ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 2

อย่างที่เกริ่นไปในตอนที่แล้วว่า ช่วงนี้ผมกำลังเดินทางในยุโรป ทำให้พิมพ์บทความได้ทางมือถือเท่านั้น จึงต้องขอเขียนให้สั้นลง โดยนำเรื่องราวน่าสนใจที่ได้พบเห็นในการเดินทางครั้งนี้มาเล่าให้ฟังวันละ 5 เรื่องนะครับ

วันนี้ขอเล่าเรื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ครับ

1.ไม่ต้องกรอกใบคนเข้าเมือง
ตอนจะลงจากเครื่องแฟนผมก็ทักว่า ทำไมเขาไม่เห็นแจกใบอะไรให้กรอกเลย เราก็เลยตั้งสมมติฐานกันว่า ที่นี่คงไม่ต้องกรอกมั้ง

แล้วก็เป็นความจริง ตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เราแค่ยื่นพาสปอร์ตให้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามนิดหน่อยว่ามาเที่ยวกี่วัน จะไปประเทศอะไรบ้าง ก็เรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกสำหรับผมที่ไม่ต้องกรอกใบคนเข้าเมืองเวลาเดินทางไปต่างถิ่น ซึ่งจะว่าไปการกรอกใบพวกนี้ก็เป็นเรื่องไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพราะในพาสปอร์ตก็น่าจะมีข้อมูลการเดินทางอยู่แล้วว่าขึ้นสายการบินอะไร บินมาจากไหน

แถมกระดาษที่เรากรอกๆ ไป วันหนึ่งๆ สนามบินต้องรับไว้วันละเป็นพันเป็นหมื่นใบ น่าจะจัดเก็บลำบากและใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยจะได้ด้วย

2. พูดได้สองภาษาอย่านึกว่าเท่ห์
ที่ประเทศไทย ใครพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ หน่อยจะดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันที  แต่คนสวิสนี่เขาพูดได้อย่างน้อยสามภาษานะครับ เพราะประเทศของเขามีภาษาราชการคือเยอรมัน ฝรั่งเศส และ อิตาลี  แถมเยอรมันก็มีแยกเป็น Swiss German กับ High German อีก (อารมณ์คล้ายๆ จีนแต้จิ๋วกับจีนกลาง) เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ของที่นี่จะพูดสามสี่ภาษาได้หน้าตาเฉย เช่นถ้าอยู่ในซูริค (ซึ่งใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาทางการ) ก็จะพูดสวิสเยอรมัน เยอรมัน ฝรั่งเศส และ อังกฤษได้ แม้สำเนียงจะไม่เป๊ะ แต่ก็สื่อสารได้สบายๆ

และด้วยความหลากหลายทางภาษานี่เอง ป้ายส่วนใหญ่จะต้องมีอย่างน้อยสามภาษา

image

3. ตั๋วรถไฟราคาเป็นแสน
มาเที่ยวที่นี่ ผมซื้อ  Swiss Rail Pass แบบใช้ได้สามวัน ราคา 210 Francs ( เจ็ดพันบาท) เที่ยวได้ทั่วสวิส ส่วนคนพื้นที่ไม่มีสิทธิ์ซื้อตั๋วพวกนี้ (คล้ายกับคนญี่ปุ่นที่ไม่มีสิทธิ์ซื้อ JR Pass) แต่สามารถซื้อตั๋วรายปีเพื่อใช้เดินทางในเขตใดเขตหนึ่งได้ อย่างเพื่อนผมซื้อไว้เดินทางในพื้นที่ซูริคและละแวกใกล้เคียง ค่าตั๋ว 5000 francs หรือ 170,000 บาท!

4. เด็กอนุบาลต้องเดินไปโรงเรียนเอง
เพื่อนผมชื่อมิกิมีลูกสาวสองคน คนโตสี่ขวบครึ่ง คนเล็กสองขวบครึ่ง  ตอนนี้คนโตเรียนโรงเรียนอนุบาลแล้ว และเดินไปโรงเรียนเอง (ใช้เวลาเดินประมาณเสิบห้านาที) โดยทางคุณครูที่โรงเรียนขอร้องพ่อแม่ว่าไม่ต้องมาส่ง เพราะอยากให้เด็กฝึกการมีชีวิตโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร (independent)

ผมรู้ว่าเมืองไทยคงทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเราไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น ขนาดเด็กมัธยมพ่อแม่ยังขับรถมาส่งถึงประตูโรงเรียนเลย

บางคนอาจจะถามว่า อ้าว แล้วถ้าบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียน จะให้เดินทางมาเองได้ยังไง

ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาเพราะ…

5. เด็กต้องเรียนโรงเรียนใกล้บ้านเท่านั้น
ถ้าบ้านของคุณอยู่ในเขตนี้ รัฐบาลจะไม่อนุญาตให้คุณส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่อื่น ที่สวิสนักเรียนส่วนใหญ่จะเรียนโรงเรียนรัฐบาลเพราะคุณภาพของเขาดีได้มาตรฐานเหมือนกันหมด จะมีเฉพาะเด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อนเท่านั้นที่ต้องไปเรียนโรงเรียนเอกชน

อ้อแล้วที่นี่ชั้นอนุบาลกับประถมเรียนฟรีนะครับ ส่วนชั้นมัธยมก็เทอมละ 600 francs หรือสองหมื่นนิดๆ ครับ ถือว่าไม่แพงเลย เพราะตอนผมมาฝึกงานที่สวิสเมื่อปี 2001 ก็ได้เงินเดือน 2500 francs เข้าไปแล้ว นี่ขนาดแค่เด็กฝึกงานนะ

—–

พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องสวิสให้ฟังเพิ่มนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 1

ผมมาเที่ยวยุโรปได้สี่วันแล้ว อีกเกือบสองสัปดาห์ถึงจะกลับ ช่วงนี้เลยต้องขอเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาการเขียนชั่วคราวเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตตอนนี้นะครับ

เวลาเราไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ เรามักจะเจออะไรแปลกใหม่และอยากเอากลับมาเล่าให้คนที่บ้านฟัง

ผมเลยตั้งใจจะหยิบสิ่งใหม่ๆ หรือน่าสนใจมาเล่าให้ฟังวันละ 5 เรื่องนะครับ หากจะดูสัพเพเหระไปหน่อยก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ครับ

วันแรกผมขอพูดถึงสนามบินดูไบครับ

1. สนามบินดูไบใหญ่มาก
มาเที่ยวคราวนี้ผมนั่งสายการบินอาหรับเอมิเรตส์ครับ

จากกรุงเทพ ผมต้องมาลงที่สนามบินดูไบตอนตีสี่ครึ่งเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปซูริค

ผมไม่รู้หรอกว่าสนามบินเค้ามีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่ความรู้สึกที่ได้คือมันอลังการมาก
แค่ลิฟต์แก้วก็จุคนได้ไม่ต่ำกว่า 50 คน มองออกไปนอกลิฟต์ก็เห็นน้ำตกใหญ่ๆ อารมณ์คล้ายๆ กับเวเนเซียของมาเก๊าเลย

2. สนามบินดูไบยุ่งมาก
เวลาตีสี่ครึ่ง แต่คนเดินในสนามบินอย่างกับห้าง Em Quartier เปิดวันแรก (ผมไม่ได้ไปหรอกนะครับ ฟังเค้าเล่ามา) มีคนทุกชาติพันธุ์ แต่ที่เยอะๆ ก็คือจีน ฝรั่ง แขก
สนามบินนี้มีร้านรวงเยอะที่สุดในบรรดาสนามบินที่ผมเคยไปมาทั้งหมด

สินค้าที่ผมประทับใจที่สุดคือมือถือครับ

ยี่ห้อของมันคือ Vertu น่าจะมาจากอังกฤษ

ราคาก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่ซื้อรถได้หนึ่งคัน!

3. พนักงานไม่มีคนแขกเลย
เคยได้ยินมานานแล้วว่า เพราะประเทศเขารวยมาก ชาวอาหรับที่นี่เลยไม่ทำงาน “พื้นๆ” อย่างพนักงานขายของหรือพนักงานทำความสะอาด แต่จะใช้บริการชาวต่างชาติ มาทำให้ เท่าที่ผมดู คนดูแลห้องน้ำเป็นชาวฟิลิปปินส์กับอเมริกาใต้ ส่วนพนักงานขายหญิงก็หน้าตาออกแนวรัสเซีย ไม่มีคนแขกทำงานให้เห็นเลย

4. ห้องน้ำที่นี่หรูหราไฮโซ
นอกจากเมืองไทย ก็เพิ่งเคยเจอห้องน้ำสนามบินที่เขามีที่ฉีดก้น แถมภาชนะต่างๆ ยังสีทอง สอดคล้องกับกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง

5. มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สุวรรณภูมิควรพิจารณา

ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นเด็ก เก้าอี้คล้ายๆ เก้าอี้ตากอากาศเพื่อการนอนอย่างเป็นสุข และจุดชาร์จไฟโทรศัพท์ที่ทำไว้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ขอแถมอีกซักเรื่องแล้วกัน

ระหว่างเดินไปเกทที่จะขึ้นเครื่อง ผมก็เจอหญิงสาววัยรุ่นคนนึง ผอมขาวและตัวสูงเลยทีเดียว ดูน่าจะเป็นคนไทยด้วย  เดินอยู่กับผู้ชายวัยห้าสิบหกสิบ เดาว่าน่าจะเป็นคุณพ่อ ซักแป๊บน้องเค้าก็เดินไปหาผู้หญิงที่น่าจะเป็นคุณแม่

คุณแม่นี่แหละที่น่าสนใจ

เพราะเป็นอดีตนักการเมืองระดับประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง

ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงมาเปลี่ยนเครื่องเหมือนกัน แต่แฟนผมก็ทักว่า มาหาคนแถวนี้รึเปล่า

อืม…น่าคิด

ไว้พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องที่น่าสนใจจากสวิสเซอร์แลนด์นะครับ

image

image

image

image

สวดมนต์ให้คนบาป

20150507_PrayForSatan

But who prays for Satan? Who, in eighteen centuries, has had the common humanity to pray for the one sinner that needed it most?

แต่มีใครบ้างที่สวดมนต์ให้ซาตาน? ในสิบแปดศตวรรษที่ผ่านมา มีใครซักคนมั้ยที่มีมนุษยธรรมพอที่จะสวดมนต์ให้กับคนบาปที่ต้องการบุญมากกว่าใครๆ?
– Mark Twain

—–

มีใครมั้ยครับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณมานาน?

คนที่เจอกันทีไรก็ต้องมีอันได้กระทบกระทั่งกัน ทั้งๆ ที่คุณเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใคร

เขาเองก็คงรู้สึกอย่างนั้นกับคุณเหมือนกัน

ต่างฝ่ายต่างมองว่าตัวเองเองเป็นคนดี ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนเลว

ถ้าเราคิดถึงหน้า “คู่ปรับ” ของเราทีไร แล้วเราไม่สบายใจ นั่นเป็นเพราะเรามีความคิดลบๆ กับเขานั่นเอง

วิธีที่อาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้ คือสวดมนต์หรืออุทิศบุญกุศลให้กับเขาคนนั้น ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีอย่างแท้จริง

ถ้าเราคิดซะว่า โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ การแผ่เมตตาให้กับคู่อริของเราก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็ได้

—–

ป.ล. จริงๆ เราน่าจะทำการทดลองดูนะครับว่า ถ้าให้พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือผู้นำศาสนาคริสต์-อิสลามที่เปี่ยมด้วยเมตตา มาช่วยกันสวดมนต์ภาวนาและส่งพลังงานดีๆ ให้กับ “ตัวร้าย” อย่างผู้นำทางการเมืองบางคน สถานการณ์เมืองไทยจะดีขึ้นรึเปล่า

สิ่งที่ควรทำเมื่อเหงา

20150506_Lonely

“The time you feel lonely is the time you most need to be by yourself.”

“เวลาที่คุณเหงาคือเวลาที่คุณจำเป็นต้องอยู่กับตัวเองมากที่สุด”

– Douglas Coupland

—–

ผมลองนึกย้อนไปถึงประสบการณ์ที่ “เหงาที่สุดในชีวิต”

ปรากฎว่าไม่ใช่ตอนที่ผมอยู่บ้านคนเดียว หรือเที่ยวคนเดียว

แต่เป็นตอนอยู่ในงานปาร์ตี้ครับ!

18 ปีที่แล้ว (ทำไมนานอย่างนี้ฟระ) ผมยังเรียนอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์

ที่นิวซีแลนด์เขาจะมีปาร์ตี้กันทุกคืนวันเสาร์

แต่เขาไม่ได้ไปจัดตามร้านอาหารหรือในผับครับ เพราะมันเปลือง แถมเมือง Temuka ที่ผมอยู่ (ประชากรสี่พันกว่าคน) ก็มีผับอยู่แค่ผับเดียวเท่านั้น

วิธีการจัดปาร์ตี้ที่นิยมกัน คือใครซักคนอาสาเป็น Host ให้

ใครเป็น Host คนนั้นก็ต้องเปิดบ้านให้เพื่อนๆ เข้าไปถล่ม!

เจ้าของแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะทุกคนจะขนเบียร์กันมาเอง อย่างมากก็อาจจะซื้อขนมเตรียมไว้นิดหน่อย

แถมปาร์ตี้ที่นั่นเขาก็ไม่ได้เชิญเฉพาะเพื่อนสนิท แต่เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ก็ยังชวนกันมา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกินกว่าครึ่งของคนที่ไปปาร์ตี้ที่นั่นจะเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อนในชีวิต

ตอนนั้นมีเพื่อนคนนึงชวนไปงานปาร์ตี้ ผมก็ลังเลนิดหน่อยเพราะต้นสัปดา์จะมีสอบ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไป

พอไปถึงแล้วเพื่อนฝรั่งคนที่ชวนเรามาเขาก็แค่ทักเรานิดหน่อยแล้วก็ไปสรวลเสเฮฮากับเพื่อนของเขาซึ่งผมไม่รู้จัก ผมเองก็ได้แต่ถือเบียร์หนึ่งกระป๋อง แกร่วไปแกร่วมา เจอใครที่เขารู้จักเราอยู่บ้างเขาก็ทักเราสองสามประโยคแล้วเขาก็ผละจากเราไป

—–
(คำอธิบายประกอบ)

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากฝรั่งคือ เค้าหัวเราะคนละเรื่องกับเรา

สิ่งที่เค้าคุยๆ กันแล้วขำจนแทบลงไปกองกับพื้น ผมได้แต่หัวเราะเหะๆ แล้วคิดในใจว่ามันขำขนาดนั้นเลยเหรอ (วะ)

โอเค อาจจะเป็นกำแพงทางด้านภาษาก็ได้ แต่ตอนนั้นผมก็อยู่มาเกือบสามปีแล้ว คิดว่าเข้าใจ 90% ของสิ่งที่เค้าพูดนะ

ผิดกับคนเอเชียอย่างฮ่องกงหรือญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าเขา “เก็ท” มุขเดียวกับเรา

เวลาคุยกับเพื่อนนักเรียนชาวเอเชียเลยรู้สึกสนิทใจมากกว่าเพราะเรากับเขาหัวเราะเรื่องเดียวกันได้

—–

(ตัดกลับมาที่งานปาร์ตี้)

เมื่อผมเองไม่สามารถเข้ากลุ่มไหนหรือยืนคุยกับใครได้นานๆ อารมณ์ “เหงา” ก็เริ่มเข้ามาครอบคลุม

ซักพัก Creep – หนึ่งในเพลงโปรดของผมก็ลอยเข้ามาในหัว

But I’m a creep. I’m a weirdo. What the hell am I doing here. I don’t belong here.

ตอนนั้นผมจำได้เลยว่าผมคิดถึงพ่อ แม่ และน้องชาย

พ่อกับแม่ทำงานหาเงินส่งเรามาเรียน ส่วนน้องชายที่อยู่เมืองไทยก็คงกำลังตั้งใจเรียนหนังสืออยู่เช่นกัน

ผมเลยรู้สึกละอายที่มาทำอะไม่รู้อยู่ในปาร์ตี้นี้ เลยตัดสินใจเดินกลับบ้านคนเดียว และถ้าจำไม่ผิดผมกลับถึงห้องแล้วก็อ่านหนังสือวิชาที่จะต้องสอบสัปดาห์ถัดไปเพื่อบรรเทาความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นมา

—–

“The time you feel lonely is the time you most need to be by yourself.”

ทำไมคนเราถึงควรอยู่คนเดียวเวลาเหงา

เพราะความเหงาเกิดจากความคิด

และถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ “ไม่ได้ดั่งใจ” เหมือนอย่างที่ผมเจอในงานปาร์ตี้ เราก็จะยิ่งคิดมาก

เวลาอยู่กับคนอื่น เราย่อมมีความคาดหวังว่าเขาจะคุยกับเรา แต่ในเมื่อเราไม่สามารถบังคับกะเกณฑ์คนอื่นได้ โอกาสผิดหวังจึงมีสูง

แต่ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว เราย่อมไม่มีความคาดหวังว่าจะต้องมีใครมาคุยด้วย

เมื่อไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง และใจเราก็มีความสงบมากขึ้น

เมื่อสงบ ความคิดลบๆ ก็จะน้อยลง มีเวลาสำรวจใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น

แล้วความเหงาก็จะจางไปครับ

เงิน-ความสุข-คุณค่า

20150504_Thanonchai

“…สำหรับผมแล้ว ผลประโยชน์และเงิน มันเป็นคนละเรื่องกับความสุข และมันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่า

โลกไม่เคยจดจำนายโนเบลในฐานะมนุษย์ที่รวยที่สุด แต่โลกจดจำเขาในฐานะที่เป็นคนที่นำเงินทั้งหมดมาทำประโยชน์และสนับสนุนคนดีในการทำสิ่งที่มีคุณค่า

โลกนี้ไม่เคยจดจำคนรวย คนที่คิดถึงตัวเอง คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง

คุณค่าของมักกะสันจะเกิดขึ้นสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้ทำให้มนุษย์อย่างเรา มีความรู้ มีความคิด มีปัญญา อันนำไปสู่การทำให้เรากลายเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า

อย่างที่เรารู้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในพระราชวัง ห้องประชุม หรือศูนย์การค้า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ท่ามกลางความเป็นจริง ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ ท่ามกลางอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะแท้จริงแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ

แปลกที่ ณ วันนี้ ธรรมชาติกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะคิดถึง ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีลมหายใจ มีชีวิต มีความคิด มีปัญญา…”

– ธนญชัย ศรศรีวิชัย

—–
คนทั่วไปอาจไม่รู้จักคนชื่อธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า

แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเคย “เสพ” ผลงานของเขาแทบทุกคน

นิตยสาร a day เคยนำภาพพี่ต่อ ขึ้นปก ในฐานะ “ผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับ 1 ของโลก”

เพราะงานของเขาไปคว้ารางวัล Cannes Lion ที่เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของนักโฆษณามาแล้วนับไม่ถ้วน (แต่เขาไม่เคยเดินทางไปรับรางวัลนะครับ)

ผลงานโฆษณาที่เรารู้จักกันดีก็อย่างโฆษณาสุดซึ้งของไทยประกันชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปู่ชิว แม่ต้อย หรือเรื่อง ลูกสาว

หรือโฆษณาของ สสส. จน เครียด กินเหล้า ก็เป็นฝีมือของคนๆ นี้

ผมไปอ่านเจอบทความข้างบนของพี่ต่อ ผ่าน Facebook ของเพื่อนที่ชื่อยุ้ย ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ฟีโนมีน่า

มันเป็นถ้อยแถลงถึง “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจน่าจะเป็นผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย) ว่าเราจะใช้พื้นที่ 500 ไร่บริเวณรอบๆ สถานีแอร์พอร์ตลิงค์มักกะสันอย่างไร

ฝ่ายรัฐคิดจะสร้างเป็น “มักกะสันคอมเพล็กซ์” ที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าและคอนโดเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ให้การรถไฟฯ

แต่พี่ต่อและ “เครือข่ายมักกะสัน” ได้ออกมารณรงค์ให้สร้างป่ากลางเมืองเพื่อเป็นปอดของกรุงเทพ

แถลงการของพี่ต่อนั้นกินใจมาก ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าไปอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

และถ้าสนใจอยากมีส่วนร่วม ก็เข้าไปไลค์เพจ เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าลองศึกษาข้อมูลเพิ่่มเติม

เพราะปฏิกิริยาแรกที่ผมมีหลังจากอ่านเรื่องการรณรงค์ครั้งนี้ ก็คือรัฐเป็นตัวโกง ส่วนพี่ต่อกับเครือข่ายมักกะสันเป็นพระเอก

แล้วก็ฉุกคิดได้ว่า ตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย

พร้อมเตือนตัวเองว่า เคยเขียนเอาไว้เองว่า อันตรายไม่ได้เกิดมาจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ผมเชื่อว่าม้นน่าจะมีทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายได้

เพียงแต่เราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ

ตั้งแต่ผมเกิดมา ยุคนี้คือยุคที่เอื้อให้เราสามารถสร้างความแตกต่างทางสังคมได้มากที่สุดแล้ว

ถ้าสนใจ ก็อยากให้เรามาช่วยกันครับ

—–

Credits:
โพสต์ทูเดย์ ผู้กำกับดังตั้งคำถามรัฐ

Facebook Page เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ 

Youtube: ปู่ชิว / แม่ต้อย / ลูกสาว / จน เครียด กินเหล้า