ก่อนนอนคิดถึงแค่ 2 คน

20171109_beforebed

วันก่อนผมได้ฟังพอดคาสท์ของ Tim Ferriss ที่เล่าให้ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับในการมีความสุขมากขึ้นจาก Chade Meng Tan (ชาดหมิงตัน) วิศวกรกูเกิ้ลผู้โด่งดังไปทั่วบริษัทจากการสอนเพื่อนร่วมงานให้ฝึกสมาธิจนต่อมาได้ออกหนังสือ Search Inside Yourself

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ทิมได้เรียนรู้จากชาดก็คือก่อนนอนให้นึกถึงหน้าคนสองคน แล้วอวยพรในใจให้เขามีความสุข

ตอนแรกทิมก็รู้สึกว่าเทคนิคนี้ฟังดูเลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ แต่พอได้ลองทำเองหลายๆ คือติดต่อกัน ทิมกลับพบว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์ดีขึ้น โมโหร้ายน้อยลง และยิ้มง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามองจากมุมคนไทยที่คุ้นเคยกับการสวดมนต์ก่อนนอนมาตั้งแต่เด็กๆ เทคนิคที่ชาดสอนทิมก็คือการแผ่เมตตานั่นเอง แต่เราคุ้นชินแต่กับการท่อง “สัพเพสัตตา…” และแผ่เมตตาให้กับทุกสรรพสัตว์ หรือบางทีก็ท่องไปงั้นๆ โดยไม่ได้รู้สึกอะไร

การนึกถึงคนสองคน ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ และแต่ละคืนไม่ต้องซ้ำกันก็ได้ เลยฟังดูจับต้องได้ง่ายกว่า (practical) และน่าจะทำให้เรา “รู้สึก” ได้มากกว่าเวลาที่เราอวยพรให้คนๆ นั้นมีความสุข

ผมเองยังไม่ได้ลอง แต่ว่าจะเริ่มคืนนี้เลย จึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาลองทำไปด้วยกันครับ

ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

สิ่งที่อาจมีประโยชน์กว่า Passion

20101021_passion

คือความอดทนรอให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน

Patience and time do more than strength or passion.
-Jean de La Fontaine

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็นิยมจุดไฟให้ลุกโชนด้วยการค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

จนคนที่ไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไรก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเราผิดปกติรึเปล่า

Passion มันดีตรงที่ทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังอยากลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่

แต่ยิ่ง passion ร้อนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสจะมอดเร็วขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนไฟที่ยิ่งลุกโชนก็ยิ่งทำให้ฟืนหมดเร็ว

บางทีการมี passion ที่ไม่ร้อนแรงอาจเป็นคุณมากกว่า (ชื่อเล่นของมันคือ curiosity – ความสนใจ) เพราะมันอาจมากพอให้เราเริ่มทำอะไรซักอย่าง และน้อยพอที่เราจะไม่คาดหวังอะไรมากนัก

พอไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง พอไม่ผิดหวัง ก็เลยยังมีแรงทำต่อ

พอทำอย่างสม่ำเสมอ และใจเย็นพอที่จะรอให้การกระทำผลิดอกออกผล ก็เลยสำเร็จครับ

ไม่เคยมีใครยากจนจากการเป็นผู้ให้

20170920_poor

“No one has ever become poor by giving.”
Anne Frank

ความจนของคนเราเกิดจากอะไรได้บ้าง?

เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน

ขาดความรู้

ขาดโอกาส

ไม่ขยัน ไม่ขวนขวาย

ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ทำธุรกิจผิดพลาดจนล้มละลาย

วิกฤติเศรษฐกิจ

แต่การเป็น “ผู้ให้” ไม่น่าจะใช่หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้เรายากจนได้

ในทางฟิสิกส์พลังงานและสสารนั้นไม่มีวันหายไปไหน มันแค่แปรรูปไปเท่านั้น

การที่เราให้อะไรบางอย่างกับใครบางคน เงินหรือเวลาของเราจึงแปรรูปเป็นสิ่งของหรือการกระทำ และแปรรูปเป็นความรู้สึกดีๆ หรือคำอนุโมทนาของผู้ที่ได้รับจากเรา

ความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อเรานั้นเป็นเหมือน “บัญชีเงินฝากทางอารมณ์” (emotional bank account) ยิ่งเราทำดีกับเขามากๆ ยอดในบัญชีก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันหนึ่งเราต้องการความช่วยเหลือบ้าง เราก็จะสามารถถอนเงินในบัญชีนี้กลับมาได้ แถมบางทีได้มากกว่าที่เราให้เขาเสียอีก เพราะกรรมดีบางอย่างนั้นมีดอกเบี้ยทบต้น

อย่ารอให้มีเงินเสียก่อนถึงจะเป็นผู้ให้ได้ เพราะจริงๆ แล้วการให้ต่างหากที่จะทำให้เรามีมากขึ้นในภายหลัง

“No one has ever become poor by giving.”

ไม่มีใครเคยจนเพราะการให้

แต่คนรวยทุกคนล้วนผ่านการให้มาหมดแล้ว

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ทุกอย่างนั้นเยี่ยมยอด

20170913_amazing

และทุกคนก็ยังไม่มีความสุข

“Everything is amazing and nobody is happy.”
– Louis C.K.

ทุกๆ อย่างในตอนนี้มัน amazing จริงๆ นะครับ และมีแต่จะ amazing ขึ้นเรื่อยๆ (ถ้าเราไม่ทำร้ายธรรมชาติจนเละเทะไปซะก่อนนะ)

ลองนึกกลับไปสมัยผมเด็กๆ โลกแตกต่างจากนี้มาก

ทั้งบ้านจะมีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว และเป็นเครื่องแบบหมุนเบอร์ทีละเบอร์ด้วย (เบอร์ 9 จะหมุนน้อยสุด เบอร์ศูนย์จะต้องออกแรงเยอะสุดเพราะต้องหมุนเกือบเป็นวงกลมเต็มวง) แถมเวลาโทร.ไปหากไม่มีคนอยู่บ้านก็จบ ไม่มีฝากข้อความ ไม่มี missed call ให้คนโทร.กลับ

ตอนเรียนประถมถ้าได้การบ้านให้ทำรายงานอะไรซักอย่าง ก็ไม่มี Google ให้หาข้อมูล แหล่งความรู้เดียวที่มีคือห้องสมุดของโรงเรียน เวลาทำการบ้านก็ไม่มีคอมหรือปริ๊นท์เตอร์ ต้องใช้การเขียนและการคัดล้วนๆ

ตอนจบชั้นประถม เรารู้เลยว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว เลยเขียนสมุดเฟรนด์ชิปให้กันและกันโดยทิ้งที่อยู่และเบอร์บ้านเอาไว้ให้

ตอนเรียนม.ต้น เริ่มมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้งาน floppy disk แผ่นนึงจุได้ 1.44 MB hard disk ก้อนนึงความจุอย่างมากก็ 100 MB ถ้าจะซื้อ harddisk ขนาด 1 GB ขึ้นไปต้องจ่ายเงินเป็นแสน (เพื่อนผมซึ่งพ่อเป็นเจ้าของบริษัทคอมพิวเตอร์บอก)

ตอนเรียนจบม.ปลาย ได้ลองใช้อินเตอร์เน็ตครั้งแรก ต้องใช้ 56K modem ต่อกับสายโทรศัพท์ ความเร็วในการดาวน์โหลดก็ตามชื่อเลย 56Kb ต่อวินาที เปิดเว็บๆ นึงใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีเป็นอย่างน้อย

ตอนผมจบมหาลัยใหม่ๆ นั้นอาหารญี่ปุ่นหากินยากมาก ใครจะกินต้องมีเงินถุงเงินถังเท่านั้น จำได้ว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกที่ได้ไปกินจริงๆ เป็นพ่อเพื่อนพาไปเลี้ยง กินกัน 6 คนราคาร่วมสองหมื่น

ตอนนี้เรามีไอโฟนความจุ 64Gb ต่อเน็ต 4G ถ่ายรูปจากร้านอาหารญี่ปุ่นโปรแรงลง Instagram ให้เพื่อนเก่าอิจฉาเล่น

แต่เราก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี

“Everything is amazing and nobody is happy.”

เพราะ happiness = reality – expectations

ไม่ว่าโลกแห่งความจริงจะดีขึ้นแค่ไหน คนก็ไม่วายที่จะปรับความคาดหวังให้สูงตามขึ้นไปด้วย

Louis C.K. บอกว่า เวลาเน็ตในมือถือคุณช้าน่ะ แทนที่จะบ่นกระปอดกระแปดก็หัดรอให็เป็นเสียบ้าง มันกำลังติดต่อกับดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศอยู่นะเฟ่ย

เราน่าจะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดนับตั้งแต่มนุษยชาติกำเนิดมาแล้ว ความปลอดภัย สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ตอนนี้นั้นเป็นสิ่งที่คนที่ร่ำรวยที่สุดเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่มีทางจะฝันถึงได้ด้วยซ้ำ

เพียงมองให้ออกว่าเราโชคดีขนาดไหน และหัดเรียกร้องให้น้อยลง เราก็น่าจะมีความสุขกันมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนตอนนี้ติดอันดับ Bestseller ของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ)  หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งตรงกับผมก็ได้ครับ bit.ly/tgimannounce

ความสุขมวลรวม

20170831_grosshappiness

นิสัยอย่างหนึ่งที่ผมเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้คือการมองหาช่องทางที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับทุกฝ่าย

คีย์เวิร์ดคือคำว่าทุกฝ่ายนะครับ

ขอยกสถานการณ์เพื่อให้เห็นภาพแล้วกัน

สถานการณ์ที่หนึ่ง

ผมกำลังนั่งทำงานสำคัญชิ้นหนึ่งอยู่ แล้วก็มีน้องคนหนึ่งเข้ามาขอให้ช่วยตรวจภาษาอังกฤษในบทความที่เขาเขียนให้หน่อย

คำถามคือผมจะละจากงานสำคัญชิ้นนั้นเพื่อช่วยน้องเค้ารึเปล่า

แน่นอน คำถามแรกคืองานที่ผมทำอยู่นั้นมันกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มแค่ไหน ถ้ากำลังติดพันอยู่ก็อาจบอกว่าขอเวลาอีก 10 นาทีเดี๋ยวจะดูให้ก็ได้

แต่ประเด็นสำคัญคือ ผมรู้ว่าถ้าผมใช้เวลาตรวจภาษาอังกฤษน้องแค่ 5 นาที น่าจะดีกว่าปล่อยให้น้องไป google หรือไปถามคนอื่นซึ่งอาจใช้เวลาถึง 30 นาที

ดังนั้น การที่ผมยอมเสียเวลา 5 นาที แล้วน้องเค้าได้กลับมา 30 นาที จึงคุ้ม เพราะ -5 + 30 = 25

ในขณะที่ถ้าผมให้น้องไปตรวจภาษาอังกฤษเอง ผมอาจเซฟเวลาตัวเองได้ 5 นาที แต่น้องเสียเวลาไป 30 นาที 5-30 = -25

ดังนั้นการตรวจภาษาอังกฤษน้องจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

สถานการณ์ที่สอง

ผมไปร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ สั่งเส้นเล็กน้ำตก ปรากฎว่าได้เส้นใหญ่น้ำตกมา คำถามคือผมควรจะให้เขาไปทำมาใหม่หรือกินเส้นใหญ่ซะ?

ในมุมของผม ถ้าได้กินเส้นเล็ก คะแนนความสุขคือ 10/10 แต่ถ้าได้กินเส้นใหญ่ ความสุขอาจจะลดเหลือ 8/10

ในมุมของร้าน การที่มีคนกินก๋วยเตี๋ยวของเขา เขาก็จะได้คะแนนความสุข 10/10 แต่ถ้ามีก๋วยเตี๋ยวมาคืนแล้วต้องเททิ้ง คะแนนความสุขเขาอาจเหลือแค่ 5/10

ถ้าผมเลือกให้ร้านไปทำเส้นเล็กมาให้ คะแนนรวมจะได้ 10+5 = 15

แต่ถ้าผมเลือกกินเส้นใหญ่ คะแนนรวมจะได้ 8+10 = 18

ดังนั้นผมถึงเลือกกินเส้นใหญ่ครับ

บางคนที่อ่านอาจจะมีข้อโต้แย้งในใจมากมาย เช่นถ้าเราปล่อยให้น้องฝึกภาษาอังกฤษเอง วันหนึ่งเขาก็น่าจะเก่งโดยไม่ต้องมาขอให้เราช่วยก็ได้ หรือถึงเราจะคืนก๋วยเตี๋ยวไปให้ร้าน เค้าก็อาจจะเอาไปขายลูกค้าคนอื่นต่อก็ได้ (ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าเราเป็น “คนอื่น” ที่ได้ก๋วยเตี๋ยวถ้วยเก่า เราคงไม่แฮปปี้เท่าไหร่หรอก)

ตัวอย่างข้างต้นทั้งสองข้อจึงไม่ใช่ตัวอย่างที่่เพอร์เฟ็คต์ แต่น่าจะพอช่วยให้เห็นภาพกระบวนการคิดได้

ตัวอย่างที่สาม

ข้อดีของอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลมีเดียคือมันเอื้อให้ทุกคนสร้างอิมแพ็คได้มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผมเสียเวลาเขียนบล็อกวันนี้ 60 นาที แต่ถ้าหากมีคนได้อ่านบทความนี้ 100 คนและแต่ละคนนำความคิดที่ได้ไปช่วยประหยัดเวลาได้คนละ 5 นาที

-60 + 500 = 440 นาที

คุ้มเห็นๆ

และอย่าลืมว่ามันไม่ใช่แค่ 5 นาทีในวันนี้ แต่ยังเป็น 5 นาทีที่จะเกิดขึ้นอีกนับครั้งไม่ถ้วนในภายภาคหน้า

ดังนั้น เวลาที่มีใครมาบอกตัวเองว่าจะเปิดเพจหรือเขียนบล็อก ผมเลยอนุโมทนาทุกครั้ง เพราะถ้าเขาเขียนสิ่งที่มีประโยชน์ ต่อให้มีคนอ่านไม่กี่คน “แต่ผลประโยชน์มวลรวม” นั้นย่อมเป็นบวกอย่างไม่ต้องสงสัย

รูปประกอบนี้ก็เช่นกัน ทหารยื่นแอปเปิ้ลให้กับเด็ก สำหรับทหารแอปเปิ้ลลูกนั้นอาจสร้างความสุขให้เขาแค่ 3 แต้ม แต่หากเด็กได้กินมันอาจสร้างความสุขให้เด็กถึง 10 แต้ม

ลองใช้ชีวิตโดยเอา “ความสุขมวลรวม” เป็นที่ตั้งนะครับ

บ่อยครั้งมันเราอาจพบว่าเราต้องเหนื่อยมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

แต่สุดท้ายแล้ว คนที่จะมีความสุขทีสุดคือตัวเราเองครับ

—–

ขอบคุณคุณผู้อ่านที่อุดหนุนหนังสือเล่มแรกของผม “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” จนติด Bestseller หมวดจิตวิทยาของซีเอ็ดครับ (https://goo.gl/e326HZ) หากใครยังไม่ได้จับจอง ยังสามารถหาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส ศูนย์หนังสือจุฬา หรือสั่งซื้อโดยตรงกับผมได้ครับ bit.ly/tgimannounce

 

คนที่มีความสุข

20170817_happiness

คือคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

Happiness is merely an exercise in appreciation for the things that we have.
-Sean Kernan

เมื่อวานผมอ่านเจอคำถามหนึ่งใน Quora.com ซึ่งตั้งเอาไว้ว่า “ตอนนี้รู้สึกแย่มากเลย ช่วยพูดอะไรที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้มั้ย?”

ยูสเซอร์ชื่อ Sean Kernan มาตอบไว้ว่า

—–

คุณลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องขังสีเทา

คุณเพิ่งถูกกล่าวหาในคดีอุกฉกรรจ์ คุณอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ก็อาจเจอการลงโทษที่เลวร้ายกว่านี้

ห้องที่คุณอยู่กว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการอ่านหนังสือ คุณจะได้ออกไปนอกห้องกรงนี้แค่วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ผู้คุมขังจะคอยเดินมาตรวจตราทุกชั่วโมงตลอดชีวิตที่เหลือของคุณ

ยามค่ำคืน นักโทษคนอื่นๆ จะเสียงดังจนคุณนอนไม่หลับ คุณต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับนักโทษเหล่านี้ และบางทีคุณก็อาจมีเรื่องท้าตีท้าต่อยกับพวกเขาด้วย

คุณจะไม่มีโอกาสทำตามความฝันของคุณอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้กอดคนที่คุณรักอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้อุ้มลูกของคุณอีกแล้ว

คุณจะไม่ได้ทานอาหารจานโปรดของคุณอีกต่อไป และไม่มีวันได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกอีกแล้วในชีวิตนี้

ทุกวันจะเหมือนเดิมและผ่านไปอย่างช้าๆ ชีวิตที่เหลือของคุณคือการรอวันผุพังและเน่าเปื่อย

เอาล่ะ หยุดแป๊บนึง

เอาตัวเองออกมาจากคุกนั้นก่อน

มองไปรอบๆ ตัวคุณ สีสันของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ประตูที่ไม่มีลูกกรง ความส่วนตัวที่คุณมี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมองข้ามมันมาโดยตลอด

คราวนี้ลองนึกถึงสิ่งอื่นที่สำคัญกว่านั้น – สุขภาพ ครอบครัว อิสระที่จะไปไหนหรือจะทำอะไรก็ได้ คุณมีมันครบทุกอย่างเลย

คราวนี้ลองพาตัวเองกลับไปอยู่ในห้องขังนั้นอีกครั้ง…

ถ้ามันยังไม่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ก็ลองคิดถึงสภาพที่เลวร้ายกว่านี้ก็ได้

ความสุขไม่มีอะไรมากไปกว่าการหมั่นเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

—–

ผมขอเสริมนิดนึงว่าถ้าความสุขคือการมองเห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ความทุกข์ก็คือการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือสิ่งที่ “เราควรจะได้รับ”

สมการความสุขคือ happiness = reality-expectations

ยิ่งความคาดหวังสูง ความสุขยิ่งลด

ยิ่งค่า reality หรือความเป็นจริวสูง ความสุขยิ่งเพ่ิ่ม

แต่บางทีเราก็ให้ค่า reality น้อยกว่าที่เป็นจริง เพราะเรามักมองข้ามสิ่งดีๆ มากมายตามความเคยชิน

ดังนั้นหากเราหันกลับมามองเห็นคุณค่าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ (ที่คนนับแสนนับล้านคนไม่ได้มีโอกาสเหมือนเรา) เราก็น่าจะมีความสุขมากขึ้นนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Sean Kernan’s answer to I am feeling very low. Can you say something which can instantly uplift me?

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannouce

BookAdvertise

เราเกิดมาเพื่อมีความสุข(?)

20170727_purposeoflife

ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีหากเราจะคอยถามตัวเองบ้างว่า “จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร”

เพราะบางทีเราก็ก้มหน้าก้มตามากเกินไป

ก้มหน้าก้มตากับงาน ก้มหน้าก้มตาดูแลลูก ก้มหน้าก้มตากับมือถือ ก้มหน้าก้มตากับการสังสรรค์เฮฮา

เรายุ่งกับการทำๆๆ จนบางทีก็อาจหลงลืมไปว่า ทั้งหมดนี้นั้นทำไปเพื่ออะไร

คำตอบหนึ่งก็คือ เพื่อจะได้มีความสุข

เราทำงาน จะได้มีเงินมาดูแลคนที่เรารัก จะได้เอาเงินมาซื้อความสุขได้

เราทำหน้าที่ของพ่อแม่ จะได้เห็นลูกมีความสุข แล้วเราก็มีความสุขได้

เราเล่นมือถือ จะได้รู้เรื่องชาวบ้าน จะได้เห็นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ซึ่งก็ทำให้มีความสุขได้

แล้วเราก็สังสรรค์เฮฮากับเพื่อน เพราะเชื่อว่ามันสนุกและทำให้เรามีความสุขได้

แต่แม้เป้าหมายปลายทางคือความสุข แต่มันก็มีความทุกข์ปนอยู่ไม่น้อย

เพราะตอนที่ทำงานก็โดนเจ้านายกดดัน โดนลูกค้าด่า โดนปัญหาสารพัดสารพัน

เวลาดูแลลูก เราก็ต้องอดหลับอดนอน ไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ตัวเอง

ตอนเล่นมือถือ ถ้าอยู่กับมันนานเกินไป ยิ่งไถฟีดเท่าไหร่ก็จะยิ่งค่อยๆ รู้สึกผิดและรู้สึกแย่ลงเท่านั้น

และมีหลายครั้งที่อยู๋ในวงสังสรรค์ แต่กลับเหงายิ่งกว่าอยู่คนเดียว แถมถ้าดื่มเยอะ วันรุ่งขึ้นยังปวดหัวอีก

มันจึงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุข

“I cannot believe that the purpose of life is to be “happy.” I think the purpose of life is to be useful, to be responsible, to be honorable, to be compassionate. It is, above all, to matter: to count, to stand for something, to have made some difference that you lived at all.”

“ผมไม่อาจเชื่อได้ว่าเป้าหมายของชีวิตคือการมีความสุข ผมคิดว่าเป้าหมายของชีวิตคือการทำตัวให้เป็นประโยชน์ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม มีเมตตา และที่สำคัญที่สุดคือมีแก่นสาร มีความหมาย ได้ยืนหยัดเพื่ออะไรบางอย่าง และได้สร้างความแตกต่างให้สมกับที่เกิดมาในชาตินี้”

—Leo C. Rosten

สำหรับคุณ Leo Rosten เป้าหมายของชีวิตคือการทำให้ชีวิตนี้มีความหมายด้วยการทำตัวให้มีประโยชน์

ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งนะ

ผมว่าเราสามารถมีชีวิตที่สร้างประโยชน์และมีความสุขได้ด้วย เพียงแต่สองอย่างนี้บางทีมันก็อาจไม่ได้มาพร้อมกันเท่านั้นเอง

ช่วงที่งานหนักๆ หรือลูกยังอายุไม่เกิน 3 เดือน ความสุขทางกายภาพคงเป็นสิ่งหาได้ยาก แต่อย่างน้อยเราก็ยังบอกตัวเองได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มีมีประโยชน์ ทั้งต่อสังคมโดยรวมและต่อมนุษย์ตัวน้อยๆ คนหนึ่ง

แม้กระทั่งการเล่นมือถือหรือการสังสรรค์ เราก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ได้ เช่นเมื่ออ่านเจอบทความดีๆ แล้วแชร์ต่อให้เพื่อนอ่าน หรือเวลาไปงานปาร์ตี้ก็อาจจะบอกกับตัวเองว่าหน้าที่ของเราในคืนนี้คือทำให้เพื่อนมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์หรือบริบทไหน เราสามารถทำตัวให้มีประโยชน์ได้เสมอ

และเมื่อเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมาก็น่าจะนำมาซึ่งความสุขและความอิ่มใจครับ


Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 2 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

20170723_friend

วันนี้ได้ฟัง Eckhart Tolle (เอ๊คฮาร์ท โทลเล่) ผู้เชียนหนังสือ The Power of Now ให้สัมภาษณ์ในพอดคาสท์ On Being ของ Krista Tippett ว่าความเครียดเกิดขึ้นเพราะเราต้องการอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความจริงที่เราประสบอยู่ ณ ตอนนี้

เช่นเราเครียดเรื่องงาน เพราะความจริงคืองานเรายังไม่เสร็จ แต่สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

หรือเราเครียดเรื่องรถติด เพราะความจริงตอนนี้เรายังอยู่บนถนน แต่สิ่งที่เราต้องการคือการได้ไปถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว

ความเครียดเกิด เพราะเรามอง “สถานการณ์ปัจจุบัน” เป็น “ศัตรู” หรือเป็น “อุปสรรค”

โทลเล่บอกว่า ถ้าอยากจะเครียดให้น้อยลง ก็ควรจะมี “ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับปัจจุบัน” ให้มากขึ้น (have a friendly relationship with the present moment)

เพราะปัจจุบันเป็นสิ่งเดียวที่เรามี

“ปัจจุบัน” ที่เกิดขึ้นไปแล้วจะกลายเป็นอดีต และสิ่งที่เราเรียกว่าอนาคตนั้น พอมันมาถึงมันก็จะกลายเป็น “ปัจจุบัน” เช่นกัน

ถ้าเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกับปัจจุบันได้ เราก็จะโหยหาหรือดิ้นรนตลอดเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ “หัวร้อน” หรือประสบกับเรื่องไม่พอใจ ลองสะกิดถามตัวเองนะครับว่า เรากำลังเป็นเพื่อนกับปัจจุบันอยู่รึเปล่า

—–

Time Management Workshop วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม ยังมีที่ว่างอีก 5 ที่ ดูรายละเอียดการสมัครได้ที่ https://goo.gl/wF7mS2

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เคล็ดลับความสุข

20170719_happiness

คือการมีสุขภาพที่ดีบวกกับการเป็นคนขี้ลืม

“Happiness is good health and a bad memory.”
–Ingrid Bergman

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ อันนี้เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้กันดี

แต่การเป็นคนขี้ลืมนี่ทำให้เรามีความสุขได้ยังไง?

ผมเดาว่าคุณเบิร์กแมนน่าจะหมายถึงการไม่เก็บเรื่องเก่าๆ มาคิดให้รกสมอง

การเป็นคนขี้ลืมเสียบ้างจะทำให้เราเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือมุ่งแต่เอาชนะ

เมื่อวานทะเลาะกับแฟน วันนี้ก็ดีกันได้ สัปดาห์ที่แล้วหัวหน้าพูดจาไม่ดีกับเรา วันนี้เราก็ยังยกมือไหว้เขาได้ เดือนที่แล้วเพื่อนยืมเงินเราแล้วยังไม่คืน เราก็ไม่เก็บมาคิดจนนอนไม่หลับ ถือซะว่าพลาดไปแล้วก็ได้

บางคนอาจแย้งว่า ถ้าขี้ลืมไปซะทุกอย่าง ก็เท่ากับเราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีตเลยน่ะสิ

แต่จริงๆ แล้วเราสามารถเก็บบทเรียนเอาไว้ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์กับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหาก

จดจำบทเรียน ปล่อยวางความรู้สึก เป็นอิสระจากอดีต เพื่อจะได้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

เสื้อของชีเปลือย

20170419_nakedshirt

“I don’t trust people who don’t love themselves and tell me, ‘I love you.’…There is an African saying which is: Be careful when a naked person offers you a shirt.”

“อย่าไปเชื่อคำว่า ‘ฉันรักเธอ’ ที่ออกจากปากคนที่ไม่รักตัวเอง เหมือนคำพังเพยแอฟริกันที่ว่า ถ้าชีเปลือยมายื่นเสื้อให้ ก็จงระวังให้ดีๆ ”

– Maya Angelou

—–
หลักการหนึ่งที่ผมใช้กับชีวิตมาตลอดก็คือ ทำตัวเองให้มีความสุขก่อน แล้วที่เหลือจะดีเอง

เพราะถ้าเรายังมีความสุขไม่ได้ โอกาสที่เราจะทำให้คนอื่นมีความสุขนั้นยิ่งได้เป็นไปได้ยาก

เหมือนเห็นคนกำลังจะจมน้ำ ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็นแล้วยังลงไปช่วย เหตุการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม ตอนแรกมีคนจมน้ำแค่คนเดียว ตอนนี้มีคนจมน้ำสองคนแล้ว

เหมือนกฎหน้ากากอ๊อกซิเจนที่ผมเคยเขียนไป  ว่าเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเราก่อน ไม่ใช่สวมให้เด็กก่อน

ฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า

ถ้าเรายังช่วยตัวเองไม่ได้ เราจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีเงินของตัวเอง เราจะให้เงินคนอื่นได้อย่างไร

ถ้าเราไม่มีความรักให้ตัวเอง เราจะมอบความรักให้คนอื่นได้อย่างไร

ต่อให้เราหวังดีแค่ไหน แต่เราก็ไม่อาจมอบสิ่งที่เราไม่มี – you cannot give what you don’t have.

ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นจากตนเองเสมอ

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นชีเปลือยที่คอยยื่นเสื้อให้คนอื่นอยู่ร่ำไปครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/