เรื่องร้ายๆ ที่ไม่ได้เกิด

ความทุกข์ใจของเรามักจะมาจากสองเรื่อง คือเรื่องที่อยากได้แล้วไม่ได้ กับเรื่องที่ไม่อยากได้แล้วดันได้

ส่วนความสุขใจของเรานั้นมักจะมาจากเรื่องเดียว คืออยากได้แล้วได้

เรื่องที่เรามักมองข้ามเสมอ ก็คือเรื่องที่เราไม่อยากได้แล้วเราไม่ได้

พูดอีกอย่างก็คือเรื่องร้ายๆ ที่ไม่ได้เกิดนั่นเอง

ในวันวันหนึ่งมีเรื่องร้ายๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย แต่มันก็ไม่ได้เกิดกับเรา

ขับรถไปข้างนอก รถอาจจะชนก็ได้ แต่รถเราไม่ชน
คอมที่ใช้ทำงานอาจจะแฮงค์เมื่อไหร่ก็ได้ แต่มันไม่แฮงค์
มือถือหลุดมือตกพื้นหน้าจออาจจะแตกก็ได้ แต่จอไม่แตก
เราอาจจะติดโควิดก็ได้ แต่เราไม่ติด
คนที่เรารักอาจจะป่วยก็ได้ แต่เขาไม่ป่วย
บริษัทที่เราอยู่อาจจะเจ๊งก็ได้ แต่มันไม่เจ๊ง

Many things could have gone wrong, but they didn’t.

แต่เรามองข้ามสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้นับมันเป็นโชคดี เพราะเรา take them for granted คิดว่าเป็นของตาย คิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องได้อยู่แล้ว

แต่ชีวิตไม่ได้แน่นอนขนาดนั้น หลายอย่างที่เรามั่นใจหนักหนาก็พลิกล็อคต่อหน้าต่อตามาแล้ว

ถ้าเราเข้าใจในความอนิจจังของชีวิต เราจะรู้สึกขอบคุณสิ่งร้ายๆ ที่ไม่ได้เกิด และเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันมากกว่านี้

และเราจะรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนโชคดีแค่ไหนครับ

วันหนึ่งเราก็จะเป็นแบบเขาเช่นกัน

“What you are, they once were. What they are, you will be.”
-The Crypt of the Capuchin Monks

นี่คงเป็นประโยคเตือนสติสำหรับคนหนุ่มสาว เวลามองไปที่คนรุ่นปู่ย่าตายาย แล้วรู้สึกว่าทำไมคนเหล่านี้ช่างตกยุค ชักช้า ดื้อดึง ยึดติดกับโลกใบเก่า

โดยเรามักจะลืมไปว่า วันหนึ่งเราก็จะแก่แบบเขา วันหนึ่งเราจะกลายเป็นคนตกยุค ชักช้า ดื้อดึง และยึดติดกับโลกใบเก่าเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณปู่คุณย่าเหล่านี้ก็เคยเป็นคนหนุ่มสาวมาก่อน และอาจมองคนรุ่นทวดด้วยสายตาเดียวกันกับที่เรามองพวกเขาตอนนี้

และถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น วันหนึ่งเราก็จะเป็นเพียงร่างกายไร้วิญญาณหรือเถ้าถ่านไม่ต่างจากคนนับแสนล้านคนที่เคยผ่านชีวิตบนโลกใบนี้

ดังนั้น เราจึงควรมองคนที่มาก่อนเราด้วยสายตาที่เข้าใจและมีเมตตา

เพราะในวันที่เราแก่เฒ่า เราก็น่าจะต้องการสายตาแบบนั้นบ้างเช่นกันครับ

ชีวิตนับถอยหลัง

“เวลาที่มีชีวิตอยู่มันกำลังนับถอยหลังนะ ไม่ได้นับไปข้างหน้า”
-อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

หากมนุษย์เรามีอายุคาดเฉลี่ย 80 ปี ก็แสดงว่าเรามีเวลาบนโลกนี้ประมาณ 4,000 สัปดาห์

ใครที่อยู่ในวัยกลางคนแล้ว ก็จะเหลือประมาณ 2,000 สัปดาห์เท่านั้น

และยิ่งถ้านับว่าสุขภาพเราจะร่วงโรยหลังวัย 60 เราก็จะเหลือเวลาที่ยังมีกำลังวังชาทำอะไรได้ดั่งใจอีกแค่ 1,000 สัปดาห์

เวลาจึงไม่ได้มีเวลามากมายอย่างที่เราคิด

James Clear บอกไว้ว่า ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่เราอยากได้วันนี้ เราจะใช้เวลา แต่ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่อยากได้ในอีกห้าปีข้างหน้า เราจะลงทุนเวลา

“Think about what you want today and you’ll spend your time.

Think about what you want in 5 years and you’ll invest your time.”

อีกไม่กี่พันสัปดาห์ที่เหลือ เราจะลงทุนไปกับอะไรบ้าง?

ปัจจุบันเป็นตัวกำหนดอดีต

เรารู้กันมานานแล้วว่า “ประวัติศาสตร์” เป็นสิ่งที่เราควรฟังหูไว้หู เพราะมันมักจะถูกแต่งขึ้นโดยผู้ชนะ

แต่นอกจากผู้มีอำนาจทางการเมืองแล้ว เราแต่ละคนก็ชอบแต่งเรื่องเช่นกัน

โดยเราจะตกแต่งเรื่องเล่าที่ชื่อว่า “ฉัน” และคอยดัดแปลงเรื่องราวในอดีตเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ฉัน” ในปัจจุบันตลอดเวลา

เพราะในอดีตมีสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของเรานั้นกลับมีอยู่น้อยนิด ความทรงจำใดก็ตามที่ขัดกับเป้าหมายในปัจจุบันนั้นมักจะโดนกำจัดทิ้งไปหรือโดนฝังกลบเอาไว้

ชายคนหนึ่งเคยถูกแม่สอนเมื่อตอนเด็กๆ ว่าเวลาเจอสุนัขจรจัดให้ยืนอยู่นิ่งๆ ถ้าวิ่งจะโดนมันไล่กัดเอา วันหนึ่งเขาไปเจอสุนัขจรจัด เพื่อนๆ วิ่งหนี ส่วนเขายืนนิ่ง สุดท้ายก็โดนสุนัขกัดขา

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาจำฝังใจว่าโลกนี้เต็มไปด้วยอันตราย ทุกคนล้วนเป็นศัตรู

แต่หลังจากผ่านการปรึกษากับนักจิตแพทย์อยู่หลายครั้ง เขาก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่า หลังจากโดนสุนัขกัด มีผู้ชายแปลกหน้าปั่นจักรยานผ่านมาและช่วยพาเขาไปโรงพยาบาล

เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเหตุการณ์นี้ด้วย ทัศนคติของเขาจึงเริ่มเปลี่ยนไปว่าโลกนี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่เคยคิด

แม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่ชายคนนั้นเลือกได้ว่าจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ไหน จะเน้นเรื่องโดนสุนัขกัดก็ได้ หรือจะเน้นเรื่องการได้รับความช่วยเหลือก็ได้

อดีตจึงไม่ได้กำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันต่างหากที่กำหนดอดีต

เพราะอดีตนั้นไม่ได้มีตัวตนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่ถูกแต่งแต้มตามแต่ที่เราจะเลือกครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2 โดย คิชิมิ อิชิโร และ โคะกะ ฟุมิทะเกะ

ชีวิตที่ดีคือรางวัลของการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ดูแลสุขภาพกายให้ดีด้วยการนอนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ดูแลสุขภาพใจให้ดีด้วยการจัดเวลาให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ไม่สนใจสายตาของคนอื่นมากจนเกินไป และหัดรู้เนื้อรู้ตัวจะได้ไม่ปล่อยให้ความคิดทำร้ายตัวเอง

ดูแลงานของตัวเองให้ดีด้วยการรู้ว่าจุดประสงค์ของงานนี้คืออะไร รู้ใจหัวหน้า ทำมากกว่าที่ขอ รักษาคำพูด ให้เครดิตคนอื่น ไม่หวงวิชา

ดูแลสติปัญญาด้วยการเสพสิ่งดีๆ และผลิตงานดีๆ ออกมา ไม่ปล่อยให้ว่างจนเฉื่อยเนือย แต่ก็ไม่ปล่อยให้ยุ่งจนทุกอย่างเบลอไปหมด

ดูแลการเงินให้ดี ใช้ให้น้อยกว่าที่หามาได้ มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง มีเงินเก็บส่วนหนึ่ง ลงทุนส่วนหนึ่ง บริจาคส่วนหนึ่งเพราะเป็นการบอกกับจิตใต้สำนึกว่าเรามีมากพอ

ดูแลความสัมพันธ์ให้ดี ไม่เผลอทำกับคนที่บ้านเหมือนที่เราทำกับคนที่ทำงาน ฟังให้มาก เถียงให้น้อย ยอมๆ บ้างก็ได้ ดีกว่าต้องมางอนกันนานๆ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ดูแลผู้มีพระคุณเพราะคนกตัญญูไม่มีวันตกอับ

ถ้าชีวิตของเรายังไม่ค่อยดีในบางมุม แสดงว่าเราอาจยังขาดตกบกพร่องในบางหน้าที่

เพราะชีวิตที่ดีคือรางวัลของการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ครับ