เกิดเป็น “เด็กสมัยนี้” ชีวิตไม่ง่ายเลย

เกิดเป็น “เด็กสมัยนี้” ชีวิตไม่ง่ายเลย

สุดสัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปร่วมไลฟ์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “เคล็ด (ไม่) ลับ เตรียมตัวอย่างไรให้ได้ใจองค์กรยุคใหม่

ก่อนจบ คุณโจ้ ฉวีวรรณ ผู้รับหน้าที่พิธีกรถามผมว่า มีอะไรที่อยากจะฝากไว้สำหรับเด็กที่เพิ่งเรียนจบหรือกำลังจะเรียนจบหรือไม่

คำตอบของผมก็คือ ขอเป็นกำลังใจให้ เพราะการเป็นเด็กจบใหม่ในพ.ศ.นี้เป็นเรื่องที่ท้าทายสุดๆ

ประเด็นนี้ติดค้างอยู่ในใจมาเป็นสัปดาห์ เลยอยากนำมาเขียนบันทึกลงไว้ในบล็อก

แน่นอนว่านี่คือมุมมองของคนวัยสี่สิบกว่า จึงไม่สามารถอ้างได้ว่าตัวเองเข้าใจ Gen Z อย่างถ่องแท้

แต่อย่างน้อยในทีมผมก็มีน้องๆ ที่เพิ่งเรียนจบมาเช่นกัน จึงเชื่อว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเขียนนี้น่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

มาดูกันว่าเด็กจบใหม่พ.ศ.นี้ (อาจ) มีอุปสรรคอะไรบ้าง เมื่อเทียบกับคนรุ่นผมที่เริ่มทำงานเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว

ค่าครองชีพโตเร็วกว่าค่าจ้าง

ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นมาก ตอนปี 2003 ผมยังหาบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงชามละ 25 บาท พิเศษ 30 บาทในกรุงเทพได้ ตอนนี้ราคาอาหารแพงขึ้นอย่างน้อยสองเท่า แต่เงินเดือนเด็กจบใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นสองเท่า น่าจะประมาณ 50% เท่านั้น

เงินไหลออกง่ายกว่าแต่ก่อน

สมัยผมเริ่มทำงานและมีโทรศัพท์มือถือ ก็จ่ายแค่ค่ารายเดือน และอาจจะมีซื้อริงโทนบ้างนิดหน่อย

สมัยนี้จ่ายค่ารายเดือนยังไม่พอ ยังมีค่า subscription ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Spotify, หรือ YouTube Premium

สมัยก่อน ถ้าเราอยากจะซื้อของ ก็ต้องแต่งตัวไปเดินห้าง ใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน

สมัยนี้ถ้าอยากซื้ออะไรก็เอฟของได้จากบนเตียง และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

กินของแพงเป็นประจำ

ผมรู้สึกว่าเด็กสมั้ยนี้กล้าซื้อของกินแพงๆ มากกว่าแต่ก่อน

ตอนที่ผมเงินเดือนไม่เกินสามหมื่น ผมจะกินอาหาร street food (ร้านแบกับดิน) เป็นหลัก เครื่องดื่มของหวานราคาแก้วละ 50 บาทจะซื้อทีต้องคิดแล้วคิดอีก ส่วนร้านในห้างที่ราคาต่อหัวเกินสองร้อยบาทอาจจะได้กินเดือนละสองสามมื้อเท่านั้น

แต่สมัยนี้เด็กจบใหม่เหมือนจะสั่งเครื่องดื่มหรือของหวานอินเทรนด์ราคาเกินร้อยสัปดาห์ละหลายครั้ง

อาจจะเป็นเพราะเพื่อนๆ และพี่ๆ ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ เป็น norm ที่เปลี่ยนไป ก็เลยกล้าใช้จ่ายมากกว่าคนรุ่นผมพอสมควร

มีตัวเปรียบเทียบตลอดเวลา

สมัยผมเวลาจะเปรียบเทียบกับใคร เราก็มีแค่คนที่เราได้เจอกันตัวเป็นๆ เท่านั้น (ส่วนคนในทีวีเราไม่คิดจะเปรียบเทียบอยู่แล้ว)

แต่สมัยนี้ social media ทำให้เราได้เห็น “ชีวิตของคนอื่นที่ดีกว่าเรา” อยู่ตลอด ซึ่งก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะมีชีวิตดีๆ อย่างเขาบ้าง

เมื่อรายได้ต่ำแต่ความต้องการสูง การมีเงินเหลือเก็บและลงทุนจึงต้องอาศัยแรงใจมากกว่าแต่ก่อน

ทางเลือกมีมากมาย (เกินไป)

สิ่งที่มาพร้อมกับ internet และ social media ก็คือมันทำให้เราเห็นทางเลือกมากมาย แต่มันก็ทำให้เกิดสองสิ่งนี้ได้

หนึ่งคือ analyis paralysis เมื่อมีตัวเลือกเยอะเกินไป เราจึงเลือกไม่ถูกและทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายเลยไม่ได้เลือกเลยสักอย่าง

สองคือ shiny object syndrome (SOS) เมื่อเราเห็น “ของเล่นที่แวววาว” เราก็กระโดดเข้าหาสิ่งนั้น แต่สักพักก็จะมีของเล่นชิ้นใหม่ที่น่าสนใจกว่า แล้วเราก็จะกระโดดไปหาของเล่นชิ้นใหม่อยู่เรื่อย เราจึงกลายเป็นวัยรุ่นสมาธิสั้นที่ถูกการตลาดชักจูงโดยง่ายดาย

ไม่คุ้นเคยกับการอดทนรอ

เมื่อตัวเลือกมีมากมาย และทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้วสัมผัส เด็กสมัยนี้จึงไม่ได้รับการฝึกฝนให้อดทนรอคอย

สมัยผมเรียนมัธยม ก่อนคนไทยจะมีโทรศัพท์มือถือ เวลานัดไปเที่ยวห้างกับเพื่อน หากผมไปถึงจุดนัดพบตามเวลาและเพื่อนยังไม่มา ผมก็ต้องนั่งรอเพื่อนตรงนั้น ไปเดินเล่นที่ไหนไม่ได้

หรือเวลาที่รอพ่อหรือแม่มารับที่โรงเรียน สิ่งเดียวที่พอทำได้คือนั่งตรงที่ประจำแล้วทำการบ้านรอยาวๆ ไป

เมื่อต้องฝึกรอมาตั้งแต่เด็ก เราจึงโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักการรอคอย

แต่สำหรับเด็กสมัยนี้ที่ไม่ต้องรอใคร เพื่อนมาถึงเมื่อไหร่แล้วค่อยโทรมา อยากได้อะไรก็สั่งได้ทันที กล้ามเนื้อการรอคอยจึงไม่ค่อยได้รับการฝึกฝน

ผมจึงบอกน้องๆ เสมอว่า “จงเป็นคนที่รอได้” เพราะสิ่งที่ดีล้วนต้องใช้เวลา – Good things take time.

เหมือนการปลูกต้นไม้ เราไม่ควรรีรอที่จะหย่อนเมล็ด รดน้ำ พรวนดิน แต่เราต้องรอให้แสงแดดและวันเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน กว่าที่เมล็ดพันธุ์จะผลิดอกออกผลและให้ร่มเงากับเราได้

มองไม่เห็นความสำคัญของการเข้าหาคนอื่น

เรื่องนี้ผมไม่ได้เจอกับตัว แต่ได้ยินเพื่อนรุ่นพี่อย่างน้อยสองคนพูดถึง

ว่าเด็กที่มาฝึกงานที่บริษัทมักไม่เอ่ยทักทายพี่ๆ ในออฟฟิศ

ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเป็นเรื่องค่านิยมก็คงเป็นเรื่องของยุคสมัย

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ผมคิดว่ามีส่วน ก็คือเด็กเรียนจบยุคนี้ต้องผ่านช่วงล็อคดาวน์ ต้องเรียนออนไลน์ จึงขาดโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเป็นเวลาอย่างน้อยสองปี

เมื่อไม่ได้เข้าสังคมมาพักใหญ่ ก็เข้าใจได้ที่จะขัดเขินในการเข้าหาคนไม่คุ้นเคย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราไม่ควรทำงานที่บ้าน 100% เพราะมนุษย์ต้องทำงานกับมนุษย์ และไม่ใช่ทุกอย่างที่สามารถถ่ายทอดผ่าน Zoom / Slack / หรือ Google Meet

การที่คนหนึ่งคนจะเติบใหญ่ เก่งงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องเก่งคนควบคู่ไปด้วย

ความมั่นใจสูงเกินความสามารถ

จริงๆ เด็กวัย 20-30 มีความมั่นใจสูงมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว แต่สมัยนี้จะสูงยิ่งกว่าแต่ก่อนเพราะ

  1. หาความรู้ได้ไม่จำกัด ยิ่งอิน ยิ่งอ่าน ยิ่งมั่นใจ ที่ต้องระวังก็คือเรามักจะเลือกเสพเนื้อหาที่สนับสนุนชุดความเชื่อของเราอยู่แล้ว จึงมักเกิด confirmation bias
  2. อัลกอริธึมของ social media อาจนำพาให้เราเจอคนที่มีชุดความเชื่อคล้ายๆ กัน ก็เลยยิ่งเชื่อมั่นว่าความคิดของเราถูก และรู้สึกว่าตัวเองมีพวกเยอะ (echo chamber)

ขาดผู้นำทางความคิด

สมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียล จะมีคนเพียงหยิบมือที่มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำทางความคิดของสังคม ซึ่งการที่เขาขึ้นไปถึงจุดนั้นได้น่าจะเป็นความพ้องพานของจังหวะ ผลงาน สถานะ และโชคชะตา

อาจจะขาดความหลากหลายไปบ้าง แต่ก็มีสื่อหลักต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็น curator จนมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าผู้นำทางความคิดเหล่านี้เขามีของจริงๆ

มาสมัยนี้ ทุกคนสามารถพูดออกสื่อได้หมด คนที่เสียงดังที่สุดจึงอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุดเสมอไป

“The problem with the world is that the intelligent people are full of doubts, while the stupid ones are full of confidence.”
― Charles Bukowski

เมื่อมีคนพูดมากมาย ข้อดีคือมีความหลากหลาย ข้อเสียคือหากเราไม่มีวิจารณญาณมากพอ เราก็อาจจะเชื่อคนผิด (แถมเรายังมั่นใจสุดๆ ว่าเราเชื่อคนถูก) ซึ่งอาจทำให้เราหลงทางไปได้ไกลเหมือนกัน

Disruption จาก AI

ยุคสมัยของ AI มาถึงเร็วกว่าที่เราส่วนใหญ่คาดคิด

สมัยผมเด็กๆ ไม่มีใครเชื่อว่าคอมพิวเตอร์จะเอาชนะมนุษย์ในการแข่งหมากรุกได้

แต่พอปี 1997 Deep Blue ของ IBM ก็เอาชนะ Garry Kasparov แชมป์โลกหมากรุกจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

ถึงกระนั้น ก็ยังเชื่อว่ากันว่าแม้ AI จะเอาชนะมนุษย์ในเกมหมากรุกได้ แต่ไม่มีทางที่ AI จะชนะมนุษย์ในเกมหมากล้อมได้แน่นอน

จนกระทั่งปี 2016 AlphaGo ของ Google ก็เอาชนะปรมาจารย์ลี เชดอล (Lee Sedol) ได้สำเร็จ

แล้วคนก็ยังปลอบใจตัวเองอีกว่า ถึง AI จะเก่งในหมากรุกหรือหมากล้อม มันก็เก่งแค่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น ยังห่างไกลกับ General Intelligence ที่มนุษย์มีมากมายนัก

จนกระทั่งปลายปี 2022 ที่ ChatGPT เข้ามาสั่นคลอนความเชื่อนี้ เมื่อมันสามารถทำอะไรได้หลายอย่างที่เราคาดไม่ถึง และนำพาโลกมนุษย์เข้าสู่ยุค Generative AI

เด็กที่จบมาสมัยนี้ แข่งกับคนไทยยังไม่พอ แข่งกับคนทั่วโลกก็ยังไม่พอ ยังต้องมาแข่งกับคนที่ใช้ AI เก่งๆ อีก

ทักษะหลายอย่างที่ร่ำเรียนกันมาเป็นสิบปี อาจจะเหลือมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงน้อยนิดเพราะ AI ทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า และไม่ต้องการเวลาพักผ่อน

Baby Boomers และ Gen X ที่ใกล้เกษียณ ถ้ามีเงินเก็บประมาณหนึ่งและใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ “นอกเกม” ก็น่าจะลดผลกระทบจาก AI ไปได้พอสมควร

คน Gen Y อย่างผมคงหนี AI ไม่พ้น แต่อย่างน้อยก็ทำงานมายี่สิบปี มีเวลาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สถานะ และทรัพยากรมากพอให้ตั้งหลักหากเกิดความพลิกผันทางวิชาชีพ

แต่คน Gen Z ที่จบออกมาแล้วต้องมาเจอกับ AI ทันที การก่อร่างสร้างตัวและวางยุทธศาสตร์ให้ชีวิตนั้นไม่ง่ายเลย เพราะความไม่แน่นอนนั้นแน่นอนยิ่งกว่ายุคใด

ถ้าปรับตัวไม่ทัน คนจำนวนไม่น้อยอาจกลายเป็น “ชนชั้นไร้ประโยชน์” (The Useless Class) ตามที่นักประวัติศาสตร์ Yuval Harari เคยทำนายเอาไว้ก็เป็นได้


หากพูดแต่อุปสรรคและไม่พูดถึงทางออกเลยก็ดูจะหม่นหมองไปหน่อย สิ่งที่ผมพอจะแนะนำได้มีดังนี้

เป็น Creator ไม่ใช่แค่ Consumer

ถ้าเราใช้ FB/IG/X เพื่อการเสพแต่เพียงอย่างเดียว เราจะกลายเป็น “สินค้า” ที่แพลตฟอร์มเหล่านี้เอาไปขายเพื่อทำรายได้

แต่ถ้าเราใช้มันเพื่อสร้าง content หรือคุณค่าอะไรบางอย่าง เราก็กำลังใช้เทคโนโลยีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เรามากกว่าแค่ความบันเทิง แม้จะยังไม่มีรายได้ แต่การมีตัวตนบนโลกออนไลน์คือสินทรัพย์ที่มีคุณค่า

อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้นานพอ

เมื่อทางเลือกมีมากมายและคนส่วนใหญ่ใจร้อน หากเราใจเย็น คัดสรรให้ดี และใช้เวลาอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้นานพอ เราก็จะมีโอกาสมากกว่าคนอื่นที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากสิ่งนั้น

อ่านหนังสือเก่า

ถ้าเสพแต่คลิปหรือข้อความสั้นๆ เราก็จะมีวิธีคิดไม่ต่างจากผู้คนมากมายในรุ่นเดียวกัน

แต่การอ่านหนังสือเก่าคือการพาตัวเราเข้าถึงสิ่งที่ลุ่มลึก เพราะหากหนังสือเก่าหลายสิบหรือหลายร้อยปีแล้วยังมีคนอ่านอยู่ แสดงว่ามันได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นอกาลิโก

โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม สิ่งใดที่เคยเป็นจริงเมื่อ 100 ปีที่แล้วและยังคงเป็นจริงในวันนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นจริงในอีก 100 ปีข้างหน้า

หาเวลาอยู่กับตัวเอง

สิ่งที่เราขาดแคลนในยุคนี้ไม่ใช่ความรู้

สิ่งที่เราขาดแคลนคือการมองและคิดให้ชัดเจน (clarity of thought) เพราะเราถูกโหมกระหน่ำด้วยข้อมูลเกินจำเป็น

ลองปิดจอทุกชนิด และจัดเวลาที่จะได้อยู่กับตัวเองจริงๆ

จะนั่งเฉยๆ จะเขียนความคิดลงสมุด หรือจะไปเดินเล่นแถวบ้านก็ได้

ให้ตัวเองได้ถอยห่างจากโลกอันวุ่นวาย เพื่อจะเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น

ขอนำถ้อยคำที่พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เคยพูดไว้ที่บริษัทเมื่อสี่ปีที่แล้ว

“ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยมาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง AI จะ disrupt เราไม่ได้ ฉะนั้นจงหาให้เจอว่าคุณค่าที่แท้จริงที่สูงสุดของมนุษย์อยู่ตรงไหน”

โจทย์นี้ไม่มีเฉลย ChatGPT ก็ไม่อาจช่วยได้ มีแต่เราเท่านั้นที่ต้องค้นหาและประเมินคำตอบนั้นด้วยตนเอง

เกิดเป็นเด็กสมัยนี้ชีวิตไม่ง่าย

ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนนะครับ

สะสมกล้ามเนื้อสำหรับวัยเกษียณ

ผมคิดว่าพอเราอายุเกิน 40 ปีแล้ว เราควรจะใส่ใจการออกกำลังกาย 3 ประเภท

หนึ่งคือ cardio exercise หรือออกกำลังกายเพื่อให้หัวใจได้ทำงาน เช่นการวิ่งหรือว่ายน้ำ

สองคือ stretching exercise หรือการยืดกล้ามเนื้อ เช่นการเล่นโยคะ แต่จะแค่ทำท่ายืดเหยียดเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายก็นับว่าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

สามคือ resistance training เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกาย จะเป็น bodyweight training ที่บ้าน หรือจะใช้อุปกรณ์ที่ฟิตเนสทำ weight training ก็ได้

ผมเดาเอาเองว่า เวลาที่คนบอกว่าตัวเองออกกำลังกาย มักจะนึกถึงข้อแรกเป็นหลัก และมักจะคิดว่าเพียงพอแล้ว

แต่ข้อสองกับข้อสามก็สำคัญ และละเลยไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า

ถ้าเราทำงานออฟฟิศหรือทำงานที่บ้าน แต่ไม่ทำ stretching exercise อย่างสม่ำเสมอ ก็อาจเป็น office syndrome แล้วเราก็มักแก้ปัญหาด้วยการนวดแผนไทย ซึ่งช่วยให้ดีขึ้นแค่ 2-3 วันแล้วก็จะกลับมาปวดใหม่

ผมเองเคยมีปัญหาปวดแขนข้างขวามาก สุดท้ายแก้ได้ด้วยการเลิกนอนตะแคง (เพราะทับแขนตัวเอง!) และปรับความสูงของเก้าอี้ โต๊ะ และจอคอม เพื่อให้ท่านั่งทำงานต้องเกร็งน้อยที่สุด (สังเกตง่ายๆ คือข้อศอกเราควรจะงอ 90 องศาพอดี)

ส่วนปัญหาที่ผมประสบในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาคืออาการปวดหลังช่วงล่าง ซึ่งเกิดจากการนั่งทำงานติดต่อกันยาวนานและกล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรงพอ ผมต้องไปหานักกายภาพ ทำ shock waves (ซึ่งเจ็บนิดหน่อย) และยิงเลเซอร์ (ซึ่งไม่เจ็บเลย) จนอาการดีขึ้นตามลำดับ และนักกายภาพก็สอน stretching exercise ที่จำเป็นและท่าออกกำลังกายที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังมาให้

ส่วนข้อสุดท้าย เรื่องการทำ resistance training หรือ weight training ผมเชื่อว่าอาจมีบางคนตั้งแง่ เพราะตัวเองไม่ได้อยากกล้ามโต ไม่อยากออกกำลังกายในห้องแอร์

แต่เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆ สำหรับการทำ weight training ก็คือการสะสมกล้ามเนื้อไว้ใช้ยามชราครับ

ขอแนะนำให้รู้จักคำว่า sarcopenia อ่านว่า ซาโคพีเนีย

“เพราะความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อฝ่อลงตามวัย ผู้สูงวัยหลายคนจึงประสบกับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

โดยทั่วไปคนเราจะมีมวลกล้ามเนื้อสูงที่สุด (Peak Muscle Mass) ที่ช่วงอายุ 30–40 ปี

หลังจากอายุ 40 ปี มวลกล้ามเนื้อก็จะเริ่มลดลงร้อยละ 1–2 ต่อปี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อหลังอายุ 50–60 ปี ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็จะลดลงประมาณร้อยละ 1.5 ต่อปี และลดลงเร็วขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น จนเริ่มมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหลังอายุ 65 ปี

อาการของผู้สูงอายุที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อยได้แก่ ลุกนั่งลำบาก ทรงตัวไม่ดี หกล้มบ่อยๆ เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหัก เหนื่อยง่าย คุณภาพชีวิตลดลง”

หากเราชะล่าใจคิดว่าออกกำลังกายแบบ cardio เป็นประจำก็เพียงพอแล้ว เราอาจประสบปัญหา sarcopenia ในภายหลัง

คนที่อยากมี financial independence มักจะสนใจเรื่องการลงทุนเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากพอเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ

แต่หากมีเงินมากมายแต่สุขภาพน้อยนิด ก็คงเป็นวัยเกษียณที่ไม่มีความสุขเท่าที่คิดเอาไว้

ถ้าเราอยากมีทั้ง financial และ physical independence เราก็ควรรู้จักสะสมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อจะได้มีต้นทุนทางกล้ามเนื้อไว้ดูแลตัวเองในวัยชราครับ


ขอบคุณข้อมูล sarcopenia จากโรงพยาบาลกรุงเทพ | ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยในผู้สูงวัย

ฝากถึงคนที่ชอบใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้สอนคลาสออนไลน์เรื่อง Time Management ให้กับพนักงานในองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง

มีคำถามในคลาสที่ผมติดใจเป็นพิเศษ:

“ถ้าอยากประชุมไปและทำงานไปด้วย เราควรจัดการตัวเองอย่างไรดี”

ผมนิ่งไปครู่หนึ่งเพราะปกติไม่ค่อยได้ทำอย่างนั้น แล้วก็ตอบไปว่าถ้าเราเป็นคนที่ต้องพูดบ่อยๆ หรือเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจฟัง ก็ไม่ควรทำงานอื่นไปด้วยในระหว่างการประชุม

แต่ถ้าการประชุมนี้เราไม่มีบทบาทอะไร แค่เข้ามารับฟังเฉยๆ และบางช่วงเนื้อหาไม่เกี่ยวกับเรา เราก็คงพอที่จะทำงานอื่นไปด้วยได้ แต่ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ เราก็ควรขอไม่เข้าร่วมประชุมนี้ดีกว่า

สิ่งที่อยู่ลึกกว่าการประชุมไปทำงานไป ก็คือความพยายาม multi-tasking เพื่อจะได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนทำงานที่ไม่เคยมีเวลาพอ


Oliver Burkeman บอกไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ว่า “ความฝันสูงสุด” ของคนทำงานจำนวนไม่น้อย คือการพยายามไปให้ถึงจุดที่เรา “เอาอยู่ทุกอย่าง” ทำงานเสร็จเรียบร้อย ตอบเมลครบทุกฉบับ อ่านครบทุกข้อความ แถมยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะทำทุกสิ่งที่เราอยากทำ

เราเลยชอบเสาะหาเครื่องมือใหม่ๆ แอปใหม่ๆ วิธีการทำงานใหม่ๆ ด้วยความหวังลึกๆ ว่ามันจะช่วยพาเราเข้าใกล้วันที่เราจะเอาอยู่จริงๆ เสียที

แต่เราก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะวันนั้นไม่เคยมาถึง เป็นเหมือนบ่อน้ำกลางทะเลทรายที่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่ามันเป็นเพียงภาพมายา


เมื่อกลางสัปดาห์ ผมมีโอกาสได้นั่งสนทนากับพี่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง ผมบอกเขาว่าสิ่งที่กำลังขบคิดอยู่ตอนนี้ คือแม้หน้าที่การงานจะไปได้ดี แต่ก็รู้สึกผิดที่ไม่เคยมีเวลาพอให้กับลูกสาวและลูกชายที่กำลังจะอายุครบ 8 ขวบและ 6 ขวบ

เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตัวพี่เขาเองก็เคยทำงานหนักมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาร์-อาทิตย์ แต่ทุกครั้งที่มีเวลาอยู่กับลูกสาวที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พี่เขาจะไม่ทำอย่างอื่นเลย จะอยู่กับลูกร้อยเปอร์เซ็นต์

คืนนั้น ผมส่งข้อความไปขอบคุณ และได้รับข้อความตอบกลับมาว่า

“การเลี้ยงลูก เป็นงานที่จะให้คุณค่ากับเรามากกว่างานไหนในชีวิต

เมื่ออายุมากขึ้น เราจะเข้าใจสิ่งนี้ครับ”


การประชุมไปทำงานไป เป็นเพียง “อาการ” อย่างหนึ่งของคนที่ต้องการใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

เราต้องการเค้นทุกหยาดหยดของเวลาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์กลับมามากเท่าที่จะทำได้

ผมจึงรู้สึกว่า หาก multi-task เป็นอาจิณ เราอาจนำความเคยชินติดกลับมาที่บ้าน

หากตอนทำงานเราชอบประชุมไปทำงานไป ก็มีความเป็นไปได้สูงเหลือเกินว่าเวลาที่เราอยู่กับลูก หรืออยู่กับพ่อแม่ เราก็จะพยายามทำอย่างอื่นไปด้วยเช่นกัน

เมื่ออยู่ด้วยกันดีๆ แล้วมีคนหนึ่งหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค อีกคนย่อมรู้สึกอึดอัดจนต้องหาอะไรทำ

ตัวอยู่ด้วยกัน แต่ใจเตลิดกันไปคนละทาง

เวลาที่เราอยู่กับคนสำคัญ เราจึงต้องหัดละวางความคิดเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เวลา เพราะคุ้มค่ากับคุณค่าเป็นคนละอย่าง

เมื่อต่างคนต่างมีเวลาน้อย เรามาใช้เวลานั้นเพื่อที่จะอยู่ด้วยกันอย่างแท้จริงกันนะครับ

ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สร้างคน

Tom Peters ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง In Search of Excellence เคยคุยกับ C-Level ท่านหนึ่งที่ต้องเลือกว่าจะโปรโมตใครระหว่างนาย A กับ นาย B

หลักการของผู้บริหารท่านนี้เรียบง่ายมาก

  1. ดูคนที่เคยเป็นลูกน้องของนาย A และนาย B ว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง
  2. ดูคนที่เคยเป็น “ลูกน้องของลูกน้อง” นาย A และนาย B ว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง

การที่คนคนหนึ่งจะเป็นผู้นำที่ไม่ใช่เพียงเพราะเขาครอบครองตำแหน่งอันสูงส่ง แต่เพราะเขาคือคนที่ “ปลูกเมล็ดพันธุ์” ที่จะออกดอกออกผลในกาลข้างหน้า ทั้งในองค์กรปัจจุบันและองค์กรอื่นๆ ที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะได้ไปงอกงามด้วยในอนาคต

ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สร้างคนครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Song of Significance by Seth Godin

อย่ารู้สึกผิดกับกองดอง

มีใครคนหนึ่งเคยกล่าวติดตลกไว้ว่า การซื้อหนังสือกับการอ่านหนังสือ เป็นงานอดิเรกสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกัน

คนชอบอ่านหนังสือ มักจะชอบซื้อหนังสือ

แต่คนที่ชอบซื้อหนังสือ ไม่จำเป็นต้องชอบอ่านหนังสือเสมอไป

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อยชอบไปเดินร้านหนังสือ มีความสุขกับการยืนพลิกดูหนังสือ ซื้อกลับมาวางในชั้นที่บ้าน แต่พอมีเวลาว่างจริงๆ กลับเอาเวลาไปทำอย่างอื่น

หลายคนจึงรู้สึกกับ “กองดอง” ไม่ต่างอะไรกับ To-Do List คือเป็นรายการหนังสือที่ควรจะอ่านให้จบ แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที ก็เลยรู้สึกผิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อหนังสือใหม่ๆ มาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ อยู่ดีเพราะการซื้อหนังสือเป็นงานอดิเรก

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks เคยบอกไว้ว่า

“Treat your to-read pile like a river, not a bucket”

ให้มองกองดองเหมือนแม่น้ำ ไม่ใช่ถังน้ำ

ถ้าเรามองว่ากองดองคือถังน้ำที่รองน้ำมาจนเต็ม และเราต้องคอยเอาไปเททิ้งอยู่เรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่ากองดองเป็นภาระ

แต่ถ้าเรามองหนังสือมากมายที่ยังไม่ได้อ่านเป็นเหมือนแม่น้ำ จะหย่อนตัวลงไปอาบน้ำให้ชื่นใจเมื่อไหร่ก็ได้ กองดองก็จะเป็นเหมือน “ของขวัญ” ในชีวิต มองไปที่ไรก็ spark joy เหมือนคนที่มีบ้านอยู่ริ่มแม่น้ำ

จะว่าไป เวลาเราไปนั่งห้องสมุด มีหนังสือที่เราไม่เคยอ่านอยู่ 99.9% เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร

ดังนั้น จะมองหนังสือที่เราเป็นเจ้าของว่ามันคือห้องสมุดของเรา เป็นทรัพยากรที่หลั่งไหลไม่มีสิ้นสุด ให้เราใช้สอยเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ

เราก็จะไม่รู้สึกผิดกับกองดอง และไม่มองว่ามันเป็นภาระหรือเป็น to-do list ที่ต้องทำให้เสร็จอีกต่อไปครับ