โปรดอ่านสักนิด ก่อนคิดทำ MLM (ธุรกิจเครือข่าย)

20150309_MLMบทความที่ผมจะเขียนต่อไปนี้อาจได้ก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้

แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์

เพราะหลายคนคงเคยเจอ “คนรู้จัก” มาชักชวนไปทำ MLM (Multi Level Marketing)

คนที่ไม่รู้จัก MLM ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ขอยกตัวอย่าง Amway นั่นแหละครับ

ที่คนซื้อใช้ เป็นคนขายด้วย และยิ่งชวนเพื่อนมาเข้าร่วมทีมงาน (หรือดาวน์ไลน์) ได้มาก เราก็จะยิ่งได้ส่วนแบ่งจากยอดขายทีมงานเราได้มากตามไปด้วย

ผมเองเคยมีคนชวนไปทำ MLM มาไม่ต่ำกว่า 7 ครั้ง

Herbalife, Agel (2 ครั้ง), B Hip, Aimstar, Unicity (2 ครั้ง)

โดย Herbalife เคยเสียตังค์สมัครสมาชิกมาแล้ว

Agel และ B Hip เคยไปฟังเค้าพูด

ส่วน Aimstar และ Unicity เคยแค่ลองตัวสินค้าครับ

ผมเองก็ถือว่าเป็นคนที่เปิดใจพอสมควร ไม่ชอบด่วนสรุปก่อนเพราะก็ไม่อยากเสียโอกาส

แต่ขณะเดียวกันก็ระวังตัว

เรื่องเสียตังค์สี่ห้าพันผมไม่ค่อยมายด์เท่าไหร่ แต่ที่ห่วงกว่าคือเรื่องเสียเวลาและทำกรรมกับคนอื่นถ้าเกิดธุรกิจนี้มันไม่ได้ดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ

ครั้งล่าสุดผมถูกอาจารย์ระดับด๊อกเตอร์สายคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยรัฐบาลท่านหนึ่งโทร.มาชวนไปทำ Unicity ผมเลยลองมองธุรกิจ MLM นี้ในอีกมุมหนึ่งดู แล้วก็ถามคำถามบางคำถามกับอาจารย์เขาไป แต่ปรากฏว่าคำตอบที่เขาให้มายังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่ หลังๆ เลยไม่ได้รับสายเขา (ช่วงนั้นยุ่งเรื่องแต่งงานด้วย)

มาวันนี้ผมเลยคิดจะเขียนบล็อกนี้ขึ้นมา เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

แน่นอน ข้อมูลที่ผมมีอาจไม่ถูกต้อง ตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนเพราะผมก็ใช้ข้อมูลเท่าที่เข้าใจและอีกหลายๆ ส่วนก็อนุมานเอา

ดังนั้น ถ้าใครทำ Unicity อยู่จริง ก็สามารถท้วงติงหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยนะครับ ผมอยากนำเสนอข้อมูลให้ถูกต้องมากเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับคนที่คิดจะทำธุรกิจนี้ครับ

—–

หลักการของธุรกิจเครือข่าย

การทำธุรกิจเครือข่ายนั้นคือการสร้างทีมงาน โดยคนที่มาชวนเราไปเป็นทีมงานของเขา เราจะเรียกว่าอัพไลน์ (Upline) ส่วนทีมงานที่เราหามาได้ เราจะเรียกว่าดาวน์ไลน์ (Downline)

ยิ่งเราหาทีมงานได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะยอดทุกยอดที่ดาวน์ไลน์ของเราทำได้ เราก็จะได้ส่วนแบ่งด้วย

ของ Unicity จะให้แต่ละคนมีดาวน์ไลน์ในเลเวลถัดไปได้ห้าคน

และแต่ละคน ก็ควรจะไปหาดาวน์ไลน์มาอีกคนละห้าคน

หลักการก็คือ ถ้าเดือนหนึ่ง เราแค่หาดาวน์ไลน์ให้ได้แค่คนเดียว พอครบห้าเดือน เราก็จะมีดาวน์ไลน์ห้าคน

ส่วนดาวน์ไลน์คนที่เราหามา ต่างก็หาดาวน์ไลน์ของตัวเองเดือนละคนได้เช่นกัน

พอเราหาได้ครบห้าคนแล้ว เรายังสามารถหาคนเพิ่มเพื่อ “โยน” คนๆ นั้นไปให้ลูกทีมของเรา เขาจะได้มี “ขา” ครบห้าคนไวๆ

และแน่นอน Upline ของเราก็สามารถช่วยหาคนมาโยนให้เราได้เช่นกัน

เดือนแรก เราหาได้ 1 คน
เดือนที่่สอง เราหาได้ 1 คน ดาวน์ไลน์ของเราหาได้อีก 1 คน = 2
เดือนที่สาม เราหาได้ 1 คน ดาวน์ไลน์ทั้งหมดหาได้อีก 3 คน = 4
เดือนที่สี่ เราหาได้ 1 คน ดาวน์ไลน์ทั้งหมดหาได้อีก 7 คน = 8
…
1+2+4+8+…+2^(n-1)

ดังนั้น ภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน เราจะมีทีมงานหลายร้อยหรืออาจเป็นพันคน

โดยส่วนแบ่งรายได้ จะเป็นประมาณนี้ครับ (รายละเอียดยิบย่อยคงแตกต่าง เพราะแต่ละ Level ได้ส่วนแบ่งไม่เท่ากัน แถมยังมีโบนัสเสริมอีกหลายส่วน แต่ผมคิดว่ารายได้จากส่วนแบ่งของดาวน์ไลน์ คือ Passive Income ที่จะมีผลกระทบต่อเรามากที่สุด และเป็นจุดแข็งของ MLM ที่เขามักจะมานำเสนอเรา)

Click to access unicity_usa_compensation_plan.pdf

MLM4

ถ้าดูตามสูตรนี้แล้ว หมายความว่า เราแค่หาคนให้มาอยู่ใต้เราซัก 3905 คน (5+25+125+625+3125) เราก็จะมีรายได้เหยียบล้านเป็นประจำทุกเดือน (1250+6250+31250+156250+781250 = 976,250)

หรือถ้าไม่หวังเยอะ ก็หาให้ได้แค่ 5+25+125+625 = 780 คน ก็มีรายได้เดือนละ 195,000 บาทสบายๆ (1250+6250+31250+156250)

ทั้งหมดนี้เกิด จากการหาดาวน์ไลน์ให้ได้แค่เดือนละคนเท่านั้น มันจะยากซักเท่าไหร่เชียว?

ผมว่าไอ้คำถามที่ดูพื้นๆ นี่แหละที่ต้องระวัง

ผมเลยต้องหาคำตอบโดยใช้ข้อมูลที่่มีอยู่

โดยเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า ถ้าจะมีเงินซื้อสินค้าของ Unicity เดือนละ 5000 บาทเพื่อรักษายอดนั้น เราควรจะมีรายได้เท่าไหร่?

ผมก็ขอตีว่ารายได้ควรจะเดือนละ 25000 บาทขึ้นไป เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่ยั่งยืน (25,000 ซื้อ Unicity 5000 เหลือ 20,000 บาทก็เพียงพอที่จะใช้จ่ายปกติได้แบบไม่ตึงเกินไปนัก)

คำถามถัดมาคือ คนที่มีรายได้เกินเดือนละ 25000 บาทหรือปีละ 300,000 บาทในเมืองไทยมีกี่คน? (เรื่อง Go inter ไว้คุยกันทีหลังนะครับ ดูแค่ตลาดเมืองไทยก่อน)

ลองเดากันดูมั้ยครับ?

สิบล้าน? ห้าล้าน? สามล้าน?

คำตอบคือประมาณหนึ่งล้านหกแสนคนครับ

ดูตารางการเก็บภาษีปี 2556 ได้เลย

ปี 2555 คนไทย 66 ล้าน เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3.25 ล้านคน 197,881 ล้านบาท

MLM1

829,591+ 430,323 + 150,557 + 146,117 + 38,794 + 24,709 =  1,620,091 คือจำนวนคนที่สามารถทำ MLM และมี “สายป่าน” ยาวพอที่จะรอการสร้างทีมประมาณ 12-36 เดือนได้

คราวนี้ ในคน 1,620,091 คนที่มีศักยภาพทางการเงินมาทำธุรกิจ MLM แบบยืนระยะได้ จะมีคนสนใจทำ MLM ซักกี่คน?

ผมเดาว่า 10 คนน่าจะมีคนคิดจะทำจริงจังซัก 1 คน

ตอนนี้จำนวนคนลดเหลือ 162,009 แล้วนะครับ

และเพราะเรามี MLM หลายยี่ห้อมาก Amway, Aimstar, Herbalife, Agel, Giffarine, หมอเส็ง ฯลฯ ต่างก็ต้องการคนไปร่วมงานเช่นกัน

สมมติว่า Unicity มีส่วนแบ่งตลาด (ในแง่ทรัพยากรมนุษย์) 20%

นั่นแสดงว่า Unicity จะมีคนที่มีรายได้เกิน 25,000 บาทต่อเดือนและตั้งใจทำ MLM กับ Unicity ประมาณ 32,402 คน (ทั่วประเทศ)

นี่คือ target group ของเรา

ผมไม่รู้หรอกว่า Unicity ตอนนี้มีสมาชิกอยู่กี่ราย แต่ถ้าดูจากที่เขามีประชุมใหญ่ที่อิมแพ็คเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็เดาว่าน่าจะเป็นหมื่นคน

หรือจากข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนไทยที่ทำ Unicity แล้วมีรายได้เกินล้านอยู่หลายคน แสดงว่าฐานของเขาต้องใหญ่พอสมควร

สมมติว่าในหมื่นคนนั้น มีประมาณ 5000 คน เป็นคนที่อยู่ “ฐานของปีระมิด” คือเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ยังไม่มีดาวน์ไลน์ หรืออาจจะมีแค่คนสองคน

ถ้าแต่ละคนต้องการรายได้เดือนละสองแสน ก็คือต้องหาดาวน์ไลน์ให้ได้ 780 คน (5+25+125+625)

ถ้าจะให้ทุกคนที่เพิ่งเข้ามาในเกมนี้สมหวัง แสดงว่าจะต้องมีคนที่เข้ามาเป็นดาวน์ไลน์ต่อจาก 5000 คนนี้ทั้งหมด 5000 * 780 = 3,900,000 คน

คำถามคือ จะไปหา 3,900,000 คนมาจากไหน ในเมื่อคนที่เหมาะสมจะทำ Unicity มีแค่ 32,402 คนเท่านั้น

นั่นแสดงว่า โอกาสที่คุณจะมีรายได้เดือนละสองแสนนั้น เท่ากับ 32,402/3,900,000 หรือต่ำกว่า 1 ใน 100 ซะอีก

ถ้าคุณบอกว่า 32,402 คนเป็นตัวเลข target group ที่ต่ำเกินไป จะลองปรับดูก็ได้นะครับ

สมมติกวาดเอาทุกคนที่รายได้เกิน 12,500 บาทต่อเดือน และให้ Unicity ครองตลาด 50% ของ MLM ในเมืองไทย ตัวเลข target group จะตกอยู่ที่ประมาณ 160,000 คน

160,000 / 3,900,000 = หรือประมาณ 4%

นั่นคือ โอกาสที่คุณจะสำเร็จ มีรายได้สองแสนทุกเดือนเป็น passive income

ดังนั้น การประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ มันอาจจะยากกว่าแค่ “การหาดาวน์ไลน์ให้ได้เดือนละหนึ่งคน” นะครับ

ถ้าคุณมั่นใจว่าอัพไลน์ของคุณเก่งมากๆ และน่าจะเก่งกว่าทีมอื่นๆ ที่จะเป็นคู่แข่งของคุณในการหาดาวน์ไลน์ พิจารณาแล้วคุ้มที่จะเสี่ยง ก็ลองเดินหน้าดูก็ได้

แต่ไม่ว่าอัพไลน์จะเก่งแค่ไหน ก็ยังมีอีกประเด็นที่ผมยังคาใจ และยังไม่ได้รับคำตอบที่ผมพอใจ

นั่นคือ ต่อให้คุณมีรายได้ขนาดนั้นทุกเดือน แต่คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าดาวน์ไลน์ส่วนใหญ่ของคุณยังขาดทุนทุกเดือน

แล้วคุณจะมีความสงบสุขภายในจิตใจได้จริงๆ หรือ?

—–

แน่นอน สมมติฐานหลายๆ อย่างผมอาจจะผิด ซึ่งผมก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รู้จะเอาข้อมูลมาให้เพิ่มเติม

คำถามที่ผมคิดว่า ถ้ามีคนตอบได้แล้วจะเป็นประโยชน์ก็คือ

1. ตอนนี้มีสมาชิก Unicity ในเมืองไทยทั้งหมดเท่าไหร่
2. สมาชิกที่มีรายได้เป็น passive income เกิน 1 ล้านบาททุกเดือนมีกี่คน
3. เกิน 1 แสนบาทมีกี่คน
4. ต่ำกว่า 5000 บาท มีกี่คน
5. ยอดขายในเมืองไทยแต่ละเดือนมีเท่าไหร่
6. ยอดขายที่ไม่ได้ขายให้สมาชิกมีมูลค่าเท่าไหร่
7. คุณมีอัพไลน์และดาวน์ไลน์เป็นชาวต่างชาติกี่คน ชาติไหนบ้าง

ข้อ 6 นี่ผมถือว่าเป็น game changer เพราะถ้ามี “คนนอก” ซื้อ Unicity เยอะๆ แสดงว่ามี demand สำหรับ Unicity จริงๆ ไม่ใช่ demand ที่เกิดจากการรักษายอด ซึ่งก็ย่อมเป็นไปได้ว่าธุรกิจนี้สามารถสร้างผลกำไรให้กับ distributors ทุกคนได้

แต่ถ้ายอดขาย Unicity ที่ไม่ใช่สมาชิกซื้อเองนั้นต่ำมาก แสดงว่ากำลังเข้าข่าย “อัฐยายซื้อขนมยาย” ถ้ามีคนได้เงินเยอะ ก็ย่อมต้องมีคนเสียเงินเช่นกัน

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ส่วนฐานของปีระมิด จะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายอยู่เรื่อยๆ เพราะไม่สามารถหาคนที่มีรายได้เพียงพอและมีศักยภาพที่จะอยู่ในธุรกิจนี้นานพอที่จะทำกำไรได้

ส่วนข้อ 7 ก็อาจจะช่วยขยายขนาดของ target group ได้ แต่ผมว่ายาก

เพราะฝรั่งที่จะอยากมาเป็น downline คนไทยคงไม่มาก ส่วนจะให้ชาติเพื่อนบ้านมาเป็นดาวน์ไลน์ เขาก็มีรายได้ต่ำกว่าเราเสียอีก ไหนจะความยุ่งยากเรื่องการชวนมาประชุมหรือโค้ชชิ่งอีก

และถ้าทีมไหนหาดาวน์ไลน์ชาวต่างชาติได้ เค้าก็คงไม่ใจดีมาแบ่งให้เรา

บางคนอาจจะรู้สึกว่าเรื่องมากจัง ถามนั่นถามนี่อยู่ได้

แต่ถ้าอัพไลน์ที่มาชวนเรายังตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ คุณคิดว่าเขาจะช่วยให้คุณเป็นหนึ่งใน 4% นั่นได้รึเปล่า?

ใครอยากจะลองเอาตัวเลขไปเล่นดูก็ลองไปก็อปข้อมูลได้จาก Google Sheets อันนี้นะครับ

http://bit.ly/1AYGcf7

ช่องสีเหลืองคือใส่สูตรเอาไว้ครับ แก้แค่ช่องสีขาวก็พอ

ขอย้ำอีกครั้งว่าที่เขียนครั้งนี้ ไม่ได้เจตนาที่จะโจมตี Unicity หรือ MLM เจ้าไหน แต่อยากเสนอมุมมองและคำถามคาใจ ซึ่งถ้ามีคนรู้จริงมาตอบ ก็จะมาอัพเดตไว้ให้ในโพสต์นี้นะครับ ด้วยหวังว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมครับ

=====

*** UPDATE 23 มิถุนายน 58
เจอข้อมูลที่น่าสนใจครับสืบเนื่องมาจากกระทู้นี้ในพันทิป

http://pantip.com/topic/33706057

แต่เจ้าของกระทู้ลบความเห็นไปหมดแล้ว เลยต้องไปดึงจากอีกที่นึงมาแทน

http://www.topicpub.com/topic/33706057

Keywords อยู่ตรงนี้ครับ

ข้อเท็จจริงคือ บริษัทนี้มีคนที่มีรายได้หลักล้านมากกว่า 20 คน หลักแสนมากกว่า 200 คน หลักหมื่นไม่นับเพราะหลายพัน

ธุรกิจนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เพราะจำนวนสมาชิกราวสองแสนคน(ใบสมัคร) แต่ Active จริงไม่น่าเกินสองหมื่น เทียบกับจำนวนคนไทยในวัยทำงานมากกว่า 50 ล้านคน ก็นับว่าตลาดยังใหญ่มาก

ซึ่งทำให้ผมมีคำตอบสำหรับสามข้อนี้
1. ตอนนี้มีสมาชิก Unicity ในเมืองไทยทั้งหมดเท่าไหร่
200,000 คน แต่ Active players คือ 20,000 คน แสดงว่าทุกๆ สิบคนที่เข้ามาชิมลางการทำธุรกิจนี้ จะมีแค่หนึ่งคนที่เอาจริงเอาจัง

2. สมาชิกที่มีรายได้เป็น passive income เกิน 1 ล้านบาททุกเดือนมีกี่คน
ตอบ: 20 คน หรือหนึ่งในพันสำหรับ active players และ หนึ่งในหมื่นสำหรับ players ทั้งหมด

3. เกิน 1 แสนบาทมีกี่คน
ตอบ: 200 คน หรือ 1% ของ active players ทั้งหมด

UPDATE: 4 JAN 2018 พอดีไปเจอคนแชร์ใน  Facebook เลยขอเอามาแปะเอาไว้ครับ

26165899_1754971121251467_1735004089527047651_n

มันเป็นฟีลลิ่ง!

20150308_FeelRight

ถ้ามันรู้สึกว่า “ไม่ใช่ละ” ก็อย่าไปทำ และนี่คือแนะนำที่่ฉันอยากให้เธอจำไว้
และเพื่อนเอ๋ย แค่ทำตามคำแนะนำนี้เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอจะช่วยป้องกันเรื่องปวดหัวให้เธอได้นับไม่ถ้วนแล้ว
– โอปราห์ วินฟรี่ย์

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ผมโพสต์คำคมของพระไพศาลว่า “คิดเก่ง…ไม่คิด เก่งกว่า”

พี่ทศที่เคยทำงานด้วยกันก็เลยมาคอมเม้นท์ว่า “Don’t Think. Feel.”

จะว่าไป ผมเองก็เป็นคนที่ตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างด้วยการ Feel เหมือนกัน

ขั้นตอนในการตัดสินใจของผมแบ่งออกได้เป็นสามขั้นตอน

1. เก็บข้อมูลของแต่ละทางเลือก
2. ดูว่าจุดที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดของแต่ละทางเลือกคืออะไร
3. วางข้อมูลลง และเลือกอันที่คิดว่า “ใช่”

บางคนติดกับอยู่กับข้อ 1 ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่จริงๆ ลึกๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรามีข้อมูลเยอะเพียงพออยู่แล้ว

ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า Analysis Paralysis หรืออาการเป็น “อัมพาต” จากการ “วิเคราะห์” มากเกินเหตุ

ไม่ใช่อัมพาตทางร่างกายนะครับ แต่หมายถึงการอัมพาตทางการกระทำ

คิดเยอะเกินจนไปต่อไม่ถูก

ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราต้องระวัง

เพราะการไม่ตัดสินใจเลือก หรือเลือกช้าเพราะมัวแต่วิเคราะห์ อาจจะเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุดก็ได้

ผมว่าคนไทยเราดี เพราะเป็นคนขี้เกียจ

เราจึงมักมีประโยค “ขี้เกียจคิดละ” อยู่บ่อยๆ

เมื่อเราคิดเยอะพอแล้ว ก็ต้องขี้เกียจคิดบ้าง

และลุยไปเลย!

คิดเก่ง

20150307

คิดเก่ง
ไม่คิด เก่งกว่า
พระไพศาล วิสาโล

จำได้ว่าประโยคนี้เคยอ่านเจอในฟีดของเพื่อนชื่อ “อู๊ดด้า”

คนเราจะเจริญได้ก็ด้วยความคิด

คิดดี เพื่อทำดี
คิดสร้างสร้างสรรค์ เพื่อหาลู่ทางใหม่ๆ
คิดรอบคอบ เพื่อที่จะทำอะไรให้รัดกุม
คิดแง่บวก เพื่อให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต

และคนเราก็มักจะ “ฆ่า” ตัวเองด้วยความคิดเช่นกัน

คิดว่าแฟนไปมีกิ๊ก
คิดว่าคนอื่นมองเราไม่ดี
คิดว่าหัวหน้าลำเอียง
คิดว่าคนอื่นคิดไม่ถูก

ที่สำคัญ เวลาเราคิดอะไรลบๆ เรามักจะหยุดมันไม่ได้เสียด้วย มันจะคอยวนเวียนกลับมาในหัวเราตลอด

คำถามคือ แล้วเราจะหยุดคิดได้ยังไง

คำตอบคือ หยุดไม่ได้ครับ เพราะความคิดไม่ใช่ตัวเรา

วิธีเดียวที่จะช่วยให้เราไม่โดนโจมตีกับความคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป ก็คือการรู้ตัวว่ากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่นเอง

ไม่ต้องไปทะเลาะหรือรังเกียจนมัน แค่ดูมันเฉยๆ แล้วคอยดูมันไปว่ามันจะคิดไปได้นานแค่ไหน

แล้วสักพักมันก็จะหยุดไปเอง

เหมือนกับทุกๆ ความคิดที่คุณเคยมีนั่นแหละครับ

Pic & Pause: Pride will make you strong, but not happy

20150306_PicPause_UseHeartNotHead

ผมเคยอ่านเจอซักที่นึงว่าดร.ประเวศ วะสี มักจะให้คำอวยพรแก่คู่บ่าวสาวในงานแต่งงานว่า “เวลาทะเลาะกัน อย่าใช้เหตุผล”

ซึ่งคงขัดกับ common sense ของหลายๆ คนว่า แล้วจะให้ใช้อารมณ์หรือไง

แต่อาจารย์ประเวศก็ขยายความว่า การใช้เหตุผล หรือใช้หัวสมองนั้น คือการงัดเอาตรรกะหรือหลักฐานมาต่อสู้กัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว อาจจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมา

แต่ถ้าเราคุยกันโดยใช้หัวใจ ใช้ความรักที่เรามีให้กัน การคุยกันจะง่ายขึ้น

เพราะมันไม่ใช่เรื่องของหัวสมองอีกต่อไป

แต่เป็นเรื่องของหัวใจสองดวงที่พร้อมจะโอบกอดกัน

—–

Photo Credit: Karan Bansal on Quora

สองเอสที่ควรจำไว้เสมอ

20150305_2S

เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว บริษัทผมจัดเทรนนิ่งเรื่อง Emotional Intelligence หรือ EQ นั่นเอง

คนสอนเป็นชาวสิงคโปร์ชื่อ Dr.Leonard Yong ครับ

เรื่องที่เขาสอนนั้นผมเก็บเข้ากรุไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ที่พอนึกออกมีแค่สามเรื่อง

1. เรื่องอาหารทะเล
2. เรื่องการติดกับดักทางความคิด
3. เรื่องสองเอสในชีวิตคนเรา

เรื่องแรก ลีโอนาร์ดบอกว่า ควรจะหลีกเลี่ยงสัตว์ทะเลที่มีกระดองทั้งหลาย เพราะไม่ดีต่อสุขภาพแถมยังสกปรกเพราะหาอยู่หากินในก้นทะเล

เขาเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าพวก กุ้ง กั้ง หอย ปู พวกนี้มันคือ sea cockroach หรือ แมลงสาบทะเลดีๆ นี่เอง

ก็ฟังดูมีเหตุผลครับ ตอนนี้ผมก็ยังกินอยู่ดี เพียงแต่ไม่ค่อยบ่อยเพราะมันแพง

เรื่องที่สอง เรื่องการติดกับดักทางความคิดนั้น ผมขอเก็บไว้เล่าวันหลังนะครับ

มาเข้าเรื่องที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักของวันนี้ดีกว่า

เขาบอกว่าคนเราทุกคนต้องการจริงๆ แค่สองอย่างเท่านั้น:

  • Security
  • Significance

ทุกคนอยากรู้สึกปลอดภัย และทุกคนอยากรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ

เราสามารถใช้แค่สองเอสนี้มาทำความเข้าใจและอธิบายเรื่องต่างๆ ในชีวิตเราได้ดีทีเดียว เช่น

–ชีวิตทำงาน–
เราทำงานเพื่อจะมีรายได้
เรามีเงินเพื่อที่ได้ซื้อปัจจัยสี่และสิ่งอื่นๆ ที่เราต้องการ
การมีปัจจัยสี่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย (security)
ส่วนคนที่เอาไปเงินไปทำสิ่งอื่นที่เกินจากปัจจัยสี่ ก็เพราะมันทำให้เรารู้สึกสำคัญหรือมีความหมาย (เช่นไปซื้อของแบรนด์เนม หรือนำเงินไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส)

ในขณะเดียวกัน การทำงานไม่ได้ให้แค่เงินเท่านั้น
แต่ให้โอกาสเราได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ได้ใช้ความสามารถที่เรามี และได้พัฒนาตัวเอง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตอบโจทย์เรื่อง Significance

ในฐานะเจ้านาย ถ้าอยากให้ลูกน้องอยู่กับเรานานๆ ก็ต้องช่วยให้เขาได้รับทั้ง Security และ Significance

อาจจะเป็นการให้กำลังใจ หรือให้ข้อมูลเวลาที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ (Security) หรือจะเป็นการชมเชยเวลาที่เขาทำงานได้ดี (Significance)

–ชีวิตคู่–
การแต่งงานกัน นอกจากจะเป็นเรื่องของความรักแล้ว ยังเป็นเรื่อง Security อีกด้วย

จริงๆ แล้วการแต่งงานในสมัยก่อน ใช้เหตุผลเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่าความรู้สึกทางจิตใจด้วยซ้ำไป

เวลาชีวิตคู่มีปัญหา ก็มักเป็นเพราะว่าเราไม่ตอบโจทย์ security หรือ significance ของอีกฝ่าย

ถ้าเราเป็นฝ่ายชาย ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีความก้าวหน้า ผู้หญิงก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนๆ นี้ได้มั้ย

หรือถ้าเราไปมีเล็กมีน้อยกับคนนั้นคนนี้ ย่อมทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นธรรมดา

หรือถ้าผู้ชายไม่เคยชม ไม่เคยโทร.หาผู้หญิง หรือลืมวันสำคัญๆ ผู้หญิงก็ย่อมรู้สึกขาด significance

ในทางกลับกัน ถ้าผู้หญิงไม่ช่วยดูแลบ้านช่องหรือเอาใจสามีบ้าง ความรู้สึกเรื่อง security และ significance ของผู้ชายก็ย่อมถูกกระเทือนเช่นกัน

–– ชีวิตธรรม —

เราสวดมนต์ ไหว้พระ เพราะเชื่อว่าท่านจะคุ้มครองเราให้รอดพ้นจากอันตราย ซึ่งก็ตอบโจทย์ด้าน Security

บางคนก็มุ่งไปไกลกว่านั้น คือทำบุญเป็นอาจิณและรักษาศีลเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า ชาติหน้าจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี

หรือบางคนอาจจะหวังมากขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการฝึกวิปัสสนา และถ้าปัจจัยทุกอย่างเกื้อหนุนจนได้เป็นพระโสดาบัน ก็ถือเป็นการปิดประตูอบายภูมิ ไม่มีวันไปเกิดในภพที่ต่ำกว่าภพมนุษย์ได้อีก นี่ก็นับเป็นเรื่อง security อีกเช่นกัน

ถ้ามองในแง่ Significance การปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้มรรคผลหรือดำเนินตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้านั้น ก็คือการเชื่อมั่นว่าชีวิตของเรามีเป้าหมายมากกว่าการก้าวหน้าแค่ทางกายภาพอย่างเดียว

—–

ถ้าเรามอบ security & significance ให้ใคร ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะมอบสิ่งดีๆ กลับมาให้เราด้วยเช่นกัน

ลองดูนะครับ ผมว่าเราสามารถเอาคอนเซ็ปต์สองเอสนี่นำไปใช้ได้กับเกือบทุกสถานการณ์เลยล่ะ

ได้ผลยังไงอย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ