ความสุขคือการได้แก้ปัญหา

ถ้าเราไม่ยอมสบตากับปัญหา ก็เหมือนนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินแล้วหวังว่าสิงโตจะมองไม่เห็นมัน

ถ้าเรามีปัญหาแต่เราไม่มีหวังว่าเราจะแก้ได้ เราก็จะทุกข์ทรมาน

ถ้าเรารู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เราก็อาจกำลังหลอกตัวเองอยู่

ความสุขจึงเกิดจากการได้แก้ปัญหา เพราะมันทำให้แต่ละวันของเรามีจุดมุ่งหมาย แก้ได้หรือแก้ไม่ได้อาจไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงมือแก้ด้วยซ้ำไป

ความสุขเกิดจากการแก้ปัญหา

และชีวิตที่ดีอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าโอกาสในการแก้ปัญหาดีๆ ครับ

ร่องรอยแห่งความรู้สึก

คุณค่าของสิ่งต่างๆ อาจดูได้จากร่องรอยแห่งความรู้สึกที่มันได้ทิ้งไว้กับเรา

หนังสือบางเล่มที่เราโปรดปราน เราอาจจะจำเนื้อหาแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เรารู้ว่ามันได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เรา

หนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ และหนังสือ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ทำให้ผมตัดสินใจเขียนบล็อกอย่างจริงจัง

หนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo ทำให้ผมลุกขึ้นมาจัดบ้าน

หนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ทำให้ผม prioritize การนอนขึ้นมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของชีวิต

หนังสือแต่ละเล่ม ใช้เวลาอ่านไม่กี่วัน แต่มันอาจทิ้งร่องรอยไว้กับเราได้ชั่วชีวิต

เช่นเดียวกับเพลงบางเพลง คำบางคำ และคนบางคน

แม้จะผ่านพ้นไปเนิ่นนาน แต่ร่องรอยแห่งความรู้สึกนั้นไม่เคยจากเราไปไหนเลย

มีความสุขกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว

เพราะกระแสวัตถุนิยมจะบอกกับเราเสมอว่า “ซื้อของชิ้นนี้สิแล้วคุณจะมีความสุข”

เมื่อเจอตอกย้ำบ่อยๆ เข้า เราก็เลยมักจะคิดถึงแต่สิ่งที่เรายังไม่มี จนมองข้ามสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว

ทั้งๆ ที่ถ้าใจเราหยุดวิ่งได้ และกลับมามองสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราจะพบว่ามันเกินพอที่จะทำให้เรามีความสุข

หลายสิ่งหลายอย่างที่เรากำลัง take for granted หรือมองเป็นของตาย จริงๆ แล้วมันเคยเป็นสิ่งที่เราเคยเฝ้าใฝ่ฝันถึงด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เราอยู่ รถที่เราขับ และคนที่เราอยู่ด้วย

หากเราเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ใจเราจะไม่ดิ้นรน แต่ไม่ได้แปลว่าจะงอมืองอเท้า เรายังมีฉันทะและวิริยะได้เหมือนเดิม เพียงแต่ตัดความร้อนรนออกไปเท่านั้นเอง

มีความสุขกับสิ่งที่เรามี ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แล้วทางเดินชีวิตของเราจะไม่ต้องบากบั่นจนเกินเลยครับ

ไอน์สไตน์กล่าวไว้ไม่ผิด

20200721

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความสุข

สิ่งที่เราทำอยู่ทุกๆ วันนี้ก็เพราะว่าเราต้องการความสุข

เรียนจบแล้วจะมีความสุข มีแฟนสวยแล้วเราจะมีความสุข มีงานดีแล้วจะมีความสุข มีรถขับแล้วจะมีความสุข

แอปทั้งหลายแหล่ ธุรกิจต่างๆ ล้วนถูกสร้างมาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยหวังว่าเมื่อชีวิตดีขึ้นแล้ว สะดวกสบายขึ้นแล้ว เราจะมีความสุขมากขึ้น

แต่ไม่ว่าเราจะได้อะไรมา ไม่ว่าเราจะมีแอปกี่ตัว ความสุขของเราก็จะกลับมาอยู่ที่ 7/10 อยู่ดี

แล้วเราก็ยังหวังอีกว่า ถ้าเราได้ …. (เติมคำในช่องว่าง) เราจะมีความสุขระดับ 9 หรือ 10 เต็ม 10 แน่นอน

ไอน์สไตน์จึงกล่าวไว้ไม่ผิด* ว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะทำอะไรเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วหวังว่าผลลัพธ์จะต่างจากที่เคย

Insanity is doing the same thing over and over again and expecting a different result.

ตั้งสติให้ดี ดูว่ามีสิ่งใดที่เรายังไม่เคยทำบ้าง แล้วลองทำสิ่งนั้นดู

เผื่อว่ามันจะนำความสุขมาให้เราได้จริงๆ เสียทีครับ

—–

* ผมก็เพิ่งรู้วันนี้ว่าจริงๆ แล้วไอน์สไตน์ไม่เคยกล่าวประโยคนี้เลย จึงขอใช้รูปไอน์สไตน์ตัวปลอม อ่านรายละเอียดได้ที่ Quote Investigator ครับ

ความสุขที่ได้มาโดยง่าย-ความสุขที่ได้มาโดยยาก

20200625

เครื่องมือสมัยใหม่ช่วยให้เราเข้าถึง “ความสุข” ได้อย่างง่ายดาย

แค่โพสต์อะไรแล้วมีคนมาไลค์มาคอมเมนท์ใจเราก็พองฟู แค่เปิดเน็ตฟลิกซ์ก็ได้รับความบันเทิงแบบไม่มีโฆษณาและไม่ต้องรอสัปดาห์ถัดไป

ความสุขที่ได้จากการเสพนั้นเกิดขึ้นเพราะสารโดพามีนมันหลั่ง ยิ่งหลั่งบ่อยๆ เราก็ยิ่งติดใจ เราก็ยิ่งจับจดกับหน้าจอ

ความสุขอีกแบบที่ได้มาโดยยากกว่า คือการได้เข้าไปอยู่ใน flow state ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเรากำลังทำงาน เล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมใดๆ ที่มีความท้าทายในตัวมันเอง

ถ้ากิจกรรมยากเกินไปเราจะท้อ ถ้ากิจกรรมง่ายเกินไปเราจะเบื่อ แต่ถ้าเจอจุดที่ความท้าทายคล้องจองกับทักษะเราจะฟิน

เมื่อเราเข้าไปอยู่ใน flow เราจะเพลิดเพลินจำเริญใจ เป็นความสุขที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าการหลั่งของโดพามีนตอนเห็นโนติมากมายนัก

แต่การจะเข้าสู่ flow นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทักษะของเราต้องสูงประมาณหนึ่ง ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นได้ เราต้องอดทนกับความไม่เอาไหนของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เราควรลดการใช้โซเชียล เพราะหากเราเสพติดความสุขที่ได้มาโดยง่ายเสียแล้ว เราก็จะสูญเสียความอดทนที่จะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอที่จะเห็นมันออกดอกออกผล และพลาดโอกาสที่จะสัมผัสกับความสุขอันประณีตครับ

ความสุขไม่มีอยู่จริง

20200530

เมื่อวานนี้ผมแปลนิทานเรื่อง “พระเจ้ามีจริงรึเปล่า” ลงในบล็อก ซึ่งก็มีคนเข้ามาคอมเม้นท์กันอุ่นหนาฝาคั่งทั้งทางเฟซบุ๊คเพจและในบล็อกดิท

ใครที่ยังไม่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้ อยากให้อ่านกันก่อนนะครับ เพราะผมลงนิทานก็เพื่อที่จะปูทางให้กับบทความที่ผมจะเขียนในวันนี้

หลายคนถามว่านิทานเรื่องนี้มาจากไหน ถ้าลองกูเกิ้ลคำว่า professor god absence of heat absence of light ก็จะเจอนิทานในหลากหลายเวอร์ชั่น แถมนักศึกษาที่เถียงกับอาจารย์ในเรื่องนี้มักถูกอ้างว่าเป็น Albert Einstein อีกด้วย (ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง)

ไอน์สไตน์คือผู้ให้กำเนิดสมการที่โด่งดังที่สุดในโลก นั่นคือ E = mc2

และทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ก็ทำให้โลกรู้ว่า ที่มนุษย์เคยคิดว่า “เวลา” เป็นค่าคงที่สากล (universal constant) นั้นเป็นการเข้าใจผิดมาโดยตลอด สิ่งที่เป็น universal constant จริงๆ คือความเร็วแสงต่างหาก

เวลานั้นไม่เคยคงที่ แต่ยืด-หดได้โดยขึ้นอยู่กับ “ผู้สังเกตการณ์” ว่ากำลังเคลื่อนที่เร็วแค่ไหน ยิ่งเคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสง เวลาก็จะยิ่งเดินช้าลง เราจึงเคยได้ยินเรื่องราวของนักบินอวกาศที่จากโลกไปเพียงปีเดียว แต่พอกลับมาเวลาบนโลกกลับผ่านไปแล้ว 50 ปี

 


 

Mark Manson ได้เขียนในหนังสือ Everything is F*cked: A Book About Hope ถึงการทดลองของนักจิตวิทยาที่ต้องการจะศึกษา “ความสุข” ของผู้คนด้วยการให้อาสาสมัครหลายร้อยคนพกเพจเจอร์ติดตัว

(สำหรับใครที่เกิดไม่ทันเพจเจอร์ มันคืออุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ขนาดประมาณนามบัตร หนาประมาณสองเซ็น เราสามารถโทรเข้า call center เพื่อส่งข้อความเข้าเครื่องเหล่านี้ได้)

เมื่อไหร่ก็ตามที่เพจเจอร์ดังขึ้น อาสาสมัครต้องตอบคำถามสองข้อ

1. คะแนนความสุขของคุณตอนนี้ เต็ม 10 ให้เท่าไหร่
2. เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคุณบ้าง

ผลลัพธ์ที่ได้คือคนส่วนใหญ่จะให้คำตอบว่า 7 เต็ม 10 ไม่ว่าชีวิตจะผ่านอะไรมาก็ตาม

จะกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง คุยงาน ก็ให้ 7 คะแนน และแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้าย เช่นเพิ่งประสบอุบัติเหตุหรือคนใกล้ตัวป่วยหนัก คะแนนก็จะลดลงไปแค่ไม่กี่วัน จากนั้นก็จะกลับมาอยู่ที่ 7 เท่าเดิม

ไม่มีใครสุขล้นเป็นอาจิณ แต่ก็ไม่มีใครทุกข์ทนตลอดเวลาเช่นกัน

ถ้าให้แปลความหมายของ 7 เต็ม 10 ก็น่าจะประมาณว่า “ชีวิตฉันก็โอเคนะ แต่ยังดีกว่านี้ได้อีก” แถมเรายังบอกตัวเองอีกว่า “ถ้าได้ xxx มาชีวิตคงจะดีน่าดู และความสุขของเราก็จะสิบเต็มสิบ!”

แต่ไม่ว่าจะได้ของที่อยากได้แค่ไหน งานในฝัน รถในฝัน คนในฝัน ไม่นานคะแนนความสุขของเราก็จะกลับมาอยู่ที่ 7 เต็ม 10 อยู่ดี

ชีวิตมนุษย์จึงเป็นชีวิตที่ไล่ล่า “สิบคะแนนเต็มในจินตนาการ” อยู่ร่ำไป ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่ความสุขก็ไม่เคยอยู่กับเราได้นานอย่างที่หวังสักที

เราคิดมาตลอดว่า “ตัวเรา” นั้นคือ “ค่าคงที่” (universal constant) แต่จริงๆ แล้วตัวเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ความคาดหวังของเราก็เปลี่ยนตามไปด้วย

Mark Manson จึงบอกว่า universal constant นั้นไม่ใช่ “ตัวเรา” แต่คือ “pain” หรือความทุกข์ในจิตใจ-ของเราต่างหาก

มันคือ “3 แต้มที่ยังขาดหายไป” ที่ทำให้เรามีความสุขแค่ 7 เต็ม 10 อยู่เสมอไม่ว่าชีวิตจะดีหรือจะร้ายแค่ไหนก็ตาม

 


 

เดือนเมษายนที่หลายคน work from home กันนานๆ ผมได้เขียนบทความเรื่อง “นี่คือชีวิตที่เราเคยฝันไว้ไม่ใช่หรือ

เราเคยฝันมานานว่าอยากทำงานที่มีรายได้ดี นอนตื่นสายได้ ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องออกไปเจอรถติด ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว และการ WFH ก็มอบสิ่งนี้ให้กับเราหมดเลย

แต่มันกลับไม่ฟินอย่างที่คิด

เรากลับเจอเรื่องอื่นๆ ที่เราไม่พอใจขึ้นมาอีก ทั้งความเหงา ความเฉา ความรู้สึกเหมือนคนทำงานตลอดเวลาไม่ได้พัก

นี่ขนาดเราได้ชีวิตที่เราเคยฝันหวานมาอยู่ในมือแล้ว เรายังมีความสุขไม่ได้เลย แล้ว “อนาคตที่ดีในวันข้างหน้า” ที่เราเคยวาดหวังเอาไว้ มันจะไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตาหรอกหรือ มันคือสิบคะแนนเต็มในจินตนาการที่มนุษย์สร้างไว้หลอกตัวเองรึเปล่า

 


 

วันก่อนผมได้ฟัง Youtube การเสวนาหัวข้อเรื่อง “ว่าง…จึงสร้างสรรค์” ที่จัดขึ้นที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562

ผู้ร่วมวงเสวนามีดังต่อไปนี้

นักปรัชญา – อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์
นักเกษตรกร – อาจารย์เดชา ศิริภัทร
นักเศรษฐศาสตร์ – คุณบรรยง พงษ์พานิช
นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ – อาจารย์บัญชา ธนบุญสมบัติ
นักศิลปะ – อาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ
นักชวนคิด ชวนคุย – คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เรื่องที่สะดุดใจผมที่สุดคือคำพูดของอาจารย์เดชาในช่วงท้ายๆ ที่การเสวนาดำเนินมาแล้ว 1:43:45 ชั่วโมง

“ผมสัมผัสมาแล้วว่าความทุกข์นั้นมันจริง เหมือนความร้อนมันจริง ความร้อนทางฟิสิกส์เนี่ยมีจริงแล้วก็ไม่มีกำหนดเลย เท่าไหร่ก็ได้ แต่ความเย็นไม่จริงครับ ความเย็นเป็นแต่เพียงความร้อนน้อยเท่านั้นเอง

แล้วถ้าความร้อนไม่มีเนี่ย ความเย็นมันอยู่แค่นั้นเอง ไม่มีทางมากกว่านั้นอีกแล้ว ความเย็นขึ้นอยู่กับความร้อน ความร้อนไม่มีความเย็น(ก็)อยู่ตรงนั้นเอง ไม่ต่ำกว่านั้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้นความร้อนจริงครับ ความเย็นไม่จริง

ผมสรุปว่า ความทุกข์น่ะมันจริง ไม่มีกำหนดหรอกครับ แต่ความสุขมันไม่จริงครับ ความสุขคือความทุกข์น้อย ถ้ามันไม่ทุกข์เลย ความสุขคุณสูงสุดครับ”

 


 

อาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช เคยสอนไว้ว่า คนทั่วไปจะรู้สึกว่าชีวิตนี้เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง แต่หากเราได้ภาวนามาถึงจุดๆ หนึ่งเราจะพบว่าชีวิตนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ มีแค่ทุกข์มากหรือทุกข์น้อยเท่านั้นเอง

ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาแห่งความทุกข์ เป็นการเรียนรู้ทุกข์ซึ่งเป็นความจริงของชีวิต นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป มันคือ universal constant ทางจิตใจไม่ต่างอะไรกับความเร็วแสงที่เป็น universal constant ทางกายภาพ

เมื่อความทุกข์เป็นสากล การแสวงหาความสุขหรือ the persuit of happiness ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญของอเมริกาจึงเป็นเกมที่เราไม่มีวันชนะ ไม่ว่าเราจะทำอะไร ต่อให้ชีวิตเราจะดีแค่ไหน ความสุขของเราก็จะอยู่ที่ 7 เต็ม 10 อยู่ดี

หากเราเข้าใจเช่นนี้ เราก็จะไม่เหนื่อยเกินไปกับการแสวงหาสิบคะแนนเต็มในจินตนาการ และดำรงสติเอาไว้ได้เมื่อชีวิตต้องผ่านความยากลำบากครับ

 


 

ฟังเสวนา ว่าง…จึงสร้างสรรค์ https://bit.ly/2XLJUht

อ่านนิทาน พระเจ้ามีจริงรึเปล่า https://bit.ly/36KR89j

อ่านบทความ นี่คือชีวิตที่เราฝันไว้ไม่ใช่หรือ https://bit.ly/2Mct3yW

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มล่าสุดของผมที่ว่าด้วยการตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต หาซื้อได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือที่ตอนนี้กลับมาเปิดแล้วครับ

คำแนะนำถึงคนอยากดัง จากนักแสดง Hollywood

20200511c

สมัยนี้การเป็นคนดังนั้นง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ เราไม่ต้องพึ่งแมวมอง ไม่ต้องง้อค่ายเพลง ไม่ต้องเข้าหาผู้ใหญ่ของวิกไหนก็ยังมีโอกาสเป็นคนดังได้

คำถามก็คือ “ความดัง” นั้นมันดี มันหอมหวลอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า

ผมขอนำข้อคิดจาก Joseph Gordon-Levitt นักแสดงที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาจากหนังอย่าง Inception และ The Dark Knight Rises มาให้อ่านกันครับ

Tim ถาม: มีอะไรที่คุณอยากจะแนะนำเด็กที่ใกล้จะเรียนจบและกำลังจะเข้าสู่ “โลกแห่งความจริง” บ้างมั้ย?

Joseph ตอบ: ใครที่กำลังต้องการเข้าสู่วงการบันเทิง ผมอยากให้คุณถามตัวเองก่อนว่า “เพราะอะไร?” ผมอยากให้คุณซื่อตรงกับตัวเองให้มากที่สุดว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ ชื่อเสียงนั้นมันเย้ายวน เราทุกคนเคยดูหนังและตกหลุมรักเรื่องราวของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรและได้กลายมาเป็นคนดังในที่สุด ผมเองก็เคลิ้มกับเรื่องราวเหล่านี้เหมือนกัน

และผมก็เชื่อด้วยว่าความปรารถนาในชื่อเสียงนี้มันมีเหตุผลทางชีววิทยา ในสมัยที่เรายังอาศัยอยู่ในป่า การเป็นที่รู้จักของทุกคนในเผ่าช่วยให้เราขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสอยู่รอดเพื่อสืบเผ่าพันธุ์มากกว่าเดิม

ผมเลยไม่คิดว่าการอยากเป็นคนดังคือเรื่องที่ผิดอะไร แค่อยากจะบอกว่าการมุ่งไปสู่ชื่อเสียงนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีความสุขไปด้วย

ในบรรดาคนดังที่ผมรู้จัก คนที่มีความสุขนั้นเค้าไม่ได้มีความสุขเพราะชื่อเสียง เค้ามีความสุขด้วยเหตุผลเดียวกับคนทั่วไปนั่นแหละ การมีสุขภาพที่แข็งแรง การมีคนดีๆ อยู่รอบกาย การพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำโดยไม่เกี่ยวเลยว่ามีคนที่เขาไม่รู้จักกี่ล้านคนคอยดูเค้าอยู่

แม้กระทั่งนอกวงการบันเทิง ผมก็ยังเห็นอีกหลายวงการที่มีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างที่ดึงดูดและชวนให้เราจินตนาการถึงเรื่องสิ่งตอบแทนที่เราจะได้รับหากเราประสบความสำเร็จ

แต่จากประสบการณ์ ผมว่ามันมีความสุขที่ตรงไปตรงมากว่านั้นเยอะหากเราสนุกไปกับงานได้

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Tribe of Mentors: Short Life Advice from the Best in the World

ทางสู่ความสุขเต็มไปด้วยความทุกข์

20200202

กว่าจะเดินไปถึงปลายทางที่ดีงามได้ เราต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ

ต้องดิ้นรน ต้องต่อสู้กับความลำบาก ต้องสบตากับความจริง เพื่อที่จะทำงานให้สำเร็จ เพื่อที่จะก้าวข้ามความเคยชิน เพื่อเอาชนะมารในใจ

การมีความสุขจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความทุกข์ แต่คือการเลือกว่าเราจะยอมทุกข์แบบไหน

ในทางกลับกัน ทางสู่ความทุกข์เต็มก็ไปด้วยความสุข

สุขแบบโลกๆ ที่เรียกว่า pleasures

อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดสุขเวทนาคือ pleasures

สูบบุหรี่ก็สุข ได้ซื้อของตอนลดราคาก็สุข คนไลก์เยอะๆ ก็สุข แค่ได้ยินเสียง noti ว่ามี new message ก็ยังสุข

ทุกสุขที่เกิดขึ้นล้วนทำให้ dopamine หลั่ง บ่อยเข้าเราก็เสพติดโดพามีน

ยิ่งเราวิ่งตามความสุขแบบนี้มากเท่าไหร่ ปลายทางเรายิ่งต้องเผชิญกับความทุกข์มากเท่านั้น

ทุกข์จากถุงลมโป่งพอง ทุกข์จากของไม่มีที่เก็บ ทุกข์กับจิตที่แส่ส่ายไม่อาจอยู่เฉยๆ

ทางสู่ความสุขเต็มไปด้วยความทุกข์

ทางสู่ความทุกข์เต็มก็ไปด้วยความสุข

นี่คือความย้อนแย้งของชีวิตที่ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้จำสลับกันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

20191002_thinking

นี่คือคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นได้สองทาง คือทางกายกับทางใจ

ความทุกข์ทางกายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่วันๆ เรามีความทุกข์ทางกายไม่มากนักหรอก อาจจะปวดเมื่อย หิวข้าว ต้องเข้าห้องน้ำ

ความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราต้องแบกรับมักจะเป็นความทุกข์ทางใจที่เราสร้างขึ้นเองเสียมากกว่า

ความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราตกอยู่ในห้วงความคิด ทำร้ายตัวเองด้วยการคิดวกวนตอกย้ำและซ้ำเติม

สมมติเรากำลังทุกข์ใจอย่างหนักเพราะถูกแฟนทิ้ง เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาต้องทำกับเราอย่างนี้ ช่วงเวลาดีๆ คงไม่กลับมาอีกแล้ว ฯลฯ

กำลังเดินหน้าเศร้าเข้าซอยดันเจอหมาวิ่งไล่กัด ความทุกข์ที่ถูกแฟนทิ้งนั้นอันตรธานไปในทันที ต้องรอให้วิ่งหนีหมาเสร็จแล้ว คิดเรื่องแฟนทิ้งขึ้นได้ใหม่ ถึงจะกลับมาทุกข์ใจได้อีกรอบ

เราจึงไม่ได้ทุกข์เพราะถูกแฟนทิ้ง เราทุกข์เพราะความคิดว่าเราถูกแฟนทิ้งต่างหาก

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

หลุดออกจากความคิดได้เมื่อไหร่ กลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้เมื่อไหร่ ความทุกข์ทางใจก็จะหายไปได้เมื่อนั้นครับ

วิธีดูว่าสิ่งนั้นจำเป็นสำหรับเรารึเปล่า

20190730

คือดูว่ามันมีจุดที่ “อิ่ม” หรือไม่

ถ้ามีจุดที่อิ่ม แสดงว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น

กินข้าวจานใหญ่ก็อิ่มท้อง

นอน 8 ชั่วโมงก็ไม่อยากนอนต่อ

น้ำ 8 แก้วก็ดับกระหายเราได้ตลอดวัน

อากาศ 8 ลิตร ก็เพียงพอให้เราดำรงชีวิตต่อไปได้อีกหนึ่งนาที

ไม่ควรน้อยไปกว่านั้น ไม่อยากได้มากไปกว่านี้

ส่วนอะไรก็ตามที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเรา จะสังเกตได้ว่าได้มาเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่ม

อำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง ยอดไลค์ รองเท้า พอยท์บัตรเครดิต และของเล่นอีกมากมายที่เราสรรหามาเติมเต็ม เพียงเพื่อจะมาเข้าใจภายหลังว่าเรื่องพวกนี้มันเติมให้เต็มไม่ได้

“You can never get enough of what you don’t really need.”
― Eric Hoffer

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อรองเท้า ไม่ได้บอกว่าเงินไม่สำคัญ แค่อยากบอกว่าเราควรแสวงหาสิ่งเหล่านี้อย่างมีสติ

จะได้ไม่มัวเสียเวลากับการถมบ่อที่ไม่มีก้นครับ