เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

20191002_thinking

นี่คือคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นได้สองทาง คือทางกายกับทางใจ

ความทุกข์ทางกายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่วันๆ เรามีความทุกข์ทางกายไม่มากนักหรอก อาจจะปวดเมื่อย หิวข้าว ต้องเข้าห้องน้ำ

ความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราต้องแบกรับมักจะเป็นความทุกข์ทางใจที่เราสร้างขึ้นเองเสียมากกว่า

ความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราตกอยู่ในห้วงความคิด ทำร้ายตัวเองด้วยการคิดวกวนตอกย้ำและซ้ำเติม

สมมติเรากำลังทุกข์ใจอย่างหนักเพราะถูกแฟนทิ้ง เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาต้องทำกับเราอย่างนี้ ช่วงเวลาดีๆ คงไม่กลับมาอีกแล้ว ฯลฯ

กำลังเดินหน้าเศร้าเข้าซอยดันเจอหมาวิ่งไล่กัด ความทุกข์ที่ถูกแฟนทิ้งนั้นอันตรธานไปในทันที ต้องรอให้วิ่งหนีหมาเสร็จแล้ว คิดเรื่องแฟนทิ้งขึ้นได้ใหม่ ถึงจะกลับมาทุกข์ใจได้อีกรอบ

เราจึงไม่ได้ทุกข์เพราะถูกแฟนทิ้ง เราทุกข์เพราะความคิดว่าเราถูกแฟนทิ้งต่างหาก

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

หลุดออกจากความคิดได้เมื่อไหร่ กลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้เมื่อไหร่ ความทุกข์ทางใจก็จะหายไปได้เมื่อนั้นครับ

วิธีดูว่าสิ่งนั้นจำเป็นสำหรับเรารึเปล่า

20190730

คือดูว่ามันมีจุดที่ “อิ่ม” หรือไม่

ถ้ามีจุดที่อิ่ม แสดงว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น

กินข้าวจานใหญ่ก็อิ่มท้อง

นอน 8 ชั่วโมงก็ไม่อยากนอนต่อ

น้ำ 8 แก้วก็ดับกระหายเราได้ตลอดวัน

อากาศ 8 ลิตร ก็เพียงพอให้เราดำรงชีวิตต่อไปได้อีกหนึ่งนาที

ไม่ควรน้อยไปกว่านั้น ไม่อยากได้มากไปกว่านี้

ส่วนอะไรก็ตามที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเรา จะสังเกตได้ว่าได้มาเท่าไหร่ก็ไม่เคยอิ่ม

อำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง ยอดไลค์ รองเท้า พอยท์บัตรเครดิต และของเล่นอีกมากมายที่เราสรรหามาเติมเต็ม เพียงเพื่อจะมาเข้าใจภายหลังว่าเรื่องพวกนี้มันเติมให้เต็มไม่ได้

“You can never get enough of what you don’t really need.”
― Eric Hoffer

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อรองเท้า ไม่ได้บอกว่าเงินไม่สำคัญ แค่อยากบอกว่าเราควรแสวงหาสิ่งเหล่านี้อย่างมีสติ

จะได้ไม่มัวเสียเวลากับการถมบ่อที่ไม่มีก้นครับ

ความทุกข์ที่เข้าใจได้-ความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้

20190725_understandable

เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสไปพูดในงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ จัดโดยกรมสุขภาพจิต ในหัวข้อเรื่อง บริหารอย่างไรให้ได้ใจและได้งาน

หนึ่งในประเด็นในการพูดคุยกัน คือเราจะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้อย่างไร ผมแนะนำไปว่ามี 4 เรื่องคือ autonomy, mastery, meaning และ relationship

Autonomy คือพนักงานควรจะมีอิสรภาพประมาณหนึ่ง เช่นอาจจะไม่กะเกณฑ์เวลาเข้างาน อาจจะเลือกได้ว่าจะทำงานนี้ด้วยวิธีไหน ฯลฯ

Mastery คือคนทำงานแล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น

Meaning คือเขาต้องรู้สึกว่างานนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย

Relationship คือเขาควรจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า รู้สึกได้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

และผมย้ำว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้ความกล้า ความเคารพ และการสื่อสาร

อย่างเรื่อง meaning อาจจะเป็นการยากที่พนักงานจะเห็นว่างานที่เขาทำอยู่มันไปเชื่อมโยงกับภาพใหญ่อย่างไรบ้าง ในฐานะหัวหน้าเราต้องพยายามชี้ให้เขาเห็นให้ได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีความหมายและมีประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนอย่างไร

พอเขาเข้าใจและค้นพบความหมายของงานชิ้นนั้น เขาจะยอมทุกข์ยอมเหนื่อยไปกับมัน เพราะมันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้

แต่อย่าให้เขาทำงานที่มันไม่เมคเซ้นส์ หรืออย่าให้เขาทำงานโดยไม่สื่อสารว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดคำถามตลอดเวลาว่าทำไปทำไม ทำไปทำไม ทำไปทำไม – กลายเป็นความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้

อย่างผมเองก็มีความทุกข์ในฐานะพ่อลูกอ่อน ไม่เคยนอนเต็มอิ่มมาหลายปีแล้ว แต่มันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้ ไม่เคยมีคำถามว่าทำไมต้องตื่นมาตอนกลางดึกบ่อยๆ

คนเราวิ่งหนีความทุกข์ก็จริง แต่หากมันมีความทุกข์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้มันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้ เราจะได้อยู่กับมันอย่างสันติ

แต่ถ้าเราปล่อยให้ลูกน้องต้องอยู่กับความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเราเองก็เข้าใจไม่ได้ นั่นแสดงว่ามีใครซักคนไม่ได้ใช้ความคิดเท่าที่ควรแล้วล่ะครับ


รับบทความทางไลน์ได้ทุกวันที่ bit.ly/tgimline

เคยคิดมั้ยว่าพอมีเงินมากกว่านี้แล้วจะมีความสุข

20190507_moremoney

ตอนเงินเดือนสองหมื่น เคยคิดว่าถ้ามีเงินเดือนถึงแสนชีวิตคงจะสุดยอดน่าดู

หรือตอนมีเงินเก็บไม่ถึงแสน ก็เคยคิดว่าถ้ามีเงินเก็บถึงล้านคงจะเจ๋งไปเลย

แต่พอถึงจุดหมายก็พบว่า “ก็งั้นๆ” ออกจะแห้งๆ เป็น anti climax ด้วยซ้ำไป

แล้วเราก็ตั้งเป้าหมายใหม่ ว่าจะขอมีเงินเเก็บถึงสองล้าน สามล้าน…สิบล้าน โดยหวังในใจว่า เมื่อถึงเป้าหมายนั้นมันจะทำให้เราฟิน

แต่ความสุขจำพวกนี้เป็นเหมือนพยับแดด เป็นบ่อน้ำกลางทะเลทรายที่อยู่ไกลลิบๆ

ไม่ได้บอกว่าการมีเงินเดือนเยอะๆ มีเงินเก็บเยอะๆ ไม่ดีนะครับ แค่จะบอกว่ามันอาจไม่ได้ดีอย่างที่เราหวัง

เราจึงไม่ควรไปซีเรียสกับเรื่องนี้มากเสียจนทิ้งสิ่งที่สร้างความสุขให้เราได้จริงๆ

อะไรที่ทำให้เราหัวเราะได้จนท้องแข็ง อะไรที่ทำให้เราน้ำตารื้นเมื่อนึกถึง อะไรที่จะสร้างภาพจำที่ติดตัวเราไปอีกนาน ผู้คนและประสบการณ์เหล่านี้ไม่ต้องมีเงินล้านเราก็เข้าถึงมันได้

จริงๆ แล้วมันอาจจะเข้าถึงเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยซ้ำ

เรามัวแต่ยุ่งเหยิงจนไม่เห็นความดีงามที่เกิดขึ้นตรงหน้ารึเปล่าเท่านั้นเอง

—–

เปิดรับสมัคร Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 ที่ Sook Station (BTS อุดมสุข) (เหลือ 4 ที่) ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimstory3fb

เมื่อความสุขกำลังจะจบลง

20190403_joyends

ให้ถือว่ามันได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

เรายังเป็นปุถุชน จึงปรารถนาความสุขและหลีกหนีความทุกข์

ความสุขจึงไม่เคยอยู่นานพอ และความทุกข์มักอยู่นานเกินไปเสมอ

เมื่อช่วงเวลาดีๆ กำลังจะจบลง หรือแม้กระทั่งจบลงไปแล้ว เราจึงอดไม่ได้ที่จะใจหาย หรือบางครั้งก็ถึงขั้นฟูมฟาย เคร่งเครียด สิ้นหวัง

เมื่อความรักดีๆ จบลงไป หรือธุรกิจที่กำลังบูมกลับตาลปัตร แทนที่จะจมอยู่กับความเสียใจหรือความเสียดาย ให้มองเสียว่าดีแค่ไหนแล้วที่ช่วงเวลาดีๆ นี้ได้เกิดขึ้นกับเรา

Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.

ความสุขจากไป เพราะมันทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นเอง

เราเอาความสุขไปแขวนอยู่กับอะไร

20190210_hanger

บางคนแขวนมันไว้กับค่าตอบแทน

บางคนแขวนมันกับความสนุก

บางคนแขวนมันกับการได้ลงมือทำ

บางคนแขวนมันกับการได้ผลลัพธ์ที่หวังไว้

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นคนถูก

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นคนที่ถูกรัก

บางคนแขวนมันไว้กับการไม่โดนเกลียด

บางคนแขวนมันไว้กับการเป็นผู้ดูอยู่เฉยๆ

บางคนแขวนมันไว้กับคนในครอบครัว

บางคนแขวนมันไว้กับการเมืองระดับประเทศ

ถ้าสิ่งที่ความสุขของเราแขวนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราพอจะควบคุมได้ก็แล้วไป

แต่ถ้าสิ่งที่ความสุขของเราแขวนอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เราก็มีโอกาสทำความสุขหล่นหายได้ง่ายดายเหลือเกิน

ทุกข์ประดิษฐ์

20190120b

เพราะสมองของคนเราคิดอะไรไปได้ต่างๆ นานา

เชื้อเล็กๆ เพียงเศษผงก็พอแล้วที่จะจุดไฟดวงใหญ่ที่เผาไหม้จิตใจได้

ตัดผมใหม่มาแล้วเราไม่มั่นใจ มาถึงออฟฟิศเจอคนมองหน้าเราหน่อยเดียว เราก็คิดไปเองเลยว่าเค้าต้องเห็นว่าทรงผมเราตลกแน่ๆ แล้วเราก็เสียเซลฟ์ไปทั้งวัน

โทร.ไปหาแฟน แฟนไม่รับสาย ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าแฟนต้องแอบมีกิ๊กและความสัมพันธ์ของเราครั้งนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้า

เขียนบล็อกหนึ่งตอน มีคนบอกว่าชอบ 100 คน แต่มี 1 คนมาบอกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นผิดพลาด เราก็หงุดหงิดหมกมุ่นกับหนึ่งคนนั้นได้ทั้งวัน บทสนทนาในจิตนาการผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าเราจะเถียงเขากลับยังไง เขาจะตอบกลับมายังไง แล้วเราจะเอาชนะเขาได้ยังไง

ยิ่งปรุงแต่งยิ่งเมามัน ยิ่งเมามันยิ่งร้อนรน หาความสุขความสงบในจิตใจไม่ได้เลย

ถ้าโชคดีมีสติมากพอ เราอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทุกข์ที่เขาให้เรามานั้นนิดเดียว เขาแค่เป็นประกายไฟเล็กๆ แต่หลังจากนั้นเราเองต่างหากที่เป็นคนใส่เชื้อเพลิงและกระพือไฟให้ลุกลามใหญ่โต

“The pain is real but the cause is invented.”
-Seth Godin

ลองสำรวจทุกข์ทั้งหลายในใจเรา แล้วจะพบว่าเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นทุกข์ประดิษฐ์ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความลับของความสุข

20190112_happinesscode

คือคาดหวังให้น้อยลง

เพราะสมการความสุขถอดออกมาได้ตามนี้

Happiness = Reality – Expectations

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าความจริงมันดีกว่าที่หวัง เราก็มีความสุข (ผลลัพธ์เป็นบวก)

ถ้าความจริงมันแย่กว่าที่หวัง เราก็มีความทุกข์ (ผลลัพธ์เป็นลบ)

การเจริญสติภาวนา ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลดความคาดหวัง ทั้งหวังที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา หรือหวังที่จะหลีกหนีจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

เมื่อความคาดหวังเท่ากับศูนย์ ความจริงจะเป็นอย่างไรคะแนนน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ยังเป็นบวกได้อยู่ดี

บางคนอาจถามว่า แล้วถ้าความจริงมันเป็นค่าติดลบล่ะ?

ฝนตกเป็นบวกหรือลบ? ถ้าเป็นชาวนาก็ย่อมให้ค่าบวก เป็นคนกรุงขับรถก็ย่อมให้ค่าลบ

แผ่นดินไหวเป็นบวกหรือลบ? ถ้ามันเกิดในทะเลไกลโพ้น ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย เราก็ไม่เคยใส่ใจอยู่แล้วจริงมั้ย?

จะบวกจะลบมนุษย์เป็นคนให้ค่าทั้งสิ้น

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าไม่มีคนซะอย่าง ความจริง = 0, ความคาดหวัง = 0, ความสุขก็เท่ากับ 0

สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา นิ่งสงบเย็นสบายเป็นอนันต์

พูดเรื่องความสุขอยู่ดีๆ ไปลงเรื่องธรรมะซะอย่างนั้น

กลับมาที่โลกแห่งความจริง สำหรับมนุษย์ 99.99% ที่ยังไม่ได้บรรลุ เมื่อเราอยู่ในโลกสมมติก็ต้องใช้สมมติให้เป็นประโยชน์

เมื่อเรายังมีตัวเราอยู่ ยังให้ค่าบวกลบกับความจริงและความคาดหวังอยู่ ถ้าอยากสุขมากๆ ก็ต้อง maximize ความจริง หรือไม่ก็ minimize ความคาดหวัง

maximize ความจริงนั้นทำได้แต่ต้องออกแรง ใช้เวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้

minimize ความคาดหวัง ก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกปรือเช่นกัน แต่ข้อดีคือมันไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอะไรเลย

ขอให้มีความสุขกันทุกคนนะครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไร

20181005_happinessdirection

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นาย A ยากจน มีเงิน 100 บาท ถูกรางวัล 800 บาท รวมมีเงิน 900 บาท ยิ้มแฉ่งไปหลายวัน

นาย B ร่ำรวย มีเงิน 100 ล้าน เล่นหุ้นเจ๊งไป 10 ล้าน เหลือเงิน 90 ล้าน กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน

A มีเงิน 900 บาท แต่มีความสุขกว่า B ที่มีเงิน 90 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ B ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า A หลายเท่านัก

ความลับของการมีความสุข จึงอาจไม่ใช่การพิชิตเป้าหมาย หรือได้ครอบครองอะไรมากมาย

ความสุขคือการตระหนักรู้ว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

มันคือเสียงแห่งความหวังที่กระซิบเบาๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะทำให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน

และจะทำให้พรุ่งดีกว่าวันนี้ครับ

ความสุขจะจริงแท้

20180912_realhappiness

ก็ต่อเมื่อมันถูกแบ่งปันกับคนอื่น

“Happiness is only real when shared.”
-Christopher McCandless

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

ลองนึกถึงสิ่งที่เราชอบทำ เกือบทุกกิจกรรมนั้นทำหลายคนย่อมสนุกกว่าทำคนเดียว

ไม่ว่าจะกินข้าว ดูหนัง เตะบอล ร้องเพลง

แม้กระทั่งกิจกรรมที่เราคุ้นเคยกับการทำคนเดียวเช่นการอ่านหนังสือ ที่บริษัทเก่าผมเคยจัด book club โดยให้สมาชิกเกือบ 20 คนอ่านหนังสือเล่มเดียวกันมา แล้วให้มานั่งแลกเปลี่ยนกัน ผมว่ามันเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่ประทับใจที่สุดของผมเลย

ดังนี้แล้ว หากเราได้เจอสิ่งดีๆ เราก็ควรจะแบ่งปันให้ผู้อื่น ยิ่งเดี๋ยวนี้เราเชื่อมโยงกันหมดแล้ว การแบ่งปันนั้นง่ายเท่ากระดิกนิ้ว เหมือนที่ผมพบเจอสิ่งดีๆ มาแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านบล็อกนี้

“Happiness is only real when shared.”*

ถ้าเราอยากมีความสุขให้มากที่สุด ก็จงแบ่งปันให้มากเท่าที่เราจะไม่เดือดร้อน

การที่เทียนดวงหนึ่งไปจุดเทียนอื่นๆ ให้ติดด้วย ไม่ได้ทำให้มันสว่างน้อยลงแม้แต่น้อย

แต่ห้องทั้งห้องจะสว่างขึ้นอย่างแน่นอน

—–

* คำพูดนี้เป็นของฝรั่ง เลยขอไม่นับความสุขความสันโดษจากการภาวนานะครับ