สังคมหันหลัง

20160606_Selfie

ถาม: ในขณะที่หลายๆ คนอาจจะไม่ได้ใช้เวลาคุ้มค่าเท่ากับคุณ บางคนหมดไปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือหมดไปกับสิ่งที่ทำเพื่อฆ่าเวลา มองเรื่องแบบนี้อย่างไร แล้วมีวิธีบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร

ตอบ: ถ้าพูดถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผมก็ใช้อินสตาแกรม แต่จะใช้ตอนว่าง ไม่ได้ใช้เพื่อรายงานชีวิตเราทุกช่วงขณะ เพราะรู้สึกว่าอยากจะเก็บส่วนนั้นมาไว้เป็นความทรงจำส่วนตัวของเรา บางรูปที่ลงก็เป็นรูปที่สต็อกไว้ เพราะผมไม่เห็นความจำเป็นของการที่จะมานั่งบอกโลกว่าเรากำลังทำอะไร ผมมองว่าตอนนี้สังคมเริ่มที่จะเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กมันเป็นสิ่งที่ดูดชีวิต แล้วการที่เรามัวแต่ไปมองหน้าจอมือถือก็อาจจะทำให้เราไม่ได้เอ็นจอยกับสิ่งรอบข้าง ในขณะที่เรา connect กับคนที่เราอยากจะ connect ซึ่งไม่รู้ว่าเขาอยากจะ connect กับเราหรือเปล่า แต่เรากำลัง disconnect ไปจากคนรอบตัวเรา แล้วถ้าเรามีสังคมอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก สิ่งที่เราเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์กมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามโลกปกตินะครับ มันคือสิ่งที่เป็นผักชีโรยหน้า หรือถูกปรุงแต่งมาเรียบร้อยแล้ว คือสิ่งที่คนเขาอยากจะให้คนอื่นเห็น อยากให้คนอื่นรู้สึกว่าชีวิตฉันดีนะ นี่ฉันซื้อแบรนด์เนมนะ ฉันกินข้าวอร่อย ฉันซื้อของแพง นอนโรงแรมหรู แต่ถ้านั่งอึอยู่คงไม่มาโพสต์ อย่างของผมเวลาจะลงอะไรก็จะพยายามบอกถึงความเป็นตัวเราให้มากที่สุด ซึ่งก็มีอีกหลายๆ อย่างที่เราไม่อยากจะสื่อ เช่นวันนี้อารมณ์เสีย คงไม่อยากจะมาโพสต์ให้คนอื่นรู้หรอก เพราะฉะนั้น ขนาดตัวเองยังทำเองเลย คือเอาแต่เรื่องสวยๆ ดีๆ ให้สังคมรู้ ทำไมคนอื่นเขาจะไม่ทำ เพราะฉะนั้นมันก็จะหลงฟุ้งเฟ้อกันไปโดยไม่มีอะไรที่เป็นความจริงเท่าไหร่ บางครั้งเวลาวิวมันสวย เรายังหันหลังให้วิวเลย เพื่อที่จะให้คนอื่นเห็นว่าเราอยู่ท่ามกลางวิวสวยๆ แต่เรากลับไม่หันไปมองดูด้วยตาของตัวเอง บางครั้งวินาทีที่เราเสียไปแล้ว มันก็อาจจะเสียไปตลอดกาล ในช่วงเวลานั้น แวบเดียวตรงนั้นมันอาจจะมีอะไรที่มาสะดุดใจเรา แต่เดี๋ยวนี้พอคนเห็นสิ่งสวยงามปุ๊บก็หันหลังให้สิ่งสวยงามทันทีเพื่อที่จะถ่ายรูป มันก็ตลกดี เพราะว่าเราให้ความสำคัญกับคนอื่นที่มองเรา มากกว่าสิ่งที่เรากำลังมองหรือเป็นในขณะนั้น ถ้าเรารู้เท่าทันเทคโนโลยี ผมก็เชื่อว่าคนจะลดปริมาณการใช้ลง อยากให้คิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ มันควรจะมาเป็นสิ่งที่มาเสริมสร้างให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่มาทำให้คุณภาพชีวิตหรือความเป็นคนของเราแย่ลง

– นาวิน เยาวพลกุล
a day BULLETIN issue 312, 14-20 Jul 2014
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ถ่ายภาพ ภาสกร ธวัชชาตรี

—–

เชื่อว่าผู้อ่านคงเคยได้ยินคำว่า “สังคมก้มหน้า” มาบ้างแล้ว

นั่นคือสังคมที่มีแต่คนก้มหน้าเล่นมือถือ

มาอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณนาวิน ตาร์ จึงได้รู้ว่าเรากำลังมี “สังคมหันหลัง” ด้วยเหมือนกัน

หันหลังให้สิ่งสวยงามเพื่อเราจะได้ถ่ายเซลฟี่

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะถ่ายรูปตัวเองคู่กับวิวสวยๆ

แต่เซลฟี่ก็มีสองแบบ คือเซลฟี่เพื่อเก็บความทรงจำ และเซลฟี่อวดชาวโลก

เซลฟี่เก็บความทรงจำนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้ชื่นชมทิวทัศน์จนอิ่มเอมแล้วจึงค่อยถ่ายรูป

เซลฟี่อวดชาวโลกคือแค่เห็นว่าวิวสวยก็คว้ากล้องขึ้นมาถ่ายทันที แถมยังใช้เวลาอีกหลายนาทีแต่งภาพให้ตัวเองหน้าเนียนที่สุดก่อนอั๊พขึ้นเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรม

แต่งภาพไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะใครๆ ก็อยากดูดี แต่มันน่าเสียดายที่จะมานั่งแต่งภาพในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราจะได้อยู่ในสถานที่แห่งนั้น

ซึ่งระหว่างที่เราก้มหน้าอยู่ อาจมีภาพสวยๆ เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรามากมาย แต่เราก็พลาดภาพเหล่านั้นไปด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่


นอกจากจะหันหลังให้วิวสวยๆ แล้ว การที่เราติดมือถือมากเกินไปยังเป็นการหันหลังให้คนในเชิงสัญลักษณ์อีกด้วย เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณว่าเราอยากพูดคุยกับกล่องพลาสติกในมือมากกว่าคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าเรา

“ในขณะที่เรา connect กับคนที่เราอยากจะ connect ซึ่งไม่รู้ว่าเขาอยากจะ connect กับเราหรือเปล่า แต่เรากำลัง disconnect ไปจากคนรอบตัวเรา”

ใครที่อายุเกิน 25 ปีอาจจะพอจำได้ว่า ช่วงที่ค่ายมือถือ Orange เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ (ก่อนจะถูกซื้อและเปลี่ยนชื่อเป็น True) เขามีคำขวัญติดหูว่า “คุยกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น”

เป็นตลกร้ายที่มือถือสมัยนี้ทำให้เกิดสิ่งตรงกันข้าม คือ “คุยกันน้อยลง เข้าใจผิดกันมากขึ้น”

แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของมือถือนะครับ

“เทคโนโลยีเหล่านี้ มันควรจะมาเป็นสิ่งที่มาเสริมสร้างให้ชีวิตเราดีขึ้น ไม่ใช่มาทำให้คุณภาพชีวิตหรือความเป็นคนของเราแย่ลง”

เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม ถ้าใช้อย่างรู้เท่าทัน มันก็จะเป็นเครื่องมือที่มีพลังมหาศาล

แต่ถ้าใช้อย่างขาดสติปัญญา ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่าเครื่องมือเหล่านี้จะนำพาความสัมพันธ์ของมนุษย์เราไปทางไหน

เพราะขนาดรุ่นเราที่เพิ่งรู้จักมือถือไม่นานยังอาการหนักขนาดนี้

แล้วรุ่นลูกรุ่นหลานของเราล่ะ จะเป็นอย่างไร?


ขอบคุณภาพและข้อความจาก a day BULLETIN issue 312, 14-20 Jul 2014

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ประสบการณ์กับความรู้

20160423_Experience

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

– นิรุตติ์ ศิริจรรยา
a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016
สัมภาษณ์ : กองบรรณาธิการ
ถ่ายภาพ : ภาสกร ธวัชราตรี

—–

อ่านคำสัมภาษณ์ของพระเอกรุ่นเดอะอย่างคุณนิรุตติ์แล้วทำให้ผมฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง

ว่าความรู้กับประสบการณ์มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในวันที่สมาร์ทโฟนและวายฟายได้กลายมาเป็นอวัยวะที่ 33 & 34 เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างที่ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคใดทำได้มาก่อน

เมื่อไม่รู้สิ่งใด เด็กป.4 อาจจะหาคำตอบได้เท่ากับเด็กป.ตรี เพราะทั้งคู่ก็ใช้กูเกิ้ลเป็นเหมือนกัน

อินเตอร์เน็ตนั้นมีคุณค่ามหาศาล แต่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าอินเตอร์เน็ตอาจทำให้คนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกน้อยลง เพราะเวลาส่วนนั้นได้ถูกโยกย้ายมาอยู่หน้าจอคอมและจอโทรศัพท์เสียเกือบหมดแล้ว

ความรู้ที่เกิดจากการอ่านและฟังนั้นเป็นเพียงความรู้แบบผิวๆ  เทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการลงมือทำแบบเล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน

ที่ผมห่วงเป็นพิเศษคือลูกของผม ที่จะใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอมากขึ้นทุกที จนแทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรผ่านการลงมือทำเลย

“เด็กสมัยนี้โตมากับเทคโนโลยี ประสบการณ์ชีวิตไม่ค่อยมี บางทีคุยกับผมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว เขาไม่ได้อะไรจากผม และผมก็ไม่ได้อะไรจากเขา”

ถ้าลูกเสพความรู้ผ่านอุปกรณ์อิเลคโทรนิคเป็นหลัก ผมก็หวั่นใจจริงๆ ว่าวันหนึ่งจะเจอกรณีเดียวกัน คือผมไม่ได้อะไรจากการคุยกับลูก และลูกไม่ได้อะไรจากการคุยกับผม

ซึ่งในฐานะพ่อคนคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดน่าดู

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ในตอนที่เขายังเด็กอยู่ คือเตือนตัวเองให้วางมือถือลงเวลาอยู่กับลูก ชวนเขาคุย ชวนเขาเล่น ชวนออกไปเดินในสวน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า เขาสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านั้น

และเพื่อให้เขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตไม่ใช่ความรู้จากอุปกรณ์พลาสติกใดๆ

แต่เป็นประสบการณ์และความทรงจำดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มีชีวิตจิตใจต่างหาก

—-

ขอบคุณเรื่องและภาพจาก a day BULLETIN เล่มที่ 403 11-17 April 2016

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

รีบเย็น

20160327_Hurry

“คนเราต้อง ‘รีบเย็น’ อย่า ‘รีบร้อน’ ยิ่งช่วงวิกฤติก็ยิ่งต้องใจเย็น”

– พระมิตซูโอะ เควสโก
a day BULLETIN 100 Interview The Observer
พฤษภาคม 2554 สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

สำหรับคนทั่วๆ ไป อารมณ์กับการกระทำมักจะไปในทิศทางเดียวกัน

ถ้าอารมณ์ดีๆ ชิวๆ ก็จะทำอะไรแบบเนิบๆ เรื่อยๆ มาเรียงๆ

แต่ถ้ากำลังหงุดหงิด ก็อาจจะทำอะไรเร่งๆ ส่งๆ ไป

แต่พระมิตซูโอะ ก็เตือนว่า เรายังมีอีกทางเลือกหนึ่ง

คือเราสามารถทำอะไรเร็วๆ ได้ โดยที่ใจยังเย็นเป็นน้ำอยู่

เพราะจะว่าไปแล้ว เวลาเราใจเย็น ไม่ได้แปลว่าร่างกายจะทำอะไรเร็วๆ ไม่ได้ซะหน่อย

ถ้าเรากำลังจะไปนัดสาย เราสามารถจะเดินเร็วขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งจะวิ่งก็ยังได้ โดยที่ใจไม่เตลิดเปิดเปิงไปไหน

ถ้าสังเกตตัวเอง เวลาที่เรารีบร้อน ใจเราจะไม่อยู่กับปัจจุบันและไม่อยู่กับตัวเอง

เราอาจจะคิดไปถึงอนาคตว่า ถ้าไปสายจะโดนมองไม่ดีอย่างไรบ้าง

หรืออาจคิดถึงอดีตว่า เมื่อเช้าไม่น่าชิวเกินไปเลย รู้งี้ออกจากบ้านให้เร็วกว่านี้ก็ดีหรอก

หรือใจเราอาจมัวแต่เพ่งโทษคนอื่น หงุดหงิดที่รถติด หรือรถคันหน้าขับช้า จนเราเองกลายร่างเป็นคนไม่น่ารักไปด้วย

หลงไปอนาคต หลงไปอดีต หลงไปเพ่งโทษคนอื่น ใจมันก็เลยร้อนรุ่ม

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การหลงไปแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เราไปถึงที่หมายเร็วขึ้นเลยซักนาทีเดียว

ถ้าเราใจเย็นซักหน่อย จอดรถข้างทางโทร.ไปขอโทษคนที่นัดหมายไว้ว่าจะไปถึงช้านิดนึง และลองเปิด Google Maps สำรวจเส้นทางดีๆ ว่าทางไหนน่าจะเร็วที่สุด

แค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดนึง เราก็อาจจะ “รีบเย็น” ได้จริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN 100 Interview The Observer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันที่ไร้ฮีโร่

20160326_NoHero

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่แล้ว เขาอยากเป็นฮีโร่เสียเองมากกว่า เขาอยากจะถ่ายตัวเองลงยูทบก็ได้ ดังนั้นไม่ใช่อินเตอร์เน็ตเข้ามาแล้วอุตสาหกรรมเปลี่ยน แต่เด็กสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ผมรู้เพราะผมมีลูกชายว้ย 21 ปี เขาไม่คลั่งไคล้ศิลปินคนใดคนหนึ่งเหมือนรุ่นเราอีกแล้ว…

…อย่างสมัยก่อนผมออกเทปผมแข่งกับแกรมมี่และอาร์เอส สมัยนี้ผมต้องแข่งกับ Cony and Brown, ผู้หญิงแก้ผ้าถ่ายรูปโชว์นม, เด็กกินไก่ทอด เป็นการแข่งขันว่าใครจะเรียกความสนใจของผู้บริโภคได้มากกว่ากัน แล้วไม่มีใครพูดถึงมุมนี้เลยนะ แต่ผมอยู่กับลูกชาย ผมเห็น กูไม่ต้องการร็อคสตาร์มาเป็นฮีโร่ กูนี่แหละจะเป็นร็อคสตาร์เอง…

…เราโชคดีที่เกิดมาในยุคที่มีแฟนเพลง พวกผมยังสามารถไปเล่นคอนเสิร์ตที่อิมแพ็ก อารีนา แล้วคนเต็มได้ เรามีฐานแฟนเพลงที่สร้างมาตลอด 20 ปี พวกรุ่นเก่าจะยังอยู่ได้ แต่พวกรุ่นใหม่จะทำยังไง แล้วคำถามก็คือว่า อีกสิบปีข้างหน้าเราจะไปดูใคร หรือลองสังเกตดูว่า 5-6 ปีที่ผ่านมา เวลาเราไปดูเทศกาลดนตรีต่างๆ วงปิดก็ยังเป็น Bodyslam เป็น Moderndog อยู่ดี คือเราไม่ได้บอกว่าพวกเขาไม่ดีนะ แต่มันผ่านมา 10 ปีแล้ว ทำไมยังไม่มีใครขึ้นมาแทนพวกเขาเหล่านี้ได้ คือไม่มีซูเปอร์สตาร์ใหม่ๆ ขึ้นมาเลย แล้วธุรกิจนี้มันอยู่ได้ด้วยซูเปอร์สตาร์”

– สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์
a day BULLETIN issue 400
21-27 March 2016
เรื่อง: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ: ภาสกร ธวัชราตรี

ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่อายุสามสิบกว่าๆ

เพราะนั่นแปลว่าผมโตมาในยุคที่แกรมมี่และอาร์เอสครองเมือง

สองค่ายนี้จะแลกหมัดกันตลอด และสร้างนักร้องที่เป็นคู่มวยที่เหมาะเจาะมาก

เจ เจตริน ปะทะกับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง

มอส ปฏิภาณ ปะทะกับ เต๋า สมชาย เข็มกลัด

UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองแอบเชียร์แกรมมี่ แต่ก็ฟังทั้งสองค่าย และก็แอบเจ็บใจที่อาร์เอสมักจะมาที่หลังดังกว่า

นอกจากนี้ ผมยังยอมนอนดึกเพื่อจะรอดูรายการเพลงของสองค่ายนี้เปิดตัวมิวสิควีดีโอใหม่ๆ

การได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ดูมิวสิค “พริกขี้หนู” ของพี่เบิร์ด ธงไชย หรือ หรือเพลง “ยุงน่า” ของพี่เจ เจตริน เป็นอะไรที่เท่ชะมัด

ย้อนกลับมาพ.ศ.นี้ ผมไม่มีศิลปินคนไหนให้รอคอยเลย และยากมากที่จะมีนักร้องหรือวงดนตรีเกิดใหม่ที่จะโด่งดังได้ในระดับพี่เบิร์ด ธงไชยหรือวงบอดี้แสลมได้อีก จะเหลือก็คงแค่ดารานักแสดงหรือเน็ตไอดอลที่มาไวไปไว

—–

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเด็กผู้ชายรุ่นผม คือการได้โตมากับการแกะไลน์กีต้าร์เพลงของศิลปินที่เราชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นเพลงบุษบาของวงโมเดิร์นด๊อก เพลงที่ว่างของวงพอส หรือเพลงรักคงยังไม่พอของเสือ ธนพล

ยิ่งถ้ามองไปเมืองนอก ช่วงยุค 90’s นี่วงดนตรีร็อคกำลังเฟื่องฟูสุดๆ

อัลบั้มที่หล่อหลอมผมช่วงวัยรุ่นได้แก่

Nirvana – Nevermind
Metallica – Metallica (ปกดำ)
Radiohead – The Bends
The Smashing Pumpkins – Siamese Twins
Oasis – (What’s the story) Morning Glory
Blur – The Great Escape
Bon Jovi – Cross Road
Guns N’ Roses – Use Your Illusion I & II
Green Day – Dookie
Stone Temple Pilots – Purple

การได้เปิดเทปหรือซีดีวงดนตรีเหล่านี้ และค่อยๆ นั่งฟังเพลงทีละเพลงอย่างตั้งใจ ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เป็นอะไรที่มีความสุขมาก

ความสุขแบบนี้ เด็กรุ่นใหม่คงไม่มีโอกาสได้เจออีกแล้ว เพราะเขาจะเปิด Youtube หรือดาวน์โหลดเฉพาะเพลงที่อยากฟังเท่านั้น คนที่จะซื้อซีดีมาฟังรวดเดียวสิบสองเพลงคงจะเหลือน้อยเต็มที แถมดนตรีร็อคก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนแล้ว จะให้มาแกะกีตาร์เพลงของ Taylor Swift หรือ Maroon 5 มันก็ไม่มีทางจะฟินเท่า

“เด็กรุ่นใหม่เขาไม่ได้ต้องการฮีโร่แล้ว เขาอยากเป็นฮีโร่เสียเองมากกว่า”

ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ที่เปิดทางให้ใครขึ้นมาเป็นฮีโร่ก็ได้

แต่ก็อดใจหายแทนเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ ที่เขาจะไม่มีฮีโร่ให้คลั่งไคล้เหมือนอย่างที่ผมเคยมีอีกแล้ว

—–

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 400

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ปูเปลี่ยนไป

20151219_PuPraya

 

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

“การที่เราเป็นมนุษย์หมายความว่าทุกๆ วันเราเลือกที่จะมีเมตตากับตัวเองและกับคนที่อยู่รอบกายเราได้ ฉันบอกคุณได้เลยว่าคุณจะได้เจอกับคนที่ทำร้ายคุณ ทำให้คุณเสียใจ และทำให้คุณอับอาย ฉันเจอมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว แต่อย่าปล่อยให้มันทำให้คุณเป็นคนแข็งกระด้าง ขอให้มันทำให้คุณกลายเป็นคนอ่อนโยนเถอะ จงใช้เหตุการณ์เหล่านี้เปิดหัวใจของคุณและเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่ดีกว่าเก่าเถอะ”

– ปู ไปรยา สวนดอกไม้ (Pu Praya Nataya Lundberg)
Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

—–

เมื่อสองคืนก่อนตอนเขียนบล็อกตอนมรดก ผมเข้าไป Youtube เพื่อจะหาวีดีโอของคุณพิเชษฐ กลั่นชื่นที่พูดในงาน TEDx Bangkok

แต่ก่อนที่ผมจะเสิร์ชหาชื่อคุณพิเชษฐนี้ ก็ดันเหลือบไปเห็นวีดีโอของคุณปู ไปรยา ที่ Youtube แนะนำให้ดู

เป็นวีดีโอที่คุณปูไปพูดงาน TEDx เช่นกัน แต่ไม่ใช่ TEDx Bangkok แต่เป็น TedX Youth@NIST ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ผมค่อนข้างแปลกใจที่มีดารามาพูดในงานอย่าง TEDx ได้ เพราะงานนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเวทีที่มีแต่คนระดับพระกาฬมาพูด (และผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะได้ขึ้นพูดบนเวที TEDx หรือ TED ซักครั้ง) ดังนั้นการมีดาราไทยมาพูดในงานนี้จึงเป็นเรื่องคาดไม่ถึง และยิ่งคาดไม่ถึงใหญ่เมื่อดาราคนนั้นเคยได้รับโหวตเป็นผู้หญิงสุดเซ็กซี่ของนิตยสาร FHM

อย่ากระนั้นเลย ขอดูวีดีโอนี้ซะหน่อยเถอะ

มีไม่กี่ครั้งที่มุมมองของผมต่อคนๆ หนึ่งจะเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน

ไม่ใช่ชั่วข้ามคืนด้วย เพราะวีดีโอ TEDx นี้ยาวเพียงแค่ 8 นาทีกว่าๆ

สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง คือคุณปูพูดภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งจะว่าไปก็พอคาดเดาได้เพราะเธอเป็นลูกครึ่ง แต่เผอิญผมเคยได้ยินแต่เธอพูดไทยซึ่งก็พูดไทยได้ชัดจนนึกไม่ถึงว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขนาดนี้

สองคือเธอพูดจาฉะฉานจนคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้ฝึก public speaking มาไม่น้อย แม้ตอนต้นจะประหม่า แต่ยิ่งพูดยิ่งมั่นใจยิ่งไหลลื่น ผมเองให้พูดเป็นภาษาไทยยังพูดสู้เขาไม่ได้เลย

สามคือเนื้อหาประทับใจ เธอเล่าให้ฟังถึงชีวิตวัยเรียน และชีวิตในวงการ และเธอยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเยี่ยมผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุ* เป็น speech ที่ฟังแล้วดู “จริง” และมีหลายประโยคที่ติดอยู่ในใจ ยกตัวอย่างเช่น

Unless you’re dead you’d better show up

ถ้ายังไม่ตาย ยังไงก็ต้องมากองถ่ายให้ได้

(ในขณะที่เพื่อนๆ วัยรุ่นได้ทำอะไรที่อยากทำ คุณปูต้องแบกรับความรับผิดชอบที่เธอมีต่อกองถ่าย ไม่ว่าจะป่วยจะเหนื่อยแค่ไหนก็ห้ามขาดงานเพราะมันกระทบคนจำนวนมาก)

When you do what you love and you have gratitude, you achieve so much more with your life.

ถ้าคุณทำในสิ่งที่ตัวเองรักและซาบซึ้งกับสิ่งดีๆ ที่คุณได้รับ คุณจะทำอะไรสำเร็จได้มากขึ้นอีกเยอะเลย

I’m not here to tell you I’m perfect. I’m not a saint, trust me. If you see the Thai tabloids, you’d know. I’ve done so many things in my life I’m not proud of and my parents aren’t either.

ฉันไม่ได้จะบอกคุณว่าฉันเป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟ็ค ฉันไม่ใช่นางฟ้าหรอก ยิ่งถ้าคุณได้อ่านหนังสือก๊อสซิปดาราคุณก็น่าจะรู้ดี มีอะไรหลายๆ อย่างที่ฉันทำลงไปแล้วไม่รู้สึกภูมิใจกับมันซักนิด และพ่อแม่ของฉันก็ไม่ภูมิใจกับมันเช่นกัน

But I’m human, and the thing about being human is that you have the ability to learn, grow, and reflect from your mistakes.

แต่ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และการเป็นมนุษย์ย่อมหมายความว่าคุณสามารถเรียนรู้ เติบโต และไตร่ตรองความผิดพลาดของคุณเองได้

แล้วคุณปู ก็พูดถึงประโยคเด็ดที่ผมนำมาใส่ไว้ตอนต้นบทความครับ

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

—–

นอกจากเนื้อหาที่คุณปูพูดแล้ว ผมยังได้บทเรียนอีกหลายๆ อย่างจากการดูคลิปนี้

บทเรียนแรก คือการได้เห็นอคติในใจตัวเอง ที่คิดว่าดาราไม่ใช่คนที่จะฉลาดหรือเก่งพอที่จะมาพูดในงานอย่าง TEDx ได้

อีกอคติหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือภาพลักษณ์ที่ผมสร้างเอาไว้ในหัว ว่าปู ไปรยาเป็นคนยังไง โดยสรุปเอาเองจากข่าวฉาวที่เคยได้ยิน และชุดที่เคยเห็นเธอใส่เวลาออกงานหรือลงนิตยสารต่างๆ

ผมคิดไปเองว่าผมรู้จักปู ไปรยาแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้จักเธอเลยซักนิด

บทเรียนที่สอง คืออิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะในวงการบันเทิง ที่ทำให้เรารู้จักดาราเพียงแค่แง่มุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น เราจึงมองคนๆ นั้นด้วยสายตาและจิตใจที่คับแคบ เห็นอะไรเพียงแค่มิติเดียว ทั้งๆ ที่เราทุกคนมีหลายมิติด้วยกันทั้งนั้น พอได้ดูคลิปนี้ เลยต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ภาพมายาที่เราเห็นผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิงนั้น มันทำให้เรามองอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปมากขนาดไหน

บทเรียนที่สาม คือคนเราเปลี่ยนกันได้ คุณปู ไปรยาพูดเองว่าเธอได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เธอไม่ภูมิใจกับมันซักนิด (หรือถ้าพูดสำนวนไทยก็คือมองกลับไปแล้วรู้สึกอับอายนั่นแหละ) แต่ผมเชื่อแล้วว่า “ปูเปลี่ยนไป” เพราะสิ่งที่ผมเห็นในคลิป TEDx นี้ คือผู้หญิงที่สวย มีสมอง และจิตใจดี ตัวจริงของเธอจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่าผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมขอเลือกที่จะเชื่อว่าเธอนิสัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

อยากให้ผู้อ่าน Anontawong’s Musings ทุกคนได้ดูวีดีโอความยาว 8 นาทีนี้ ถ้าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนัก เดี๋ยวนี้ Youtube มันมีให้เปิดซับไตเติ้ลแล้วนะครับ (เวลาเปิดดู Youtube ในคอมพิวเตอร์ ปุ่มมุมล่างขวาคือปุ่มดูคลิปแบบ Full Screen ถัดมาทางซ้ายอีกสามปุ่มคือปุ่มปิด/เปิดซับไตเติ้ลครับ)

เมื่อคุณดูวีดีโอนี้จบแล้ว อาจจะพบว่า จริงๆ แล้วคุณปูไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่ผมจั่วหัวไว้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทัศนคติของเราต่างหาก

 

 

—–
* คุณปูไม่ได้เอ่ยชื่อวัดพระบาทน้ำพุ บอกแต่เพียงว่าเป็นวัดที่ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ลพบุรี ผมเลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นวัดนี้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Youtube: Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

รวยจริง

20151212_NotReallyRich

เวลาอยู่ในสโมสร นักฟุตบอลบางคนเป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่ทำไมเมื่อมาอยู่ด้วยกันในทีมชาติ มักจะเป็นทีมที่ไม่ค่อยดี หรือทำผลงานไม่ค่อยดี

ผมว่าก่อนอื่น เมื่อมาเล่นด้วยกัน เราต้องยอมรับซึ่งกันและกัน สำหรับคนเก่ง ถ้าคุณเก่งแล้ว คุณต้องสนับสนุนคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าคุณเก่งแล้วทำตัวเหนือคนอื่น ผมไม่ถือว่าเป็นคนเก่งหรอก คนเก่งมันต้องจับมือช่วยคนอื่น เหมือนในสังคมที่คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก เพราะจิตใจคุณแย่ รวยแต่เงินแต่จิตใจย่ำแย่ ถ้าคุณเก่งเรื่องความรู้ก็ควรถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว อย่างเราเป็นโค้ช เรามีความรู้อะไร เราต้องถ่ายทอดให้เด็กทั้งหมด ต้องไม่กั๊ก อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

– เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

—–

พี่ซิโก้คือฮีโร่คนหนึ่งของผม

ผมติดตามพี่เขามาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม และคอยติดตามข่าวคราวของพี่เขาตอนที่ไปทดสอบแข้งกับมิดเดิ้ลสโบรห์และฮัดเดอร์สฟิลด์

หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้ยินข่าวพี่เขาเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีก็มาคุมทีมชาติแล้ว แถมยังทำผลงานได้ดีเสียจนคนไทยกลับมาเห่อฟุตบอลทีมชาติอีกครั้งหลังจากห่างหายความรู้สึกแบบนี้ไปนาน

เมื่อสามปีที่แล้ว พี่ซิโก้ยังได้ก่อตั้ง Zico Foundation เพื่อส่งเสริมเด็กในต่างจังหวัดให้ได้เล่นกีฬาอีกด้วย ดูรูปกิจกรรมได้ที่นี่

—–

คนรวยต้องช่วยเหลือคนจน แต่ถ้าคุณรวยแล้วอยู่แต่เฉพาะคนรวย ไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่รวยจริงหรอก

อ่านประโยคนี้ของพี่ซิโก้แล้วผมก็สะอึกเล็กน้อย

เพราะรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนจนเท่าไหร่

ถามว่าตัวเองรวยรึยัง ก็ตอบได้เลยว่ายังห่างไกลนัก

แต่ถ้าดูจากรายได้คนไทยที่เสียภาษีที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความเรื่อง MLM ก็ต้องยอมรับว่ารายได้ต่อเดือนของผมนั้นมากกว่าคนไทยอีก 90%

และเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกัน

เรามีรายได้เยอะก็จริง แต่เราก็มีรายจ่ายไม่น้อย  เรื่องที่คิดเอาเงินที่เราหามาได้ไปให้คนที่จนกว่าจึงเป็นเพียงเรื่องหัวข้อท้ายๆ ในสมอง

—–

ถึงผมจะยังไม่ค่อยได้ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาส แต่ผมก็เชื่อมาตลอดว่า “มีอะไรดีๆ ควรเอามาแบ่งปัน”

นี่คือเหตุผลหลักที่ผมเขียนบล็อก Anontawong’s Musings – เพื่อแบ่งปันมุมมองที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์

การแชร์ความรู้มันเจ๋งกว่าการให้เงินตรงที่คนให้ไม่ได้เสียอะไรไป เผลอๆ จะมีความรู้มากกว่าเดิมด้วย เพราะก่อนจะเขียนก็ต้องศึกษาค้นคว้า และพอเขียนเสร็จก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้อ่าน

พี่ซิโก้ยังกล่าวอีกว่า

อยากจะเก่งเราก็ต้องเรียนรู้เยอะๆ แล้วถ่ายทอด เด็กก็เก่ง เราก็เก่งไปด้วยกัน

ผมว่านี่เป็นความคิดที่หล่อมาก เรียนรู้เยอะๆ ไม่ใช่เพื่อให้รู้สึกว่ากูเก่งหรืออยู่เหนือใคร แต่เพื่อที่จะช่วยให้คนอื่นๆ เก่งขึ้น เพื่อมาช่วยสร้างสังคมนี้ให้ดีขึ้น

ผมเคยเขียนไว้ตอนที่ชีวิตผ่านมาครึ่งทางว่า ครึ่งแรกผมเป็นฝ่ายรับมาเยอะแล้ว ครึ่งหลังคือช่วงที่ผมตั้งใจจะเป็นฝ่ายให้บ้าง

มีแรง ให้แรง
มีเงิน ให้เงิน
มีเวลา ให้เวลา
มีความรู้ ให้ความรู้
มีความสามารถ ก็ใช้ความสามารถนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ถ้าเราทุกคนผลัดกันให้ตามแต่กำลังและสติปัญญาที่เรามี

บ้านเราก็จะมีคนเก่งจริง – รวยจริงเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia 

คนตรง

20151206_TaoSomchai

คุณคิดว่า ความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร

ทำอะไรก็ตามให้เป็นธรรมชาติครับ คุณคิดอะไรคุณก็ทำอย่างนั้น ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก ผมก็จะตรงแบบมีหลักการ บางทีตรงเกินไป พูดไม่เข้าหูคนอื่นก็ไม่ดี

– สมชาย เข็มกลัด

In Talk, We Trust

—–

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยแกรมมี่กับอาร์เอสแข่งกันเป็นใหญ่ เราก็จะได้เห็น “มวยถูกคู่” ที่แต่ละฝ่ายต่างส่งออกมาประมือกัน

เจ เจตริน ปะทะ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
เต๋า สมชาย ปะทะ มอส ปฏิภาณ
UHT ปะทะ ลิฟท์กับออย

ผมเองเชียร์แกรมมี่มากกว่า แต่สุดท้ายก็ซื้อเทปของทั้งสองค่ายนั่นแหละ

เป็นช่วงเวลาที่คลาสสิคดีนะครับผมว่า

—–

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณเต๋า สมชายเป็นข่าวเรื่องทะเลาะวิวาท

ได้มาอ่านสัมภาษณ์ในหนังสือ In Talk We Trust (รวบรวมจาก a day bulletin) ถึงได้รู้ที่มาที่ไป

อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจไปคุยกับจิตแพทย์

จริงๆ จุดเริ่มต้นที่คิด คือวันหนึ่งผมไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม มีเด็กขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด เข้ามากอดผม แล้วเขาพูดว่า “พี่เป็นแบดไอดอลของผมเลย” ผมอึ้งนะ ไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกกลัว…คิดว่ามันเป็นเรื่องอันตรายกับคนอื่นนะ…มันทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องแคร์คนอื่นบ้าง เลยคิดว่าก่อนกลับมาทำงานอีกครั้งต้องไปคุยกับจิตแพทย์…จิตแพทย์เขาบอกว่าสมองผมมีสารเคมีตัวหนึ่งที่หลั่งออกมา ทำให้สมองสั่งการผิด เวลามีคนพูดกับผมไม่ถูกหูหน่อยก็จะมีเรื่องเลย แทนที่สมองจะสั่งการให้ค่อยๆ ฟัง อย่าเดินเข้าไป แต่ของผมมันสั่งให้มีเรื่องไปเลย…หมอเรียกผมว่าพวกระเบิดชนวนสั้น คือจุดแล้วระเบิดเลย…ผมเริ่มปรับตัวด้วยการคุยกับจิตแพทย์ เริ่มกินวิตามินบำรุงสมอง งดกินเหล้าด้วย 6 เดือน ค่อยๆ ปรับโน่นนี่นั่น พอผมบอกหมอว่าจะกลับกรุงเทพฯ แล้ว ปรากฎว่าหมอก็เปิดไวน์ฉลองเลย บอกว่ากินได้แล้วนะครับ (หัวเราะ)

ดาราแต่ละคนมีภาพลักษณ์ไม่เหมือนกัน หลายคนอาจจะมองว่าคุณเต๋าเป็นนักเลง อารมณ์ร้อน

แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าหลายคนเชื่อว่าคุณเต๋าเป็นคนจริงใจไม่มีมารยาเยอะ

“บางทีมีคนมาคุยกับผม ผมก็จะมีหน้าเดียว หมายความว่าเดินออกไปจากตรงนี้ ผมก็จะไม่นินทาใครหรือเอามีดมาแทงข้างหลังใคร คุณเห็นผมหน้านี้ ผมเดินออกไปผมก็เป็นหน้านี้ หันกลับมาผมก็เป็นหน้านี้”

ประโยคสัมภาษณ์ที่กระทบใจผมที่สุดคือ

“ผมเป็นคนตรง แต่ตอนหลังผมไม่ผ่าซาก”

นั่นแสดงว่า คุณเต๋า สมชายน่าจะเรียนรู้ที่จะพูดจาให้ฉลาดขึ้น โดยที่ไม่ได้สูญเสียความเป็นคนตรงไปตรงมาของตัวเองไป

ตัวผมเองก็เป็นคนพูดตรง จนบางทีก็ตรงเกินไป

ครั้งหนึ่งเคยเข้าร่วมประชุมกับรุ่นพี่ พอเห็นว่าการคุยกันเริ่มออกทะเล ผมเลยโพล่งขึ้นมากลางที่ประชุมเพื่อชี้ให้เห็นว่าเขากำลังเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ จนรุ่นพี่คนหนึ่งหน้าเสียแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปเลย

แฟน: รุ่นพี่คนนั้นเขาเคืองเธอแน่ๆ
ผม : ก็เราพูดเรื่องจริงนี่
แฟน: ถึงจะพูดเรื่องจริง แต่ก็มีวิธีพูดให้ดีกว่านี้ได้ไม่ใช่เหรอ

ซึ่งก็ถูกของแฟนผม

บางทีเราเองก็ยึดติดกับนิยามของการเป็น “คนตรง” เกินไป

และต่อให้เรามีเจตนาดีหรือบริสุทธิ์แค่ไหน ถ้าสิ่งที่เราเปล่งออกไปเป็นมะนาวไม่มีน้ำหรือไม่ใช้วาทศิลป์เพื่อถนอมน้ำใจอีกฝ่ายเลย คำพูดและเจตนาของเราก็อาจถูกตีความอย่างผิดๆ

ซึ่งนั่นย่อมเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับทุกฝ่ายเลยทีเดียว

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก In Talk, We Trust, a day BULLETIN selected interview 2013-2014 
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

ก้อนหินในแม่น้ำ

20150922_Confident

นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 302 เมษายน 2553  สัมภาษณ์ ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

[ถาม]: อายุมากขึ้นก็ดูจะนิ่งขึ้น
[ตอบ]: จริงๆ นะ เมื่อก่อนผมมักจะคิดว่าเรารู้ว่าคนอื่นเขาคิดอะไรอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราก็พูดคำว่าไม่รู้ๆ บ่อยขึ้นๆ

[ถาม]: มั่นใจในตัวเองน้อยลง
[ตอบ]: ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วก็ขอเรียนรู้จากคนอื่น อาจเป็นด้วยวัย อย่างตอนเราตั้งวงสิบล้อ เรานึกว่าเราจะอยู่วงนี้ไปตลอดชีวิต ตอนเรามาอยู่เมืองไทยเราบอกจะอยู่ตลอดชีวิต ตอนเราไปประท้วงเราก็นึกว่าเรื่องหนึ่งจะเกิดขึ้น กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราเลิกหรือเราหมดหวังหรือสิ้นหวังกับชีวิต แต่เรารู้ว่าเราไม่รู้ เราก็ยอมรับในความเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยของเรา คล้ายกับว่าโลกนี้เหมือนหนังชีวิตที่กำลังฉายอยู่ เราไม่ได้เขียนบทเองทั้งหมด ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้ ทุกวันนี้เราชอบพูดว่าเราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้นแต่ไม่มาก เราก็รู้สึกว่าเรากลมขึ้น ทรงตัวในน้ำ น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง

[ถาม]: เป็นก้อนหินในแม่น้ำ ไม่ใช่ปลาที่ว่ายทวนน้ำแล้วใช่ไหม
[ตอบ]: ไม่ใช่ปลาว่ายทวนน้ำ แต่ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว มีอะไรที่ดีเราก็คว้ามันไว้ อะไรที่ไม่ดีเราก็ไม่ต้องคว้าเอามา เพราะในที่สุดเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษย์มันก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอด

—–

ในวงการบันเทิง มีคนที่ผมชื่นชมและคอยติดตามอ่านความคิดผ่านผลงานและบทสัมภาษณ์อยู่ไม่กี่คน

ที่นึกออกตอนนี้คือ

  • ประภาส ชลศรานนท์
  • เป็นเอก รัตนเรือง
  • ตุล อพาร์ตเมนท์คุณป้า
  • ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

ในสี่คนนี้ ฮิวโก้น่าจะเด็กสุด (และหล่อสุด)

“ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย”

ประโยคนี้โดนใจผมมาก เพราะผมเองก็รู้สึกอย่างนี้มาเกือบสิบปีแล้ว

ช่วงปี 2548-2549 ผมติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด ยิ่งอ่านยิ่ง(คิดว่า)รู้เยอะ และยิ่งเครียดเยอะ และบางคราวก็มีการโต้เถียงกับเพื่อนในวงเหล้ากันอย่างดุเดือด

แต่พอคุณทักษิณโดนรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 49 ผมสนใจข่าวสารบ้านเมืองน้อยลงแบบฮวบฮาบ

อาจจะเพราะเหนื่อยกับการตามข่าว และก็รู้สึกว่า 99% ของสิ่งที่เรารู้ก็ไม่ได้ทำให้เรามีส่วนร่วมในการช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นได้

ยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งรู้ซึ้งว่าตัวเองไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

ใครจะไปคิดว่าจะมีคนออกมาประท้วงเป็นแสนๆ คน เพียงเพราะพรบ.ฉบับเดียว? (ในขณะที่เรื่องจำนำข้าวที่เสียหายเป็นแสนล้านกลับไม่ได้สร้างแรงต่อต้านมากเท่านี้)

ใครจะไปคิดว่าเลขาธิการพรรคอย่างคุณสุเทพจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมวลชน?

และใครจะไปคิดว่าพลเอกประยุทธ์จะทำรัฐประหาร?

“ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้”

ใช่ เราไม่สามารถมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้

ที่เราคิดว่า เรื่องนี้ควรเป็นอย่างนั้น เรื่องนั้นต้องเป็นอย่างนี้ สุดท้ายมันอาจไม่ต่างอะไรกับความพยายามลมๆ แล้งๆ ของปลาหนึ่งตัวในลำน้ำโขงที่(หลง)คิดว่ามันเข้าใจแม่น้ำสายนี้ดีเพียงพอแล้ว

ทั้งๆ ที่จริงมันแทบจะไม่เข้าใจอะไรเลย

“เราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้น… น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง”

“ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว”

การเป็นก้อนหินมันไม่เท่ อาจจะโดนปลามองอย่างเหยียดหยามด้วยซ้ำไป (ทั้งปลาที่ว่ายทวนน้ำและว่ายตามน้ำ)

แต่อย่างน้อยก้อนหินมนๆ ก้อนนี้ก็ไม่ทำร้ายใคร และมีจุดยืนที่มั่นคงพอตัว

เมื่อเป็นก้อนหินนานๆ เข้า และได้เห็นปลาว่ายผ่านไปมาตัวแล้วตัวเล่า

ถ้าก้อนหินมีปาก มันอาจเอ่ยถามกับเหล่าปลานั้นว่า

“ที่ว่ายเวียนชุลมุนกันอยู่เนี่ย รู้แล้วหรือว่าปลายทางคือที่ไหน?”

—–

ขอบคุณภาพและเนื้อหาจาก นิตยสาร สารคดี

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เงิน-ความสุข-คุณค่า

20150504_Thanonchai

“…สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า

โลกไม่เคยจดจำนายโนเบลในฐานะมนุษย์ที่รวยที่สุด แต่โลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่นำเงินทั้งหมดมาทำประโยชน์และสนับสนุนคนดีในการทำสิ่งที่มีคุณค่า

โลกนี้ไม่เคยจดจำคนรวย คนที่คิดถึงตัวเอง คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่การทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า

อย่างที่เรารู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระราชวัง ห้องประชุม หรือศูนย์การค้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางความเป็นจริง ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะแท้จริงแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ

แปลกที่ ณ วันนี้ ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะคิดถึง ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต มีความคิด มีปัญญา…”

– ธนญชัย ศรศรีวิชัย

—–
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคนชื่อธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเคย “เสพ” ผลงานของเขาแทบทุกคน

นิตยสาร a day เคยนำภาพพี่ต่อ ขึ้นปก ในฐานะ “ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

เพราะงานของเขาไปคว้ารางวัล Cannes Lion ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของนักโฆษณามาแล้วนับไม่ถ้วน (แต่เขาไม่เคยเดินทางไปรับรางวัลนะครับ)

ผลงานโฆษณาที่เรารู้จักกันดีก็อย่างโฆษณาสุดซึ้งของไทยประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปู่ชิว แม่ต้อย หรือเรื่อง ลูกสาว

หรือโฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า ก็เป็นฝีมือของคนๆ นี้

ผมไปอ่านเจอบทความข้างบนของพี่ต่อ ผ่าน Facebook ของเพื่อนที่ชื่อยุ้ย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ฟีโนมีน่า

มันเป็นถ้อยแถลงถึง “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย) ว่าเราจะใช้พื้นที่ 500 ไร่บริเวณรอบๆ สถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสันอย่างไร

ฝ่ายรัฐคิดจะสร้างเป็น “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้การรถไฟฯ

แต่พี่ต่อและ “เครือข่ายมักกะสัน” ได้ออกมารณรงค์ให้สร้างป่ากลางเมืองเพื่อเป็นปอดของกรุงเทพ

แถลงการของพี่ต่อนั้นกินใจมาก ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

และถ้าสนใจอยากมีส่วนร่วม ก็เข้าไปไลค์เพจ เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าลองศึกษาข้อมูลเพิ่่มเติม

เพราะปฏิกิริยาแรกที่ผมมีหลังจากอ่านเรื่องการรณรงค์ครั้งนี้ ก็คือรัฐเป็นตัวโกง ส่วนพี่ต่อกับเครือข่ายมักกะสันเป็นพระเอก

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย

พร้อมเตือนตัวเองว่า เคยเขียนเอาไว้เองว่า อันตรายไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผมเชื่อว่าม้นน่าจะมีทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายได้

เพียงแต่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ตั้งแต่ผมเกิดมา ยุคนี้คือยุคที่เอื้อให้เราสามารถสร้างความแตกต่างทางสังคมได้มากที่สุดแล้ว

ถ้าสนใจ ก็อยากให้เรามาช่วยกันครับ

—–

Credits:
โพสต์ทูเดย์ ผู้กำกับดังตั้งคำถามรัฐ

Facebook Page เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

Youtube: ปู่ชิว / แม่ต้อย / ลูกสาว / จน เครียด กินเหล้า

ยังไม่ต้องรีบรวย

20150422_DontGoForMoney

“In the first ten years of your working life, don’t go for money. Because if you do, that’s maybe all you’re going to get”.

“ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน อย่าทำไปเพื่อเงิน เพราะถ้าคุณวิ่งตามเงิน นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณได้”

– ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา

—–

อาจารย์วิพรรธ์คือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชี่ยน และเป็นอธิการบดีอยู่ 17 ปี

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์อยู่บ่อยๆ และคำพูดหลายๆ คำของอาจารย์ก็ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างเช่นประโยคข้างต้น

ผมทำงานแบบพนักงานกินเงินเดือนมาเกิน 12 ปีแล้ว และได้พบว่าคำพูดของอาจารย์นั้นถูกต้อง

สิ่งที่ผมได้จากช่วง 10 ปีแรกนั้นได้แก่

  • เพื่อนร่วมงานที่ดีและเก่งกว่าเรา
  • งานที่สนุกและท้าทายให้เราออกจาก comfort zone
  • โอกาสในการพัฒนา Soft Skills เช่นการพรีเซนท์ การเจรจา การโน้มน้าว
  • วิธีการทำงานกับคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติหรือการมองโลก
  • การดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
  • การหาให้เจอว่าเราเองถนัดและรักงานด้านไหน

ก็ไม่แน่นะครับ คนที่ went for the money ก็อาจจะได้เรื่องข้างบนมาบ้างเหมือนกัน!

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตอนนี้กระแสรวยเร็วนั้นมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาแล้วถ้าไม่ทำบริษัทเองก็อยากได้งานที่ไม่เหนื่อยแล้วได้เงินเยอะๆ

เงินเยอะๆ นั้นดีครับ ผมเองก็ชอบ แต่กว่าจะได้อะไรมา เราก็ต้องเอาอะไรเข้าไปแลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสงบสุขในจิตใจ

สุดท้ายแล้ว ใครจะเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น

ขอเพียงแต่อย่าลืมแล้วกันว่า

ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และเวลาของเรามีจำกัดครับ