เราเอาความสุขไปแขวนอยู่กับอะไร

20190210_hanger

บางคนแขวนมันไว้กับค่าตอบแทน

บางคนแขวนมันกับความสนุก

บางคนแขวนมันกับการได้ลงมือทำ

บางคนแขวนมันกับการได้ผลลัพธ์ที่หวังไว้

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นคนถูก

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นคนที่ถูกรัก

บางคนแขวนมันไว้กับการไม่โดนเกลียด

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นผู้ดูอยู่เฉยๆ

บางคนแขวนมันไว้กับคนในครอบครัว

บางคนแขวนมันไว้กับการเมืองระดับประเทศ

ถ้าสิ่งที่ความสุขของเราแขวนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราพอจะควบคุมได้ก็แล้วไป

แต่ถ้าสิ่งที่ความสุขของเราแขวนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เราก็มีโอกาสทำความสุขหล่นหายได้ง่ายดายเหลือเกิน

ทุกข์ประดิษฐ์

20190120b

เพราะสมองของคนเราคิดอะไรไปได้ต่างๆ นานา

เชื้อเล็กๆ เพียงเศษผงก็พอแล้วที่จะจุดไฟดวงใหญ่ที่เผาไหม้จิตใจได้

ตัดผมใหม่มาแล้วเราไม่มั่นใจ มาถึงออฟฟิศเจอคนมองหน้าเราหน่อยเดียว เราก็คิดไปเองเลยว่าเค้าต้องเห็นว่าทรงผมเราตลกแน่ๆ แล้วเราก็เสียเซลฟ์ไปทั้งวัน

โทร.ไปหาแฟน แฟนไม่รับสาย ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าแฟนต้องแอบมีกิ๊กและความสัมพันธ์ของเราครั้งนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้า

เขียนบล็อกหนึ่งตอน มีคนบอกว่าชอบ 100 คน แต่มี 1 คนมาบอกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นผิดพลาด เราก็หงุดหงิดหมกมุ่นกับหนึ่งคนนั้นได้ทั้งวัน บทสนทนาในจิตนาการผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าเราจะเถียงเขากลับยังไง เขาจะตอบกลับมายังไง แล้วเราจะเอาชนะเขาได้ยังไง

ยิ่งปรุงแต่งยิ่งเมามัน ยิ่งเมามันยิ่งร้อนรน หาความสุขความสงบในจิตใจไม่ได้เลย

ถ้าโชคดีมีสติมากพอ เราอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทุกข์ที่เขาให้เรามานั้นนิดเดียว เขาแค่เป็นประกายไฟเล็กๆ แต่หลังจากนั้นเราเองต่างหากที่เป็นคนใส่เชื้อเพลิงและกระพือไฟให้ลุกลามใหญ่โต

“The pain is real but the cause is invented.”
-Seth Godin

ลองสำรวจทุกข์ทั้งหลายในใจเรา แล้วจะพบว่าเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นทุกข์ประดิษฐ์ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความลับของความสุข

20190112_happinesscode

คือคาดหวังให้น้อยลง

เพราะสมการความสุขถอดออกมาได้ตามนี้

Happiness = Reality – Expectations

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าความจริงมันดีกว่าที่หวัง เราก็มีความสุข (ผลลัพธ์เป็นบวก)

ถ้าความจริงมันแย่กว่าที่หวัง เราก็มีความทุกข์ (ผลลัพธ์เป็นลบ)

การเจริญสติภาวนา ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลดความคาดหวัง ทั้งหวังที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา หรือหวังที่จะหลีกหนีจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

เมื่อความคาดหวังเท่ากับศูนย์ ความจริงจะเป็นอย่างไรคะแนนน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ยังเป็นบวกได้อยู่ดี

บางคนอาจถามว่า แล้วถ้าความจริงมันเป็นค่าติดลบล่ะ?

ฝนตกเป็นบวกหรือลบ? ถ้าเป็นชาวนาก็ย่อมให้ค่าบวก เป็นคนกรุงขับรถก็ย่อมให้ค่าลบ

แผ่นดินไหวเป็นบวกหรือลบ? ถ้ามันเกิดในทะเลไกลโพ้น ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย เราก็ไม่เคยใส่ใจอยู่แล้วจริงมั้ย?

จะบวกจะลบมนุษย์เป็นคนให้ค่าทั้งสิ้น

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าไม่มีคนซะอย่าง ความจริง = 0, ความคาดหวัง = 0, ความสุขก็เท่ากับ 0

สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา นิ่งสงบเย็นสบายเป็นอนันต์

พูดเรื่องความสุขอยู่ดีๆ ไปลงเรื่องธรรมะซะอย่างนั้น

กลับมาที่โลกแห่งความจริง สำหรับมนุษย์ 99.99% ที่ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อเราอยู่ในโลกสมมติก็ต้องใช้สมมติให้เป็นประโยชน์

เมื่อเรายังมีตัวเราอยู่ ยังให้ค่าบวกลบกับความจริงและความคาดหวังอยู่ ถ้าอยากสุขมากๆ ก็ต้อง maximize ความจริง หรือไม่ก็ minimize ความคาดหวัง

maximize ความจริงนั้นทำได้แต่ต้องออกแรง ใช้เวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้

minimize ความคาดหวัง ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกปรือเช่นกัน แต่ข้อดีคือมันไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอะไรเลย

ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไร

20181005_happinessdirection

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นาย A ยากจน มีเงิน 100 บาท ถูกรางวัล 800 บาท รวมมีเงิน 900 บาท ยิ้มแฉ่งไปหลายวัน

นาย B ร่ำรวย มีเงิน 100 ล้าน เล่นหุ้นเจ๊งไป 10 ล้าน เหลือเงิน 90 ล้าน กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน

A มีเงิน 900 บาท แต่มีความสุขกว่า B ที่มีเงิน 90 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ B ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า A หลายเท่านัก

ความลับของการมีความสุข จึงอาจไม่ใช่การพิชิตเป้าหมาย หรือได้ครอบครองอะไรมากมาย

ความสุขคือการตระหนักรู้ว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

มันคือเสียงแห่งความหวังที่กระซิบเบาๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะทำให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน

และจะทำให้พรุ่งดีกว่าวันนี้ครับ

ความสุขจะจริงแท้

20180912_realhappiness

ก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปันกับคนอื่น

“Happiness is only real when shared.”
-Christopher McCandless

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงสิ่งที่เราชอบทำ เกือบทุกกิจกรรมนั้นทำหลายคนย่อมสนุกกว่าทำคนเดียว

ไม่ว่าจะกินข้าว ดูหนัง เตะบอล ร้องเพลง

แม้กระทั่งกิจกรรมที่เราคุ้นเคยกับการทำคนเดียวเช่นการอ่านหนังสือ ที่บริษัทเก่าผมเคยจัด book club โดยให้สมาชิกเกือบ 20 คนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันมา แล้วให้มานั่งแลกเปลี่ยนกัน ผมว่ามันเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่ประทับใจที่สุดของผมเลย

ดังนี้แล้ว หากเราได้เจอสิ่งดีๆ เราก็ควรจะแบ่งปันให้ผู้อื่น ยิ่งเดี๋ยวนี้เราเชื่อมโยงกันหมดแล้ว การแบ่งปันนั้นง่ายเท่ากระดิกนิ้ว เหมือนที่ผมพบเจอสิ่งดีๆ มาแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านบล็อกนี้

“Happiness is only real when shared.”*

ถ้าเราอยากมีความสุขให้มากที่สุด ก็จงแบ่งปันให้มากเท่าที่เราจะไม่เดือดร้อน

การที่เทียนดวงหนึ่งไปจุดเทียนอื่นๆ ให้ติดด้วย ไม่ได้ทำให้มันสว่างน้อยลงแม้แต่น้อย

แต่ห้องทั้งห้องจะสว่างขึ้นอย่างแน่นอน

—–

* คำพูดนี้เป็นของฝรั่ง เลยขอไม่นับความสุขความสันโดษจากการภาวนานะครับ

กระบวนการเผาผลาญความสุข

20180726_metabolism

เวลาเราเห็นใครที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เราจะบอกว่าร่างกายเขาเผาผลาญดี

ร่างกายเราเผาผลาญดีตอนเด็กๆ แล้วค่อยๆ แย่ลงเมื่อแก่ตัว

แต่จิตใจคนอาจตรงกันข้าม

ยิ่งอายุเยอะ กระบวนการเผาผลาญความสุขเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ

ในวัยเด็ก แค่ได้กินไอติมกะทิอร่อยๆ ก็ยิ้มแฉ่ง มีความสุขติดตัวไปทั้งวันแล้ว

แต่พอเราโตขึ้น เรากลับมีความสุขยากกว่าเดิม ราคาของความสุขก็แพงขึ้น แถมพอได้ความสุขมามันก็อยู่กับเราสั้นลงด้วย

ได้แฟนสวยอาจจะฟินอยู่แค่เดือนเดียว

ได้มือถือใหม่ อาจจะเห่ออยู่แค่หนึ่งสัปดาห์

ได้กินอาหารญี่ปุ่นหัวละหลายพัน อาจจะฟินแค่แค่ไม่กี่ชั่วโมง

ผมเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงฐานะดีคนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า สมัยวัยรุ่นเธอกลับมาบ้านเห็นรถยนต์ป้ายแดงจอดอยู่ พอรู้ว่ารถคันนั้นเป็นของเธอก็ร้องไห้โฮ ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้รถใหม่ แต่เสียใจที่รถใหม่คันนั้นเป็นรถญี่ปุ่นแทนที่จะเป็นรถยุโรป

ยิ่งเติบโต ยิ่งมีฐานะ กระบวนการเผาผลาญความสุขเรายิ่งมีประสิทธิภาพ

ยิ่งตอนนี้มีโซเชียลมีเดียไว้ให้เราคอยเปรียบเทียบกับคนอื่นอีก กระบวนการเผาผลาญนี้ยิ่งทวีความรุนแรง

ใครที่รู้ตัวว่าความสุขหมดเร็ว ก็ทำใจไว้นะครับว่าชีวิตนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องคอยถมบ่อที่ไม่มีก้น

ส่วนถ้าใครอยากให้การเผาผลาญลดความรุนแรงลงบ้าง ก็อาจต้องลองกลับมาฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง เข้าใจตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ากับเราจริงๆ ใช้มือถือให้น้อยลงหน่อย ก็น่าจะช่วยให้ความสุขอยู่กับเราได้ยั่งยืนขึ้นครับ

สุขสร้าง

20180113_createhappy

ความสุขที่มนุษย์คุ้นเคยกันดี คือความสุขจากการเสพ

เสพอาหารอร่อยๆ เสพเพลงเพราะๆ เสพคำคมๆ

เสพดารา เสพดราม่า เสพการเมือง

แต่ความสุขอีกแบบหนึ่งที่เราอาจไม่คุ้นเคยเท่า คือความสุขจากการได้สร้างอะไรขึ้นมากับมือ

เขียนบทความ ถ่ายภาพ ตัดต่อวีดีโอ แต่งเพลง วาดภาพ ทำงานคราฟท์ ทำอาหาร อบขนม ถักโครเชต์

การเสพคือการนำสิ่งภายนอกเข้าสู่ภายใน

การสร้างคือการนำสิ่งที่อยู่ภายในออกมาภายนอก

การเสพนั้นใช้ตาดูกับหูฟัง

การสร้างนั้นใช้มือสอง เท้าสอง สมองคิด

สิ่งที่เราเสพจะอยู่กับเราแค่ชั่วคราว

สิ่งที่เราสร้างอาจอยู่ได้เป็นร้อยปี

ถ้าช่วงไหนที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต ความน่าจะเป็นคือเราอาจกำลังเสพมากไป

และน่าจะรู้สึกดีขึ้นได้ด้วยการสร้างให้มากขึ้นครับ

มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขด้วยซ้ำ

20180103_doesntmakeyouhappy

มนุษย์เป็นผลผลิตของความเคยชิน

อะไรหลายๆ อย่างที่เราทำ จึงไม่ใช่เพราะว่ามันมีประโยชน์ แต่เป็นเพราะเราชินที่จะทำมันเฉยๆ

นั่งกินข้าวแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู

กลับถึงบ้านแล้วต้องเปิดทีวีทิ้งไว้

กินขนมห่อนั้นต่อไปแม้จะคอแห้งผากแล้วแต่ก็ต้องกินให้หมดซอง

เช็ค Facebook / Instagram ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

ช่วงสองสามนาทีแรกอาจจะสุขเพราะสมองหลั่งโดพามีน แต่แม้จะผ่านจุดที่สุขที่สุดไปแล้ว เราก็ยังไม่เลิกใช้ เพราะคนที่ออกแบบผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีเป้าหมายเดียวคือทำให้เราใช้เวลาอยู่กับมันให้นานที่สุด

เราจึงไถฟีดที่เป็นอนันต์และดูดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเวลาและความฝันของเราไป

แต่เราก็ยังไม่หยุดไถ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขด้วยซ้ำ

ลองสังเกตอุปนิสัยของเราดีๆ นะครับ ว่าเราเป็นทาสของความเคยชินอยู่รึเปล่า

เมื่อใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว ความเป็นทาสจะน้อยลง แล้วเราจะมีอิสระมากขึ้นครับ

ก่อนนอนคิดถึงแค่ 2 คน

20171109_beforebed

วันก่อนผมได้ฟังพอดคาสท์ของ Tim Ferriss ที่เล่าให้ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับในการมีความสุขมากขึ้นจาก Chade Meng Tan (ชาดหมิงตัน) วิศวกรกูเกิ้ลผู้โด่งดังไปทั่วบริษัทจากการสอนเพื่อนร่วมงานให้ฝึกสมาธิจนต่อมาได้ออกหนังสือ Search Inside Yourself

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ทิมได้เรียนรู้จากชาดก็คือก่อนนอนให้นึกถึงหน้าคนสองคน แล้วอวยพรในใจให้เขามีความสุข

ตอนแรกทิมก็รู้สึกว่าเทคนิคนี้ฟังดูเลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ แต่พอได้ลองทำเองหลายๆ คือติดต่อกัน ทิมกลับพบว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์ดีขึ้น โมโหร้ายน้อยลง และยิ้มง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามองจากมุมคนไทยที่คุ้นเคยกับการสวดมนต์ก่อนนอนมาตั้งแต่เด็กๆ เทคนิคที่ชาดสอนทิมก็คือการแผ่เมตตานั่นเอง แต่เราคุ้นชินแต่กับการท่อง “สัพเพสัตตา…” และแผ่เมตตาให้กับทุกสรรพสัตว์ หรือบางทีก็ท่องไปงั้นๆ โดยไม่ได้รู้สึกอะไร

การนึกถึงคนสองคน ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ และแต่ละคืนไม่ต้องซ้ำกันก็ได้ เลยฟังดูจับต้องได้ง่ายกว่า (practical) และน่าจะทำให้เรา “รู้สึก” ได้มากกว่าเวลาที่เราอวยพรให้คนๆ นั้นมีความสุข

ผมเองยังไม่ได้ลอง แต่ว่าจะเริ่มคืนนี้เลย จึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาลองทำไปด้วยกันครับ

ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ