ความคิดกับการกระทำเหมือนสองฝั่งของกระดานหก

Slide7

ถ้าคิดเยอะไป ก็มักจะลงมือทำน้อยไป

ถ้าคิดน้อยไป ก็มักจะลงมือทำมากไป

และในมุมกลับ

คนทำงานที่เอาความขยัน-ความถึกเข้าแลก อาจมีความเสี่ยงที่จะคิดไม่พอเช่นกัน

พอคิดน้อยเลยต้องทำเยอะ แต่ถ้าคิดให้เยอะหน่อยว่าจะทำยังไงเพื่อให้ใช้แรงกับงานชิ้นนี้ให้น้อยที่สุด ก็อาจจะได้วิธีหรือเครื่องมือที่จะทำให้งานเสร็จได้โดยไม่ต้องเหนื่อยเกินความจำเป็น

คิดเยอะทำน้อย คิดน้อยทำเยอะ

เป็นหัวก้อยของกันและกัน เป็นสองฝั่งของกระดานหกครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ

Slide2

เป็นทักษะที่สำคัญมากในศตวรรษนี้

เพราะเรามีของล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

เคยมั้ยครับที่เราจะเข้าอีเมลเพื่อจะทำเรื่องๆ หนึ่ง แต่พอเห็นอีเมลอื่นเราก็ลืมเจตนาเดิมทันที ลงไปลุยกับงานนั้นจนกระทั่งปิดอีเมลไปแล้วต้องมานั่งคิดว่าตอนแรกเราจะเข้ามาทำอะไร

เวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวก็เหมือนกัน แทนที่จะได้สนทนากลับกลายเป็นหยิบมือถือขึ้นมาเล่นไลน์ พอคนแรกหยิบ คนที่สองก็จะหยิบตามราวกับเป็นโรคติดต่อ

เมื่อทางเดินชีวิตเต็มไปด้วยหลุมพรางที่คอยดักสติของเราให้ตกลงไป ก่อนจะทำอะไรเราจึงต้องตั้งสติให้ดีเสมอว่าเราตั้งใจจะทำอะไร และตอนนี้เรากำลังทำสิ่งที่ควรทำรึเปล่า

แค่ประคองสติไว้ได้ เราก็ได้เปรียบกว่าคนอื่นที่มัวแต่แวะข้างทางแล้วครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

วันทำงานที่กลับถึงบ้านก่อนมืด

Slide5

โดยปกติผมจะเป็นคนออกจากบ้านแต่เช้า ไม่เกิน 7 โมงก็ถึงออฟฟิศ และทำงานถึง 6 โมงครึ่ง กลับถึงบ้านประมาณทุ่มครึ่ง

วันพุธที่แล้ว ก่อนออกจากบ้าน “ปรายฝน” ลูกสาววัยสี่ขวบดันตื่นเสียก่อน งัวเงียเรียกร้องให้ผมอุ้มเดินไปมา จะไปทำงานปรายฝนก็ไม่ยอม

“ถ้าแด๊ดดี้ไปทำงานเร็ว แด๊ดดี้ก็จะได้กลับบ้านเร็วนะ” ผมพยายามโน้มน้าวปรายฝน

“กลับเร็วจริงๆ เหรอ” เสียงปรายฝนฟังดูมีความหวัง ก่อนจะพูดต่อ

“งั้นวันนี้กลับเร็วๆ นะ กลับก่อนมืดนะ แล้วพาปรายฝนไปเล่นที่สนามหญ้า”

ผมก็เลยรับปากว่าจะกลับเร็ว วันนั้นทั้งวันรู้สึกว่าทำงานได้อย่างมีสมาธิเป็นพิเศษ เพราะรู้ตัวว่า 5 โมงเย็นต้องออกแล้ว

พอห้าโมงปุ๊ป ก็ลุกปั๊ป และรีบบึ่งรถกลับบ้าน มาถึงบ้านประมาณ 5 โมง 45 ปรายฝนและใกล้รุ่ง ลูกชายวัย 2 ขวบอยู่ที่สวนหย่อมของหมู่บ้านเรียบร้อยแล้วเพราะพี่เลี้ยงพาออกมา

ผมเลยใช้เวลาอยู่ในสนามหญ้ากับเด็กๆ ราวครึ่งชั่วโมง วิ่งไล่จับ เตะบอล เล่นกับครอบครัวอื่นๆ ที่มาในวันนั้น

หลังจากนั่งทำงานหน้าจอคอมมาทั้งวัน การได้มาวิ่งเท้าเปล่าในสนามหญ้านี่มันช่างรีแลกซ์ดีแท้ มันทำให้ผมคิดได้ว่าร่างกายของมนุษย์เรานี่ไม่ได้ถูกออกแบบให้นั่งหน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมง วิถีการทำงานของเราทุกวันนี้มันขัดกับสรีระและ biology ของเรายังไงชอบกล

หกโมงกว่า ยุงเริ่มมา เลยให้พี่เลี้ยงพาเด็กๆ เข้าบ้านไปกินข้าวและอาบน้ำ ส่วนผมก็ปั่นจักรยานไปซื้อของและแวะคุยกับพ่อกับแม่ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

การกลับบ้านเร็วในวันนั้นจึงทำให้ผมได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ห่างเหินมานาน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นในสนามหญ้ากับลูกๆ หรือนั่งคุยกับพ่อแม่ตอนหัวค่ำ

ผมเชื่อว่าเกินครึ่งของคนทำงานบริษัทเอกชนในกรุงเทพน่าจะถึงบ้านค่ำเป็นส่วนใหญ่ เพราะแม้จะทำงานแบบ flexi-hours ได้ แต่คนเลือกที่จะมาสายและกลับบ้านค่ำมากกว่าที่จะมาเช้าและกลับบ้านเร็ว

ใครที่กลับบ้านค่ำเป็นอาจิณ ลองกลับบ้านเร็วดูนะครับ คุณอาจจะได้พบอีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่ได้เจอมานาน

ตัวผมเองก็ตั้งใจว่าจะกลับบ้านก่อนมืดซักสัปดาห์ละครั้งครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร

Slide1

แต่ที่เราไม่ทำเพราะมีเหตุผลมากมาย

“ไม่มีเวลา” “ไม่มีทุน” “ความรู้ไม่พอ” “ทำไม่ได้”

สารพันเหตุผลที่เราให้กับตัวเอง

และบางครั้งเราก็สับสนระหว่างเหตุผลกับข้ออ้าง

อาจารย์วิพรรธ์ ผู้ก่อตั้ง Asian University ที่ผมจบมา เคยสอนผมว่า

“People like to say it is impossible, so they don’t have to do it.”

คนชอบบอกว่าเป็นไปไม่ได้ จะได้ไม่ต้องทำ

คำถามคือเราอยากจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ถ้าไม่ได้ชอบสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ ก็ต้องหาทางเปลี่ยนรึเปล่า

ถ้าทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

ถ้าอยากให้เปลี่ยน ก็ต้องทำต่างออกไป แน่นอนว่ามันยาก แต่ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้

เราไม่ได้ขาดแคลนเวลา ทุนทรัพย์ หรือความรู้

สิ่งที่เราขาดจริงๆ คือความกล้าต่างหาก

เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร

เหลือแค่ว่าจะกล้าทำรึเปล่าเท่านั้นเอง

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

จะยอมเจ็บตอนนี้หรือจะยอมเจ็บไปตลอด

20200225b

คนไม่น้อยติดกับดักสิ่งที่ตัวเองรู้และคุ้นชิน

ธุรกิจเปลี่ยนไป บริบทเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว แต่หลายคนยังทำงานแบบเดิม

ทำงานแบบเดิมใช้เวลา 1 ชั่วโมงเสร็จ ทำงานแบบใหม่ใช้เวลา 10 นาทีเสร็จ แต่ก็ยังมีคนที่ยินดีจะทำงาน 1 ชั่วโมงเสร็จอยู่

เพราะการจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนเครื่องมือ เปลี่ยนกระบวนการนั้นมันยาก มันต้องออกแรงมากเกินไป

เมื่อรู้ว่าต้องออกแรงเยอะ จึงวิ่งหนีความเจ็บปวดด้วยการทำแบบเดิม

แต่จริงๆ แล้วเราเลี่ยงความเจ็บปวดไม่พ้นหรอก เพราะวิธีเดิมก็เจ็บปวดเหมือนกัน เพียงแต่มันเป็นความเจ็บปวดที่เราเคยชิน

ทำงานแบบเดิม เจ็บ 5 เต็ม 10

ทำงานแบบใหม่ ต้องยอมเจ็บ 10 เต็ม 10 สักพักหนึ่ง แต่หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ความเจ็บจะเหลือแค่ 1 เต็ม 10 เท่านั้น

คนที่ก้าวหน้า จะยอมเจ็บตอนนี้ เพื่อให้เส้นทางที่เหลือมันง่ายขึ้น

ส่วนคนที่อยู่กับที่ จะยอมเจ็บแบบเดิมๆ ไปตลอดครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer