ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไร

20181005_happinessdirection

แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นาย A ยากจน มีเงิน 100 บาท ถูกรางวัล 800 บาท รวมมีเงิน 900 บาท ยิ้มแฉ่งไปหลายวัน

นาย B ร่ำรวย มีเงิน 100 ล้าน เล่นหุ้นเจ๊งไป 10 ล้าน เหลือเงิน 90 ล้าน กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน

A มีเงิน 900 บาท แต่มีความสุขกว่า B ที่มีเงิน 90 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ B ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า A หลายเท่านัก

ความลับของการมีความสุข จึงอาจไม่ใช่การพิชิตเป้าหมาย หรือได้ครอบครองอะไรมากมาย

ความสุขคือการตระหนักรู้ว่า เรากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

มันคือเสียงแห่งความหวังที่กระซิบเบาๆ ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะทำให้วันนี้ดีกว่าเมื่อวาน

และจะทำให้พรุ่งดีกว่าวันนี้ครับ

เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว

20181005_alreadyknow

เราทุกคนต่างมีความฝันที่อยากจะริเริ่มอะไรใหม่ๆ

เปิดบล็อก, ทำ vlog บน Youtube, ทำธุรกิจส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมาย

คนไม่น้อยที่รู้สึกว่าตัวเองยังมีความรู้ไม่พอ จึงใช้เวลามากมายไปกับการค้นคว้าหาความรู้

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันจะเริ่มผิดเมื่อเราใช้การค้นคว้านั้นมาเป็นข้ออ้างให้ไม่ได้ลงมือทำเสียที

เพราะต่อให้อ่านให้ดูมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางที่จะรู้หมดอยู่แล้ว

รู้แค่ 2 ใน 10 ก็พอ จากนั้นก็ปิดตำราแล้วเริ่มลงมือทำดีกว่า

พอลงมือแล้วก็จะเจอปัญหา พอเจอปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป แล้วเราก็จะเก่งขึ้นเองตามธรรมชาติ จาก 2 ไป 3 จาก 3 ไป 4 เรื่อยไปจนถึง 8 9 10

เรารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้อยู่แล้ว จงอย่าหลบซ่อนหรือวิ่งหนีอีกเลย

ถ้าทะเลาะกันไม่เลิก

20181002_longdispute

แสดงว่าผิดทั้งคู่

“A long dispute means that both parties are wrong.”
-Voltaire

ความต้องการที่จะเป็นคนถูก หรือการได้ตะโกนบอกโลกว่าฉันไม่ผิด นับเป็น need อย่างหนึ่งของมนุษย์

เราจึงเสียเวลามากมายไปกับการถกเถียง ทั้งในโซเชี่ยลมีเดีย ในเว็บบอร์ด ในห้องไลน์ และในห้องประชุม

ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อหาความจริง แต่เพื่อจะปกป้องอัตตาตัวตนเท่านั้น

เมื่อคนสองคนทะเลาะกัน มันก็มีความเป็นไปได้อยู่สี่ทาง

1. ฉันถูก เธอผิด
2. ฉันผิด เธอถูก
3. เราถูกทั้งคู่
4. เราผิดทั้งคู่

เมื่อไม่ลงรอย เลือดก็ขึ้นหน้า และเมื่อเลือดขึ้นหน้า เราก็เห็นความเป็นไปได้แค่ 1 ใน 4 คือฉันถูก เธอผิด

ทั้งๆ ที่จริงๆ เราอาจจะถูกทั้งคู่ หรือผิดทั้งคู่ก็ได้

ถ้าเรื่องที่เถียงกันมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนที่ยอมลดราวาศอกก่อนคือคนที่ได้เปรียบ

หนึ่ง คือเขาได้ฝึกฝนที่จะระงับกิเลสของความต้องการที่จะเป็นคนถูก

สอง คือเขาได้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะให้ค่ากับความสัมพันธ์มากกว่าการเอาชนะกันแบบเด็กๆ

ถ้าทะเลาะกันแล้วมีหนึ่งคนคิดได้อย่างนี้ก็โชคดีไป

แต่ถ้าคิดไม่ได้ทั้งคู่ ก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเสียใจแทนครับ

ชีวิตโหมด Autopilot

20181004_autopilot

มีหลายกิจกรรมในชีวิตเราที่ทำได้โดยไม่ต้องคิด เช่นแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถไปทำงาน

เราสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ด้วยโหมด autopilot เพราะเราทำบ่อยจนคุ้นเคย ทำบ่อยจนกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

โหมด autopilot มีข้อดีที่ประหยัดพลังงาน เช่นเวลาเราขับรถ เราแทบไม่เคยต้องใช้ความตั้งใจในการเปลี่ยนเกียร์-เปิดไฟเลี้ยว-ดูกระจกเลย ต่างกับตอนหัดขับรถครั้งแรก ซึ่งต้องใช้ความตั้งใจและพลังงานอย่างมหาศาล

แต่โหมด autopilot ก็มีข้อเสียตรงที่ทำให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างโดยไม่มีสติ

– ตื่นเช้ามาคว้ามือถือมาเช็คก่อน
– เปิดมือถือขึ้นมาก็ไถเฟซทันที
– ถึงออฟฟิศปุ๊ปเช็คอีเมลปั๊ป
– กินข้าวเมื่อไหร่ก็ต้องเล่นมือถือเมื่อนั้น
– เวลาทำงานเบื่อๆ ก็เข้ายูทูบดูนักร้องเกาหลี

ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กินเวลาวันละชั่วโมง หนึ่งปี 365 ชั่วโมง 3 ปีก็พันกว่าชั่วโมง

เป็นหนึ่งพันชั่วโมงที่เอาไปทำอะไรสร้างสรรค์ได้มากมาย

คงจะดี ถ้าเราสร้างโหมด autopilot ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราจริงๆ

– ตื่นเช้าขึ้นมาเข้าห้องน้ำล้างหน้าแล้วมานั่งสมาธิซัก 10 นาที
– เปิดมือถือขึ้นมาเรียนศัพท์ใหม่ 5 คำ
– ถึงออฟฟิศปุ๊ปนั่งลงวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไร 3 อย่างให้สำเร็จ
– กินข้าวเมื่อไหร่ก็คุยกับเพื่อนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน
– เวลาทำงานเบื่อๆ ก็ลุกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย เข้าห้องน้ำห้องท่า ทักทายเพื่อนต่างทีม

ใช้ Autopilot ให้เป็น แล้วเราจะได้ประโยชน์จากมันเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

นิทานตะปู

20181005_nail

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดี พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกเขาว่า

“ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใครก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านแล้วกัน”

วันแรก เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว

วันที่ 2 และ 3 แต่ละวันที่ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆ ลดลง เพราะเด็กน้อยรู้สึกว่า การควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้นเขาจึงเดินไปหาพ่อเขาเพื่อบอกว่า เขาไม่จำเป็นต้องตอกตะปูแล้ว เพราะเขาสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว

พ่อยิ้มแล้วบอกกับลูกชายว่า

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์ให้พ่อดูซิ ทุกๆ ครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านครั้งล่ะ 1 ตัวนะ”

วันแล้ววันเล่า เด็กชายก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีล่ะตัวๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก เด็กชายดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า

“ผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ”

พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกไปที่รั้วนั้น แล้วบอกว่า

“ลูกทำได้ดีมาก ทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ ลูกเห็นมั้ยว่า รั้วมันไม่เหมือนเดิม มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำอะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการเอามีดไปกรีด หรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำพูดว่า “ขอโทษ” สักกี่หนก็ไม่อาจลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้”

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ เข็มทิศชีวิต โดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง