เขียน To Do List สำหรับเรื่องสนุก

ธรรมดาคนเราจะมี To Do List สำหรับการทำงาน

แต่น้อยคนนักจะมี To Do List สำหรับเรื่องสนุก เพราะคิดว่าไม่จำเป็น

พอเรามีเวลาว่าง เราก็เลยมักจะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยอย่างการไถมือถือหรือดูทีวีไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าเรามี To Do List เรื่องสนุก เมื่อเรามีเวลาว่าง เราจะเอามันขึ้นมาทำเป็นอย่างแรก

คุณชิอน คาบาซาวะ ที่ผมเคยอ้างอิงถึงในบทความ “อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก” ก็บอกว่าตัวเองเป็นคนชอบดูหนังในโรงหนังมาก ดังนั้นเขาจะศึกษาและจดตารางเอาไว้ก่อนเลยว่าเดือนนี้จะมีหนังเรื่องไหนเข้าโรงบ้าง ฉายวันแรกเมื่อไหร่ เมื่อถึงวันที่หนังออกฉาย เขาก็กระตือรือร้นที่จะทำงานให้เสร็จ จะได้ไปดูหนังได้อย่างสบายใจ

อีกอย่างที่คุณคาบาซาวะชอบทำ ก็คือการตระเวนกินร้านอาหารอร่อยๆ ดังนั้นหากมีนัดประชุมแถวไหน เมื่อประชุมเสร็จแล้วเขาก็จะแวะไปกินร้านอาหารใน To Do List ที่อยู่ในละแวกนั้น

ผมเองก็เพิ่งลองใช้เวลา 3 นาทีนั่งเขียน To Do List เรื่องสนุกที่อยากจะทำ แค่เขียนก็สนุกแล้ว

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ สกิลขั้นเทพ ของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง โดย ชิอน คาบาซาวะ

จะปล่อยมือหรือจะยอมโดนลากไป

บางทีที่เราเจ็บหนักก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยมือ

เปรียบเหมือนคนตกจากหลังม้าแล้วยังคว้าสายบังเหียนเอาไว้

ม้าก็วิ่งเตลิดของมันไป ส่วนเราก็กระเด็นกระดอนชนขอนไม้และก้อนหิน

ม้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเรา มันก็แค่วิ่งไปตามสัญชาตญาตของมัน

แต่เมื่อเราไม่ยอมปล่อยบังเหียน ก็เป็นเรานั่นแหละที่ทำร้ายตัวเอง

ใครตำหนิแม้เพียงหนึ่งครั้ง เราเอามันกลับมาฉายซ้ำในความทรงจำเป็นสิบครั้ง

เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง เราพาตัวเองย้อนกลับไประลึกอีกนับครั้งไม่ถ้วน

เขาทำให้เราเจ็บแล้วหนึ่งครั้ง เราก็ยังเหมือนคนเจ็บแล้วไม่จำ

รู้ว่าทุกข์แต่ก็ยังทำ เพราะเราเมามันไปกับอารมณ์ที่เกิด พออารมณ์เตลิด ใจก็เลยกระเด็นกระดอนชนขอนไม้และก้อนหินไปด้วย

“Let go or be dragged.”
-Zen proverb

แค่ตกลงมาก็เจ็บมากพอแล้ว

อย่าให้เจ็บไปมากกว่านี้เพราะเราไม่ยอมปล่อยมือเลยนะครับ

อดทนแค่ 5 นาที

ความทรงจำวัยเด็ก หรือคำพูดของคนบางคน หล่อหลอมให้เรามีตัวตนอย่างทุกวันนี้

ยิ่งผ่านวันเวลา อัตลักษณ์ของเรายิ่งชัดเจน และเราก็บอกกับตัวเองว่าเราเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ เราเก่งเรื่องนั้น-เราไม่เก่งเรื่องนี้

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่างมาโดยตลอด

แต่หลายครั้ง เรื่องที่เราหลีกเลี่ยงนี่แหละคือเรื่องที่เราจำเป็นต้องทำมากที่สุด

แล้วเราจะเดินเข้าหาสิ่งที่เราเดินหนีมาตลอดชีวิตได้ยังไง

ด้วยการอดทนแค่ 5 นาทีครับ

ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะยากที่สุดตอนก่อนจะเริ่มทำ และในช่วง 5 นาทีแรก

วิ่งไปได้ 5 นาที การวิ่งจะไม่ได้ทรมานอย่างที่หวาดหวั่น

กล้าคุยกับคนแปลกหน้าได้ 5 นาที เราจะคุยได้ลื่นไหลขึ้น

เริ่มทำงานยากๆ สัก 5 นาที แล้วเราจะมองเห็นทางไปต่อได้

แน่นอนว่าหนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคยังรออยู่ข้างหน้า แต่การที่เราไม่แม้แต่จะเริ่มเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าศักยภาพของเรามีแค่ไหน

และมันจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากหากเราต้องพลาดโอกาสดีๆ เพียงเพราะเรายังยึดติดกับ “นิทาน” ที่เล่าให้ตัวเองฟังตั้งแต่เด็กทั้งๆ ที่มันอาจไม่ใช่เรื่องจริงอีกต่อไป

อดทนแค่ 5 นาที แล้วชีวิตจะกว้างใหญ่กว่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear: 3-2-1 Newsletter

อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก

“ดูเหมือนว่าบางคนจะรู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุก แต่ที่จริงแล้วคุณสนุกกับชีวิตได้มากกว่านั้น ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน ชีวิตไม่ได้มีแค่คำว่าอดทนอดกลั้นหรือขยันหมั่นเพียร”

ชิอน คาบาซาวะ จากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง

บางทีเราอาจจะเป็น “ผู้ใหญ่” มานานเกินไป

เราได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมีความรับผิดชอบ มีหน้าที่ที่ต้องทำ มีภาระที่เราต้องดูแล

เมื่อจริงจังกับชีวิต ผลตอบแทนที่ได้ก็คือหน้าที่การงานที่มั่นคง

แต่สิ่งที่อาจจะสูญเสียไปคือรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสีสันที่ทำให้คุ้มค่ากับการมีชีวิตอยู่

เขาว่ากันว่าเราไม่ได้สนุกน้อยลงเพราะเราแก่ขึ้น แต่เราแก่ขึ้นเพราะเราสนุกกันน้อยลง

อย่าให้หน้าที่ที่เรามีต่อครอบครัวหรือการงาน มาเบียดบังหน้าที่ที่เรามีต่อตนเองไปเสียหมด

หันมาดูแลความรู้สึกและความต้องการของตัวเองบ้าง ลองฟังดีๆ แล้วจะได้ยินเสียงเด็กน้อยข้างในที่กระซิบบอกอะไรเรามาตลอด เด็กน้อยที่ถือดอกไม้ที่กำลังจะเฉาตายเพราะว่าเราไม่ได้พรมน้ำให้มันมานานเกินไป

ทุกชีวิตต้องการน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ อะไรที่เคยทำแล้ว spark joy ก็จงกลับมาทำมันให้บ่อยกว่าเดิม

เราจะได้รักชีวิต และชีวิตก็จะรักเรากลับ

อย่ารู้สึกผิดต่อการใช้ชีวิตให้สนุกครับ

คืนเดือนแรมจะมองเห็นแสงดาว

ปี 2565 เปิดมาได้ไม่กี่วัน ก็รู้สึกถึงความอึมครึมจากสถานการณ์โควิด ไม่ว่าจะเป็น Omicron ที่ฉุดกราฟขึ้นอีกครั้ง, Deltacron ที่มาจาก Deta + Omicron หรือ Flurona ที่มาจาก Flu + Corona

คนทำงานกลางคืน งานอีเว้นต์ หรือธุรกิจการบิน น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่า “เมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นเสียที”

หนึ่งคำถามที่จะช่วยให้เราล่องนาวาแห่งชีวิตได้ คือคำถามที่ว่า

“เราจะใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร”

ธรรมดา ถ้าเจอเรื่องดีๆ เราก็ใช้มันในการให้กำลังใจตัวเองว่ามาถูกทางแล้ว นี่คือผลตอบแทนของการทำหน้าที่ของเราอย่างสัตย์ซื่อ

แต่เวลาเจอเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะมองให้เห็นประโยชน์ของมัน โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เรายังช็อคหรือยังจมอยู่กับสถานการณ์

เวลาเจ็บป่วย เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน เวลาแผนที่วางเอาไว้มันพังทลายลงมา ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ในร้ายย่อมมีดี เมื่อทางเลือกต่างๆ ถูกตัดลง เราจะเห็นอะไรได้ชัดกว่าเดิม

เราจะลดเรื่องไร้สาระ เราจะกลับมาอยู่กับตัวเอง เราจะตั้งคำถามสำคัญว่าจะเอายังไงต่อ อะไรคือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้อยู่รอดต่อไปในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้

“A certain darkness is needed to see the stars.”
― Osho

เมื่อถึงคืนเดือนแรม ดาวจะส่องแสงชัดเจนกว่าทุกคืน

ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเงยหน้ามองมันรึเปล่าเท่านั้นเอง