เรียนรู้ที่จะอยู่เฉยๆ

20180221_staystill

ไม่มียุคใดสมัยใดที่สนับสนุนให้คน “ทำอะไรซักอย่าง” มากเท่าสมัยนี้

เพราะสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย เราจึงไม่มีเวลา “นั่งเบื่อๆ” อีกต่อไป

ในแง่หนึ่งมันก็เพลินดี แต่อีกแง่หนึ่งนั่นแสดงว่าเราไม่มีเวลาได้ “พัก” จริงๆ เลย

ผมจึงเชื่อว่า ทักษะที่สำคัญและมีค่ามากในพ.ศ.นี้คือทักษะของการอยู่เฉยๆ

ตอนขึ้นลิฟต์ แทนที่จะหยิบมือถือขึ้นมาดู ลองอยู่เฉยๆ ดูบ้าง

ตอนมีดราม่า แทนที่จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์ ลองอยู่เฉยๆ ดูบ้าง

ตอนมีเรื่องชวนหงุดหงิด แทนที่จะบ่นขึ้นเฟซ ลองอยู่เฉยๆ ดูบ้าง

เมื่อได้เฉยๆ บ่อยๆ ขึ้น เราก็จะเริ่มมองเห็น “ช่องว่าง” ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองของเรา

แล้ววันหนึ่ง เราก็จะหลุดจากกับดักแห่งความเคยชิน

แล้ววันหนึ่ง เราก็จะตระหนักว่าไม่ต้องรู้ทุกสิ่ง และไม่ต้องวิ่งตามทุกอย่างครับ

การเดินทางจะคล่องตัวกว่านี้

20180220_lighter

ถ้าเราไม่แบกอดีตไปด้วย

“Your journey will be much lighter and easier if you don’t carry your past with you.”
-Anonymous

เพราะอดีตไม่มีอยู่จริง

มันเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในสมองเราเท่านั้น

อะไรที่เคยเกิดขึ้นและเราจำได้ (ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว) เราจะเรียกมันว่าอดีต

แต่ถ้าเคยเกิดขึ้นแล้วเราจำไม่ได้ มันก็ไม่ใช่อดีตของเราอีกต่อไป

ชีวิตบางคนเคลื่อนไปได้ช้ากว่าควรจะเป็น เพราะแบกอดีตอันเจ็บปวดไปด้วยมากมาย

เรื่องที่ควรกล้าเลยไม่กล้า เรื่องที่ควรทำเลยไม่ได้ทำ

ถ้าสัมภาระของอดีตมันหนักนัก ขอให้ระลึกได้ว่าไม่มีใครใช้ให้เราแบกมันไว้ซะหน่อย

แต่ละวันคือโอกาสที่จะเริ่มใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่

เช้าวันนี้อย่าลืมเคลียร์กระเป๋า

จะได้เดินเหินได้คล่องตัวครับ

จะเลือกทางไหนดี

20180215_whichway

มีหลายคนเคยมาถามผมว่า ตอนนี้เหมือนยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไม่แน่ใจว่าชีวิตควรจะเลือกทางไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่าทางที่กำลังจะเลือกเดินคือทางที่ถูกต้อง

ผมก็มักจะตอบไปว่า ชีวิตไม่ใช่ข้อสอบปรนัย คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

เลือกข้อ A ก็ถูกในแบบ A เลือกข้อ B ก็ถูกในแบบ B

และถ้าเลือก B แล้วเราไม่ชอบ หลายครั้งเราก็ยังกลับไปเลือก A ได้ แม้จะเสียเวลาไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วการที่ได้เรียนรู้ว่าเราไม่ชอบ B ก็น่าจะช่วยประหยัดเวลาในอนาคตได้ไม่น้อย

อีกอย่าง ผมเชื่อว่าการตัดสินใจจะถูกต้องหรือไม่ 50% ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกทางไหน แต่อีก 50% ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรหลังจากตัดสินใจไปแล้วด้วย

เพราะการตัดสินใจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่เราทำทุกวันหลังจากนั้นต่างหากที่จะเป็นตัวตัดสินว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จครับ

ถูกทุกอย่างก็ยังแพ้ได้

20180214_nomistakes

“It is possible to commit no mistakes and still lose. That is not a weakness; that is life”
-Jean-Luc Picard

ออกกำลังกาย กินดี นอนเต็มที่ ก็ยังป่วยได้อยู่ดี

ทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขาก็ยังไม่รักเราอยู่ดี

มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา แต่อาจไม่ได้โบนัสอยู่ดี

เพราะชีวิตมีปัจจัยมากมายเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ทั้งหมด

ดังนั้น ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง

เพราะแม้เราจะไม่สามารถกะเกณฑ์อะไรได้ แต่เราเพิ่มความน่าจะเป็นได้

ถ้าทำเหตุให้ดี โอกาสที่ผลจะออกมาดีย่อมสูงตาม

และแม้จะทำเหตุไว้ดีแล้ว แต่ผลไม่ได้เป็นไปตามหวัง ก็แค่หัวเราะให้กับความไม่แน่นอนของชีวิต แล้วเริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง

โลกนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย

20180213_chaos

หรือเราเองต่างหากที่สับสนวุ่นวาย

เพราะไม่มีใครอยู่ในโลกโดยปราศจากการปรุงแต่ง (ถ้าจะมีข้อยกเว้นก็คงเป็นพระอรหันต์)

ดังนั้น “โลก” ที่เราอยู่ จึงไม่ใช่โลกอย่างที่มันเป็น แต่เป็นโลกที่เราให้ความหมายกับมัน

สำหรับคนที่เสพข่าวการเมืองทุกวัน โลกย่อมเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโตที่น่ารังเกียจ

สำหรับคนที่ชอบเมาธ์เรื่องใต้เตียงดารา โลกย่อมมีกลิ่นคาวๆ และเรื่องราวดราม่า

สำหรับคนที่ชีวิตมีแต่งาน โลกก็จะเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน

ดังนั้น ถ้าไม่ชอบความรู้สึกที่ตัวเองประสบอยู่ ก็อย่าเพิ่งไปโทษโลก เพราะโลกไม่ได้ผิด

ดังคำพระท่านสอนว่า ทุกอย่างมันถูกของมันอยู่แล้ว คนเดียวที่ผิดคือเราเอง

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี

เพราะนั่นหมายความว่า เราสามารถรู้สึกดีขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องรอหรือร้องขอให้โลกเปลี่ยน

แค่ปรับมุมมองและความคาดหวังที่เรามี โลกก็น่าอยู่ขึ้นมากมายแล้ว

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด โดย คิชิมิ อิชิโร & โคะกะ ฟุมิทะเกะ