เราเป็นแค่ลิงที่พูดได้

06

“If you ever start taking things too seriously, just remember that we are talking monkeys on an organic spaceship flying through the universe.”
-Joe Rogan

แน่นอนว่าชีวิตมันต้องกินต้องใช้ ปัจจัยสี่ยังเป็นเรื่องจำเป็น ภาระยังมีให้ต้องดูแล

แต่เราก็ควรมองให้ออกด้วยว่าเกือบทุกอย่างที่เราวุ่นวายอยู่นั้นมนุษย์ invent ขึ้นมาทั้งสิ้น

ทั้งงาน เงิน ตลาด ความก้าวหน้า สถานะ สิ่งเหล่านี้มีไม่ได้มีอยู่เองโดยธรรมชาติ แต่มีอยู่เพราะมนุษย์สร้างขึ้นและติ๊ต่างร่วมกันว่ามันมีอยู่จริง

เป็นเพียงเกมอย่างหนึ่งที่เราเล่นแก้เบื่อระหว่างที่เรากำลังเดินทางบนยานโลก แม้จะดูยาวนานแต่ก็สั้นเพียงกะพริบตาเมื่อเทียบกับห้วงเวลาของจักรวาล

โชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นลิงที่พูดได้และรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักใช้จินตนาการและความรู้เพื่อโลกที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานลิงรุ่นถัดไป

ไม่ล้อเล่นกับชีวิต แต่ก็ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายกับมันจนเกินงามครับ

อย่ารำคาญใครจนเรากลายเป็นคนน่ารำคาญ

ในชีวิตเรามักจะมีคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วย แค่เห็นหน้าก็รู้สึกขุ่นมัว

พอมีอคติต่อกัน เขาทำอะไรก็ไม่เข้าตา พอไม่เข้าตา เราก็หงุดหงิด เริ่มฟาดงวงฟาดงา

แล้วบางทีก็ฟาดไปโดนคนข้างๆ ที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ เมื่อโดนฟาดบ่อยๆ เขาก็อิดหนาระอาใจ ได้แต่ยอมทนเราเรื่อยมา

ดังนั้น เราต้องคอยระวังไม่ให้ความหงุดหงิดของเราไปทำร้ายคนที่เรารักและอยากให้รักเรา

อย่ารำคาญใครจนเรากลายเป็นคนน่ารำคาญเลยนะครับ

โลกนี้มันโหดร้ายหรือเราเองที่เปราะบาง

คนเราทุกคนแสวงหาความสุขความสบาย ซึ่งบางทีมันก็คล้ายกับดาบสองคม

เพราะถ้าชีวิตนี้เจอแต่ความสุขมาตลอด เมื่อต้องเจอความทุกข์เราอาจไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไง

หรือถ้าเราเจอแต่คนดีๆ มาตลอด เราอาจกลายเป็นคนโลกสวยและไม่เท่าทันคนแย่ๆ ที่คอยเอาเปรียบ

หากเราคาดหวังที่จะเจอแต่เรื่องดีๆ และไม่เผื่อใจเอาไว้บ้างเลย เมื่อเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เรานี่แหละที่จะ hurt ที่สุด

เพราะสมการของความสุข เขียนออกมาได้ดังนี้

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าชีวิตเคยชินกับความสบาย ความคาดหวังของเราก็จะสูงลิบลิ่ว

แต่โลกแห่งความจริงมันไม่ได้มีแต่เรื่องบวก ถ้าความจริงคะแนนต่ำ แต่ความคาดหวังเราสูง ความสุขของเราก็จะติดลบ

ดังนั้น หลายครั้งที่เราเจ็บปวดจะเป็นจะตาย ไม่ใช่เพราะว่าโลกนั้นโหดร้าย แต่เพราะเราเปราะบางเกินไปเอง คิดภาพสมัยวัยรุ่นที่เราอกหักจนกินอะไรไม่ลง มองกลับไปก็ยังคงรู้สึกตลกตัวเองว่าเป็นอะไรมากมั้ย

มองโลกในแง่ดีนั้นดีแน่ แต่ต้องเผื่อใจที่จะเจอเรื่องแย่ๆ เอาไว้

เพราะโลกแห่งความจริงนั้นมีทั้งดีและร้ายสลับกันไป

เจอเรื่องดีก็ดีไป ถ้าเจอเรื่องร้ายก็เติบโตครับ

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้

ที่บอกอย่างนี้เพราะเราชอบเข้าไปถือ

ใครติเราเพียงนิดเดียว หัวเราจะร้อน อยากกระโดดออกไปปกป้องชี้แจง

ใครชมเราเพียงนิดเดียว ตัวเรามักจะลอย ขาไม่ค่อยติดดิน

บางทีการที่เราโดนติ ก็ไม่ใช่เพราะเราทำผิด และก็ไม่ใช่เพราะเขาเข้าใจผิด แต่มีหลายๆ ปัจจัยรวมกัน หน้าที่ของเราคือแยกแยะส่วนที่มีประโยชน์เอาไปปรับปรุงตัวเองต่อ

บางทีการที่เราโดนชม ก็ไม่ใช่เพราะว่าเราเก่ง หรือเพราะว่าเขาชมชอบเรา บางทีอาจเป็นเพียงแค่จังหวะหรือโชคดี อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป อย่าไปหิวกระหายที่จะได้รับการยอมรับเพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้ครับ

นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย

สมัยเด็กๆ เราจะมีเพื่อนข้างบ้านที่ออกไปเล่นด้วยกันอยู่เสมอ

เจอหน้ากันเกือบทุกวัน เล่นเสร็จก็ไปกินน้ำกินขนมของบ้านใครบ้านหนึ่ง ได้รู้จักพ่อแม่ของเพื่อน เพื่อนก็รู้จักพ่อแม่ของเรา สนิทสนมกันยิ่งกว่าญาติบางคน

แล้ววันที่เราได้เจอเพื่อนคนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก็มาถึง โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันคือครั้งสุดท้าย เผลอๆ ไม่ได้บอกลากันด้วยซ้ำ

หลายๆ อย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นจากนี้ไป อาจเป็นครั้งสุดท้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว

ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น

ครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

ครั้งสุดท้ายที่ได้กอดคนที่เรารัก

ชีวิตนั้นไม่แน่นอน ถ้าเราตระหนักได้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของอะไรบางอย่าง ใจเราอาจ”อยู่ตรงนี้” ได้มากกว่าที่ผ่านมาครับ