ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 7

5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการขึ้นหอไอเฟล

image

หอไอเฟลน่าจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่โด่งดังที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวที่มาปารีสจึงต้องแวะมาที่นี่แทบทั้งนั้น

วันนี้เลยขอนำเรื่องหอไอเฟลมาฝากกันนะครับ

1. หอไอเฟลมีทั้งหมดสามชั้น
ทุกชั้นจะสามารถดูวิวได้โดยรอบ แต่ที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละชั้นก็คือ

ชั้นแรกจะมีร้านอาหาร ห้องฉายวีดีโอ และพื้นกระจกให้คนถ่ายภาพแบบสวยๆ ได้

ชั้นที่สองมีร้านขายของชำร่วยและลิฟต์ขึ้นชั้นสาม

ชั้นที่สามมีจุดชมวิว และตุ๊กตาหุ่นคุณกุ๊ฟต๊าฟ ไอเฟล

เวลาเราขึ้น ลิฟต์จะไปจอดที่ชั้นสอง และเราต้องไปต่อลิฟต์อีกทีเพื่อขึ้นชั้นสาม

เวลาซื้อตั๋วขึ้นหอไอเฟล สามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นไปแค่ชั้นสอง (9 ยูโร) หรือชั้นสองบวกชั้นสาม (15.5 ยูโร)

โดยชั้นสองจะซื้อตั๋วแบบเดินขึ้นหรือขึ้นลิฟต์ก็ได้ (แบบเดินขึ้นตั๋วก็จะถูกกว่า 9 ยูโร แต่ผมไม่ทันดูว่าเท่าไหร่) แต่จากชั้นสองขึ้นชั้นสามต้องใช้ลิฟต์เท่านั้น ค่าลิฟต์จากชั้นสองขึ้นชั้นสามคือ 6.5 ยูโรครับ

2. จงจองตั๋วแต่เนิ่นๆ
ไม่แนะนำให้ไปซื้อตั๋วที่นั่นเพราะจะรอคิวนานมาก เข้าคิวซื้อตั๋วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงแน่ๆ เสร็จแล้วยังต้องมาเข้าคิวขึ้นลิฟต์อีก (ทั้งจากข้างล่างขึ้นไปชั้นสอง และจากชั้นสองขึ้นชั้นสาม)

ผมเอง ขนาดจองตั๋วออนไลน์ก่อนจะมาประมาณสิบวัน ยังหาตั๋วแบบขึ้นไปชั้นสามไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วแบบไปชั้นสอง แล้วพอไปถึงชั้นสองแล้วค่อยเข้าคิวซื้อตั๋วไปชั้นสามอีกที

เพราะฉะนั้นแนะนำว่าควรจะจองตั๋ว อย่างน้อยๆ สองสัปดาห์ล่วงหน้าครับ กูเกิ้ล eiffel tower ticket ก็เจอแล้ว

เวลาจองตั๋วออนไลน์ ต้องระบุชื่อคนขึ้นลงไปในตั๋วด้วย (เค้าคงป้องกันไม่ไห้ใครเอาตั๋วออนไลน์มาขายคนที่เข้าคิวซื้อตั๋วหน้างาน)

ต้องปริ๊นท์ใส่กระดาษ A4 นะครับ และดูแลเอกสารให้ดีอย่าให้เยินมาก เพราะมันมีบาร์โค้ดอยู่

ตอนตรวจตั๋วเขาอาจขอดูบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของเรา เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกไปด้วยนะครับ (แต่ตอนผมขึ้นเขาไม่ได้ตรวจบัตรนะ)

อ้อ แล้วถ้าพลาดไม่ได้จองไว้ก่อน แต่ยังแรงดีอยู่ ก็แนะนำให้เข้าคิวซื้อตั๋วเแบบเดินขึ้นครับ เพราะคิวจะสั้นกว่ามาก พอเดินถึงชั้นสองแล้วค่อยไปซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์ไปชั้นสามครับ

3. ชั้นบนสุดใช่ว่าจะได้วิวดีที่สุด
เพราะบางทีมันก็อาจสูงเกินไปจนวิวด้านล่างดูไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านเลนส์กล้อง

ชั้นที่สามจะมีข้อเสียอีกอย่างคือมันแคบมาก ผลก็คือคนก็จะมาออรอถ่ายรูปกันในแต่ละมุม แถมถ้าแดดดี ก็จะได้รูปย้อนแสงเสียส่วนใหญ่

แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินชมวิวทั้งสามชั้นเลยครับ  สามชั่วโมงน่าจะกำลังดี เพราะต้องเสียเวลาเกือบๆ ชั่วโมงในการขึ้นลิฟต์ทั้งขาขึ้นและขาลง

4. อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และโทมัส เอดิสันเคยมาที่หอไอเฟลแล้ว
ฮิตเลอร์นั้นอาจไม่เคยขึ้น แต่ตอนที่นาซียึดฝรั่งเศสได้ ฮิตเลอร์ก็ได้มาเดินเต๊ะจุ๊ยตรง Trocadero ที่ห่างจากไอเฟลประมาณสองร้อยเมตร ผมเคยเห็นวีดีโอที่ฉายภาพฮิตเลอร์และมีหอคอยไอเฟลเป็นฉากหลังและยังจำติดตามาทุกวันนี้

ส่วนเอดิสัน คนคิดค้นหลอดไฟก็เคยมาเยี่ยมคุณกุ๊สต๊าฟ ไอเฟล โดยมีหุ่นจำลองเหตุการณ์นี้อยู่ที่ชั้นสามของหอไอเฟลครับ

5. หอไอเฟลเตี้ยกว่าตึกของไทย
ที่ชั้นสาม จะมีแผนผัง 360 องศาที่ระบุตึกที่สูงที่สุดในแต่ละเมืองทั่วโลก โดยจะมีเส้นประระบุความสูงของไอเฟลเพื่อให้เห็นว่าตึกเหล่านั้นเตี้ยหรือสูงกว่าไอเฟลแค่ไหน

เมื่อหันหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้เจอกับตึกใบหยก 2 ของพี่ไทย ที่มีความสูง 328 เมตร เฉือนชนะหอไอเฟลที่สูง 324 เมตรไปแค่นิดเดียวเท่านั้น!

image

5.1 อย่าลืมดูหอไอเฟลตอนกลางคืน
เพราะพอติดไฟแล้วจะสวยมากขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าหอไอเฟลทำมาจากเหล็กล้วนๆ ดังนั้นตอนกลางวันเราจะเห็นแต่เหล็กแดงๆ เกี่ยวไปเกี่ยวมา ไม่ได้สวยอะไรมากนัก แต่พอตอนกลางคืนพอเขาเปิดไฟแล้ว มันจะดูงามตามากครับ (แต่ถ้ามาหน้าร้อนอย่างผม ซึ่งมืดตอนสามสี่ทุ่ม ก็ต้องกะเวลาดีๆ เช่นขึ้นลิฟต์รอบหนึ่งทุ่มตรง ลงมาตอนสี่ทุ่มเขาก็น่าจะเปิดไฟแล้ว)

อ้อ! ทุกๆ ชั่วโมง (ตอนเข็มยาวของนาฬิกาชี้เลข 12) หอไอเฟลก็จะ “เปล่งประกายระยิบระยับ” ประมาณ 3 นาที ซึ่งทำให้ดูสวยมากขึ้นไปอีกครับ

image

image

เป็นอันจบเรื่องเล่าจากหอไอเฟลนะครับ พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องปารีสและฝรั่งเศสต่อครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 6

5 เรื่องที่ไม่ตรงกับภาพในหัวของคนที่ไม่เคยมาปารีส

จากสวิตเซอร์แลนด์ เรานั่งรถไฟความเร็วสูง TGV จากเมือง Lausanne ประมาณ 4 ชั่วโมงก็ถึงมหานครปารีส

นี่เป็นครั้งที่สามที่ผมมาที่ปารีส จึงไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับผม

ผิดกับแฟนที่มาเป็นครั้งแรก ผมเลยขอให้เขาช่วยบอกมาว่ามีอะไรบ้างในปารีสที่ไม่ตรงกับที่เขาคิดไว้

คำตอบมีดังนี้ครับ

1. สกปรกกว่าที่คิด
“แบรนด์” ของปารีสนั้นคือความหรูหรา ร่ำรวย มีสไตล์ แต่เมื่อเราไปที่เมืองนี้จริงๆ ก็จะได้เห็นด้านอื่นที่ไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอดผ่านสื่อที่เราเคยเสพ

ปารีสมีหลายจุดที่เสื่อมโทรมและสกปรก ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถใต้ดิน ทางเดินฟุตบาท กำแพงตึก ห้องน้ำสาธารณะ  แม้แต่ที่พักที่เราไปอยู่สองคืนแรกก็ต้องถือว่าสกปรกที่สุดเท่าที่เราเคยไปเที่ยวด้วยกัน

ผมว่าโดยรวมแล้วกรุงเทพยังดูสะอาดตากว่าด้วยซ้ำไป

2. มีคนดำมากกว่าที่คิด
ปารีสคล้ายๆ นิวยอร์คที่รวมคนจากหลายชาติหลายวัฒนธรรมมาก ที่เห็นชัดที่สุดคือมีคนผิวดำไม่น่าจะต่ำกว่า 15% เท่าที่ผมรู้ คนผิวดำเหล่านี้มาจากประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาก่อน เช่นเซเนกัลและไอโวรี่โคสต์ (ใครดูพรีเมียร์ลีกมานานก็ให้นึกถึงแพททริก วิเอรา และดิดิเยร์ ดร็อกบาร์นะครับ) นอกจากนี้ก็มีชาวโรมาเนีย ซึ่งชอบไปทำหน้าตาน่าสงสารตามโบสถ์ต่างๆ เพื่อขอเงินนั่งท่องเที่ยว ส่วนคนจีนกับคนเวียดนามก็มาอยู่กันไม่น้อยเช่นกัน

มาเที่ยวปารีสครั้งนี้ เลยรู้ตัวเลยว่าตัวเองยังมีอคติกับคนดำอยู่เยอะมาก แค่เห็นเขาอยู่กันเยอะๆ ในรถขบวนไหนเราก็จะรู้สึกอยากเลี่ยงไปขึ้นคันอื่นแล้ว

3. รถใต้ดินก๊องแก๊งกว่าที่คิด
ไม่ว่าจะเทียบกับสวิตฯ หรือเมืองไทย รถไฟของฝรั่งเศสส่วนใหญ่ก็ดูโทรมและก๊องแก๊งกว่าจริงๆ  หลายสายเวลาที่รถจอดเทียบสถานี ประตูจะไม่เปิดให้  ต้องออกแรงหมุนมือจับเพื่อให้ประตูเปิด

สาเหตุหลักเป็นเพราะปารีสเขามีรถไฟใต้ดิน (Metro) มานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 1900 หรือ 115 แล้วนั่นเอง ดังนั้นรถหลายขบวนเลยใช้มาหลายสิบปีแล้ว  เผลอๆ บางคันอาจจะแก่เท่าพ่อแม่เราด้วยซ้ำ

4. ไม่แฟชั่นเท่าที่คิด
แฟนผมนึกว่ามาถึงปารีสแล้วจะมีคนถือกระเป๋าหลุยส์ หรือ แชเนล (Chanel) กันเต็มเมือง แต่ปรากฏว่าเห็นคนถือกันน้อยมาก กลายเป็นว่าคนไทยอย่างเราๆ เห่อแบรนด์หรูเหล่านี้มากกว่าที่ชาวปารีสเสียอีก

มาคราวนี้เราก็ได้เข้าร้านเสื้อผ้า-ร้านกระเป๋าอยู่บ้าง แต่แฟนก็ไม่ได้รู้สึก “ว้าว” กับสิ่งที่เห็นว่า “โอ้ นี่น่ะหรือปารีส เมืองแฟชั่น”

5. ไร้ระเบียบกว่าที่คิด
ปารีสน่าจะเป็นเมืองของ “ประเทศโลกที่หนึ่ง” ไม่กี่เมืองที่ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย คนเดินถนนในปารีสจึงต้องวัดดวงและวัดใจกับคนขับเหมือนคนเดินถนนในเมืองไทย

อีกอย่างที่น่าสนใจคือคนเดินถนนเองก็ไม่รอสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนเช่นกัน ถ้าเห็นว่ารถยังไม่มา ถึงไฟจะแดงอยู่ก็จะเดินข้ามกันเกือบทุกคน ปล่อยให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเรารอต่อไป – บางทีเห็นคน “เดินฝ่าไฟแดง” มากๆ เข้า เราก็เลยหลิ่วตาตามไปกับเขาเหมือนกัน

พรุ่งนี้มาต่อนะครับ

image

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 5

5 เรืองเล่าจากเจนีวา

1. ศูนย์กลางองค์กรสากล
สวิตเซอร์แลนด์เป็นศูนย์กลางขององค์กรสากลเยอะมาก

นี่คือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์กรที่เราคุ้นเคย

FIFA – Zurich
UEFA – Bern
Olympic – Lausannne
Red Cross – Geneva
United Nations – Geneva (Regional headquarters)

คนที่ดูบอลจะคุ้นเคยว่า เวลาจับสลากรอบลึกๆ รายการฟุตบอลอย่างยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก หรือมอบรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำปีอย่าง Ballon D’Or (บัลลงดอร์) ก็จะจัดที่สวิตเซอร์แลนด์เสมอ

2. อังรีดูนังต์บางอ้อ
ผมคุ้นเคยกับชื่อถนนอังรีดูนังต์มานาน เพราะเป็นถนนสายที่มีตึกสำคัญๆ อย่าง ราชกรีฑาสโมสรหรือ Sports Club, จุฬา และ โรงพยาบาลตำรวจ

แต่ผมเพิ่งรู้ว่าอังรีดูนังต์ เป็นคนก่อตั้งสภากาชาดจากการไปเยือนเจนีวาคราวนี้!

และเพิ่งรู้ว่า Henri Dunant เป็นชาวสวิสด้วย (นึกว่าเป็นคนฝรั่งเศสมาโดยตลอด)

image

3. เจนีวาเป็น regional headquarters ของ UN ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ UN

สวิสชอบมีอะไรแปลกๆ แบบนี้
อยู่ใจกลาง Schengen states  แต่ไม่ยอมเข้าร่วมเป็น Schengen จนถึงปี 2008

ตอนที่ยุโรปตะวันตกประกาศใช้เงิน Euro ก็มีอังกฤษกับสวิสนี่แหละที่ไม่ยอมใช้เงินยูโรด้วย

สหประชาชาติใช้ตึก Palais des Nations ในเจนีวาเป็น regional headquaters มาหกสิบกว่าปีแล้ว ทั้งๆ ที่สวิสเพิ่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ UN เมื่อปี 2002 นี่เอง

เหตุผลที่ UN ใช้เจนีวาเป็นออฟฟิศหลัก ทั้งๆ ที่สวิสไม่ใช่ประเทศสมาชิกก็เพราะว่า Palais des Nations ถูกสร้างเพื่อไว้ใช้โดยองค์กร League of Nations ซึ่งสวิสเป็นสมาชิก

แต่พอสร้างเสร็จไม่นาน League of Nations ก็ถูกยุบและมี United Nations ตั้งขึ้นมาแทน

ถึงสวิสจะตัดสินใจไม่สมัครเป็นประเทศสมาชิกของ UN แต่ก็ถือว่าอาคารนี้เป็นสมบัติกลางก็เลยยกให้ United Nations ใช้งานต่อซะเลย

4. เหตุผลของการมี UN
จะว่าไปผมก็ไม่เคยถามตัวเองจริงจังว่า UN สร้างขึ้นเพื่ออะไรนะครับ เพิ่งมารู้คำตอบเอาคราวนี้เหมือนกัน

ต้องกลับไปดูที่ “พ่อ” ของ UN อย่าง League of Nations ก่อน

League of Nations ตั้งขึ้นหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งที่ 2

League of Nations สร้างออฟฟิศอย่าง Palais des Nations  ขึ้นมา ยังไม่ทันได้ใช้งาน สงครามโลกครั้งที่สองก็ดันปะทุขึ้นซะก่อน

เมื่อรู้ตัวแล้วว่า ไม่สามารถทำหน้าที่หมายของตัวเองได้ League of Nations จึงฮาราคีรี ปิดตัวเองลง และตั้งองค์กรใหม่อย่าง UN ขึ้นมา…

พอจะเดาออกรึยังครับว่า UN ตั้งขึ้นเพื่ออะไร?

ใช่ครับ เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งที่สามนั่นเอง!

5.สามหน้าที่หลักของ UN Geneva
คือ Peace, Human Rights และ Wellbeing โดยทุกๆ ปี UN ที่เจนีวาจะมี “งานใหญ่” สองงานคือการประชุมประจำปีของ WHO (World’s Health Organization) ในเดือนพฤษภาคม และ International Labour Conference ในเดือนมิถุนายน นอกนั้นก็จะมีการประชุมกลุ่มย่อยๆ ตลอดทั้งปี

ห้องประชุมใหญ่นั้น ยังมีประโยชน์ใช้สอยอีกอย่างที่ผมไม่เคยรู้ นั่นคือเอาไว้จัดคอนเสิร์ตและโชว์บัลเลต์ครับ! (เขาออกแบบวัสดุในห้องให้เหมาะแก่การนี้ด้วย)

เป็นอันจบเรื่องเล่าของสวิตเซอร์แลนด์นะครับ พรุ่งนี้เราจะไปปารีสกันต่อ

image

พรุ่งนี้จะไปต่อกันที่ฝรั่งเศสนะครับ!

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 4

5 ความแตกต่างของคนสวิสเยอรมันและสวิสฝรั่งเศส

1. พื้นที่บอกภาษา
อย่างที่ได้เล่าไว้เมื่อสองตอนที่แล้วว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีภาษาทางการอยู่สามภาษา คือเยอรมัน ฝรั่งเศส และ อิตาลี

คนในแต่ละพื้นที่จะพูดภาษาไหนเป็นหลักนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นอยู่ใกล้กับประเทศอะไร

เมืองในพื้นที่ภาคเหนือที่มีพรมแดนติดกับเยอรมัน ก็จะพูดภาษาเยอรมัน เช่น Zurich และ Bern

ภาคตะวันตกอยู่ติดกับฝรั่งเศส ดังนั้นคนในเมือง Geneva หรือ Lausanne ก็จะพูดภาษาฝรั่งเศส

ส่วนคนในเมืองอย่าง Lugano ที่อยู่ตอนใต้ของสวิตฯ ก็จะพูดภาษาอิตาลี

ผมเองยังไม่เคยไปจังหวัดที่พูดภาษาอิตาลี เลยสามารถเปรียบเทียบได้แค่สวิสเยอรมัน กับ สวิสฝรั่งเศสครับ

2. รถไฟในสวิสเยอรมันตรงเวลากว่า
ผมเล่าไปตอนที่แล้วว่ารถไฟสวิสตรงเวลามาก แต่ก็ไม่จริงเสมอไป

ผมมาพักที่เมือง Montreux สองคืน ได้นั่งรถไฟสามครั้ง รถไฟล่าช้าถึงสองครั้ง

ครั้งแรกที่สาย เรานั่งรถไฟจาก Montreux ไป Lausanne (เพื่อจะต่อรถไป Geneva) รถมาสายไปหนึ่งนาที และระหว่างทางก็ไปจอดแช่อยู่ที่สถานีหนึ่งประมาณสิบห้านาทีเห็นจะได้

ครั้งที่สองที่สายนี่หนักกว่า ผมนั่งรถจาก Montreux มา Lausanne เหมือนกัน แต่คราวนี้เพื่อที่จะนั่งรถ TGV จาก Lausanne ข้ามประเทศไปปารีส จองตั๋วทุกอย่างไว้หมดแล้ว

ปรากฏว่า ระหว่างทางจาก  Montreux ไป Lausanne รถกลับจอดเฉยๆ และให้คนลงจากรถ

ที่ๆ เราลงเป็นสถานีเล็กๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่ซักคน เราทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอรถขบวนถัดไปอีกครึ่งชั่วโมง และไปขึ้นรถ TGV ก่อนรถออกเพียงแค่ 8 นาที

3. คนสวิสฝรั่งเศสคุยเก่งกว่า
อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟเช่นกัน เวลานั่งรถไฟในโซนสวิสเยอรมัน ทุกอย่างจะเงียบสงบ คนส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็เล่นมือถือเงียบๆ

แต่เวลาผมนั่งรถไฟในโซนสวิสฝรั่งเศสนั้น เสียงจะเจี๊ยวจ๊าวมาก ได้ยินคนคุยกันตลอดเวลา ทั้งผ่านมือถือและคุยกันเอง

4. สวิสเยอรมันเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่า
คนสวิสเยอรมันเหมือนทหาร ส่วนคนสวิสฝรั่งเศสเหมือนศิลปิน

ในพื้นที่สวิสเยอรมัน รถจะจอดกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกอย่างเป๊ะหมด ส่วนที่ Montreux ซึ่งเป็นสวิสฝรั่งเศส บ้านที่ผมอยู่นั้นอยู่บนเนินเขา ถนนก็แคบ ไม่มีช่องจอดรถชัดเจน รถก็เลยจอดกันได้ “อาร์ท” สุดๆ คือเกยกันไปดกยกันมา จนอดคิดไม่ได้ว่า ตอนเอารถออกมันจะทำกันอีท่าไหน

5. ผู้หญิงสวิสฝรั่งเศสหน้าตาดีกว่า
(อันนี้ขออนุญาตแฟนแล้ว) ช่วงสามวันแรกที่อยู่สวิสเยอรมันนั้น เจอผู้หญิงสวยน้อยมาก แต่พอลงมาที่ Montreux หรือ Geneva จะเจอผู้หญิงที่ทำให้ต้องชำเลืองอีกครั้งอยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นทั้งเรื่องการแต่งตัวและเรื่องโครงหน้าที่คนไทยนิยมด้วย

ผมเคยไปเที่ยวเมืองมิวนิคที่เยอรมัน (ซึ่งอยู่ภาคใต้และไม่ไกลจากซูริค)  ก็ไม่ค่อยเจอผู้หญิงสวยเหมือนกัน เพื่อนบอกว่าที่เยอรมันต้องขึ้นไปภาคเหนือคนสวยถึงจะเยอะกว่า

พรุ่งนี้มาต่อเรื่องสวิสเป็นวันสุดท้ายนะครับ

พรุ่งนี้มาต่อตอนสุดท้ายเกี่ยวกับสวิสนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 3

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรถไฟสวิตเซอร์แลนด์

1. ตรงเวลามาก
เรื่องความตรงเวลาของรถไฟสวิสนี่ขึ้นชื่อลือชามาก ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องค่อนข้างมหัศจรรย์เพราะภูมิประเทศของสวิสเต็มไปด้วยภูเขาและทะเลสาบ ต้องวิ่งผ่านอุโมงค์และวิ่งขึ้นลงทางลาดชันและป่าเขา แต่สุดท้ายก็มาถึงที่หมายตามเวลาเป๊ะ

ทุกสถานีจะมีนาฬิกาแบบหน้าปัด (Analog) แขวนเอาไว้  สมมติว่าตารางบอกว่ารถจะออกตอน 10.17 พอเข็มวินาทีถึงเลขสิบสองปุ๊ปประตูก็จะปิดทันทีและอีกไม่เกิน 5 วินาทีก็จะล้อหมุน

2. ตารางเวลารถไฟใช้ง่าย

นี่คือหน้าตาของตารางรถไฟที่ตั้งไว้ทุกชานชลาครับ

image

ตารางจะเรียงตามเวลาทุกๆ ชั่วโมง สมมติผมมาถึงสถานีตอนห้าโมง แล้วจะหารถไปเมืองเจนีวา พอดูตารางก็จะรู้ทันทีว่ารถที่ไป Geneve ขบวนถัดไปคือรถเที่ยว 17.18 และต้องไปขึ้นชานชลาที่ 8 (Geneve = เจอเนฟ คือชื่อของเจนีวาในภาษาฝรั่งเศส)

ส่วนถ้าใครอยากเช็คตารางรถไฟก่อนออกจากบ้านก็สามารถเข้าไปที่ http://sbb.ch เพื่อเช็คได้เลย ให้รายละเอียดเหมือนเราใช้ Google Maps เวลาหา Directions ครับ

3. ไม่ได้ซื้อตั๋วระวังจะจนไม่รู้ตัว
ทุกสถานีจะมีตู้ให้ซื้อตั๋วอยู่แล้ว ถ้าอ่านอะไรไม่ออกเลยก็จงใจเย็นแล้วดูดีๆ ว่าปุ่มภาษาอังกฤษอยู่ตรงไหนครับ
เครืองขายตั๋วส่วนใหญ่รับทั้งเงินสดและบัตรเครดิต ซื้อเสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นรถได้เลย ไม่ต้องเอาตั๋วไปโชว์ใคร ยกเว้นจะมีพนักงานตรวจตั๋วมาขอดู
ใครที่คิดอยากจะทดสอบดวงตัวเองด้วยการขึ้นรถโดยไม่ซื้อตั๋วก็ลองได้นะครับ แต่ถ้าพลาดก็เสียค่าปรับ 150 ฟรังก์ (ร่วม 5000 บาท) จ่าย ณ ตรงนั้นเลยเพราะเจ้าหน้าที่พกเครื่องรูดบัตรเครดิตมาด้วยอยู่แล้ว เสียตังค์ยังไม่พอ ยังโดนจดประวัติอีกด้วย หากทำผิดซ้ำสอง จะโดนขึ้นค่าปรับครับ

4. สถานีรถไฟคือศูนย์กลางของเมือง
ด้วยความที่คนสวิสส่วนใหญ่ใช้รถไฟในการเดินทาง สถานีรถไฟจึงเป็นศูนย์กลางของเมืองไปโดยปริยาย แหล่งชอปปิ้งในแต่ละเมืองจะตั้งอยู่บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟทั้งนั้น

ความสำคัญของสถานีรถไฟยิ่งเด่นชัดในวันอาทิตย์ เพราะกฎหมายของที่นี่ห้ามร้านค้าเปิดทำการในวันอาทิตย์ (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ในไบเบิลเขียนไว้ว่าพระเจ้าใช้เวลาสร้างโลกหกวัน ส่วนวันที่เจ็ดซึ่งตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน ทางการสวิสคงอยากให้พลเมืองได้พักวันนี้เช่นกัน)

กฎหมายเรื่องปิดร้านวันอาทิตย์นี้ จะผ่อนผันเฉพาะกับร้านในสนามบินและสถานีรถไฟหลัก (อารมณ์หัวลำโพงบ้านเรา) เท่านั้น

วันอาทิตย์จึงเป็นวันที่ทุกอย่างปิดอย่างแท้จริง ถ้าจะซื้อไข่ซื้อนมก็ต้องนั่งรถไฟไปที่สถานีหลักแล้วไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตใต้สถานีรถไฟครับ

5. เข้าห้องน้ำให้ระวัง!
ว่าจะหาที่กดชักโครกไม่เจอ เพราะรถไฟหลายคันที่ผมขึ้นนั้น ตัวกดชักโครกไม่ได้อยู่ใกล้ชักโครก ผมมองหาที่กดชักโครกบนพื้น แบบที่ใช้เท้าเหยียบ ก็ไม่เจอ ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะเห็นว่า ปุ่มกดชักโครกนั้นอยู่เหนืออ่างล้างมือ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชักโครกครับ เป็นปุ่มสีขาวข้างๆ คำว่า WC ครับ

image

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องสวิสอีกครั้งนะครับ