ลำดับการพูดคุย

เมื่อวานนี้ ระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับจากสนามบินและกำลังจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็คข้อความต่างๆ รวมถึง social media ผมก็คิดขึ้นได้ว่า มนุษย์เรามีคนให้คุยด้วย 3 กลุ่มด้วยกัน

พูดคุยกับตัวเอง – ว่าวันนี้เรารู้สึกยังไง อารมณ์สดใสหรือขุ่นมัว พลังงานของเราสูงหรือต่ำ วันนี้เราอยากทำอะไรให้สำเร็จ สัปดาห์นี้มีอะไรที่จะทำให้ชีวิต spark joy บ้าง

พูดคุยกับคนขัางๆ – วันนี้เป็นยังไงบ้าง กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ วันนี้มีประชุมเยอะมั้ย เที่ยงนี้อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า

พูดคุยกับคนอื่น – มีคำถามอะไรให้เราบ้าง มีงานอะไรให้เราทำ ไปเที่ยวที่ไหนมา เรื่องไหนกำลังอยู่ในกระแส เพลงอะไรที่กำลังชอบฟัง

ลำดับที่ควรจะเป็น คือพูดคุยกับตัวเองก่อน เพื่อสำรวจอารมณ์และความรู้สึกว่าเรานั้นโอเค จากนั้นจึงพูดคุยกับคนข้างๆ เพราะเขาคือคนสำคัญและจะมีผลต่อชีวิตกับเราไปอีกยาวนาน สุดท้ายค่อยพูดคุยกับคนอื่นทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว

แต่ที่คนจำนวนมากเป็นกันอยู่ คือเราคุยกับคนอื่นก่อน ผ่าน social media เพื่อดูว่าคนอื่นไปทำอะไรมา ฟังเพลงอะไรอยู่ กำลังอินกับเรื่องอะไร จากนั้นก็เช็คอีเมลและข้อความเพื่อจะได้ติดตามว่ามีงานอะไรต้องทำบ้าง

เมื่อก้มหน้ามองมือถือตลอดเวลา คนข้างๆ ก็เลยพลอยก้มมองมือถือไปด้วย บทสนทนาที่ควรเกิดจึงไม่ได้เกิด คนใกล้ชิดเลยเริ่มเหินห่าง

เมื่อเราพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตลอด บ่อยครั้งเราจึงหมดเวลาทั้งวันไปกับความยุ่งเหยิงจากภายนอกจนไม่ได้คุยกับภายในเลยว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง อะไรที่อยากทำให้สำเร็จ อะไรคือสิ่งที่อยากทำเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยมีอะไรที่ spark joy ลองสลับลำดับการพูดคุยดูนะครับ

ไม่ต้อง Beat Yesterday ก็ได้

Beat Yesterday เป็นคำขวัญของ Garmin ที่บอกว่าเราไม่ต้องแข่งกับใคร แค่แข่งกับตัวเองก็พอ

หากเราเก่งกว่าตัวเองเมื่อวานนี้ได้ ตัวเราย่อมจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

การที่คนเราดีขึ้นแค่วันละ 1% พอครบปีเราจะดีขึ้นถึง 38 เท่า*

ส่วนถ้าเราแย่ลงวันละ 1% พอครบปีเราจะแย่ลง 39 เท่า**

ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ ก็นำไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้

แย่ลงเพียงเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ ก็นำไปสู่หายนะได้

เมื่อเห็นสมการเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีใครหลายคนสนุกกับการวัดผล และสนุกกับการ beat yesterday

แต่หากใครได้ใช้ชีวิตแบบนั้นมาสักพัก อาจจะพบว่าการ beat yesterday นั้นไม่ได้นำพามาซึ่งความสุขเท่าไหร่นัก

เพราะชีวิตคนเราไม่เคยเป็นเส้นตรง บางช่วงงานก็หนักหน่วง บางช่วงทะเลาะกับคนใกล้ตัว บางช่วงไม่สบาย และบางช่วงก็อยากอยู่เฉยๆ

การพยายามที่จะดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังรู้สึกหนักอึ้งได้

ในวันที่สภาพจิตใจหรือร่างกายไม่สมบูรณ์พร้อม แต่เราดันอยากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีพร้อม จึงมักมีสองทางให้เลือกเดิน

หนึ่งคือลงมือทำแล้วไม่ได้ตามเป้า แล้วเราก็ผิดหวังกับตัวเอง (แถมแผนของเราก็ดันวางไว้ว่าวันพรุ่งนี้ต้องดีขึ้นกว่านี้อีก!)

สองคือรู้อยู่แก่ใจว่าทำไม่ได้ตามเป้า ก็เลยหยุดทำมันซะเลย จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวัง

ทั้งสองทางเลือกอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน และอาจทำให้เราเอาเป็นเอาตายกับชีวิตเกินไป

เราจึงควรมีทางเลือกที่สาม คืออย่าเปรียบเทียบตัวเองกับเมื่อวานนี้ แต่ให้เปรียบเทียบตัวเองในวันที่แย่ที่สุด

ถ้าเมื่อวานนี้วิ่งได้ 5 กิโลเมตร วันนี้ไม่ต้องวิ่ง 5.1 กิโลเมตรก็ได้ แค่วิ่ง 1 กิโลเมตรก็ดีกว่าวันที่เราเอาแต่นอนคุดคู้อยู่ในห้องแล้ว

ในบางเกมของชีวิต จุดประสงค์ไม่ใช่การไปถึงเป้าหมาย แต่คือการอยู่ในเกมให้ได้นานที่สุด เพราะมันคือ infinite game

ถ้าที่ผ่านมาพบว่าการ beat yesterday มันเหนื่อยเกินไป ลองลดความคาดคั้นที่มีต่อตัวเอง แล้วเราอาจจะพบกับความพึงพอใจกว่าเดิมครับ


* 1.01^365 = 37.8

** 1/0.99^365 = 39.2

เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอรึเปล่า

“การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่

หากเราเดินทางตลอดเวลา เราจะมีคนรู้จักมากมายแต่ไร้ซึ่งเพื่อนสนิท

อาหารจะไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายหากมันเข้ามาและออกไปทันที

ไม่มีอะไรทำให้การรักษาล่าช้าเท่ากับการเปลี่ยนยาบ่อยๆ

ต้นไม้ที่ถูกย้ายที่ไปเรื่อยๆ ย่อมไม่อาจเติบโต”

นี่คือคำพูดของ Seneca ปราชญ์แห่งกรุงโรม

แม้จะผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ข้อความนี้ก็ยังเป็นความจริง

เราอยู่ในยุคที่มีภูมิต้านทานต่ำต่อความเบื่อหน่ายและความยากลำบาก

เมื่อทางเลือกมีมากมาย หากเราเจออะไรที่มันยากเย็น เราก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน

ถ้าทำงานชิ้นนี้แล้วมันน่าเบื่อ เราก็หันไปเช็คอีเมลหรือส่องเฟซ

ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็หันไปอ่านเล่มอื่นที่มันย่อยง่ายๆ

ถ้าทำธุรกิจนี้แล้วเจอเรื่องที่ต้องลงแรงมากไปหน่อย เราก็หันไปหาไอเดียทำธุรกิจใหม่ๆ

เหมือนคนขุดดินหาน้ำบาดาล แต่ไม่เคยได้น้ำมาดื่มให้ชื่นใจ เหตุเพราะขุดไปหลายสิบหลุม แต่ไม่เคยขุดลึกพอสักหลุมเดียว

การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่ – Eveywhere means nowhere.

ขอให้เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอครับ

บางทีก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดด

ประโยคหนึ่งที่หัวหน้าผมชอบพูดบ่อยๆ คือ take a leap of faith

Leap คือกระโดด

Faith คือศรัทธา

Take a leap of faith คือการกระโดดออกไปด้วยความเชื่อใจในอะไรสักอย่าง

ซึ่งมันต้องใช้กันบ่อยมากในวงการสตาร์ตอัพ เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่มีแผนที่ให้เดินตาม และไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะนำไปสู่สวรรค์หรือหุบเหว

ตัวผมเองเคย take a leap of faith มาแล้วหลายครั้ง

จากที่เรียนจบวิศวะไฟฟ้าแต่ไม่ชอบไฟฟ้า ก็เลยผันตัวเองมาเป็น software engineer

พอเป็น software engineer ก็ทำได้แค่กลางๆ เลยผันตัวเองไปเป็น technical support ซึ่งก็ทำได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้อินกับมันมาก

พอรู้ตัวอยู่สาย tech ไม่น่าจะรุ่ง เลยผันตัวเองไปทำงานสื่อสารองค์กร

และเมื่อหัวหน้าคนปัจจุบันชวนให้มาลองทำ HR ก็เลยต้องผันตัวเองอีกครั้ง และเชื่อว่านี่อาจไม่ใข่ครั้งสุดท้าย


สมัยทำงานที่แรก ทีมของผมเคยไป outing กันที่ค่ายทหารในหัวหิน

หนึ่งในฐานกิจกรรมคือการกระโดดหอ

ความสูงของหอนั้นไม่ได้สูงลิบลิ่ว แต่สูงในระดับที่ว่ากันว่ามันเล่นกับความกลัวของเราได้มากที่สุด

แม้จะมีอุปกรณ์เซฟตี้เต็มตัว แต่พอมองลงไปข้างล่างก็หวาดเสียวจนขาแอบสั่นอยู่เหมือนกัน

แต่เมื่อถึงตรงนั้นแล้ว จะไม่กระโดดก็น่าเสียดาย เลยต้องกลั้นหายใจและกระโดดลงมาพร้อมทั้งตะโกนดังลั่น

ใครที่เคยผ่านประสบการณ์นี้จะรู้ว่า มันจะน่ากลัวที่สุดแค่ตอนก่อนเรากระโดดเท่านั้น


อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อะไรที่เคยเป็น comfort zone มันอาจจะเป็น safe zone ก็จริง แต่ในยุคนี้ comfort zone มันอาจจะกลายเป็น dangerous zone ได้อย่างรวดเร็ว

เราเชื่อใจชีวิตพอมั้ย เราเชื่อใจตัวเองพอรึเปล่า ว่าต่อให้ทางข้างหน้ายังไม่เคลียร์นัก แต่เดี๋ยวเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้แหละ

เมื่อชีวิตมาถึงจุดุจุดหนึ่งที่มองลงไปแล้วขาสั่น แต่จะให้หันหลังก็น่าเสียดาย

ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ take a leap of faith

ก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดดออกไปเท่านั้นเอง

พายุบางลูกก็มาเพื่อเคลียร์เส้นทาง

“Not all storms come to disrupt your life, some come to clear your path.”
-Paulo Coelho

เราทุกคนย่อมต้องพานพบลมมรสุมของชีวิต

ระหว่างที่ฝ่าฟันพายุฝน เราอาจนึกบ่นอยู่ในใจว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา

แต่ใช่ว่าพายุทุกลูกจะมาเพื่อกลั่นแกล้งหรือรังแก หลายครั้งพายุก็เป็นพรซ่อนรูป

เมื่อทุกสิ่งราบเป็นหน้ากลอง ทางที่เคยปิดตายก็อาจเปิดกว้าง ความเป็นไปได้หลายอย่างอาจผุดพราย

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

และไม่มีพายุลูกไหนจะคงอยู่ตลอดไปครับ