คนหลงทางสองประเภท

20180131_lost

ประเภทแรก คือคนหลงทาง

ประเภทที่สอง คือคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังหลงทาง

ประเภทแรก ถือว่าโชคร้าย เพราะไม่มีใครคอยเตือน ไม่มีใครกล้าเตือน หรือเตือนแล้วไม่ฟัง

แบบที่สองนั้นถือว่ากรรมบังแต่บุญมี เพราะถ้ารู้ตัวและยอมรับว่าหลง ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะหยุดหลงแล้ว

เราทุกคนย่อมเคยหลงทางมาแล้วทั้งนั้น และจะได้หลงอีกแน่นอนในอนาคต

ถ้าจะหลงทั้งที ก็ขอให้เป็นแบบที่สอง

ส่วนคนที่คิดว่าบทความนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง เพราะมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว จริงๆ เราอาจกำลังเป็นแบบแรกอยู่ก็ได้นะครับ

ในวัย 30 เราอยากดูดีในสายตาทุกคน

20180130_lookgood

ในวัย 50 เราเลิกใส่ใจว่าใครจะมองเรายังไง

ในวัย 70 เราจึงเข้าใจว่าไม่มีใครสนใจเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เราใช้พลังและเวลาไปมากมายเพื่อจะทำให้ตัวเองดูดี จนบางทียอมแม้กระทั่งสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีใครสนใจเราหรอก แต่ละคนแค่ใช้ชีวิตของตัวเองก็เต็มกลืนแล้ว

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าเมื่อวานนี้เรามีเวลาคิดถึงคนอื่นซักกี่มากน้อย แล้วเอาเวลาตรงนั้นหาร 100 ก็จะได้เวลาที่คนอื่นคิดถึงเรา

เมื่อไม่มีสายตาใดจับจ้องอยู่ การเป็นตัวของตัวเองอาจไม่ได้มีราคาแพงเท่าที่คิดครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Big Magic by Elizabeth Gibert

หลายเรื่องที่คนฉลาดไม่ควรรู้

20180126_ignorant

“There are many things of which a wise man might wish to be ignorant”
-Ralph Waldo Emerson

หนังสือพิมพ์รายวันนั้นมีจำนวนหน้าที่คงที่ทุกวัน

แม้วันไหนจะไม่ค่อยมีข่าวที่น่าสนใจ นักข่าวก็ต้องพยายามหาเรื่องมาเติมให้เต็มหน้ากระดาษให้ได้

และหากวันไหนจะมีข่าวที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากมาย นักข่าวก็จำเป็นต้องตัดทอน ลดเนื้อหา เพื่อให้ใส่ลงไปในพื้นที่กระดาษที่มีได้

Seth Godin บอกว่า จริงๆ ในวันที่ไม่มีข่าวอะไรน่าสนใจ หนังสือพิมพ์ก็ควรออกมาแค่ 4 หน้าก็พอแล้ว ส่วนวันไหนมีข่าวน่าสนใจเยอะๆ ก็ควรจะพิมพ์ออกมาซัก 100 หน้า

(รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เข้าใจประเด็นที่ Seth ต้องการสื่อ)

ในโลกออนไลน์ปัญหาจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

คือแม้จะไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่หน้ากระดาษ แต่เขาก็มี KPI ที่ต้องทำให้ได้ เช่นยอดอ่านต้องเท่านั้น ยอดไลค์ต้องเท่านี้

เขาก็เลยจำเป็นต้องเอาเรื่องมาลงเพื่อให้เป็นไปตามเป้า แม้เรื่องจะไม่ได้สำคัญนัก แต่ถ้ามันช่วยให้เข้าใกล้ KPI ขึ้นอีกนิดก็เขาคงทำเพราะค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์แทบจะเป็นศูนย์

ดังนี้แล้ว สื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์จึงเต็มไปด้วย noise อย่างช่วยไม่ได้

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของสื่อ เขาก็แค่เล่นไปตามกติกาของทุนนิยม

เราในฐานะผู้บริโภคต่างหากที่ต้องปรับตัวและคัดสรรให้ได้ว่าจะเสพสื่อแบบไหน และจะเสพไปเพื่ออะไร

เสพเพื่อความบันเทิง เสพเพื่อความรู้ เสพเพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่าชาวบ้าน

“There are many things of which a wise man might wish to be ignorant”

คนฉลาดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เขารู้เรื่องที่สำคัญกับชีวิต

รู้เรื่องสำคัญแค่เรื่องเดียว อาจมีประโยชน์กว่ารู้เรื่องไม่สำคัญร้อยเรื่องนะครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 1 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

มองหาสิ่งใดก็เห็นสิ่งนั้น

20180126_seewhatyoulookfor

มองหาข้อเสีย ก็เจอข้อเสีย

มองหาข้อดี ก็เจอข้อดี

มองหาโอกาส ก็เจอโอกาส

มองหาอุปสรรค ก็เจออุปสรรค

มองหาทางที่ทำได้ ก็จะเจอทางที่ทำได้

มองหาเหตุผลที่ทำไม่ได้ ก็จะเจอเหตุผลที่ทำไม่ได้

คนที่ชีวิตโอเค กับคนชีวิตไม่โอเค จริงๆ แล้วอาจจะพบเจอเรื่องราวที่ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่

ต่างเพียงอย่างเดียว คือสายตาของเขาว่าคอยมองหาสิ่งใดครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 2 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

ข้อแม้เยอะทางเลือกจะน้อย

20180125_conditions

ข้อแม้น้อยทางเลือกจะเยอะ

ในยามที่เรารู้สึกว่าชีวิตยากลำบากและถามตัวเองเกินวันละหนึ่งครั้งว่า “ทำไมเราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ด้วย”

นั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่จะกลับมาทบทวนตัวเอง ว่าใครกันที่พาเรามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

ถ้าซื่อตรงพอ คำตอบก็คือตัวเราเองนี่แหละ

สมมติว่าผมเป็นหัวหน้าที่งานเยอะมาก สามทุ่มแล้วก็ยังทำงานอยู่ ในขณะที่ลูกน้องกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แทนที่ผมจะโกรธลูกน้อง ผมควรกลับมาถามตัวเองว่าทำไมผมถึงกระจายงานไม่เป็น

เพราะเราไม่ไว้ใจลูกน้องเพียงพอใช่มั้ย เพราะเรากลัวว่าเค้าจะทำได้ไม่ดีเท่าเราใช่มั้ย เพราะเราทำเองเสร็จเร็วกว่าใช่มั้ย

เมื่อไม่ไว้ใจพอ ก็เลยต้องตัดทางเลือกนี้ไป แล้วก็เก็บงานไว้ทำเองคนเดียว แล้วก็อยู่ดึกอย่างช่วยไม่ได้ แล้วจะโทษใคร?

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวที่เราพาตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่ชอบเพราะข้อแม้ของเราเอง

ข้อแม้หนึ่งข้อก็เหมือนกรงหนึ่งซี่ ยิ่งข้อแม้เยอะเท่าไหร่ คุกที่เราสร้างก็ยิ่งแข็งแรงและมีขนาดเล็กลงเท่านั้น

บางคนอาจเถียงว่า ที่เขาข้อแม้เยอะ เพราะเขามาตรฐานสูง

ผมเห็นด้วยว่าเราต้องมีมาตรฐานอยู่บ้าง แต่เราไม่จำเป็นต้องมาตรฐานสูงกับทุกเรื่อง หนึ่งเพราะมันเหนื่อย สองคือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาตรฐานที่ว่านั้นมันเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรืือเป็นเพียงเพราะเราถูกชี้นำจากสื่อและคนรอบข้าง

ข้อแม้เยอะทางเลือกจะน้อย ข้อแม้น้อยทางเลือกจะเยอะ

ลดข้อแม้ได้เมื่อไหร่ ความเป็นไปได้จะเปิดกว้าง และเราจะเหนื่อยน้อยลงครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 4 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb