ความเคยชินทำให้คนตาบอด

20150822_Blind
ธรรมดาเวลาผมขับรถไปทำงาน ผมจะขึ้นทางด่วนตรงแยกคลองตันแล้วไปลงตรงพระราม 4

แต่เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เปิด Google Maps แล้วเห็นว่าถ้าขึ้นทางด่วนตรงมอเตอร์เวย์จะไปถึงเร็วกว่า ก็เลยลองดู

ปรากฎว่าคิดผิดถนัด รถเยอะตั้งแต่ริมมอเตอร์เวย์แล้ว แถมก่อนจะถึงด่านจ่ายเงินด่านแรก (25 บาท) รถก็ติดยาวเป็นกิโลเมตร ต้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไป

อีกประมาณ 100 เมตรก่อนถึงด่าน จึงถึงบางอ้อว่าทำไมรถติดขนาดนี้

ด่านนี้มีเลน Easy Pass อยู่ไม่ต่ำกว่า 4 เลน แต่แทบไม่มีใครใช้เลย ขณะที่เลนจ่ายเงินสดคิวยาวมาก และรถที่ทะลักออกมาจากคิวที่ยาวๆ นี่แหละที่ทำให้รถติดเป็นกิโล ทั้งๆ ที่ถ้ามีรถใช้ Easy Pass ซักครึ่งนึง ด่านนี้รถจะไม่ติดเลย*

ผมเองใช้ Easy Pass มาปีกว่าๆ แล้ว และรู้สึกว่ามันสะดวกมาก ไม่ต้องมาคอยเตรียมเงิน ไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะทอนผิด และที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องมาเข้าคิว

โอเคล่ะ การจะมี Easy Pass เราต้องจ่ายเป็นเงินก้อน แถมบางทีก็มีปัญหาเครื่องไม่อ่านบัตร แต่สำหรับผม คุณค่าที่ได้จากบัตร Easy Pass ก็ยังมีน้ำหนักกว่าการจ่ายค่าทางด่วนด้วยวิธีเดิมอยู่ดี

ผมเลยเดาว่า ที่คนไม่ยอมใช้ EasyPass เป็นเพราะ “ความเคยชิน” มากกว่าเหตุผลอื่นๆ

ยอมเจอปัญหาเดิมๆ (เข้าคิวนานๆ) มากกว่าจะลองระบบใหม่ๆ ที่อาจต้องเจอปัญหาที่ไม่คุ้นเคย

—–

ไปส่งแฟนถึงออฟฟิศ ผมก็อาสาไปซื้ออาหารเช้าที่โอปองแปงให้แฟนและตัวเอง จ่ายเงินเสร็จ ได้ของกินเรียบร้อยแล้ว พอเดินออกจากร้านจึงเพิ่งเหลือบไปป้ายโฆษณาว่า “ใช้บัตร Rabbit ลด 10%”

ผมเองก็ใช้บัตร Rabbit ขึ้นรถไฟฟ้าอยู่ประจำ แต่ไม่เคยคิดจะใช้บัตร Rabbit ซื้อของเลย

แล้วผมก็คิดได้ว่า เมื่อชั่วโมงที่แล้วยังนึกตำหนิ “คนอื่น” อยู่หยกๆ ว่าเป็นทาสของความเคยชินจนมองไม่เห็นประโยชน์ของ EasyPass

ตอนนี้รู้แล้วว่า ผมเองก็ไม่ต่างกัน ที่เคยชินกับการซื้อของด้วยเงินสด จนลืมอ่านป้ายโฆษณาตัวเป้งของ Rabbit

—–

ออกจากออฟฟิศแฟนมา ปั่นจักรยานปันปั่นมาจอดที่สถานีสาทรมาร์ทแล้ว ผมก็เดินลัดเข้าทางด้านหลังตึกสิริสาทร ตอนที่เดินไปถึงด้านหน้าตึกก็เผอิญเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งลงมอเตอร์ไซค์มาแล้วหยุดไหว้ตรงแท่นสีดำที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าสิริสาทร

ผมงงว่าเขาไหว้อะไร พอเดินไปใกล้ๆ จึงเห็นว่าแท่นนี้มีตุ๊กตาคนใส่ชุดไทยร่ายรำและตุ๊กตาสัตว์บริวารอื่นๆ อีกร่วมร้อย เดาเอาว่าอารมณ์คงคล้ายๆ ศาลตายาย

ในหนึ่งปีที่ใช้เส้นทางนี้ ผมเดินผ่านแท่นสีดำนี้ไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะรู้ว่ามันเป็นศาลที่คนจะมากราบไหว้

นี่เป็นอีกครั้งที่ผม “ตาบอด” เพราะความเคยชิน

—–

เมื่อเจอสามสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันภายในหนึ่งวัน ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า “นี่เราน่าจะยังมองอะไรไม่เห็นอีกเยอะเลยนะ” เพราะความเคยชินได้บดบังสิ่งของและคุณค่าต่างๆ จนเราไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

เชื่อว่าคุณผู้อ่านก็น่าจะมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (ส่วนจะรู้ตัวหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง)

ผมยังนึกไม่ออกว่าจะมีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างไร ตอนนี้จึงได้แต่ระลึกไว้ว่า “ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรามอง แต่ยังไม่เห็น”

จากนี้ไปจะได้ไม่มั่นใจอะไรจนเกินงาม

—–

* อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติดตรงด่าน 25 บาท ก็คือการควบคุมรถของตำรวจจราจรที่ต้องคอยสับหว่างระหว่างรถที่วิ่งมาจากมอเตอร์เวย์และรถที่วิ่งมาจากรามอินทรา แต่นี่เป็น “รถติด” ที่เกิดโดยเจตนาที่จะจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัย ไม่ใช่รถติดที่เกิดจากปริมาณรถเยอะเกินไป

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังพอใจกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน

20150821_SalariedMan

วันนี้มีเรื่องจาก Quora.com มาแชร์นะครับ

(ใครยังไม่เคยใช้ Quora ขอแนะนำครับ มันเป็น Social Network ที่เราสามารถอ่านคำตอบจากคนเจ๋งๆ เต็มไปหมดเลย)

ต้องออกตัวก่อนว่า คนถามและคนตอบคำถามที่ผมเอามาเล่าให้ฟังนี้น่าจะอยู่ในอเมริกา ด้งนั้นเนื้อหาบางส่วนอาจจะใช้ไม่ได้กับคนไทย แต่ประเด็นของมันก็ยังชัดเจนมากอยู่ดี

ผมคงไม่แปลทุกตัวอักษร แต่จะขอถอดความมาให้อ่านแทนนะครับ

คำถามคือ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงพอใจกับการเป็นพนักงานกินเงินเดือนประจำ ทำไมถึงไม่มีคนที่อยากรวยมากกว่านี้หรือริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกมากกว่านี้

(Why are so many people content with just earning a salary and working 9-6 their entire adult life? Why don’t more people want to get rich OR try to make a bigger impact that can change the world?)

และนี่คือคำตอบจากคุณ Jennifer Dowdy ครับ

—–

ฉันคิดว่าฉันเป็นคนที่รวยมากๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

ถ้าฉันอยากดื่มน้ำสะอาด ก็เพียงแค่เดินไปในครัวแล้วเปิดก๊อก น้ำที่ไหลออกมานี่เร็วเกินกว่าที่ฉันจะดื่มทันซะอีก แถมราคามันยังถูกเอามากๆ จนฉันไม่เคยต้องกังวลเลยว่าฉันดื่มน้ำเยอะเกินไปรึเปล่า

ถ้าฉันอยากจะหาของกิน ก็เพียงเปิดตู้เย็นดู ถ้าไม่มีอะไรในตู้ ก็แค่เดินหรือขับรถออกไปซื้อ โดยมั่นใจได้เลยว่าจะหาอาหารได้แน่ๆ

เพียงเดินเข้าไปในลานจอดรถแล้วก้มมองที่พื้นดีๆ ฉันก็น่าจะเจอเศษเหรียญมากพอที่จะซื้อข้าวมื้อหนึ่งได้เลย แต่ฉันก็ไม่เคยทำแบบนั้นหรอกนะ เพราะฉันไม่เคยลำบากถึงขนาดต้องมาเดินหาเศษเงิน

ถ้าฉันเกิดเบื่อขึ้นมา ก็แค่กดปุ่มบนกล่องอิเลคโทรนิคส์สองสามที วีดีโอน้องแมวก็โผล่ขึ้นมาให้ดูกันไม่หวาดไม่ไหว ออกจะเป็นเรื่องน่าอายด้วยซ้ำที่ฉันพกกล่องนั้นไว้ในกระเป๋าถือด้วย ส่วนใหญ่มันมีไว้เพื่อความบันเทิง แต่ฉันสามารถใช้มันคุยกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหนก็ตาม

รอบเมืองของฉันมีห้องสมุดฟรีหลายแห่ง แถมใกล้บ้านยังมีสระว่ายน้ำและสวนธารณะที่ไม่ต้องจ่ายเงินอีกต่างหาก ด้วยค่าแรงขั้นต่ำเพียงวันเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะไปเที่ยวสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ดูละครเวที หรือเข้าคลาสเรียนวาดรูป

ถ้าฉันหิวแล้วขี้เกียจทำอาหารเอง ก็มีร้านมากมายที่พร้อมจะทำอาหารให้ฉันกิน สิ่งที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี อาหารพวกนี้ราคามักจะไม่เกินรายได้จากการทำงานสองสามชั่วโมง (แถมกินเหลือแล้วยังห่อกลับบ้านได้ด้วย) ฉันแค่นั่งลง แล้วทุกอย่างก็จะมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ แถมยังมีคนคอยแวะเวียนมาเติมน้ำให้เรื่อยๆ ราวกับว่าฉันเป็นราชินีอย่างนั้นแหละ

ในหลายประเทศ ค่าแรงวันละสองเหรียญถือว่าเป็นรายได้ที่น่าพึงพอใจ แต่สำหรับในอเมริกา เงินสองเหรียญคือทิปที่เราให้เวลาทานข้าวที่ร้านพวกนี้

ถ้าระหว่างที่ฉันรีบแล้วเกิดหิวขึ้นมา ฉันยังสามารถสั่งให้คนเอาอาหารมาส่งถึงในรถ แถมราคาอาหารพวกนี้ก็ถูกกว่าค่าแรงหนึ่งชั่วโมงเสียอีก!

นี่คือไลฟ์สไตล์ที่คนทำงานประจำทุกคนมีได้ ฉันเลยนึกไม่ออกจริงจริงว่าการมีเงินมากกว่านี้มันจะทำให้ฉันมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ยังไง

เพิ่มเติม: ถ้าอ่านคำตอบนี้แล้วคุณรู้สึกดีก็ช่วยฟังคำแนะนำของฉันหน่อย – หากคุณเป็นชนชั้นกลางในประเทศที่พัฒนาแล้ว คุณก็น่าจะมีเงินประมาณหนึ่งเลยล่ะ หลังจากที่ใช้เงินในเรื่องที่จำเป็นแล้ว คุณควรจะออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน ออมเงินสำหรับวัยเกษียณ และบริจาคเพื่อการกุศล ฉันคิดว่าการออมเงิน ลงทุน และให้ทานเป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียว

—–

ที่เอาเรื่องนี้มาแชร์ไม่ใช่เพราะว่าผมเชียร์ให้ทุกคนเป็นพนักงานประจำนะครับ

เพียงแต่อยากช่วยเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นมันไม่ได้แย่ขนาดที่ใครหลายคนวาดภาพให้มันเป็นหรอก

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณคำถามและคำตอบจาก Quora.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

แกะกับดอกไม้

20150820_Stupidity

The difference between stupidity and genius is that genius has its limits.

ความแตกต่างระหว่างความงี่เง่ากับอัจฉริยภาพก็คือ อัจริยภาพนั้นมีขีดจำกัด

– Albert Einstein

—–

เหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ผ่านไปสามวันแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังคอยมากวนใจผมอยู่เรื่อยๆ

จากข้อมูลล่าสุด คนลงมือเหมือนจะเป็นชาวต่างชาติที่สะพายเป้เข้ามาที่จุดเกิดเหตุ วางเป้ (ที่น่าจะมีระเบิด) ไว้ตรงรั้ว ทำทีเป็นถ่ายรูปศาลพระพรหม และเดินออกมาจากจุดนั้นโดยที่ไม่ได้เอาเป้ไปด้วย

วันนี้ในไลน์มีคนแชร์เอกสารรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งแสดงให้เห็นเส้นทางของชายคนนี้ตั้งแต่ตอนลงจากรถตุ๊กๆ จนถึงตอนที่นั่งมอเตอร์ไซค์มาถึงศาลาแดง

ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

—–

ถ้าคนๆ นี้เป็นคนลงมือจริง (จะโดยมีใครจ้างมาหรือไม่ก็ตาม) ผมก็อยากรู้จริงๆ ว่าเขารู้ตัวรึเปล่าว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมันร้ายแรงแค่ไหน?

ผมกำลังกังวลว่า เขาอาจจะคิดด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาทำไปมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

ซึ่งมันก็ทำให้ผมนึกถึงตอนหนึ่งของวรรณกรรมอมตะอย่างเจ้าชายน้อย

ผมขออนุญาตคัดลอกมาจาก คุณ TrueLoveMe แห่ง DiaryClub นะครับ:

—–
วันที่ห้า …

เพราะเรื่องแกะอีกแล้วที่ทำให้ผมล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับตัวเจ้าชายน้อย

เขาถามโดยไม่ทันให้ผมตั้งตัวราวกับเป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจมานาน

” เมื่อแกะกินพุ่มไม้แล้ว เขาจะกินดอกไม้ด้วยหรือเปล่า ”

” แกะจะกินทุกอย่างนั่นแหละ ”

” รวมทั้งดอกไม้ที่มีหนามด้วยหรือ ”

” ใช่ รวมทั้งดอกไม้ที่มีหนามด้วย ”

” ถ้าอย่างนั้นหนามจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ”

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมกำลังวุ่นวายมากกับการพยายามถอดเกลียวที่ติดแน่นเกินไปในเครื่องยนต์ ผมเริ่มจะกังวลอย่างจริงจัง เพราะการเสียของเครื่องยนต์กำลังกลายเป็นเรื่องหนักหนา และการจะหมดลงของน้ำดืมก็เป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นอยู่มาก

” ดอกไม้มีหนามไว้ทำไม ”

เจ้าชายน้อยไม่เคยยอมยุติคำถามที่เขาตั้งขึ้นมาเลย

ผมกำลังหงุดหงิดกับเจ้าเกลียวนั่น ก็เลยตอบส่งๆ ไปว่า

” หนามน่ะ ไม่ได้มีไว้ทำไมหรอก มันเป็นความชั่วร้ายของพวกดอกไม้มากกว่า ”

” โอ … ” หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า

” ผมไม่เชื่อคุณหรอก ดอกไม้น่ะอ่อนแอมาก เธอไม่มีพิษสงอะไรเลย เธอต้องป้องกันตัวเองเท่าที่สามารถทำได้ และเธอก็คิดว่าเธอดูน่ากลัวแล้ว กับแค่การมีหนามไว้ป้องกันตัว … ”

ผมไม่พูดอะไร เพราะกำลังนึกในใจว่า ถ้าแกยังเกเรอยู่ละก็ เจ้าเกลียวเอ๋ย ฉันจะทุบแกด้วยค้อนนี่แหละ คอยดูสิ แต่เจ้าชายน้อยก็กวนอีก

” แล้วคุณคิดว่าดอกไม้ … ”

” ไม่หรอก ฉันไม่คิดอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันกำลังยุ่งอยู่นะ กับงานที่ต้องเอาจริงเอาจังมากด้วย”

เขายืนมองอย่างงุนงง

” งานที่ต้องเอาจริงเอาจัง ”

เขามองผมกับค้อนในมือ มองนิ้วมือเปรอะคราบน้ำมัน และการก้มหน้าก้มตาสาละวันกับเจ้าสิ่งที่เขาเห็นว่าน่าเกลียด

” คุณพูดเหมือนพวกผู้ใหญ่ ”

ผมเริ่มรู้สึกละอายใจ แต่เขาก็พูดอย่างสุภาพว่า

” คุณแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร คุณกำลังสับสนมากนะ ”

ท่าทางเขาค่อยข้างจะฉุนเฉียว เขาสะบัดผมสีทองไปตามลม

” ผมรู้จักดวงดาวหนึ่งที่นายแดงอาศัยอยู่ เขาไม่เคยเชยชมดอกไม้ ไม่เคยแหงนมองดวงดาว เขาไม่เคยรักใคร ไม่เคยทำอะไรนอกจากนั่งคิดเลข แล้วตลอดทั้งวันก็เฝ้าพูดซ้ำซากว่า ‘ฉันเป็นคนเอาจริงเอาจัง ฉันเป็นคนเคร่งเครียด’ นั่นทำให้ตัวเขาพองด้วยความหยิ่งจองหอง แต่เขาไม่ใช่คนหรอก เขาเป็นเห็ด ”

” เป็นอะไรนะ ”

” เป็นเห็ดน่ะสิ ”

เจ้าชายน้อยโกรธจนหน้าซีดเผือด

” เป็นเวลาหลายล้านปี ที่ดอกไม้ได้สร้างหนามออกมา และก็หลายล้านปีเหมือนกันที่แกะกินดอกไม้เข้าไป มันไม่ใช่เรื่องที่น่าเอาจริงเอาจังหรอกหรือ กับการค้นหาว่าดอกไม้สร้างหนามเหล่านั้นออกมาทำไม

สงครามระหว่างแกะกับดอกไม้ไม่มีความสำคัญเลยหรือ

มันไม่ใช่เรื่องน่าขบคิดมากกว่าพวกตัวเลขของนายแดงอ้วนนั่นเลยใช่ไหม

และถ้าผมรู้จักดอกไม้สักดอกที่มีเพียงดอกเดียวบนดาวของผมเท่านั้น

แล้วก็มีแกะน้อยตัวหนึ่งสังหารดอกไม้ โดยไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปนี่ ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกหรือ ”

—–

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ดอกไม้ถูกกิน

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่าที่แกะตัวนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันทำอะไรลงไป

วันจันทร์ที่ผ่านมา แกะตัวหนึ่งกินดอกไม้ไปหลายดอก

ความงี่เง่าของมนุษย์ไม่มีขอบเขตจริงๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ขอบคุณเนื้อความเจ้าชายน้อยจาก TrueLoveMe Diary Club

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ทำเป็นยุ่ง

20150819_Busy

Being busy is most often used as a guise for avoiding the few critically important but uncomfortable actions.

คนเราชอบทำตัวยุ่งเพื่อจะได้ไม่ต้องทำเรื่องที่สำคัญจริงๆ

– Tim Ferriss

—–

เคยเจอหัวหน้าหรือผู้บริหารที่ทำตัวยุ่งตลอดเวลามั้ยครับ?

อยู่ดึกเป็นประจำ
สั่งงานนาทีสุดท้าย
เราส่งเมล์ไปแล้วก็ไม่อ่าน
อยู่ในห้องประชุมก็แชทกับคนอื่น
จะนัดคุยเพื่อแก้ปัญหาก็หลีกเลี่ยง อ้างว่ายุ่ง

จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า วันๆ หนึ่งเขาเอาเวลาไปลงกับอะไรบ้าง

การจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ ผมว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อยสี่ข้อ

มีเป้าหมายที่ชัดเจนให้คนในทีม
ระบุให้ได้ว่ามีงานชิ้นไหนบ้างที่จะช่วยพาไปสู่เป้าหมายนั้น
เลือกทำงานที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้
แจกจ่ายงานที่เหลือให้กับคนที่เหมาะสม

หัวหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพจะทำตรงกันข้ามหมดเลย

เป้าหมายไม่ชัด หรือถ้าชัดก็ชัดอยู่คนเดียว
ปฏิเสธงานไม่เป็น เห็นอันไหนท่าจะดีก็ทำหมด
ใช้เวลาไปกับงานที่ไม่ได้สำคัญนัก (แต่ง่าย) ส่วนงานยากๆ ก็ผัดไปเรื่อยๆ
ใช้คนไม่ถูกกับงาน

ใครเป็นลูกน้อง ผ่านมาเห็นบทความนี้อาจกดไลค์

แต่ถ้าลูกน้องอย่างคุณอยากเติบโตเป็นหัวหน้าที่ดี ก็ควรจะเริ่มสร้างคุณสมบัติทั้งสี่ข้อที่ว่าตั้งแต่วันนี้

เพราะดูวี่แววแล้ว โลกจะหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ มีทางเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสติและความอดทนของคนเราที่น้อยลงเรื่อยๆ

ถ้าเราไม่รู้จักใช้ชีวิตให้ช้าลง และคัดกรองสิ่งที่เราจะทำเสียบ้าง

ก็มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง ที่คุณจะวิ่งวุ่นทั้งวัน

เพียงเพื่อจะรู้สึกผิดนิดๆ ตอนทิ้งตัวลงนอน

ว่าวันนี้คุณยังไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเลย

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

มีคนพาไปหาหมอรึยัง?

20150817_WhoWillTakeYouToTheDoctor

“ดนตรีพาสิ่งที่มีค่ากว่าตัวชื่อเสียง เงินทอง มาให้เรา คือการได้รู้จักใครหลายคนในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะพาเข้ามาในชีวิตเราได้

คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ลำบากนี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วยใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ ผมก็ไม่เอา

มีเงินพอใช้ อยากกินอะไรก็ได้กิน ได้เดินทาง มีพี่ๆ อยู่ใกล้ๆ รู้ใจ เจอกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เตะฟุตบอล กินข้าวกัน มีความสุขจะตาย ไม่ต้องโดดเดี่ยว”

อาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้แสลม) a day เล่มที่ 166

—–

สองวันมานี้แม่กับแฟนสั่งให้ผมพกกระติกน้ำร้อนมาไว้ที่โต๊ะทำงาน ผมจะได้มีน้ำอุ่นจิบตลอดวัน

สาเหตุมาจากมีผู้ใหญ่ที่ผมนับถือทักว่า ช่วงนี้ผมจะตกเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องไตกับเรื่องตา

ซึ่งก็สอดคล้องกับความรู้สึกตั้งแต่ต้นปี ที่พออ่านหนังสือแล้วบางครั้งตัวหน้งสือมันไม่ค่อยโฟกัสเท่าไหร่

เดือนที่แล้วผมไปตรวจสุขภาพประจำปี หมอดูค่าเลือดแล้วก็บอกว่า indicator บางอย่างสูงผิดปกติไปหน่อย แนะนำว่าควรจะไปตรวจไต แต่ตอนนั้นผมคิดว่าคงไม่เป็นอะไร

จนมีคนมาทักอีกครั้งนี่แหละ เลยต้องเอาจริงเอาจังหน่อย

—–

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า ในฐานะสัตว์สังคม เราทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีรึยัง?

ผมว่าตัวชี้วัดที่ดีอยู่ในประโยคนี้ของพี่ตูน

“เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วย ใครจะพาเราไปหาหมอ”

“หาหมอ” ในที่นี้อาจจะไม่ใช่เพียงขับรถพาเราไปโรงพยาบาลเท่านั้น แต่หมายถึงพร้อมจะมานอนเฝ้าเรา ทำข้าวต้มให้กิน และคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวเราด้วย

พออ่านประโยคนี้ ผมก็รู้สึกอุ่นใจที่รู้แล้วว่ามีสองคนแน่ๆ ที่ยินดีจะพาเราไปหาหมอ

แล้วคุณล่ะ คิดถึงใครบ้าง?

นอกจากจะช่วยบอกว่า เรามีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบตัวหรือเปล่า ประโยคนี้ยังเตือนสติเราด้วยว่า ใครคือคนที่เราควรใส่ใจ

ทุกวันนี้ เราใช้เวลามากมายกับที่ทำงาน กับการปกป้องความคิดเห็นทางการเมือง และกับการสะสมยอดไลค์บนเฟซบุ๊ค

แต่หัวหน้าไม่ได้พาเราไปหาหมอ
นักการเมืองที่เราปกป้องก็ไม่มีวันพาเราไปหาหมอ
และคนกดไลค์นับพันนับหมื่นเหล่านั้นก็คงไม่มีใครพาเราไปหาหมอเช่นกัน

—–

สำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด อาจจะเริ่มรู้สึกกดดันนิดๆ ว่า “ฉัน/กู ยังไม่มีใครพาไปหาหมอเลย”

ไม่ต้องเครียดนะครับ

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีใคร ก็แสดงว่าที่ผ่านมาคุณอาจจะสบายใจกับการอยู่ตัวคนเดียวมากกว่า

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

แต่ถ้าคุณเริ่มอยากจะมีใครที่จะมาดูแลคุณ ก็อาจต้องถามตัวเองแล้วว่า

“พร้อมรึยังที่จะพาใครซักคนไปหาหมอ?”

แล้วคนๆ นั้นคือใคร?

ถ้าเรารู้แล้ว ก็เพียงเอาใจใส่เขาเสียหน่อย

เมื่อถึงวันที่คุณอ่อนแอ ผมเชื่อว่าเขาก็พร้อมที่จะดูแลคุณเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”