ฟ้าตั้งกว้างมีเมฆดำก้อนเดียว

20181028_blackcloud

“มีเซเหมือนกันเวลาเจอคนหมั่นไส้เราแล้วก็ก่นด่าเราในเฟซบุ๊ค แต่ว่าผมถือว่าจำนวนน้อย ไม่เป็นไร…ฟ้าตั้งกว้าง มีเมฆดำลอยมาก้อนนึง มันเข้าเฟรมมาเดี๋ยวมันก็ลอยผ่านไป”
พิง ลำพระเพลิง The Standard Pop

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนอีกหลายสิบล้านคนในประเทศไทย

มีการศึกษา มีเวลาอ่านบล็อก มีคอมหรือสมาร์ทโฟน มีตังค์จ่ายค่าเน็ต

เรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เพราะมันอยู่ใกล้เราจนเราลืมมันไป เหมือนนกไม่เห็นฟ้าปลาไม่เห็นน้ำ

สิ่งที่เรามักจะมองเห็นคือสิ่งแปลกปลอมในชีวิต ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

ซึ่งผมเชื่อว่านี่เป็นผลจากวิวัฒนาการที่สอนให้มนุษย์เราตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ หรือรอยเท้าของสัตว์ที่ไม่เคยเห็นในละแวกนี้ เพราะมันสำคัญยิ่งต่อการเอาชีวิตรอด

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเห็นเรื่องไม่เป็นใจ เพราะสมองเราถูกออกแบบมาอย่างนั้น แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ในหนึ่งเรื่องที่ไม่ดี ยังมีอีกร้อยเรื่องที่ดีๆ

ฟ้าตั้งกว้าง มีเมฆดำแค่ก้อนเดียว

อย่าเอาแต่จับจ้องเมฆดำก้อนนั้นจนลืมมองท้องฟ้าสีครามและสูญเสียโอกาสที่จะมีความสุขกับปัจจุบันไปนะครับ

จะทะเลาะกันใช้คนสองคน

20181028_quarrel

จะเลิกทะเลาะใช้แค่คนเดียว

เมื่อไหร่ก็ตามที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด ให้ระลึกถึงความจริงข้อนี้

ว่าเพียงเราหยุด การทะเลาะก็จะจบลงทันที

เพราะถ้าเราหยุด เขาก็ไม่รู้จะเถียงหรือไปทะเลาะกับใคร

แต่ถ้าเขายังชวนทะเลาะไม่เลิกล่ะ?

ก็ถือว่าเป็นบททดสอบว่าเราหยุดได้จริงรึเปล่า ถ้าเราหงุดหงิดตอบโต้ การทะเลาะก็กลับมาใหม่ แต่การทะเลาะจะเกิดหรือไม่เกิด ก็ยังขึ้นอยู่กับเราอยู่ดีจริงมั้ย?

คนเราทะเลาะกันเพราะความโกรธ แต่ความโกรธก็เหมือนกับทุกอารมณ์คือเข้ามาแล้วก็จากไป

แทนที่จะราดน้ำมันลงกองไฟของกันและกัน สู้เดินออกมา รอเวลาให้ไฟมอดลงก่อน แล้วค่อยมานั่งจับเข่าคุยกันน่าจะดีกว่านะครับ

ปัญหาของเราก็เป็นปัญหาของเรา

20181028_hero

ปัญหาของเขาก็เป็นปัญหาของเขา

ชีวิตจะเริ่มวุ่นวายเมื่อเราเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น หรือเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเรา

คนที่เอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น ก็คือคนที่พอเกิดปัญหาอะไรแล้วชอบโทษนู่นโทษนี่

โทษว่าเพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก โทษว่าหัวหน้าใช้ไม่ได้ โทษว่าโชคร้าย โทษว่ามีแต่คนรังแก

อันนี้เรียกว่าเป็น victim’s mindset คือมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งคนไม่น้อยเป็น เพราะว่าไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องสบตากับความจริงว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเราตอนนี้เราล้วนมีส่วนเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งนั้น

ส่วนคนที่เอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเราก็เช่นคนที่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับข่าวดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องชาวบ้าน เรื่องดารา หรือเรื่องนักการเมือง เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันกระตุ้นต่อมศีลธรรมของเราให้พองโตได้ดียิ่งนัก เราจึงเมามันไปกับการแสดงความเห็นทั้งบนโต๊ะกินข้าวและในช่องคอมเมนท์ตาม social network

ประเด็นก็คือความเห็นเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลาย หรือทำให้ชีวิตของตัวเอกในข่าวดีขึ้นแต่ประการใด

ในภาษาของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า การกระทำอย่างนี้เรียกว่า “ไม่สร้างการผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่เอาปัญหาคนอื่นมาเป็นปัญหาของตัวเอง ก็คือคนที่ชอบโทษว่าตัวเองผิดเวลาที่คนอื่นมีปัญหา

“แฟนกำลังเครียดกับเรื่องงาน เดี๋ยวเราร่อนเรซูเม่หางานใหม่ให้แฟนดีกว่า”

“เพื่อนร่วมงานคนนี้ดูเศร้าๆ ต้องเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ชวนเธอคุยแน่เลย”

“ลูกเพื่อนเซลฟี่ขึ้นเฟซบ่อยจัง เมสเสจไปเตือนหน่อยดีกว่า”

ดูแล้วเหมือนปรารถนาดี แต่จริงๆ ภายใต้ความคิดเหล่านี้ เราอาจกำลังมองว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่ต้องคอยเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น และเมื่อทำสำเร็จเราก็จะได้รับการยอมรับและความรักกลับคืนมา

ไม่ได้จะบอกว่าเราต้องเป็นคนไม่มีน้ำใจและนิ่งดูดายนะครับ เพียงแต่ต้องมองให้ออกว่าเจตนาที่แท้จริงของเราคืออะไร ถ้าจะช่วยก็เพื่อจะช่วยจริงๆ ไม่ใช่ช่วยเพื่อให้เราได้อะไรบางอย่าง

อย่าเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของเขา เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

อย่าเอาปัญหาของเขามาเป็นปัญหาของเรา เพราะเวลามีจำกัด และทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตัวเองครับ

ชีวิตจะดีหรือร้าย

201810024

ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร

วินนิฟริด กาลาเกอร์ (Winifred Gallagher) เป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง “ความสนใจ” กับ “ความสุข” โดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะวันหนึ่ง เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง แถมไม่ใช่ระยะแรกด้วย

วันนั้น ตอนที่เธอเดินออกมาจากโรงพยาบาล วินนิฟริดก็คิดได้ว่า “เจ้ามะเร็งตัวนี้มันต้องการเรียกร้องความสนใจจากฉันให้มากที่สุด แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันเอาเวลาไปสนใจชีวิตของฉันดีกว่า”

วินนิฟริดสัญญากับตัวเองว่า แม้มะเร็งจะทำร้ายเธอแค่ไหน แต่เธอจะให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ในชีวิตอันได้แก่ “การดูหนัง การออกไปเดินเล่น และการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหกโมงครึ่ง” ซึ่งทำให้เธอผ่านชีวิตช่วงการรักษาตัวไปได้โดยที่ชีวิตก็ยังมีความสุขดี

คนส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม (life circumstances) แต่จากการศึกษาและวิจัยของวินนิฟริด เธอกลับบอกว่าชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร (what we pay attention to) ถ้าเราสนใจแต่เรื่องมะเร็ง ชีวิตเราก็จะทุกข์ทนหม่นหมอง แต่ถ้าเราสนใจเรื่องการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหัวค่ำ ชีวิตเราก็จะรื่นรมย์ขึ้น ทั้งๆ ที่ปัจจัยแวดล้อมก็ยังเหมือนเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจแค่ไหน หากเราสามารถเลือกที่จะมีมุมมองที่ดีได้ เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง และจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสติมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Deep Work โดย Cal Newport

นิทานดินสอกับยางลบ

20181023_pencil

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง

มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอเป็นเพื่อนกับยางลบ ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา

หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ

หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียน

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่งดินสอเอ่ยกับยางลบว่า

“เรากับเธอคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” ยางลบถาม

“ก็เราเขียน เธอลบ แล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย”

“เราก็ทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดซักหน่อย”

เมื่อไม่ลงรอย ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

พอแยกทางกับยางลบแล้ว ดินสอก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามอำเภอใจ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็เริ่มเขียนผิด ข้อความสวยๆ ที่มันเคยเขียนได้ก็กลายเป็นสกปรก มีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด ดินสอจึงคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปื้อนอีกต่อไป แต่พอเวลาผ่านไปมันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีอะไรให้ลบ ยางลบจึงคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาคืนดีกัน คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลงแต่เขียนแต่สิ่งดีดี ส่วนยางลบก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes