จะเลี้ยงลูกอย่างไรในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

มีกฎข้อหนึ่งที่ช่างกล้องทั่วไปนั้นรู้กัน

กฎที่ว่านั้นก็คือ เมื่อเราไปถึงโลเคชั่นที่จะถ่ายรูปแล้ว อย่าเพิ่งกางไตรพ็อดออกมาติดตั้งกล้อง

เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น เราจะเคลื่อนย้ายลำบาก ต้องคอยแบกไตรพ็อดที่ติดกล้องไปไหนต่อไหน

วิธีที่ถูกต้องคือถือกล้องเอาไว้ในมือแล้วลองสำรวจพื้นที่ดูก่อน ลองถ่ายรูปหลายๆ ใบ เช็คดูว่ามุมกล้องและองค์ประกอบโอเครึยัง

พอแน่ใจแล้วว่านี่คือรูปที่เราอยากถ่าย จึงค่อยเปิดกระเป๋าเอาไตรพ็อดออกมากาง

ในฐานะพ่อแม่ เราก็ควรเลี้ยงลูกแบบนั้นเช่นกัน

ให้ลูกได้ลอง “สำรวจพื้นที่” ดูก่อน

ให้เขาได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ดูว่าอะไรที่เขาสนุกและทำได้ดี ให้เขาวิเคราะห์ว่างานแบบไหนที่จะดีที่สุดสำหรับ 20 ปีข้างหน้า แล้วค่อยมานั่งคุยกับพ่อแม่เพื่อดูข้อดีข้อเสีย

ถ้าเราไปด่วนตัดสินใจแทนลูกว่าควรเรียนหมอหรือวิศวะโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะชอบมันรึเปล่า นั่นย่อมจะเป็นการไปปิดกั้นความเป็นไปได้ในชีวิตเขา

ดังนั้นจงปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูกและตัดสินใจเองเถอะ

เพราะชีวิตของเขาเราไปใช้แทนไม่ได้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Srinath Nalluri’s answer to What should parents teach their kids?

3 ไอเดียจากหนังสือ ล้ม ลุก เรียน รู้

1.มองหาจุดขาว แม้ว่ามันจะเล็กแค่ไหน
เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเรียนไม่เก่ง ไม่ค่อยมีเพื่อน แถมยังมีปัญหาเรื่องต่อมน้ำตาจนน้ำตาไหลตลอดเวลา

คุณครูคนหนึ่งเห็นความโดดเดี่ยวของเด็กชาย จึงใส่ใจและคอยชวนคุย สรรหาแม้กระทั่งเรื่องเล็กที่สุดมาชมเพื่อให้เด็กคนนั้นรู้สึกดีขึ้น

คำพูดที่เปลี่ยนแปลงเด็กคนนั้นไปตลอดกาล คือคำชมของครูที่ว่า “เธอพูด ร เรือ ได้ชัดมากนะ”

เป็นคำชมที่แทบจะต้องขุดมาชม แต่ก็เป็นคำชมแรกที่เด็กชายเคยได้รับ เป็นคำชมที่ทำให้เขาตั้งใจฝึกการออกเสียง ร เรือ จนโดดเด่นในห้องเรียน และได้เป็นตัวแทนแข่งท่องอาขยานระดับจังหวัด

เมื่อเริ่มมีความเชื่อมั่น เขาจึงกลายเป็นเด็กตั้งใจเรียนจนสามารถสอบคณิตศาสตร์ได้อันดับสามของประเทศ ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และได้ไปทำงานที่บริษัท Google ก่อนจะกลายมาเป็น “กระทิง พูนผล” ผู้แผ้วทางให้วงการสตาร์ทอัพไทยในกาลต่อมา

2.ศัตรูของผู้บริหารคือห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำ
เพราะมันจะทำให้เราไม่อยากออกไปไหน ไม่ได้ออกไปเจอลูกค้า ไม่ได้พบเห็นปัญหาด้วยตัวเอง คอยอ่านแต่รายงานและการพรีเซนต์ที่ถูกฟิลเตอร์มาแล้ว ทำให้ไม่เข้าใจความเป็นจริง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด

3.อย่าใช้ใครไปซื้อกาแฟ
คนนอร์เวย์เชื่อใน “กฎของยานเต้” ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อ หลักใหญ่ใจความคืออย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าเราวิเศษกว่าคนอื่น คนนอร์เวย์จึงจะไม่ยอมซื้อรถที่หรูหรากว่าเพื่อนบ้านเพราะถือเป็นเรื่องผิดมารยาท

หลังจากที่คุณซิกเว่ไปทำงานที่อินเดีย ดีแทคก็ได้ซีอีโอคนใหม่ชื่อคุณทอเร่ จอห์นเซ่น เวลาคุณทอเร่อยากกินกาแฟ เขาจะลงจากตึกสูงเพื่อมาซื้อกาแฟที่สตาร์บัคส์ชั้นหนึ่งเองทุกครั้ง พอถูกถามว่าทำไมถึงไม่ให้เลขาซื้อกาแฟให้ คุณทอเร่ก็ตอบว่า “ขอเดินไปซื้อเองเถอะ เพราะที่นอร์เวย์ ถ้าให้เลขาฯ ซื้อให้มันเด่นเกินคนอื่น อีกอย่างถ้าผมเกษียณ ผมก็ต้องซื้อกาแฟเอง ต้องฝึกตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เคยตัว”


ขอบคุณไอเดียจากหนังสือ ล้ม ลุก เรียน รู้ โดยพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ สำนักพิมพ์ KOOB

ลู่วิ่งฟิตเนสเคยเป็นเครื่องทรมานนักโทษ

พวกเราหลายคนน่าจะเคยได้ใช้ลู่วิ่งไฟฟ้าในฟิตเนส บางคนก็ซื้อมาไว้ที่บ้านได้สองสัปดาห์ก่อนจะ repurpose ให้เป็นราวตากผ้า

อุปกรณ์ที่เรียกว่า Treadmill ถูกคิดค้นขึ้นที่อังกฤษในปี 1812 โดย William Cubitt ผู้ซึ่งต่อมาจะเป็นคนดูแลการก่อสร้าง Crystal Palace

Treadmill ชิ้นแรกถูกติดตั้งไว้ที่คุก Brixton ในลอนดอน ตัวลู่นั้นทำจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เหมือนฟันเฟือง สามารถ “ใช้งาน” ได้ทีละ 24 คนที่ต้องเดินไปข้างหน้าแทบจะตลอดเวลา พลังงานที่ได้มาสามารถนำไปบดข้าวโพดหรือวิดน้ำได้

นักโทษจะต้องเดินบน treadmill วันละ 7-10 ชั่วโมง และมีเวลาพักแค่ชั่วโมงละ 12 นาทีเท่านั้น เป็นการลงโทษที่น่าเบื่อและกินแรงสุดๆ เหมาะที่จะเอาไว้ “สั่งสอนและทรมาน” เพื่อที่นักโทษจะได้ไม่กล้าทำผิดอีก มันจึงได้รับความนิยมในอังกฤษเป็นอย่างมาก จากเรือนจำ 200 แห่งในอังกฤษสมัยนั้น มีเครื่อง treadmill อยู่ถึงครึ่งหนึ่ง แถมยังถูกส่งออกไปยังเรือนจำในอเมริกาอีกด้วย

แต่พอเวลาผ่านไปเกือบร้อยปี เรือนจำก็เริ่มรู้สึกว่าการทำอย่างนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มทักษะอะไรให้นักโทษเท่าไหร่ แถมการบดข้าวโพดหรือวิดน้ำนั้นก็เป็นงานแรงงานที่ใช้สัตว์อื่นทำแทนก็ได้ จึงเอานักโทษมาเข้าสายพานการผลิตทำรองเท้าหรือเสื้อผ้าแทน เครื่องทรมานนักโทษอย่าง treadmill จึงค่อยๆ เสื่อมความนิยมและหายไปจากเรือนจำในที่สุด

ในปี 1913 treadmill กลับมาอีกครั้งเมื่อมีการจดสิทธิบัตรสิ่งที่เรียกว่า “Training Machine” และในยุค 60’s วิศวกรนาม William Staub ก็สร้างลู่วิ่งที่เรียกว่า “PaceMaster 600” และขายดิบขายดีจน treadmill กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากในคุกมาเป็นตามบ้านและในฟิตเนสนั่นเอง


ขอบคุณเนื้อหาจาก JSTOR Treadmills Were Meant to Be Atonement Machines

นิทานส่งต่อความสุข

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เพื่อนสองคนนั่งแท๊กซี่มาลงที่ใจกลางเมือง

ก่อนจะลงจากรถ เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“ขอบคุณนะพี่โชเฟอร์ พี่ขับรถดีมากเลย”

โชเฟอร์ยิ้มรับงงๆ ก่อนจะออกรถไป

“ทำไมต้องชมคนขับแท๊กซี่ด้วยล่ะ”

“เราอยากให้คนรักกันมากกว่านี้”

“คนเดียวจะทำอะไรได้”

“ไม่ใช่คนเดียวซะหน่อย ถ้าเค้ารู้สึกดีกับคำชมของเรา เขาก็จะ nice กับผู้โดยสารคนอื่นๆ ของเขา ถ้าเค้าได้งาน 10 รอบ ผู้โดยสารเหล่านั้นก็จะ nice กับคนอื่นๆ คำชมของเราเมื่อกี้อาจจะทำให้คนอารมณ์ดีขึ้นอย่างน้อย 100 คนเลยนะ”

“ก็ฟังดูดีอยู่หรอกนะ แต่จะไปหวังให้โชเฟอร์เค้าดีกับผู้โดยสารมันไม่ยากไปหน่อยเหรอ”

“ถ้าเค้าไม่ได้สนใจคำชมของเราก็ไม่เห็นไปไรนี่ เราไม่ได้เสียอะไรไปซักหน่อย เอ่ยปากชมใช้เวลาแค่ 3 วิ ค่าแท๊กซี่ก็จ่ายเท่าเดิม และวันนี้เรายังมีโอกาสเจอคนอีกตั้งเยอะ มันต้องมีบ้างแหละที่คำชมของเราทำให้ชีวิตของใครบางคนดีขึ้น”


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ The Original Chicken Soup for the Soul

ร่องรอยแห่งความรู้สึก

คุณค่าของสิ่งต่างๆ อาจดูได้จากร่องรอยแห่งความรู้สึกที่มันได้ทิ้งไว้กับเรา

หนังสือบางเล่มที่เราโปรดปราน เราอาจจะจำเนื้อหาแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เรารู้ว่ามันได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เรา

หนังสือ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ และหนังสือ มองไกลบนไหล่ยักษ์ ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ทำให้ผมตัดสินใจเขียนบล็อกอย่างจริงจัง

หนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของ Marie Kondo ทำให้ผมลุกขึ้นมาจัดบ้าน

หนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ทำให้ผม prioritize การนอนขึ้นมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของชีวิต

หนังสือแต่ละเล่ม ใช้เวลาอ่านไม่กี่วัน แต่มันอาจทิ้งร่องรอยไว้กับเราได้ชั่วชีวิต

เช่นเดียวกับเพลงบางเพลง คำบางคำ และคนบางคน

แม้จะผ่านพ้นไปเนิ่นนาน แต่ร่องรอยแห่งความรู้สึกนั้นไม่เคยจากเราไปไหนเลย