ทัพพีไม่รู้รสแกง

20180212_ladle

สมัยผมทำงานอยู่ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง จะมีร้านหนังสือนายอินทร์ร้านเล็กๆ ที่ผมมักจะแวะไปตอนพักเที่ยง

วันหนึ่งก็ไปเจอหนังสือชื่อ “ทัพพีไม่รู้รสแกง“*  ซึ่งเป็นการ์ตูนภาพสี่สีเกี่ยวกับเรื่องราวคำสอนของพระพุทธเจ้า

สุดท้ายแล้ว ถึงผมจะไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มา แต่ชื่อปกหนังสือก็ติดหัวผมมาจนทุกวันนี้

ทัพพีไม่รู้รสแกง หมายถึงการที่ทัพพีไม่มีทางรู้รสชาติแกง แม้ว่าจะโดนจุ่มลงไปในน้ำแกงกี่สิบกี่ร้อยครั้ง

ในบริบทของหนังสือ มันหมายถึงคนพาลที่แม้จะได้นั่งใกล้บัณฑิตตลอดชีวิต เขาก็ย่อมไม่รู้แจ้งธรรม

แต่ทัพพีไม่รู้รสแกงนั้นมีอยู่ในทุกที่

สามีที่ไม่เห็นคุณค่าของภรรยา

ลูกที่ลืมนึกถึงพ่อแม่

คนทำงานที่มองไม่เห็นว่าบริษัทที่คุณทำอยู่มันเจ๋งแค่ไหน

ลูกน้องที่ได้ทำงานกับเจ้านายที่เก่งมาก แต่กลับไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาตัวเอง

หรือแม้กระทั่งองค์กรที่มีคนเก่งๆ อยู่ในมือ แต่กลับใช้คนไม่เป็น

ทัพพีไม่รู้รสแกง ก็เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ

ใกล้กันเสียจนเราลืมมองเห็นคุณค่า

และเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปมากมายครับ


* หนังสือ ทัพพีไม่รู้รสแกง เขียนโดยชัยวุฒิ สุทธิบุตร,สมชาย สุริยาสถาพร,ศิวชัย เดชะ,ภาษิต จันทรสมาน, และวลัยนุช ปานะรังษี

เวลาสุขเราสุขคล้ายๆ กัน

20180206_happysimilar

แต่เวลาทุกข์เราต่างทุกข์ในรูปแบบของตัวเอง

All happy families resemble one another, each unhappy family is unhappy in its own way.
-Leo Tolstoy

ภาพแห่งความสุขนั้นเราคุ้นชินกันดีอยู่แล้ว

ได้ทำงานสำเร็จ

ได้กินของอร่อยๆ

ได้ใช้เวลากับเพื่อนสนิทหรือคนรู้ใจ

ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เรารัก

อาจเป็นเพราะว่าความสุขมันเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มันก็เลยซ้ำๆ

ในขณะที่ความทุกข์ดูจะซับซ้อนกว่ามาก ความทุกข์จึงหลากหลายกว่าความสุข และแต่ละคนจึงมีความทุกข์ในแง่มุมที่เราอาจไม่เคยสัมผัส

บางคนอาจรวยสุดๆ แต่ก็ทุกข์เรื่องลูกไม่เอาไหน

บางคนอาจมีอำนาจมหาศาล แต่ก็ต้องระแวงตลอดเวลาว่าจะสูญเสียมันไปเมื่อไหร่

บางคนอาจงามดุจนางฟ้า แต่กลับผิดหวังเรื่องหัวใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

บางคนหน้าตาดี แฟนดี ฐานะดี แต่กลับทุกข์ใจที่ไม่มีลูก

แต่ละคนล้วนมีความทุกข์ในแบบฉบับตัวเองทั้งนั้น

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องอิจฉาใครเลย

เพราะแม้ว่าเขาจะดูเหนือกว่าเราทุกอย่าง แต่เชื่อเถอะว่าในบางแง่มุมเขาก็ทุกข์กว่าเราอย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

เมื่อปวดฉี่กลางดึก

20180204_midnight

หลายคนไม่ได้ลุกมาเข้าห้องน้ำด้วยหลากหลายเหตุผล

เพราะแอร์เย็น เพราะง่วง เพราะขี้เกียจ ฯลฯ

เราก็เลยยอมทนนอนปวดฉี่ต่อไป แล้วภาวนาให้ตัวเองผลอยหลับไปจะได้ไม่ปวด

แต่หลายครั้งกลับนอนไม่หลับ เราจึงได้แต่นอนปวดหน่วงๆ กระสับกระส่ายกับอาการปวดไปอีก เป็นชั่วโมงนึง

จนสุดท้ายทนไม่ได้ เลยต้องลุกมาเข้าห้องน้ำอยู่ดี

จะดีกว่ารึเปล่าที่จะลุกมาเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวดฉี่?

ปวดปุ๊ป เข้าห้องน้ำปั๊ป  ทำภารกิจเสร็จสิ้นก็ตัวเบาหลับสบาย

ตอนกลางวันก็ไม่ต่างกัน

เรามักจะเจอปัญหาที่คล้ายๆ กับการปวดฉี่กลางดึกนี่แหละ คือเป็นปัญหาเล็กๆ ที่จะแก้เลยก็ได้ แต่ขี้เกียจแก้เพราะยังไม่มีอารมณ์ ก็เลยทนกับมันต่อไปเพียงเพราะว่าทนได้

จะดีกว่าไหม ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เราจะลงมือแก้ไขมันทันที

ก้าวข้ามความขี้เกียจและจัดการมันให้เรียบร้อย

จะได้ตัวเบา และจะได้ไม่ต้องมานั่งกระสับกระส่ายโดยใช่เหตุครับ

ยากกว่ากิโลแรก

20180204_harderthanfirstkm

เมื่อวันพฤหัสฯ ผมเขียนไปว่า กิโลแรกยากที่สุด เพราะการออกวิ่งแรกๆ นั้นมันจะหนืดๆ เสมอ แต่พอผ่านกิโลแรกไปได้ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น

แต่มีอีกประเด็นนึงที่ผมไม่ได้พูดถึง นั่นคือสิ่งที่ยากกว่ากิโลแรก

บางคนอาจเดาว่า กิโลสุดท้าย ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะตอนที่วิ่งฮาล์ฟมาราธอน ก็จำได้ว่ากิโลสุดท้ายนี่มันเหนื่อยจริงๆ

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่ยากกว่ากิโลสุดท้ายอยู่ด้วยเช่นกัน

เพราะไม่ว่าจะวิ่งกิโลไหน สิ่งที่ต้องทำมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ก็แค่ต้องก้าวเท้าซ้าย-ก้าวเท้าขวาสลับกันไปเรื่อยๆ ถ้าวิ่งไม่ไหวก็เปลี่ยนเป็นเดินแทนได้

ที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่า คือก่อนที่เราจะวิ่งต่างหาก

ซับซ้อนเพราะเรามักจะติดงาน ติดมือถือ ติดซีรี่ส์ รวมถึงติดข้ออ้างต่างๆ นานาที่เราจะสรรหามาบอกตัวเองว่า ทำไมวันนี้เราถึงไม่ควรวิ่ง/ไม่พร้อมที่จะวิ่ง

เราจึงต้องใช้แรงใจมหาศาลที่จะวางมือถือ ปิดคอม ปิดทีวี และผลักข้ออ้างต่างๆ นาๆ ออกจากหัวสมอง เพื่อเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าผ้าใบ

เมื่อเราเปลี่ยนชุดและพาตัวเองออกมาหน้าบ้านแล้ว ที่เหลือก็ง่ายดายและตรงไปตรงมา

ดังนั้น จะเป็นนักวิ่งได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ อาจไม่ได้วัดกันตอนที่วิ่ง แต่วัดกัน ณ วินาทีที่ตัดสินใจว่าวันนี้จะวิ่งหรือไม่วิ่ง

กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตก็เช่นกัน

กิโลแรกยากสุด

20180201_firstkm

วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ปณิธาณที่ตั้งๆ เอาไว้เป็นอย่างไรกันบ้างแล้วครับ?

ผมเดาว่ามีคนไม่น้อยที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพ อาจจะด้วยการไปฟิตเนส หรือวิ่งระยะไกลเหมือนพี่ตูน

ผมเองตั้งใจว่าปีนี้จะวิ่งมากขึ้น แต่ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาแทบไม่ได้วิ่งเลยเพราะพี่เลี้ยงผลัดกันลากลับบ้าน พอขาดคนช่วยดูแลลูก ก็เลยเหลือเวลา/แรงไม่พอที่จะออกไปวิ่ง

แต่สัปดาห์นี้กลับมาฟูลทีมแล้ว ผมก็เลยได้ไปวิ่งมาเมื่อค่ำวันนี้

ช่วง 5 นาทีแรกนี่ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เหมือนสนิมยังเกาะ ขามันหนักๆ หายใจไม่ค่อยเต็มปอด

แต่พอวิ่งไปได้ซักพัก ตัวก็เบาขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น และไม่เหนื่อยเหมือนช่วงกิโลแรก

ครับ ทั้งๆ ที่วิ่งมาไกลกว่าเดิม แต่เรากลับเหนื่อยน้อยลง

กิโลแรกมักจะเหนื่อยกว่ากิโลที่ตามมาเสมอ

ซึ่งนอกจากจะเป็นจริงเรื่องการวิ่งแล้ว ยังเป็นจริงในเรื่องอื่นๆ ด้วย

เช่นถ้าลดน้ำหนักกิโลแรกได้ กิโลที่สองจะไม่ยากเท่า

หรือถ้าเก็บเงินล้านแรกได้ ล้านที่สองจะมาเร็วกว่าล้านแรก ผมเคยอ่านเจอใครบางคนบอกว่าเก็บเงินให้ได้สิบล้านยังไม่ยากเท่าตอนเก็บเงิน 1 ล้าน

แม้กระทั่งบทความนี้ สองสามประโยคแรกผมเขียนและลบหลายทีมาก แต่มาถึงบรรทัดนี้กลับเขียนได้ฉลุยเลย

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ถ้าปณิธานของคุณกำลังสั่นคลอน บอกตัวเองว่านั่นเป็นเพราะเรายังอยู่ในช่วงกิโลแรก มันจึงยากกว่าปกติ

กัดฟันอีกสักนิดนะครับ

ผ่านกิโลแรกไปได้เมื่อไหร่ กิโลถัดไปจะง่ายขึ้นครับ