เจ้านายที่แย่ที่สุดในโลก

20181104_worstboss

คือตัวเราเอง

ต่อให้เราทำงานประจำ เราก็ยังเป็นนายของตัวเองอยู่ดี เราคือคนที่ดูแล career เราคือคนจัดการงานที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และเราคือคนที่ดูแลการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง

แต่เรากลับทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีเอาเสียเลย

ถ้าเรามีผู้จัดการที่พูดกับเราเหมือนที่เราพูดกับตัวเอง เราคงลาออกไปนานแล้ว

ถ้าเรามีหัวหน้าที่ใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์เหมือนกับที่เราใช้ หัวหน้าคนนั้นคงโดนไล่ออกไปแล้ว

และถ้าเรามีองค์กรที่พัฒนาพนักงานได้แย่อย่างที่เราพัฒนาตัวเอง องค์กรนั้นก็คงจะเจ๊งในอีกไม่ช้า

แม้บางคนจะโชคดีได้ทำงานในองค์กรที่สนับสนุนให้พนักงานคิดและลงมือทำ แต่พอมีโอกาสที่จะได้ฉายแสง พวกเขากลับลังเลและเอาแต่ผัดผ่อนไปเรื่อยๆ

มีหนังสือไม่กี่เล่มที่สอนเรื่องการเป็นหัวหน้าที่ดี แต่น้อยยิ่งกว่านั้นคือหนังสือที่สอนให้เราเป็นนายที่ดีของตัวเอง

ทั้งๆ ที่ใน พ.ศ. นี้ ไม่น่าจะมีทักษะอะไรที่สำคัญไปกว่านี้แล้ว

—–

ถอดความมาจาก Seth Godin’s blog: The world’s worst boss https://seths.blog/2010/12/the-worlds-worst-boss/

นิทานมะม่วงกายสิทธิ์

20181101_mangos

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

“พ่อครับ ข้างบ้านเขามาสอยมะม่วงเราครับ” เด็กชายฟ้องพ่ออย่างตื่นเต้น

พ่อหัวเราะแล้วถาม “แล้วเราเหลืออีกหลายลูกมั้ย?”

“ผมเห็นยังมีอีกหลายลูกเลยครับ”

“งั้นไปสอยมะม่วงมาให้พ่อซักเจ็ดลูกสิ”

เด็กชายเข้าใจว่า พ่อคงกลัวเพื่อนบ้านจะมาขโมยอีก จึงรีบไปสอยมะม่วงมาให้พ่อ ด้วยหวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

แต่พ่อกลับนำมะม่วงนั้นใส่ตะกร้า และจูงมือลูกชายไปกดกริ่งรั้วเพื่อนบ้านที่ลูกชายบอกว่าสอยมะม่วงไป

เมื่อข้างบ้านเปิดประตูรั้วออกมา ผู้เป็นพ่อยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้

“ผมเอามะม่วงมาฝากครับ อยู่บ้านข้างๆ นี่เอง มีอะไรก็บอกกันนะครับ จะได้ช่วยเหลือกัน”

ชายคนนั้นหน้าเสีย บอกให้พ่อรอสักครู่ พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม แต่เปลี่ยนเป็นไข่ไก่เต็มตะกร้า

“ผมเลี้ยงไก่ไข่ไว้หลายตัว ขอให้ไข่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ”

พ่อกล่าวขอบคุณ แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน

“ทำไมพ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมาล่ะครับ?”

“ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน แต่เราจะเสียเพื่อนบ้านไป แต่นี่พ่อเอามะม่วงไปให้เขาเจ็ดลูก รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูกเป็นแปดลูก แต่เราได้ทั้งไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านที่ดีเพิ่ม ลูกว่าแบบใหนดีกว่ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Prakal’s Blog

วิธีเอาชนะความกลัว

20181101_fear

เราทุกคนต่างมีความกลัวด้วยกันทั้งนั้น

กลัวจิ้งจก กลัวการพูดบนเวที กลัว CEO

แต่สิ่งต่างๆ ไม่ได้น่ากลัวในตัวมันเอง

เพราะมันก็มีคนที่ไม่กลัวจิ้งจก สนุกกับการพูดบนเวที เห็น CEO แล้วเดินเข้าหา

จิ้งจกตัวเดิม เวทีเดิม CEO ก็คนเดิม ความแตกต่างอยู่ที่ตัวเราต่างหาก

เราจะกลัวสิ่งที่เราไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเพียงด้านเดียว

เช่นเข้าใจว่าจิ้งจกมันตัวหยุ่นๆ น่าขยะแขยง

เข้าใจว่าการพูดบนเวทีเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้าพลาดเราจะกลายเป็นตัวตลก

หรือเข้าใจว่า CEO คนนี้ดุและชี้เป็นชี้ตายอนาคตของเราได้

แต่เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจมันครบทุกด้าน ความกลัวก็จะจางหายไป

คนที่ไม่กลัวจิ้งจก จับจิ้งจกเล่นได้หน้าตาเฉย ก็เพราะว่าเขาคุ้นเคยกับมันมาแต่เด็ก

คนที่ไม่กลัวการพูดบนเวที เพราะเขาผ่านเวทีมาแล้วเป็นสิบครั้ง พูดดีก็มี พูดแย่ก็เยอะ แต่ก็ยังรอดมาได้

คนที่ไม่กลัว CEO เพราะรู้ว่า CEO มีทั้งด้านจริงจังและด้านสนุก เป็นปุถุชนเหมือนกับเราทั่วๆ ไปนี่แหละ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากเลิกกลัวสิ่งใด ทางที่ลัดสั้นที่สุดคือค่อยๆ เดินเข้าหามัน

อาจจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่าง จิ้งจก เวที CEO ก็ได้

หรืออาจจะเป็นนามธรรมอย่าง ความรัก ความเงียบ หรือความตายก็ได้

ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ ทำความคุ้นเคย

แล้ววันหนึ่ง เราอาจไม่ต้องกลัวสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไปครับ

ใช้ชีวิตให้ถูกกาลเทศะ

20181023c

กาล = เวลา
เทศ = ถิ่นที่

ถ้านี่เป็นเวลางาน และเรากำลังอยู่ที่ทำงาน เราก็ควรจะมีสมาธิกับการทำงานให้มากที่สุด

แต่พอเวลากลับถึงบ้านแล้ว เป็นเวลาเลิกงานแล้ว รายล้อมไปด้วยคนที่เรารักแล้ว เราก็ควรใส่ใจกับคนที่บ้านให้มากที่สุด

ความยุ่งเหยิงของชีวิตคนเมืองและการเชื่อมต่อของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราใช้ชีวิตไม่ค่อยถูกกาลเทศะ

อยู่ที่ทำงานก็มัวแต่ห่วงเรื่องที่บ้าน พอกลับถึงบ้านก็เปิดคอมทำงาน

เมื่อกายกับใจอยู่คนละที่ มันก็เลยไม่เต็มที่กับอะไรซักอย่าง

มาใช้ชีวิตให้ถูกทั้งกาละและเทศะ

อยู่ที่ทำงานก็ขอให้อยู่ที่ทำงาน

อยู่ที่บ้านก็ขอให้ได้อยู่บ้านจริงๆ ครับ

Easy Pass ด่านอโศก ลด 5 บาทแล้วนะครับ

20181031_easypass

สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะออกแคมเปญดังนี้

  • ผู้ใช้ Easy Pass วิ่งผ่านด่านอโศก ลดราคาจาก 50 บาทเหลือ 45 บาท
  • เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนคือ 6.00-9.00 ในวันธรรมดา
  • บัตร MPass ก็ลดเช่นกัน
  • เริ่ม 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 2561

เหตุผลที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน เพราะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!” เอาไว้ ซึ่งผมเสนอว่าถ้าเรารณรงค์ให้คนที่ใช้ทางด่วนด่านอโศกในชั่วโมงเร่งด่วนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่ม 3,000 คัน จะบรรเทารถติดไปได้ไม่น้อย

ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์บทความนี้ รวมถึงคุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ เจ้าของเพจคิดด้วยภาพ The Back of thee Napkin Thailand ที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ให้เข้าใจได้ง่าย จนถึงหู (ถึงตา) คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคที่นำไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูหลายแสนคน  และน่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคลอดแคมเปญนี้ออกมา

มีสามประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้

1. ทำไมการทางพิเศษถึงทำแค่ด่านเดียว?
การทางพิเศษมีสัญญาสัมปทานผูกมัดอยู่ จึงไม่อาจลดแลกแจกแถมตามอำเภอใจได้ รายได้ที่ต้องแบ่งให้กับ BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL หรือ รถไฟฟ้ากรุงเทพ กับ BECL หรือ ทางด่วนกรุงเทพ) ต้องไม่กระทบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การทางพิเศษจะถือว่าเป็นงบการตลาด

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 6000 คัน x 5 บาท x 40 วันทำงาน = 1.2 ล้านบาท ซึ่งผมว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการลองชิมลาง เพราะแม้ว่าจะมีคนใช้ Easy Pass เพิ่มก็อาจจะยังติดอยู่ดีก็ได้  แต่ถ้าทำแล้วส่งผลดี เขาก็จะได้มีงบเหลือไปลองทำกับด่านอื่นๆ ดูบ้าง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 คือพื้นผิวการจราจรที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงการจัดการจราจรด้วย (มีรถที่ผ่านด่าน 25 บาทมาแล้วต้องเบี่ยงซ้ายลงพระราม 9 ในขณะที่ก็มีรถที่มาจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ที่ต้องการเบี่ยงขวาเข้าเส้นทางหลัก ทำให้บางทีตำรวจต้องหยุดการจราจรและทำให้รถติดไปจนถึงด่าน 25 บาท)

2. ที่ต้องทนใช้เงินสดเพราะต้องนำใบเสร็จไปเบิกบริษัท
มีหลายบริษัทเปิดให้พนักงานนำ “รายงานข้อมูลการใช้บัตร” Easy Pass มาเบิกได้แล้วนะครับ หน้าตาประมาณนี้ครับ

2018-10-31 07_11_02-EasyPassUsage_2018-10-31_07_10_56.pdf

ซึ่งผมว่าน่าเชื่อถือและจัดการง่ายกว่าใบเสร็จที่ได้จากการจ่ายเงินสดอีก

ลองไปคุยกับทีมบัญชีหรือเจ้าของบริษัทดูว่าใช้แทนใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีได้มั้ย

ผมว่าถ้าใส่ความยืดหยุ่นลงไปซักหน่อย มันควรจะทำได้ และสำหรับบริษัทมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อคำนึงถึงเวลาและสุขภาพจิตของพนักงานที่ได้กลับคืนมาจากการใช้ Easy Pass

สำหรับคนที่มี Easy Pass ผมทำวิธีการไว้ให้แล้วที่ bit.ly/easypassregistration ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มี Easy Pass ก็ซื้อตอนเย็นขากลับจากทำงานก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องรีบ ผ่านด่านอโศกแล้วก็ชิดซ้ายเดินลงไปซื้อได้เลย

3. ไม่อยากเอาเงินไปกองไว้ใน Easy Pass ให้คนอื่นเอาไปทำประโยชน์
ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีคนคิดอย่างนี้จำนวนไม่น้อย เอาเป็นว่าทีม PR ของการทางพิเศษที่ผมคุยด้วยเมื่อวาน บอกว่าเงินที่คุณเติมเอาไว้ การทางพิเศษไม่สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าจะมีการใช้งานจริงครับ (แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็ยังเอาไปใช้ไม่ได้) เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ใช้ Easy Pass

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เรายอมจ่ายเงินเป็นหมื่นเพื่อซื้อมือถือดีๆ ยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อกินอาหารดีๆ แต่ทำไมเราถึงไม่ยอมจ่ายเงิน 500 บาทใส่ไว้ใน Easy Pass เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?

การเอาเงินสองหมื่นไปซื้อไอโฟน ก็คือการเอาเงินไปกองไว้เหมือนกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ถอนทุนคืนด้วยการใช้งานมันทุกวันเป็นเวลาสองปีก่อนจะเปลี่ยนมือถือใหม่

เงินคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมันมา ดังนั้นการใช้เงิน 500 บาทซื้อพลังชีวิตกลับคืนมาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ

แน่นอนว่า Easy Pass ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พอแก้ตรงนี้ได้ปุ๊ป เดี๋ยวก็คงเจอปัญหาใหม่ให้แก้เพิ่มเติม แต่นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ผมและคุณหนุ่ยได้ใช้ทักษะและความสามารถที่เรามีจุดประเด็นนี้ขึ้นมา และการทางพิเศษก็ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว

ก็เหลือแต่คนขับรถแล้วว่าจะเลือกทางไหน

จะบ่นเฉยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกครับ