นิทานหิวน้ำ

20180928_water

นานมาแล้วมีชายคนหนึ่งชื่อว่า “ทิฐิ” เขาเป็นคนที่มีนิสัยอวดดื้อถือดี เมื่อได้ลองเชื่อมั่นในสิ่งใดแล้ว ทิฐิคนนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นไม่เปลี่ยน และจะไม่ยอมรับฟังข้อคิดเห็นที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมโดยเด็ดขาด

วันหนึ่ง ทิฐิคิดที่จะหยุดพักตัวเองจากการงาน แล้วออกเดินทางเพื่อเที่ยวชมโลกกว้าง เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นเขาจึงจัดการฝากบ้านไว้กับญาติพี่น้อง แล้วเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

ทิฐิเดินทางไปยังที่ต่างๆ ชมนั่นแลนี่ และพูดคุยกับผู้คนมากมาย การท่องโลกกว้างของทิฐิน่าจะทำให้เขามีความรู้ดีๆ หรือเกิดทัศนคติใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อไรก็ตามที่มีคนกล่าวคำซึ่งผิดไปจากความรู้หรือความเชื่อมั่นเดิมของเขา ทิฐิก็จะรีบกล่าวแก่คนๆ นั้นทันทีว่า

“นั่นไม่ถูกเลยนะ ที่จริงแล้วมันต้องเป็นดังที่ข้ารู้มาต่างหาก”

การเดินทางไปทั่วโลกของเขาจึงแทบจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย

กระทั่งวันหนึ่ง ทิฐิได้พลัดหลงเข้าไปในทะเลทรายอันแห้งแล้งและไร้ผู้คนสัญจร เขาหลงทางอยู่สามวันสามคืน จนกระทั่งอาหารและน้ำดื่มหมดลงในที่สุด

ทิฐิเดินต่อไปไม่ไหว ล้มตัวลงนอนบนผืนทรายอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง แต่ทิฐิยังไม่อยากตายตอนนี้ จึงรวบรวมพลังใจของตนเฝ้ากล่าวคำภาวนาขอความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือเขาด้วย

“ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดเมตตาข้า ผู้ซึ่งไม่เคยเบียดเบียนใคร ขอทรงประทานน้ำมาให้ข้าได้รักษาชีวิตของตนเองไว้ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ยังดี”

แล้วในตอนนั้นเอง ทิฐิก็เห็นชายแปลกหน้าชาวเยอรมันคนหนึ่งเดินตรงมาหาเขา ทิฐิดีใจสุดจะกล่าว แล้วรีบพูดขึ้นทันทีว่า

“โอ…ท่านผู้เป็นความหวังของข้า โปรดแบ่งน้ำของท่านให้ข้าดื่มด้วยเถิด”

ชายคนนั้นยื่นถุงหนังสีน้ำตาลในมือให้แก่ทิฐิ แล้วกล่าวว่า

“นี่คือ วาสซ่าร์ จงดื่มเสียสิ”

แต่ทิฐิไม่อยากได้วาสซ่าร์ เขาอยากได้น้ำ ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธที่จะรับถุงหนังสีน้ำตาลจากชายแปลกหน้าคนนั้น ชายคนนั้นจึงเดินจากไป

ทิฐิภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง คราวนี้มีชายชาวจีนคนหนึ่งเดินถือถุงหนังสีแดงเข้ามายื่นให้แก่ทิฐิ

“นี่คือ น้ำ ใช่หรือไม่” ทิฐิถามชายชาวจีน

“นี่คือ ซือจุ้ย จงดื่มเสียสิ” ชายชาวจีนตอบ

ทิฐิรู้สึกไม่พอใจ ตอนนี้เขากระหายน้ำมากเหลือเกินแล้ว แต่ทำไมชายผู้นี้จึงนำซือจุ้ยมามอบให้แก่เขาเล่า ทิฐิจึงปฏิเสธถุงหนังสีแดงของชายชาวจีน ชายชาวจีนจึงเดินจากไป

ทิฐิเริ่มภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก และครั้งนี้มีผู้หญิงชาวอินเดียคนหนึ่งมาปรากฏกายตรงหน้าของเขาแทบจะในทันที

“เธอผู้มีใจเมตตา ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อยเถิด” ทิฐิอ้อนวอนด้วยริมฝีปากอันแห้งผาก

“นี่คือ ปานี จงดื่มเสียสิ” หญิงชาวอินเดียกล่าวพร้อมกับยื่นถุงหนังสีเขียวให้กับทิฐิ แต่นั่นทำให้ทิฐิโกรธมาก เขารวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ยกแขนปัดถุงหนังสีเขียวให้พ้นหน้า แล้วพูดอย่างโกรธเคืองว่า

“ข้าไม่เอาของๆ เจ้า ข้าจะตายเพราะขาดน้ำอยู่แล้ว ข้าต้องการน้ำเท่านั้น!”

หญิงอินเดียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เดินจากไปอีกคน ทิฐิเฝ้าอ้อนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีใครนำอะไรมายื่นให้เขาอีกแล้ว

จิตของทิฐิกำลังหลุดลอยออกจากร่างที่ใกล้แตกดับ แล้วในตอนนั้นเอง เสียงๆ หนึ่งก็ดังแว่วๆ ให้ได้ยินว่า

“ทิฐิ…คนถือดีเอ๋ย เราช่วยเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เคยให้โอกาสตนเองเลย หากเจ้าเปิดใจให้กว้าง และยอมรับในข้อดีของสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเสียบ้าง เจ้าก็คงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงหนังทั้งสามนั้น ต่างก็เป็นน้ำดื่มบริสุทธิ์ทั้งสิ้น”

เมื่อสิ้นเสียงแว่วนั้น ทิฐิก็สิ้นลมหายใจทันที

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บเพื่อนกัลยาณธรรม

ก่อนจะทำอะไรลงไป

20180927_futureself

ถามตัวเราในอนาคตด้วยว่าเค้าโอเครึเปล่า

เรามีวันนี้ได้ ก็เพราะสิ่งที่เราเคยทำเอาไว้ในอดีต

ซึ่งมีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี

เรื่องดีๆ ที่เราเคยทำก็เปรียบเหมือนของขวัญที่ตัวเราในอดีตมอบให้กับตัวเราในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องที่เราเคยทำไม่ดี ก็คือขยะที่ทำให้เราต้องมานั่งสะสางในวันนี้

เวลาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ชวนให้ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่นี้ มันจะเป็นของขวัญหรือเป็นขยะให้กับตัวเราในอนาคต

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ของบางอย่างที่ดูเหมือนของขวัญในตอนนี้ อาจเป็นขยะในภายหลังก็ได้ เช่นดูซีรี่ส์จนเช้า ซื้อของที่ไม่จำเป็นด้วยเงินผ่อน หรือทำสิ่งที่สาแก่ใจแต่บั่นทอนความสัมพันธ์

จะทำอะไรก็ตาม อย่าให้ตัวเราในอนาคตกลับมาด่าเราได้นะครับ

วิธีแก้แค้นที่ดีที่สุด

20180925_revenge

คืออย่าเป็นอย่างเขา

“The best revenge is not to be like that.”
— Marcus Aurelius

เป็นการง่ายเหลือเกินที่เราจะเข้าสู่โหมดตาต่อตาฟันต่อฟัน

เมื่อเกิดโทสะ สมองจึงไม่ทำงาน สัญชาติญาณการเอาตัวรอดจึงครอบงำ

ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของสัตว์โลกทั่วไป ไม่ต้องเป็นคนก็ได้

แต่เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์แล้ว เรียนมาดีแล้ว มีสิ่งที่เรียกว่าสติแล้ว ก็ควรจะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้เต็มที่

การที่เขาทำไม่ดีกับเรา แสดงว่าลึกๆ เขากำลังมีความทุกข์ในใจอยู่

การ “เอาคืน” แบบเกลือจิ้มเกลือ รังแต่จะพาเราให้ตกอยู่ในบ่อเดียวกับเขาเท่านั้นเอง

คนที่ไม่เชื่อใจคนอื่น

20180925_trust.png

คือคนที่เชื่อใจไม่ได้

People who can’t trust, can’t be trusted.
-Anonymous

เพราะโลกภายนอกเป็นเพียงกระจกที่สะท้อนตัวตนภายในของเรา

ถ้าเราเห็นแต่คนหน้าบึ้งตึง ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังหน้าบึ้งอยู่

ถ้าเราเห็นแต่คนยิ้มแย้ม แสดงว่าในใจเราก็กำลังยิ้มอยู่เช่นกัน

ถ้าเราไม่อาจเชื่อใจใครได้ เห็นว่าคนอื่นๆ ต้องทำอย่างนั้น-อย่างนี้

นั่นแสดงว่าลึกๆ แล้วตัวเราเองก็มีโอกาสทำอย่างนั้น-อย่างนี้เช่นกัน

พลาดคนที่ใช่

20180924_falsepositive

ดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่

เคยได้ยินคำว่า false positive กับ false negative มั้ยครับ?

คำนี้น่าจะถูกเริ่มใช้ในแวดวงการแพทย์ก่อน ว่าด้วยความผิดพลาดในผลการตรวจและการวินิจฉัย

false positive คือการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่ได้เป็นโรค เช่นตรวจผลเอ็กซ์เรย์แล้วหมอบอกว่าคุณเป็นมะเร็งปอดนะ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น

false negative คือการวินิจฉัยว่าคุณไม่ได้เป็นโรค แต่จริงๆ แล้วคุณเป็น

ตอนที่แฟนตั้งครรภ์ลูกคนแรก เราซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มา แล้วผลก็คือบนแถบมีขีดขึ้นสองขีด ผมเล่าเรื่องนี้ให้เจ้านายที่คนอังกฤษฟัง เขาก็แสดงความยินดี พร้อมทั้งบอกว่าการตรวจแบบนี้มันไม่มี false positive มีแต่ false negative คือถ้าขึ้นสองขีดแสดงว่าท้องชัวร์ แต่ถ้าขึ้นขีดเดียว อาจจะท้องหรือไม่ท้องก็ได้

—–

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ผมยังได้เห็นคำนี้อีกครั้งในหนังสือ How Google Works ที่เขียนโดย Eric Schmidt อดีต CEO ของ Google และ Jonathan Rosenberg อดีต SVP of Products ของ Google

กูเกิ้ลเป็นบริษัทที่ได้รับใบสมัครปีละ 2 ล้านฉบับ ดังนั้นจึงมีกระบวนการคัดคนที่เข้มข้นมาก

แต่ถึงจะเข้มข้นเพียงใด ก็ย่อมต้องมีโอกาสผิดพลาดได้ และความผิดพลาดก็มีสองแบบคือ false negative กับ false positive

false negative คือแคนดิเดตที่กูเกิ้ลตัดสินใจไม่รับ (เพราะนึกว่าไม่เหมาะกับกูเกิ้ล) แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่เก่งและเหมาะกับกูเกิ้ลมาก

ส่วน false positive ก็คือแคนดิเดตที่กูเกิ้ลตัดสินใจรับเข้ามา แต่แล้วก็พบว่าคนๆ นี้ไม่เหมาะกับกูเกิ้ลเลย

เอริกบอกว่าเขาไม่กลัว false negative แต่เขากลัวมากเรื่อง false positive

ซึ่งฟังดูก็เมคเซ้นส์ เพราะแม้กูเกิ้ลจะพลาดได้คนดีๆ ไปหนึ่งคน แต่ยังมีคนดีๆ อีกนับพันนับหมื่นที่จ่อคิวรออยู่

แต่ถ้ากูเกิ้ลตัดสินใจพลาด รับคนไม่ดีมาหนึ่งคน คนๆ นั้นย่อมส่งผลเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งเสียเวลาในการเทรน ค่าใช้จ่ายเรื่องเงินเดือน ผลกระทบที่มีต่อลูกทีม และสุดท้ายถ้าพนักงานคนนั้นปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องหาคนมาแทนแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่

การพลาดคนที่ใช่จึงไม่อันตรายเท่ากับการได้คนที่ไม่ใช่มาร่วมทีม

ที่ Wongnai ที่ผมทำงานอยู่ก็ค่อนข้างซีเรียสในการคัดคนที่ใช่พอสมควร เจอ false negative ไม่เป็นไร ขออย่าให้มี false positive ก็พอ

เรื่อง false negative / false positive นี่เอาไปใช้ได้กับหลายอย่างในชีวิตนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกงาน การเลือกคู่ การเลือกครู หรือการเลือกคู่ค้าครับ