามบินอย่างล้นหลาม

สาวๆ นักตบได้ใจของพวกเราไปเต็มๆ เพราะความสู้ไม่ถอย คนดูจึงเชียร์สนุกและมีความสุขมาก

แต่กว่าเขาจะมาเล่นวอลเลย์ให้เรามีรอยยิ้ม เขาต้องผ่านการร้องไห้และเจ็บปวดมาเท่าไหร่ ต้องฝึกซ้อมกันอย่างหนักแค่ไหนถึงได้กลายเป็นหนึ่งในทีมระดับต้นๆ ของเอเชีย

คงมีหลายปัจจัยที่ทำให้เขามาได้ไกลขนาดนี้

ปัจจัยแรกก็คือตัวนักกีฬาเองที่มีความสามารถ มีความฝัน และมีความมุ่งมั่นที่จะได้ไปแข่งขันในระดับโลก

ปัจจัยต่อมาก็คือทีมงานที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโค้ช สมาคมวอลเลย์บอล หรือแม้กระทั่งสปอนเซอร์ที่ร่วมสนับสนุน

แต่ปัจจัยหนึ่งที่เราอาจลืมคิดถึง ก็คือครอบครัวที่คอยเป็น “ลมใต้ปีก” ให้นักกีฬาแต่ละคนตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ต้องยอมให้ลูกไปเก็บตัวซ้อมเป็นเวลาหลายหลายเดือน หรือแฟนที่แม้อยากจะพาไปเที่ยวที่ไหนก็อาจไม่ค่อยได้ไป

คนกลุ่มนี้ต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อจะช่วยผลักดันให้เหล่าๆ นักตบสาวได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้

ดังนั้น เวลาที่พวกเธอลงสนามแข่ง เธอจึงไม่ได้เล่นเพื่อตัวเอง หรือเล่นเพื่อทีมชาติเท่านั้น แต่เธอกำลังเล่นเพื่อคนที่อยู่ข้างหลังเธอตลอดมาด้วย

ฝันของเขาคืออะไร ไม่ใช่แค่ไปโอลิมปิกอย่างเดียว แต่อยากเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ ผมเห็นความฝันของคนที่อยู่ข้างหลังเขา เวลาที่เขาแพ้ เวลาที่เขาบาดเจ็บ ไม่ไหว ท้อแท้ ร้องไห้ ผมมองเห็นคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขา พยายามผลักเขาขึ้น ผมมองเห็นในสิ่งหลายคนอาจจะมองไม่เห็น

ผมว่าความงดงามของชีวิตคนมันอยู่ตรงนี้แหละ

เราทุกคนมีความฝัน มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่อยากจะทำ แต่การทำตามความฝันให้สำเร็จนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

มันคงจะดีมาก หากจะมีใครสักคนที่เห็นและเชื่อสิ่งที่เราฝันเหมือนกัน แม้เขาอาจจะไม่ได้มาลงแรง แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าวันที่เราเหนื่อยและพ่ายแพ้ ก็ยังมีใครคนหนึ่งที่พร้อมจะกอดเราไว้แล้วบอกว่าไม่เป็นไรนะ พักก่อนแล้วค่อยกลับไปลุยใหม่

เมื่อความฝันของเราได้กลายเป็นความฝันของคนอื่นด้วย เราก็พร้อมที่จะสู้ยิบตา

เพราะเรารู้แล้วว่าเราสู้ไปทำไม

และเราสู้ไปเพื่อใคร


ขอบคุณรูปภาพจาก ISSUU.com: a day BULLETIN issue 216, 7-13 Sep 2012

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ใจเสาะ

20160520_wimp

เคยเจอคนเหล่านี้ไหม

สรุป ก่อนได้ข้อสรุป
อกหัก ก่อนบอกรัก
ยอมแพ้ ทั้งที่ยังไม่แพ้

ถ้าเจอเขาอยู่รอบๆ ตัวเรา ให้กำลังใจเขา ให้เขาได้คิด
ถ้าเจอเขาอยู่ในตัวเรา เอาเขาออกไป เราจะคิดได้

– ประภาส ชลศรานนท์


สรุปก่อนได้ข้อสรุป เรียกว่า ใจร้อน
อกหักก่อนบอกรัก เรียกว่า ใจปลาซิว
ยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่แพ้ เรียกว่า ใจเสาะ

ต้นเหตุอยู่ที่ใจก็ต้องแก้ที่ใจ ไม่ใช่แก้ที่ภายนอกด้วยการคาดหวังให้สถานการณ์เปลี่ยน หรือคาดคั้นให้คนอื่นเปลี่ยน

ขั้นแรกคือต้องรู้ตัวก่อนว่า ใจของเรากำลังอยู่ในสภาวะอะไร

ถ้าใจร้อน การกลับมาดูลมหายใจหรือดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายอาจช่วยให้ใจเย็นลงได้

ถ้าใจปลาซิว ให้ดูดีๆ ว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรก็ดีทั้งนั้น ถ้าเขาตอบรับเราก็สมหวัง ถ้าเขาปฏิเสธเราจะได้ move on ไม่ต้องจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกนี้

ถ้าใจเสาะ อาจต้องลองกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เราทำเพื่ออะไร และเราทำเพื่อใคร ถ้าเหตุผลมันหนักแน่นพอ ใจของเราก็จะหนักแน่นพอเช่นกัน แต่ถ้าเหตุผลมันไม่เข้าท่า ก็แสดงว่าเราไม่ควรลงมาสู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือประโยคย้อนแสง โดยประภาส ชลศรานนท์

ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia: ประภาส ชลศรานนท์

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ฉาบฉวย

20160514_Superficial

ถาม: คุณไม่ได้มองหรือว่าความสวยงามคือสินทรัพย์อย่างหนึ่ง อย่างที่คนสมัยนี้เขามองกัน

ตอบ: ไม่ ผมเกลียดความคิดนี้ ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แล้วก็จะรวย เงินก็จะเข้ามา เราเห็นกันหลายเคสแล้วว่าคนที่คิดแบบนี้มักจะตายกันมาเยอะ แล้วไม่ใช่เสียชีวิตนะ แต่แทนที่จะได้ดี เขาดันไปยึดติดกับอะไรไม่รู้ ทำให้เขาลืมไปว่าจริงๆ เขามีความสามารถแค่ไหน หรือเขาทำอะไรได้มากกว่านั้น การที่เขาคิดแบบนั้นมันเหมือนดูถูกตัวเองนะ แล้วผมก็เห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ ด้วย คือเด็กสมัยนี้เข้ามาที่คลินิกด้วยความคิดแปลกๆ เช่น ต้องทำหน้าให้สวยๆ จะได้ได้งานดีๆ หรือจะได้แฟนดีๆ ที่มีฐานะ ซึ่งมันมากไป ผมมองว่านี่คือทุนนิยมสุดโต่ง

ถาม: จริงๆ แล้วผิดไหมที่คิดว่าถ้าสวยแล้วจะได้มี แฟนดีๆ หรือมีแฟนที่มีฐานะ คือ…ในความคิดเรา ถ้าคิดแบบนี้มันคงก้ำกึ่งว่าผิดหรือถูก แต่ถ้าคนทั่วไปเขาคิดแบบนี้แล้วหนทางจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือคุณคิดอย่างไร

ตอบ: ผมว่ามันเบรกไม่ได้หรอกเรื่องแบบนี้ มันอาจจะดีก็ได้กับบางคน แต่เขาต้องนึกไว้เสมอนะว่าเวลาเขาทำเขาต้องทำเพื่อความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ไม่ได้ทำไปเพื่อเอาใจใคร เพราะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมันแย่นะ มันเหมือนกับต้องไปเป็นทรัพย์สินของใครสักคนตลอดชีวิต แล้วก็อย่าไปตีค่าตัวเองให้เป็นวัตถุขนาดนั้นเลย มันมีคน get เราได้มากกว่านั้น จริงๆ โลกมันไม่ได้ฉาบฉวยอย่างที่คนอื่นๆ พยายามให้เป็นหรอก จริงอยู่ที่บางอาชีพต้องการรูปร่างหน้าตา แต่มันไม่ใช่ทุกอาชีพ ผมพยายามจะบอกแบบนี้นะ แล้วการที่พยายามจะทำให้ตัวเองดูดีขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนอื่น คือทำแค่ในแบบของเรานี่แหละให้ดูดีขึ้น แบบนั้นเป็นไปได้ แต่ถ้าเกินกว่านี้มันมากไป

– สมิทธิ์ อารยะสกุล
a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร


ผมเคยเขียนไว้ในตอนนกหลงทางว่า พริตตี้สวยๆ ที่มีแต่คนมองนั้น ภายในใจเขาอาจจะรู้สึกสิ้นหวังอยู่ลึกๆ ก็ได้

เพราะหากเขาพึ่งพาแต่รูปร่างหน้าตา พอสองสิ่งนี้เสื่อมไป เขาจะไม่มีต้นทุนอื่นเหลือเลย

“ผมเกลียดความคิดที่บอกว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

ผมเห็นตรงข้ามกับหมอโอ๊คนะ ผมเชื่อว่าความสวยจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นจริงๆ

แม้จะไม่ใช่อาชีพดาราหรือพริตตี้ แต่หน้าตาที่ดีก็ยังทำให้ได้งานง่ายขึ้น ขายของได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นงานเซลส์ งานพี่เลี้ยงเด็ก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ต้องอยู่กับผู้คน

ขนาดเด็กกำพร้าที่มองหาผู้อุปการะ ผมก็ยังรู้สึกว่าเด็กที่หน้าตาดีนั้นมีโอกาสดีกว่าเด็กขี้เหร่

แต่กับดักของคนหน้าตาดีก็คือ แม้ว่ามันจะทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้น แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคน “มักง่าย” มากขึ้นด้วย

เพราะเมื่อมีแต่คนมาเอาใจ เราก็อาจหลงคิดไปว่าไม่ต้องทำตัวดีมากก็ได้ ไม่ต้องพูดเพราะก็ได้ เอาแต่ใจก็ได้ เพราะยังไงคนก็พร้อมจะให้อภัยอยู่แล้ว

แต่ก็อย่างที่หมอโอ๊คบอก โลกของเรามันไม่ได้ฉาบฉวยขนาดนั้น

ถ้าอยากจะเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ อยากมีเพื่อนแท้ และอยากมีคู่ชีวิตที่ดี ความหล่อความสวยอย่างเดียวมันไม่พอจริงๆ

สำหรับคนที่จะเข้ามาเป็นคนสำคัญของเรา สิ่งที่จะชี้ขาดว่าเราเป็นคน “น่ารัก” สำหรับเขาหรือไม่มันไม่ใช่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เพราะต่อให้เราจะจมูกโด่ง ตาโต ผิวขาว และหุ่นดีแค่ไหน ถ้าเราเห็นแก่ตัว ไม่รับผิดชอบ อารมณ์ร้าย และไร้สมอง ข้อเสียเหล่านี้มันจะทำให้เราดูน่ารังเกียจไปเลย จนวันหนึ่งเราอาจจะโดนตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า “นอกจากหน้าตาแล้วมีอะไรดีบ้าง?”

ดังนั้นนอกจากความงามภายนอกแล้ว ก็อย่าลืมขัดเกลาความงามภายในด้วย

ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้ ทัศนคติ น้ำใจ ซึ่งจะสะท้อนออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ

ถ้าทำได้ เราก็จะเป็นนางฟ้าตัวจริง

ไม่ใช่นางฟ้าจำแลงที่งามแต่หน้าตาครับ


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 276, 1-7 Nov 2013

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่