ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไร

20181005_happinessdirection

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นาย A ยากจน มีเงิน 100 บาท ถูกรางวัล 800 บาท รวมมีเงิน 900 บาท ยิ้มแฉ่งไปหลายวัน

นาย B ร่ำรวย มีเงิน 100 ล้าน เล่นหุ้นเจ๊งไป 10 ล้าน เหลือเงิน 90 ล้าน กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน

A มีเงิน 900 บาท แต่มีความสุขกว่า B ที่มีเงิน 90 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ B ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า A หลายเท่านัก

ความลับของการมีความสุข จึงอาจไม่ใช่การพิชิตเป้าหมาย หรือได้ครอบครองอะไรมากมาย

ความสุขคือการตระหนักรู้ว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

มันคือเสียงแห่งความหวังที่กระซิบเบาๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะทำให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน

และจะทำให้พรุ่งดีกว่าวันนี้ครับ

ความสุขจะจริงแท้

20180912_realhappiness

ก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปันกับคนอื่น

“Happiness is only real when shared.”
-Christopher McCandless

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงสิ่งที่เราชอบทำ เกือบทุกกิจกรรมนั้นทำหลายคนย่อมสนุกกว่าทำคนเดียว

ไม่ว่าจะกินข้าว ดูหนัง เตะบอล ร้องเพลง

แม้กระทั่งกิจกรรมที่เราคุ้นเคยกับการทำคนเดียวเช่นการอ่านหนังสือ ที่บริษัทเก่าผมเคยจัด book club โดยให้สมาชิกเกือบ 20 คนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันมา แล้วให้มานั่งแลกเปลี่ยนกัน ผมว่ามันเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่ประทับใจที่สุดของผมเลย

ดังนี้แล้ว หากเราได้เจอสิ่งดีๆ เราก็ควรจะแบ่งปันให้ผู้อื่น ยิ่งเดี๋ยวนี้เราเชื่อมโยงกันหมดแล้ว การแบ่งปันนั้นง่ายเท่ากระดิกนิ้ว เหมือนที่ผมพบเจอสิ่งดีๆ มาแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านบล็อกนี้

“Happiness is only real when shared.”*

ถ้าเราอยากมีความสุขให้มากที่สุด ก็จงแบ่งปันให้มากเท่าที่เราจะไม่เดือดร้อน

การที่เทียนดวงหนึ่งไปจุดเทียนอื่นๆ ให้ติดด้วย ไม่ได้ทำให้มันสว่างน้อยลงแม้แต่น้อย

แต่ห้องทั้งห้องจะสว่างขึ้นอย่างแน่นอน

—–

* คำพูดนี้เป็นของฝรั่ง เลยขอไม่นับความสุขความสันโดษจากการภาวนานะครับ

กระบวนการเผาผลาญความสุข

20180726_metabolism

เวลาเราเห็นใครที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เราจะบอกว่าร่างกายเขาเผาผลาญดี

ร่างกายเราเผาผลาญดีตอนเด็กๆ แล้วค่อยๆ แย่ลงเมื่อแก่ตัว

แต่จิตใจคนอาจตรงกันข้าม

ยิ่งอายุเยอะ กระบวนการเผาผลาญความสุขเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ

ในวัยเด็ก แค่ได้กินไอติมกะทิอร่อยๆ ก็ยิ้มแฉ่ง มีความสุขติดตัวไปทั้งวันแล้ว

แต่พอเราโตขึ้น เรากลับมีความสุขยากกว่าเดิม ราคาของความสุขก็แพงขึ้น แถมพอได้ความสุขมามันก็อยู่กับเราสั้นลงด้วย

ได้แฟนสวยอาจจะฟินอยู่แค่เดือนเดียว

ได้มือถือใหม่ อาจจะเห่ออยู่แค่หนึ่งสัปดาห์

ได้กินอาหารญี่ปุ่นหัวละหลายพัน อาจจะฟินแค่แค่ไม่กี่ชั่วโมง

ผมเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงฐานะดีคนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า สมัยวัยรุ่นเธอกลับมาบ้านเห็นรถยนต์ป้ายแดงจอดอยู่ พอรู้ว่ารถคันนั้นเป็นของเธอก็ร้องไห้โฮ ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้รถใหม่ แต่เสียใจที่รถใหม่คันนั้นเป็นรถญี่ปุ่นแทนที่จะเป็นรถยุโรป

ยิ่งเติบโต ยิ่งมีฐานะ กระบวนการเผาผลาญความสุขเรายิ่งมีประสิทธิภาพ

ยิ่งตอนนี้มีโซเชียลมีเดียไว้ให้เราคอยเปรียบเทียบกับคนอื่นอีก กระบวนการเผาผลาญนี้ยิ่งทวีความรุนแรง

ใครที่รู้ตัวว่าความสุขหมดเร็ว ก็ทำใจไว้นะครับว่าชีวิตนี้อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องคอยถมบ่อที่ไม่มีก้น

ส่วนถ้าใครอยากให้การเผาผลาญลดความรุนแรงลงบ้าง ก็อาจต้องลองกลับมาฝึกที่จะอยู่กับตัวเอง เข้าใจตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ากับเราจริงๆ ใช้มือถือให้น้อยลงหน่อย ก็น่าจะช่วยให้ความสุขอยู่กับเราได้ยั่งยืนขึ้นครับ

สุขสร้าง

20180113_createhappy

ความสุขที่มนุษย์คุ้นเคยกันดี คือความสุขจากการเสพ

เสพอาหารอร่อยๆ เสพเพลงเพราะๆ เสพคำคมๆ

เสพดารา เสพดราม่า เสพการเมือง

แต่ความสุขอีกแบบหนึ่งที่เราอาจไม่คุ้นเคยเท่า คือความสุขจากการได้สร้างอะไรขึ้นมากับมือ

เขียนบทความ ถ่ายภาพ ตัดต่อวีดีโอ แต่งเพลง วาดภาพ ทำงานคราฟท์ ทำอาหาร อบขนม ถักโครเชต์

การเสพคือการนำสิ่งภายนอกเข้าสู่ภายใน

การสร้างคือการนำสิ่งที่อยู่ภายในออกมาภายนอก

การเสพนั้นใช้ตาดูกับหูฟัง

การสร้างนั้นใช้มือสอง เท้าสอง สมองคิด

สิ่งที่เราเสพจะอยู่กับเราแค่ชั่วคราว

สิ่งที่เราสร้างอาจอยู่ได้เป็นร้อยปี

ถ้าช่วงไหนที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต ความน่าจะเป็นคือเราอาจกำลังเสพมากไป

และน่าจะรู้สึกดีขึ้นได้ด้วยการสร้างให้มากขึ้นครับ

มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขด้วยซ้ำ

20180103_doesntmakeyouhappy

มนุษย์เป็นผลผลิตของความเคยชิน

อะไรหลายๆ อย่างที่เราทำ จึงไม่ใช่เพราะว่ามันมีประโยชน์ แต่เป็นเพราะเราชินที่จะทำมันเฉยๆ

นั่งกินข้าวแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู

กลับถึงบ้านแล้วต้องเปิดทีวีทิ้งไว้

กินขนมห่อนั้นต่อไปแม้จะคอแห้งผากแล้วแต่ก็ต้องกินให้หมดซอง

เช็ค Facebook / Instagram ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

ช่วงสองสามนาทีแรกอาจจะสุขเพราะสมองหลั่งโดพามีน แต่แม้จะผ่านจุดที่สุขที่สุดไปแล้ว เราก็ยังไม่เลิกใช้ เพราะคนที่ออกแบบผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีเป้าหมายเดียวคือทำให้เราใช้เวลาอยู่กับมันให้นานที่สุด

เราจึงไถฟีดที่เป็นอนันต์และดูดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเวลาและความฝันของเราไป

แต่เราก็ยังไม่หยุดไถ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขด้วยซ้ำ

ลองสังเกตอุปนิสัยของเราดีๆ นะครับ ว่าเราเป็นทาสของความเคยชินอยู่รึเปล่า

เมื่อใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว ความเป็นทาสจะน้อยลง แล้วเราจะมีอิสระมากขึ้นครับ

ก่อนนอนคิดถึงแค่ 2 คน

20171109_beforebed

วันก่อนผมได้ฟังพอดคาสท์ของ Tim Ferriss ที่เล่าให้ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับในการมีความสุขมากขึ้นจาก Chade Meng Tan (ชาดหมิงตัน) วิศวกรกูเกิ้ลผู้โด่งดังไปทั่วบริษัทจากการสอนเพื่อนร่วมงานให้ฝึกสมาธิจนต่อมาได้ออกหนังสือ Search Inside Yourself

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ทิมได้เรียนรู้จากชาดก็คือก่อนนอนให้นึกถึงหน้าคนสองคน แล้วอวยพรในใจให้เขามีความสุข

ตอนแรกทิมก็รู้สึกว่าเทคนิคนี้ฟังดูเลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ แต่พอได้ลองทำเองหลายๆ คือติดต่อกัน ทิมกลับพบว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์ดีขึ้น โมโหร้ายน้อยลง และยิ้มง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามองจากมุมคนไทยที่คุ้นเคยกับการสวดมนต์ก่อนนอนมาตั้งแต่เด็กๆ เทคนิคที่ชาดสอนทิมก็คือการแผ่เมตตานั่นเอง แต่เราคุ้นชินแต่กับการท่อง “สัพเพสัตตา…” และแผ่เมตตาให้กับทุกสรรพสัตว์ หรือบางทีก็ท่องไปงั้นๆ โดยไม่ได้รู้สึกอะไร

การนึกถึงคนสองคน ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ และแต่ละคืนไม่ต้องซ้ำกันก็ได้ เลยฟังดูจับต้องได้ง่ายกว่า (practical) และน่าจะทำให้เรา “รู้สึก” ได้มากกว่าเวลาที่เราอวยพรให้คนๆ นั้นมีความสุข

ผมเองยังไม่ได้ลอง แต่ว่าจะเริ่มคืนนี้เลย จึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาลองทำไปด้วยกันครับ

ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ

ไม่เคยมีใครยากจนจากการเป็นผู้ให้

20170920_poor

“No one has ever become poor by giving.”
Anne Frank

ความจนของคนเราเกิดจากอะไรได้บ้าง?

เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน

ขาดความรู้

ขาดโอกาส

ไม่ขยัน ไม่ขวนขวาย

ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ทำธุรกิจผิดพลาดจนล้มละลาย

วิกฤติเศรษฐกิจ

แต่การเป็น “ผู้ให้” ไม่น่าจะใช่หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้เรายากจนได้

ในทางฟิสิกส์พลังงานและสสารนั้นไม่มีวันหายไปไหน มันแค่แปรรูปไปเท่านั้น

การที่เราให้อะไรบางอย่างกับใครบางคน เงินหรือเวลาของเราจึงแปรรูปเป็นสิ่งของหรือการกระทำ และแปรรูปเป็นความรู้สึกดีๆ หรือคำอนุโมทนาของผู้ที่ได้รับจากเรา

ความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อเรานั้นเป็นเหมือน “บัญชีเงินฝากทางอารมณ์” (emotional bank account) ยิ่งเราทำดีกับเขามากๆ ยอดในบัญชีก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันหนึ่งเราต้องการความช่วยเหลือบ้าง เราก็จะสามารถถอนเงินในบัญชีนี้กลับมาได้ แถมบางทีได้มากกว่าที่เราให้เขาเสียอีก เพราะกรรมดีบางอย่างนั้นมีดอกเบี้ยทบต้น

อย่ารอให้มีเงินเสียก่อนถึงจะเป็นผู้ให้ได้ เพราะจริงๆ แล้วการให้ต่างหากที่จะทำให้เรามีมากขึ้นในภายหลัง

“No one has ever become poor by giving.”

ไม่มีใครเคยจนเพราะการให้

แต่คนรวยทุกคนล้วนผ่านการให้มาหมดแล้ว

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ทุกอย่างนั้นเยี่ยมยอด

20170913_amazing

และทุกคนก็ยังไม่มีความสุข

“Everything is amazing and nobody is happy.”
– Louis C.K.

ทุกๆ อย่างในตอนนี้มัน amazing จริงๆ นะครับ และมีแต่จะ amazing ขึ้นเรื่อยๆ (ถ้าเราไม่ทำร้ายธรรมชาติจนเละเทะไปซะก่อนนะ)

ลองนึกกลับไปสมัยผมเด็กๆ โลกแตกต่างจากนี้มาก

ทั้งบ้านจะมีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว และเป็นเครื่องแบบหมุนเบอร์ทีละเบอร์ด้วย (เบอร์ 9 จะหมุนน้อยสุด เบอร์ศูนย์จะต้องออกแรงเยอะสุดเพราะต้องหมุนเกือบเป็นวงกลมเต็มวง) แถมเวลาโทร.ไปหากไม่มีคนอยู่บ้านก็จบ ไม่มีฝากข้อความ ไม่มี missed call ให้คนโทร.กลับ

ตอนเรียนประถมถ้าได้การบ้านให้ทำรายงานอะไรซักอย่าง ก็ไม่มี Google ให้หาข้อมูล แหล่งความรู้เดียวที่มีคือห้องสมุดของโรงเรียน เวลาทำการบ้านก็ไม่มีคอมหรือปริ๊นท์เตอร์ ต้องใช้การเขียนและการคัดล้วนๆ

ตอนจบชั้นประถม เรารู้เลยว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว เลยเขียนสมุดเฟรนด์ชิปให้กันและกันโดยทิ้งที่อยู่และเบอร์บ้านเอาไว้ให้

ตอนเรียนม.ต้น เริ่มมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน floppy disk แผ่นนึงจุได้ 1.44 MB hard disk ก้อนนึงความจุอย่างมากก็ 100 MB ถ้าจะซื้อ harddisk ขนาด 1 GB ขึ้นไปต้องจ่ายเงินเป็นแสน (เพื่อนผมซึ่งพ่อเป็นเจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์บอก)

ตอนเรียนจบม.ปลาย ได้ลองใช้อินเตอร์เน็ตครั้งแรก ต้องใช้ 56K modem ต่อกับสายโทรศัพท์ ความเร็วในการดาวน์โหลดก็ตามชื่อเลย 56Kb ต่อวินาที เปิดเว็บๆ นึงใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีเป็นอย่างน้อย

ตอนผมจบมหาลัยใหม่ๆ นั้นอาหารญี่ปุ่นหากินยากมาก ใครจะกินต้องมีเงินถุงเงินถังเท่านั้น จำได้ว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกที่ได้ไปกินจริงๆ เป็นพ่อเพื่อนพาไปเลี้ยง กินกัน 6 คนราคาร่วมสองหมื่น

ตอนนี้เรามีไอโฟนความจุ 64Gb ต่อเน็ต 4G ถ่ายรูปจากร้านอาหารญี่ปุ่นโปรแรงลง Instagram ให้เพื่อนเก่าอิจฉาเล่น

แต่เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

“Everything is amazing and nobody is happy.”

เพราะ happiness = reality – expectations

ไม่ว่าโลกแห่งความจริงจะดีขึ้นแค่ไหน คนก็ไม่วายที่จะปรับความคาดหวังให้สูงตามขึ้นไปด้วย

Louis C.K. บอกว่า เวลาเน็ตในมือถือคุณช้าน่ะ แทนที่จะบ่นกระปอดกระแปดก็หัดรอให็เป็นเสียบ้าง มันกำลังติดต่อกับดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศอยู่นะเฟ่ย

เราน่าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่มนุษยชาติกำเนิดมาแล้ว ความปลอดภัย สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ตอนนี้นั้นเป็นสิ่งที่คนที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีทางจะฝันถึงได้ด้วยซ้ำ

เพียงมองให้ออกว่าเราโชคดีขนาดไหน และหัดเรียกร้องให้น้อยลง เราก็น่าจะมีความสุขกันมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ความสุขมวลรวม

20170831_grosshappiness

นิสัยอย่างหนึ่งที่ผมเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้คือการมองหาช่องทางที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับทุกฝ่าย

คีย์เวิร์ดคือคำว่าทุกฝ่ายนะครับ

ขอยกสถานการณ์เพื่อให้เห็นภาพแล้วกัน

สถานการณ์ที่หนึ่ง

ผมกำลังนั่งทำงานสำคัญชิ้นหนึ่งอยู่ แล้วก็มีน้องคนหนึ่งเข้ามาขอให้ช่วยตรวจภาษาอังกฤษในบทความที่เขาเขียนให้หน่อย

คำถามคือผมจะละจากงานสำคัญชิ้นนั้นเพื่อช่วยน้องเค้ารึเปล่า

แน่นอน คำถามแรกคืองานที่ผมทำอยู่นั้นมันกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มแค่ไหน ถ้ากำลังติดพันอยู่ก็อาจบอกว่าขอเวลาอีก 10 นาทีเดี๋ยวจะดูให้ก็ได้

แต่ประเด็นสำคัญคือ ผมรู้ว่าถ้าผมใช้เวลาตรวจภาษาอังกฤษน้องแค่ 5 นาที น่าจะดีกว่าปล่อยให้น้องไป google หรือไปถามคนอื่นซึ่งอาจใช้เวลาถึง 30 นาที

ดังนั้น การที่ผมยอมเสียเวลา 5 นาที แล้วน้องเค้าได้กลับมา 30 นาที จึงคุ้ม เพราะ -5 + 30 = 25

ในขณะที่ถ้าผมให้น้องไปตรวจภาษาอังกฤษเอง ผมอาจเซฟเวลาตัวเองได้ 5 นาที แต่น้องเสียเวลาไป 30 นาที 5-30 = -25

ดังนั้นการตรวจภาษาอังกฤษน้องจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

สถานการณ์ที่สอง

ผมไปร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ สั่งเส้นเล็กน้ำตก ปรากฎว่าได้เส้นใหญ่น้ำตกมา คำถามคือผมควรจะให้เขาไปทำมาใหม่หรือกินเส้นใหญ่ซะ?

ในมุมของผม ถ้าได้กินเส้นเล็ก คะแนนความสุขคือ 10/10 แต่ถ้าได้กินเส้นใหญ่ ความสุขอาจจะลดเหลือ 8/10

ในมุมของร้าน การที่มีคนกินก๋วยเตี๋ยวของเขา เขาก็จะได้คะแนนความสุข 10/10 แต่ถ้ามีก๋วยเตี๋ยวมาคืนแล้วต้องเททิ้ง คะแนนความสุขเขาอาจเหลือแค่ 5/10

ถ้าผมเลือกให้ร้านไปทำเส้นเล็กมาให้ คะแนนรวมจะได้ 10+5 = 15

แต่ถ้าผมเลือกกินเส้นใหญ่ คะแนนรวมจะได้ 8+10 = 18

ดังนั้นผมถึงเลือกกินเส้นใหญ่ครับ

บางคนที่อ่านอาจจะมีข้อโต้แย้งในใจมากมาย เช่นถ้าเราปล่อยให้น้องฝึกภาษาอังกฤษเอง วันหนึ่งเขาก็น่าจะเก่งโดยไม่ต้องมาขอให้เราช่วยก็ได้ หรือถึงเราจะคืนก๋วยเตี๋ยวไปให้ร้าน เค้าก็อาจจะเอาไปขายลูกค้าคนอื่นต่อก็ได้ (ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าเราเป็น “คนอื่น” ที่ได้ก๋วยเตี๋ยวถ้วยเก่า เราคงไม่แฮปปี้เท่าไหร่หรอก)

ตัวอย่างข้างต้นทั้งสองข้อจึงไม่ใช่ตัวอย่างที่่เพอร์เฟ็คต์ แต่น่าจะพอช่วยให้เห็นภาพกระบวนการคิดได้

ตัวอย่างที่สาม

ข้อดีของอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียคือมันเอื้อให้ทุกคนสร้างอิมแพ็คได้มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผมเสียเวลาเขียนบล็อกวันนี้ 60 นาที แต่ถ้าหากมีคนได้อ่านบทความนี้ 100 คนและแต่ละคนนำความคิดที่ได้ไปช่วยประหยัดเวลาได้คนละ 5 นาที

-60 + 500 = 440 นาที

คุ้มเห็นๆ

และอย่าลืมว่ามันไม่ใช่แค่ 5 นาทีในวันนี้ แต่ยังเป็น 5 นาทีที่จะเกิดขึ้นอีกนับครั้งไม่ถ้วนในภายภาคหน้า

ดังนั้น เวลาที่มีใครมาบอกตัวเองว่าจะเปิดเพจหรือเขียนบล็อก ผมเลยอนุโมทนาทุกครั้ง เพราะถ้าเขาเขียนสิ่งที่มีประโยชน์ ต่อให้มีคนอ่านไม่กี่คน “แต่ผลประโยชน์มวลรวม” นั้นย่อมเป็นบวกอย่างไม่ต้องสงสัย

รูปประกอบนี้ก็เช่นกัน ทหารยื่นแอปเปิ้ลให้กับเด็ก สำหรับทหารแอปเปิ้ลลูกนั้นอาจสร้างความสุขให้เขาแค่ 3 แต้ม แต่หากเด็กได้กินมันอาจสร้างความสุขให้เด็กถึง 10 แต้ม

ลองใช้ชีวิตโดยเอา “ความสุขมวลรวม” เป็นที่ตั้งนะครับ

บ่อยครั้งมันเราอาจพบว่าเราต้องเหนื่อยมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

แต่สุดท้ายแล้ว คนที่จะมีความสุขทีสุดคือตัวเราเองครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนติด Bestseller หมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ) หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งซื้อโดยตรงกับผมได้ครับ bit.ly/tgimannounce