เหตุผล(ใหม่)ที่เรารักวันศุกร์และไม่ชอบวันจันทร์

วลีหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดีคือ “Thank God It’s Friday!” เพราะใกล้ถึงเวลาสุดสัปดาห์ที่จะได้พักผ่อนและออกไปสนุกกันแล้ว

ส่วนอีกคำหนึ่งที่เราอาจคุ้นน้อยกว่าคือ Monday Blues ซึ่งหมายถึงความรู้สึกในเช้าวันจันทร์ที่ไม่อยากกลับไปทำงาน

คำอธิบายง่ายๆ ก็คือการทำงานมันหนัก มันเหนื่อย ต้องเจอคนมากมาย เราเลยไม่อยากให้วันจันทร์มาถึง

แต่ผมเพิ่งพบอีกคำอธิบายหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ แม้อาจไม่ได้อธิบายทุกแง่มุมของปรากฏการณ์นี้ แต่ก็น่าสนใจและควรค่าแก่การบอกต่อ

แต่ก่อนอื่น เราต้องไปทำความรู้จักกับโดพามีนกันก่อนครับ


โดพามีน (dopamine) เป็นฮอร์โมนสำคัญในร่างกายที่ถูกหลั่งออกมาเพื่อกระตุ้นและสร้างแรงผลักดันให้เราออกไปไขว่คว้าอะไรบางอย่าง

ย้อนกลับไปเมื่อแสนปีที่แล้ว สมัยที่มนุษย์ยังไม่ได้เริ่มทำกสิกรรม จึงยังหาอาหารด้วยการออกล่าสัตว์ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง

ในช่วงที่เราไล่ตามสัตว์ที่เป็นเหยื่อ สมองของเราจะค่อยๆ หลั่งโดพามีนออกมาเพื่อให้เรามีแรงใจที่จะติดตามเหยื่อต่อไป และเมื่อล่าได้สำเร็จโดพามีนก็จะหลั่งเพิ่มอีกเช่นกัน

โดพามีนจึงเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้มนุษย์ลงมือทำสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด

เคยมีงานวิจัยที่นักทดลองปรับสมองของหนูทดลองไม่ให้หลั่งโดพามีน ถ้าเอาอาหารไปป้อนให้หนูทดลองถึงปากหนูจะกินอาหารนั้น แต่ถ้าเอาอาหารวางห่างออกไปแค่หนึ่งช่วงตัว หนูทดลองไม่แม้แต่จะลุกเดินไปกินอาหาร และสุดท้ายมันก็จะอดตาย


อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือในสมองของเรานั้น ส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดและความความสุข (Pain/Pleasure) จะวางอยู่ติดกันในส่วนที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)

Pain กับ Pleasure จึงเป็นเหมือนไม้กระดกที่อยู่คนละฝั่ง เป็นเหมือนตาชั่งที่มีสองแขนถ่วงสมดุลกันอยู่ ถ้าร่างกายเจอ pain มาเยอะ สมองจะพยายามพามันกลับสู่จุดสมดุลด้วยการกดไม้กระดกฝั่ง pleasure

มองย้อนกลับไปสมัยที่เรายังต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการล่าสัตว์ เป็นงานที่ยากลำบากและเสี่ยงภัยอันตราย พูดง่ายๆ ก็คือมันเป็นงานที่ pain มาก

เมื่อล่าสัตว์สำเร็จ (หรือแม้กระทั่งไม่สำเร็จ) สมองจะกระตุ้นความสุข (pleasure) เพื่อชดเชยความเจ็บปวด (pain) ที่เผชิญมาก่อนหน้านี้ พอเรามีความรู้สึกดีเกิดขึ้น วันรุ่งขึ้นเราจึงยังมีแรงจูงใจที่จะออกไปล่าสัตว์อีกครั้ง เพราะแม้ว่าช่วงแรกมันจะเหน็ดเหนื่อย แต่ตอนท้ายจะรู้สึกดีขึ้นเสมอ แม้ว่าวันนั้นจะกลับบ้านมือเปล่าก็ตาม กลไกทางสมองเช่นนี้เองที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์รอดชีวิตมาได้เรื่อยๆ

ตลอดแสนปีที่ผ่านมา โดพามีนจะหลั่งต่อเมื่อเราออกไปทำอะไรที่ต้องลงมือลงแรงจนกว่าจะได้ “รางวัล” มา

แต่หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เราสามารถเข้าถึง “รางวัล” ได้ง่ายกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งอบายมุขอย่างสิ่งเสพติดและการพนัน

เรารู้ดีว่าคนที่เสพติดอะไรบางอย่างนั้นมีความทุกข์มหาศาล เพราะแม้ตอนเสพจะมีความสุขมาก แต่อย่างที่บอกว่า pain กับ pleasure เป็นเหมือนไม้กระดกหรือตาชั่งที่ต้องคอยบาลานซ์กันและกัน พอหยุดเสพหรือไม่ได้เสพ ไม้กระดกฝั่ง pain ก็จะออกฤทธิ์ ซึ่งทำให้คนที่เสพยาหรือติดการพนันนั้นรู้สึกทุรนทุราย และหลายคนที่เลิกยาหรือเลิกการพนันไม่ได้ ก็เพราะว่า “ตาชั่งพัง” ต้องเสพยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ pleasure เท่าเดิม หรือเสพเพียงเพื่อจะหยุดยั้ง pain ที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ก็ได้รู้จักกับสิ่งเสพติดชนิดใหม่ นั่นคือโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็นอีเมลฉบับใหม่ ข้อความ คอมเมนต์ รวมถึงยอดไลค์ ยอดแชร์ พอเราได้ notifications ว่ามีความเคลื่อนไหวในสิ่งที่เราโพสต์เอาไว้ สมองของเราก็จะหลั่งโดพามีน และโดพามีนนั้นเป็นฮอร์โมนที่เรารู้สึกว่าไม่เคยมีพอ เมื่อได้มาแล้วก็อยากได้อีก โทรศัพท์มือถือจึงเป็นสิ่งเสพติดที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยกว่าทุกสิ่งเสพติดที่เคยมีมา


เราแต่ละคนจะมีระดับโดพามีนขั้นพื้นฐานที่เรียกว่า Baseline Dopamine Level

และเมื่อเราทำอะไรที่จะนำไปสู่ “รางวัล” ระดับโดพามีนก็จะไต่ระดับสูงขึ้น ก่อนจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับปกติอีกครั้ง

เวลาทำอะไรที่ต้องลงมือลงแรง โดพามีนจะหลั่งอย่างช้าๆ เราเรียกว่า Slow Dopamine

เช่นการอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย การเขียนบทความ ช่วงเริ่มต้นเราอาจไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันมาก แต่โดพามีนก็จะค่อยๆ หลั่งออกมา และเมื่อเราใช้เวลากับมันสัก 10-15 นาที โดพามีนจะสูงพอที่จะทำให้เรามีแรงผลักดันมากขึ้นโดยธรรมชาติ อารมณ์เหมือนเครื่องที่จุดติดแล้ว และนำพาให้เราทำสิ่งนั้นต่อไปได้เรื่อยๆ จนครบเวลาหรือจนงานนั้นสำเร็จ แล้วโดพามีนจึงจะค่อยๆ ลดลงมาอยู่ในระดับปกติ

แต่มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า Quick Dopamine ด้วย นั่นคือการได้รางวัลมาแบบทันทีทันใดโดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม เช่นดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เสพสื่อสำหรับผู้ใหญ่ รวมถึงการเล่นโซเชียล

กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ระดับโดพามีนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อสิ้นสุดลง ระดับโดพามีนจะลดลงอย่างฉับพลันและลงไปต่ำกว่าค่าปกติเสียอีก เราเรียกสิ่งนี้ว่า Dopamine Crash

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเมื่อเราเล่นมือถือนานๆ เราจึงรู้สึกว่า “พลังงานไม่ดี” เอาเสียเลย เพราะว่าการเสพของเรานำไปสู่ Dopamine Crash จนโดพามีนต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นนั่นเอง


ขอพาผู้อ่านกลับสู่หัวข้อประจำวันนี้ นั่นคือเหตุผล(ใหม่)ที่เรารักวันศุกร์และไม่ชอบวันจันทร์

เรารักวันศุกร์ไม่ใช่เพียงเพราะสุดสัปดาห์ใกล้เข้ามา แต่เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเผชิญกับงานที่ท้าทาย กระตุ้นการหลั่ง Slow Dopamine อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงจูงใจยังอยู่ในระดับสูง เมื่อถึงวันศุกร์จึงเกิดความรู้สึกโล่งใจและตื่นเต้นจนต้องอุทาน Thank God It’s Friday!

และเหตุผลที่เราเกลียดวันจันทร์ ก็อาจไม่ใช่เพราะว่าเราไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แต่เป็นเพราะว่าวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เราอาจทำกิจกรรมที่สร้าง Quick Dopamine เยอะเกินไปจนนำไปสู่ Dopamine Crash ที่ทำให้เรามี Monday Blues นั่นเอง

อย่างที่บอกไปว่าเหตุผลเหล่านี้คงไม่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคน บางคนก็ไม่อยากไปทำงานเพราะว่าไม่ชอบงานนั้นหรือไม่อยากเจอคนที่ทำงานจริงๆ

แต่สำหรับใครที่มีงานที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่โอเค แล้วยังพบว่าตัวเองมีอาการขยาดวันจันทร์เป็นครั้งคราว ก็ขอให้ลองสังเกตตัวเองดูว่ามันเกิดจากการที่เราใช้ชีวิตช่วงสุดสัปดาห์ที่เอื้อต่อการเกิด Dopamine Crash หรือไม่

หากเราอยากรู้สึกดีกับวันจันทร์หรือแม้กระทั่งกับทุกวันให้มากกว่าเดิม ก็ขอให้ระลึกไว้เนืองๆ ว่าการทำสิ่งที่ยากและมีความหมายนั้นมีรางวัลเป็นของตัวเอง และการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสำราญนั้นก็มีบทลงโทษในตัวมันเองด้วยเช่นกัน

ขอให้ใช้ชีวิตช่วงสุดสัปดาห์นี้ในการทำให้เราเป็นคนที่รักวันจันทร์มากขึ้นนะครับ


ขอบคุณความรู้เรื่องโดพามีนจากหนังสือ The Dose Effect by TJ Power และพ็อดแคสต์ The Diary of a CEO with Dr.Anna Lembke (author of Dopamine Nation)

เมื่อ Supply มีมากกว่า Demand เราจะอยู่กันอย่างไรดี

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับ “พี่เบน” วิบูลย์ ตวงสิทธิสมบัติ CEO กลุ่มบริษัทนันยางเท็กซ์ไทล์ ที่ทำธุรกิจสิ่งทอครบวงจรอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

ประโยคหนึ่งที่พี่เบนพูดออกมาแล้วติดอยู่ในใจผมมาหลายเดือนก็คือ การทำธุรกิจสมัยก่อนนั้นง่ายกว่าสมัยนี้

“ในอดีต ถ้า Demand มีซัก 10 Supply จะมีแค่ 3 หรือ 4 เท่านั้น ทำธุรกิจอะไรก็รวย

แต่สมัยนี้ Demand มี 10 Supply อาจจะมี 20 หรือ 30 มันก็เลยต้องแย่งกันขาย ดังนั้นโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนนั้นจึงยากกว่าแต่ก่อนมากๆ”

ในช่วงเดียวกันนั้นเอง ผมได้อ่านหนังสือชื่อ The Perfection Trap ที่เขียนโดย Thomas Curran ที่ตั้งคำถามว่าทำไมคนเราถึงมีโอกาสเป็น perfectionist มากกว่าแต่ก่อน

สมมติฐานของ Curran คือ โลกปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย Supply-Side Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยฝั่งซัพพลาย

ในความหมายที่ว่า ทุกคนต้องการสร้างความเจริญเติบโต (growth) จึงเร่งผลิตผลิตภัณฑ์ออกมามากมายจนล้นตลาด และสร้าง “ความต้องการ” ให้กับผู้บริโภคด้วยการโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นทางทีวี นิตยสาร หรือบิลบอร์ด หรือถ้าเป็นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็คือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ที่ Curran มองว่าไม่ได้ทำหน้าที่ social network อีกต่อไป แต่เป็น advertising platform อันทรงพลัง

เมื่อเราถูกสื่อทุกทางบอกว่าชีวิตของเราไม่ดีพอ ชีวิตของเราจะต้องดีกว่านี้ ด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้หรือบริการตัวนั้น เราก็เลยพร้อมที่ยอมจ่ายเงินเพื่อจับจ่ายสินค้าที่เอาเข้าจริงแล้วไม่ได้จำเป็นต่อชีวิต

เราจึงกดเอฟของเวลามี Double Digit Campaign ในเว็บอีคอมเมิร์ซ เราจึงซื้อเสื้อผ้า fast fashion มาอัดไว้เต็มตู้ เราจึงเปลี่ยนมือถือทั้งที่เครื่องเก่าก็ยังใช้ได้ดี


ไม่ใช่เพียงสินค้าเท่านั้นที่ล้นตลาด คนทำงานก็เหมือนจะล้นตลาด

เนื่องจากผมทำงานอยู่ในส่วนของ HR จึงได้สัมภาษณ์คนอยู่เรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือเด็กที่จบใหม่สมัยนี้หางานดีๆ ได้ยากกว่าสมัยก่อน

เนื่องจากบริษัททุกแห่งต้องทำกำไร และการจ้างพนักงานประจำนั้นมีต้นทุนสูง บริษัทจำนวนไม่น้อยจึงเลือกรับพนักงานที่ยังไม่มีประสบการณ์แบบเป็นสัญญาจ้างหรือที่เรียกว่า outsourced employee

ผมได้คุยกับผู้สมัครหลายคนที่เรียนจบเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง แต่ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมายังเป็นได้เพียงพนักงานสัญญาจ้างปีต่อปี ซึ่งสิ่งนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยตอนผมเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

แล้วการมาของ AI อาจจะ disrupt ตลาดแรงงานอีกหลายระลอก งานระดับ operations ที่เราเคยจ้างเด็กจบใหม่เข้ามาทำก็อาจจะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ

เมื่อเราอยู่ในโลกที่ supply มีมากกว่า demand นั่นหมายความว่าเราไม่อาจแสวงหา “ความมั่นคง” ในอาชีพการงานได้อีกต่อไป

แม้กระทั่งบริษัทเทคชั้นนำของโลกที่มีเงินมหาศาล ก็ยังปลดพนักงานไปแล้วหลายระลอก

จริงอยู่ที่ในเมืองไทยยังมีองค์กรใหญ่ที่ดูมั่นคงและปลอดภัย แต่ในโลกที่ผันผวนเพียงนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าองค์กรเหล่านี้จะยังคงมอบความมั่นคงให้กับพนักงานได้เหมือนสมัยก่อนหรือไม่ บริษัทอาจถูกควบรวม ลดไซส์ หรือมีโครงการ early retire ที่เราอาจกลายเป็น “ผู้ประสบภัย” ได้เช่นกัน


ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วเราควรทำอย่างไรกันดี?

ผมคงไม่สามารถพูดได้ในมุมของเจ้าของธุรกิจเพราะไม่ได้มีประสบการณ์ แต่ขอพูดในมุมมองของพนักงานว่าเราจะเพิ่มความน่าจะเป็นให้กับตัวเองในการมี “งานทำไม่ขาดมือ” ได้อย่างไรบ้าง

หนึ่ง เราควรเป็นของหายากสำหรับใครบางคน

แม้จะอยู่ใน supply-side economy แต่ก็มีบางอย่างที่ supply ยังน้อยกว่า demand อยู่

เช่นคนที่ขยัน เรียนรู้ไว มี ownership เก่งทั้งงาน เก่งทั้งคน มี EQ ที่ดี จัดการความเครียดได้ สุขภาพแข็งแรง รักษาคุณภาพของงานได้อย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลาพัฒนา มันจึงเป็นของหายาก และบริษัทที่ฉลาดย่อมอยากเก็บเอาไว้

สอง เราควรสร้างแบรนด์ของตัวเอง

เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ดีๆ ได้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากไปกว่าเวลาและความตั้งใจ (โดยที่ต้องทดไว้ในใจว่าใน supply-side economy ก็มี creators ล้นตลาดเช่นกัน)

เมื่อเรามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีคนติดตามหลักพันหรือหลักหมื่น มันจะเป็นเสมือน online resume ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ในระยะยาวไม่ว่าเราจะทำงานอยู่กับองค์กรไหนก็ตาม

และแม้ว่าเราไม่ต้องการมีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ เราก็ยังสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองภายในองค์กรได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสและทางเลือกให้กับเราอย่างแน่นอน

สาม เราควรเล่นเกมยาวกับคนที่มองการณ์ไกล

“Play long-term games with long term people.” เป็นหนึ่งในคำแนะนำที่ผมชอบมากที่สุดในหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

เพราะความไว้ใจนั้นใช้เวลาสั่งสมเนิ่นนาน เป็นสิ่งที่ AI ก็ช่วยให้เกิดเร็วขึ้นไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเราลงทุนในความสัมพันธ์กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่เก่งๆ เราก็จะมีกลุ่มคนที่คอยเกื้อกูลกัน พร้อมจะแนะนำให้เราได้พบกับงานดีๆ ทั้งในวันนี้และในอนาคต โดยที่เราไม่ต้องร่อนเรซูเม่และได้แต่ภาวนาว่าจะมีบริษัทไหนเรียกตัวหรือไม่

ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคลื่นอีกหลายระลอกที่กำลังซัดเข้าฝั่งครับ

Anontawong’s Musings อายุครบ 10 ปีแล้วครับ!

ขณะนี้เป็นเวลาสามทุ่มกว่าของคืนวันที่ 2 มกราคม 2025

วันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือ 2 มกราคม 2015 คือวันที่ผมเริ่มเขียนบล็อก Anontawong’s Musings อย่างจริงจัง

ที่จริงแล้ว บทความแรกที่ผมเขียนลงบล็อกนั้น เขียนไว้เมื่อปี 25 มกราคม 2012 สั้นๆ แค่นี้

“Today I signed up on tumblr to start my blog. I don’t know where it is going to lead me but I hope to be able to learn something from doing this.

วันนี้ก็เริ่มเขียนบล็อกส่วนตัวเป็นครั้งแรก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะนำไปสู่อะไรบ้างแต่คงจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่มากก็น้อยครับ”

แต่หลังจากนั้น ผมก็เขียนบทความแค่ปีละ 3-4 ตอนเท่านั้น

จนกระทั่งปลายปี 2014 ได้ไปเที่ยวช่วงหยุดปีใหม่กับครอบครัว พกหนังสือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท้ป รวิศ หาญอุตสาหะ กับ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

อ่านหนังสือสองเล่มนี้จบแล้วเกิดความฮึกเหิม คิดว่าควรจะลุกขึ้นมาทำอะไรจริงจัง

กลับมาถึงบ้านที่กรุงเทพ วันที่ 2 มกราคม 2015 ก็เลยโพสต์บทความที่ชื่อว่า “เกิดใหม่” แล้วสัญญากับตัวเองว่าจะลงบทความติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน

พอเขียนได้ครบ 3 วัน ก็ขยับเป้าเป็น 1 สัปดาห์ พอครบ 1 สัปดาห์ ก็ขยับเป็น 1 เดือน แล้วก็ขยับเป็น 3 เดือน

จนกระทั่งเขียนครบ 100 ตอน เลยประกาศว่าผมจะเขียนบล็อกต่อไปเรื่อยๆ และจะพยายามเขียนทุกวัน จนกระทั่งเขียนครบ 3,000 ตอนเมื่อปลายปี 2023

ในปี 2024 ผมลดจำนวนบทความลงไปพอสมควร ทั้งปีเขียนไปแค่ 63 บทความเท่านั้น แต่ก็รู้สึกว่าคุณภาพโดยรวมของบทความดีขึ้น และที่สำคัญคือผมมีความสุขกับการเขียนมากกว่าเดิม และมีเวลาเพิ่มเติมได้ไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต

ปี 2025 นี้ ผมตั้งใจจะเขียน Anontawong’s Musings ประมาณ 50-60 บทความครับ

ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามกันมาอย่างเหนียวแน่น และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีของ Anontawong’s Musings ผมอยากมอบหนังสือที่ผมเขียนเอง 10 เล่มให้กับ 10 คนที่เข้ามาร่วมคอมเมนท์ โดยช่วยบอกผมว่ารู้จักบล็อกนี้ได้ยังไง และ/หรือ มีบทความไหนที่ชอบเป็นพิเศษ โดยผมจะสุ่มชื่อคนที่มาร่วมสนุกและทักไปทาง inbox ในช่วงปลายสัปดาห์หน้านะครับ

สุดท้ายนี้ ขอยกถ้อยคำบางส่วนจากบางบทความที่อาจเคยผ่านหูผ่านตาของทุกคนมาบ้าง ในตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

สวัสดีปีใหม่ 2025 ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจ และมีความสุขกับเส้นทางที่เราเลือกเดินครับ


2015 – วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari

มาริเอะบอกว่า การจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับข้าวของที่เรามี

การจัดบ้าน คือการสบตากับความจริง ว่าตัวเราในปัจจุบันต้องการอะไร และเราต้องการจะใช้ชีวิตที่เหลือแบบไหน

การจัดบ้านให้เรียบร้อย จึงเป็นการเดินทางของจิตวิญญาณ ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้วยความไว้ใจในชีวิตเช่นนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตกับปัจจุบันได้ดีที่สุด

ลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าของทุกชิ้นในบ้านคุณ spark joy มันจะดีแค่ไหน

เปิดตู้เสื้อผ้าก็เห็นแต่ชุดที่เราอยากใส่ มองไปที่ชั้นหนังสือก็เจอแต่หนังสือที่อยากหยิบขึ้นมาอ่าน ดีวีดีทุกแผ่นล้วนแล้วแต่เป็นหนังในดวงใจ และรูปทุกใบทำให้เรายิ้มทุกครั้งที่เห็น

เมื่อนั้น “บ้าน” จะเป็นแหล่งพักพิงใจของเราอย่างแท้จริง


2016 – ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion

เพราะการได้ทำสิ่งที่รัก ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะมีความสุขกับงานได้ แต่การรักในสิ่งที่ทำและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางนั้นก็ทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไปทำสิ่งที่รัก ลองมา “เอาจริง” กับงานที่อยู่ตรงหน้ากันซักตั้งก่อนมั้ย

มาทำตัวเองให้เก่งจนใครๆ ก็ต้องมองมาที่เรา – be so good they can’t ignore you

แล้วโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก (แถมยังได้เงินดี) จะวิ่งเข้าหาเราแน่นอนครับ


2017 – ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

(บทความนี้ชักชวนให้คนหันมาใช้ Easy Pass)

ใช่ครับ ถ้าคนเปลี่ยนไปใช้ Easy Pass แค่ไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยคน สถานการณ์ย่อมไม่มีอะไรดีขึ้นมา

คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

เพียง 3,000 คนเปลี่ยนมาใช้ Easy Pass ชีวิตคนอีก 18,000 คนจะดีขึ้นทันที ประหยัดเวลามวลรวมได้ 6,000 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1,500,000 ชั่วโมงต่อปี

ถ้าคุณยังจำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ซักอย่างในเดือนตุลาคมนี้ ผมคิดว่าการหันมาใช้ Easy Pass เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว


2018 – เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงาน

วันหนึ่งผมเจอโปรไฟล์ของคนที่น่าสนใจเลยโทร.ไปหาเพื่อเชิญให้เขามาสัมภาษณ์ เขาจะได้เงินและตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมมาก

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมไม่สนใจครับ” เขาปฏิเสธ

ผมถามเพิ่มว่าทำไม เขาตอบว่า

“ผมถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานแล้วครับ” (“I already made it to the top”)

ผมดูเรซูเม่ของเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตำแหน่งสูงอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้จัดการด้วยซ้ำ

เขาเลยอธิบายว่า “การไปถึงจุดสูงสุด” สำหรับเขาคือการที่เขารักงานที่เขาทำในแต่ละวัน เขารักบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทุกๆ คนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพ เงินเดือนเขามากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ มีสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพลาดเกมแข่งเบสบอสของลูก การแสดงที่โรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด หรือวันสำคัญๆ ของครอบครัวเลย


2019 – ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา

นิสัยไม่ตรงต่อเวลาเป็นเรื่องปกติของคนในประเทศเขตร้อน เท่าที่ฉันสังเกต คนฟิลิปปินส์ดูจะมีความตรงต่อเวลาน้อยกว่าคนไทยเสียอีก

หลายคนตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นเพราะดินฟ้าอากาศ เวลาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนอเมริกันและคนยุโรป ถ้าเราไม่เก็บเกี่ยวพืชผลให้ทันก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน พวกเราก็จะอดตาย ฤดูกาลทั้งสี่นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน และคอยย้ำเตือนว่าวันคืนกำลังหมุนไป และเหลือเวลาอีกเท่าใดกว่าฤดูหนาวจะกลับมาอีกครั้ง วัฒนธรรมของเราจึงให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลา และมันก็ส่งผลต่อชีวิตเราในทุกแง่มุมตราบจนทุกวันนี้

แต่สำหรับเมืองไทย ฤดูกาลไม่เคยเปลี่ยน ฤดูหนาวไม่เคยมาถึง คนไทยเลยไม่เคยต้องเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับฤดูหนาว ผลไม้และข้าวปลูกได้ทั้งปี อากาศที่ร้อนอย่างสม่ำเสมอทำให้คนไทยไม่ค่อยรู้สึกถึงการผ่านไปของเวลา และรู้สึกว่าอะไรๆ ก็ยังเหมือนเดิม

ด้วยเหตุผลนี้พวกเขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลา เพราะพวกเขามีเวลาเหลือเฟือ ถ้าวันนี้ยังไม่ได้เกี่ยวข้าวก็ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้


2020 – ความลับของฟ้า จากธนา เธียรอัจฉริยะ

ตอนอายุ 37 ปี สมัยอยู่ DTAC พี่โจ้เคยน้ำหนักเกือบ 100 กิโล กินอาหารแบบ “อชีวจิต” ผักไม่กิน กินบุฟเฟ่ต์ฟัวกราส์คราวละ 30-40 ชิ้น

เย็นวันหนึ่งระหว่างกินบุฟเฟ่ต์ฟัวกราส์ พี่โจ้รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดปกติ ต้องขับรถไปโรงพยาบาล นอน CCU ไป 1 คืน

เป็นคืนที่แย่ที่สุดในชีวิต และเป็นคืนที่ดีที่สุดในชีวิตด้วย เพราะวิกฤติมาสะกิดเตือนเราเบาๆ ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว

หลังจากนั้นพี่โจ้จึงเริ่มกินผัก และเริ่มวิ่งเป็นประจำ วันแรกๆ วิ่งได้แค่ 400 เมตร ตอนนี้สามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ พี่โจ้แคปหน้าจอแอปวิ่งให้เห็นว่า พี่โจ้วิ่งครบ 10,000 กิโลเมตรไปเรียบร้อยแล้ว

พี่โจ้รู้สึกขอบคุณที่ได้เข้า CCU ตั้งแต่ตอนอายุ 37 เพราะถ้าตอนนั้นยังไม่เปลี่ยน แล้วมาป่วยตอนอายุ 51 ปีน่าจะรอดยาก


2021 – 17 ข้อคิดจาก The Psychology of Money หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องที่ไม่คาดฝัน คือโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่พยายามไปทำนายเรื่องที่ไม่คาดฝัน

ตอนปลายปี 2019 มีกูรูมากมายออกมาทำนายว่าอะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2020 บ้าง

ไม่มีแม้แต่สำนักเดียวที่บอกว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจปี 2020 คือโรคระบาด

เพราะความเสี่ยงคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่คุณคิดว่าคุณคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว

“Risk is what’s left over when you think you’ve thought of everything.”
-Carl Richards


2022 – หายใจแบบวิสกี้

Whiskey Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 หายใจออกนับ 1 ถึง 8 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 10-12 วินาที)

หายใจแบบวิสกี้ จะช่วยให้เราเคลิ้มและหลับได้เร็วขึ้น เพราะมันไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานในสภาวะที่ร่างกายพักผ่อน เราสามารถหายใจแบบวิสกี้สัก 10 ยกหรือจนกว่าเราจะผล็อยหลับไปเลยก็ได้


2023 – วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง

พ่อสอนพี่อ้นตั้งแต่เด็กว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ จงอย่าเป็นหนี้ใคร

พี่อ้นจึงเป็นคนไม่มีหนี้ อยากซื้ออะไรก็จะเก็บเงินก่อนเสมอ แม้กระทั่งคอนโดก็ซื้อด้วยเงินสด

พี่อ้นมีลูกสองคน ลูกชายเรียนจบแล้ว ส่วนลูกสาวกำลังเรียนอยู่ปี 4

ตอนแรกลูกชายพี่อ้นเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่พอเห็นว่าลูกไม่ยอมกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง บ่นว่าร้อน คุณพ่อจึงตัดสินใจให้ไปเข้าโรงเรียนไทย ให้หัดไปต่อคิวซื้อข้าวในโรงอาหาร

“การเลือกโรงเรียนคือการเลือกไลฟ์สไตล์ให้ลูก” พี่อ้นกล่าว

พี่อ้นเป็นคนไม่ใช้ของแบรนด์เนม ลูกสาวพี่อ้นจึงไม่ติดของแบรนด์เนมเช่นกัน

“Live one level below what you can afford.” แล้วเราจะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

คนไม่น้อยชอบทำตรงกันข้าม คือ Live one level above.


2024 – ทุกสิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

เราทุกคนอยากเป็นคนพิเศษ

เราเข้าใจดีว่า เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน แต่เราก็อดหวังไม่ได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะเราก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าเรามีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น

พอเราเชื่อว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น เมื่อเจอเรื่องธรรมดาอย่างการพลัดพราก เราจึงทุกข์ทรมานเป็นพิเศษเช่นกัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราละทิ้งความเชื่อว่าเราเป็นคนพิเศษนี้ได้ และยอมรับว่าเราเองก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง เราก็จะเข้าใจและทำใจได้เร็วขึ้นเมื่อถึงวันที่เราต้องประสบกับสิ่งที่เราไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ความพลัดพราก หรือความสูญเสีย

เราคือคนธรรมดา และสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะจักรวาลมุ่งไปในทางทิศทางนี้ เราไม่อาจต้านทานหรือฝืนมันได้เลย


อ่านบทความทั้งหมดของ Anontawong’s Musings ได้ที่ anontawong.com/archives/

เรื่องใหม่ที่ได้เรียนรู้ในปี 2024 เก็บไว้ใช้ในปี 2025

ความทรงจำที่ตราตรึงมักจะเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน

เราจะ productive ที่สุดตอนที่เราสุขภาพแข็งแรง ตอนเราป่วยไม่ว่ามีเครื่องมีดีแค่ไหนก็ productive ไม่ขึ้น

การออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยให้เรามีพลังงานดีๆ ตลอดวัน

และพลังงานที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับหัวหน้าและผู้บริหาร เพราะพลังงานไม่ว่าจะบวกหรือลบจะถูกส่งต่อไปยังทีมงานหลายคนหรือหลายสิบคน

การจ้างเทรนเนอร์ที่ฟิตเนสนั้นเป็นอะไรที่แพงมาก แต่เมื่อมองกลับไปจะรู้สึกว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

คุณประโยชน์สูงสุดของเทรนเนอร์ คลาสโยคะ หรือคลาสเรียน ไม่ใช่การมีคนสอน เพราะมีคลิปคนสอนมากมาย คุณประโยชน์สูงสุดคือมันบังคับให้เราต้องจัดเวลาเพื่อมาโฟกัสกับกิจกรรมที่เราตัดสินใจแล้วว่าสำคัญ และอยู่กับมันตรงนั้นอย่างไม่ว่อกแว่กเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ถ้าวิ่งมานานแล้วเวลายังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจต้องแก้ที่ท่าวิ่ง

ถ้ากลัววิ่งแล้วเข่าจะพัง ให้หันมาสนใจการเล่นเวทเพื่อให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้น เวลาวิ่งมันจะช่วยปกป้องเข่าเราได้ดี

บาลานซ์ของร่างกายเป็นสิ่งที่เรามักไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วจำเป็นมากที่จะโตไปเป็นคนที่ไม่ล้มตอนแก่ เราฝึกได้เรื่อยๆ ตั้งแต่วันนี้ด้วยการยืนขาเดียวแปรงฟัน ยืนใส่ถุงเท้า และยืนใส่กางเกง (อย่างระมัดระวัง)

จุดที่ปวดกับต้นเหตุที่ปวดนั้นบางทีก็เป็นคนละส่วนที่เชื่อมโยงกันอยู่ หากปวดหลังล่าง ให้ลองยืดแฮมสตริง ถ้าปวดคอ ให้ลองยืดไหล่

LDL สูงบางทีก็ไม่ใช่ความผิดของเรา เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ ต่อให้ออกกำลังกายและระวังอาหารแล้วก็ยังสูงอยู่ ลองปรึกษาหมอแล้วพิจารณาเรื่องกินยาดูก็ไม่เสียหาย

การต้องกินยาตลอดชีวิตฟังแล้วน่าเศร้า แต่พอมาคิดดูอีกทีว่ามีหลายอย่างที่เราต้องทำตลอดชีวิตเพื่อดูแลตัวเอง อย่างการแปรงฟันและการกินวิตามินซี มันก็อาจไม่เศร้ามากนัก

เราควรพาพ่อแม่ไปเที่ยวในวันที่เขายังเดินเหินได้คล่อง

ข้อดีสำคัญของการมีคู่ชีวิต คือเขาจะคิดหรือทำอะไรที่เราคิดไม่ถึงหรือทำไม่ได้

วัยเด็กของลูกคือนาฬิกาที่คอยเตือนพ่อแม่ว่าเวลาผ่านไปเร็วแค่ไหน

ตอนไปเที่ยวต่างประเทศเรามักจะนอนหลับได้ดี เพราะได้เดินเกินวันละหมื่นก้าว กลับมาเมืองไทย ถ้าอยากนอนหลับได้ดี ควรหาโอกาสเดินเยอะๆ เช่นกัน

ถ้าเรารับพนักงานที่ใช่เข้ามา เราจะเหนื่อยน้อยลง ถ้าเรารับพนักงานที่ไม่ใช่เข้ามา เราจะเหนื่อยเท่าเดิมหรือเหนื่อยกว่าเดิม

ตอนทำโปรเจ็กต์สำคัญ ให้มองไปข้างหน้าเลยว่า “มันจะพัง” ได้ยังไงบ้าง แล้วทำทุกทางเพื่อปิดความเสี่ยงเหล่านั้นให้มากที่สุด

ผู้บริหารระดับสูงต้องทำสามอย่างให้ดี คือบอกความคาดหวังให้ชัด ตั้งคำถามที่น้องอาจไม่ได้คิดถึง และตัดสินใจให้คม

สิ่งที่หัวหน้ามักพลาด คือบอกความคาดหวังไม่ชัด ทำให้เสียเวลาและความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

ทดลอง (experiment) ให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำอยู่จนเป็นนิสัยนั้นเราไม่รู้เลยว่ามันดีที่สุดแล้วหรือยัง เราทำเพราะแค่ความเคยชิน เราทำเพราะยึดติดกับตัวตนเดิม

เมื่อเราเจออะไรที่ทำให้ล่าช้าในการเดินทาง ให้บอกตัวเองว่ามันอาจช่วยให้เราแคล้วคลาดในเรื่องที่ไม่ดี

อย่า over-optimize มีบัฟเฟอร์ในตาราง เผื่อเวลาสำหรับเดินทาง เติมน้ำมันตอนเหลือ 4 ขีด

เตือนตัวเองว่าไม่ต้องเก่งไปหมดก็ได้ ลดอีโก้แล้วลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เราติดขัดมานาน ก็อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแบบคาดไม่ถึง

ตัวเลขในบัญชีคือนิทาน ประสบการณ์วันต่อวันคือของจริง

ถ้าอ่านหนังสือแล้วน่าเบื่อหรือไม่ได้อะไร ให้เริ่มเล่มใหม่โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ไม่ต้องรีบ แล้วมันจะเร็ว – Slow is smooth, and smooth is fast.

Perfectionist มี 3 แบบ คนที่คาดหวังให้ตัวเองเพอร์เฟ็กต์ คนที่คาดหวังให้คนอื่นเพอร์เฟ็กต์ และคนที่คิดว่าคนอื่นคาดหวังให้เราเพอร์เฟ็กต์

เราไม่จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา แทนที่จะฟังพ็อดแคสต์หรือหนังสือเสียงตอนเดินทาง ให้เปิดเพลงที่เราชอบฟัง

ถ้าอ่าน non-fiction จนช้ำไปหมดแล้ว ให้ลองอ่านนิยาย

ถ้าเย็นเกินไปให้เติมร้อน ถ้าร้อนเกินไปให้เติมเย็น

เมื่อถึงจุดหนึ่ง self-improvement จะไม่สำคัญเท่า self-acceptance

เซอร์คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับแห่งยุคสมัยที่ไม่มีสมาร์ตโฟน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้กำกับที่คอหนังหลายคนชื่นชอบอย่างคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) เพิ่งได้รับการพระราชทานยศชั้นอัศวินจากอังกฤษ (knighthood) จากการทำงานให้แก่วงการภาพยนตร์ โดยภรรยาของโนแลนที่ชื่อว่าเอ็มมา โทมัส (Emma Thomas) ก็ได้รับพระราชทานยศเป็นท่านผู้หญิง (damehood) เช่นกัน

ผมเพิ่งรู้ว่าภรรยาของโนแลนเป็นโปรดิวเซอร์หนังทุกเรื่องของโนแลน รวมถึงเรื่องล่าสุดอย่าง Oppenheimer ที่คว้าออสการ์ไปถึง 7 สาขา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และอื่นๆ อีกหลายสาขา

นี่คือหนังที่โนแลนกำกับทั้งหมด

  • Following (1998)
  • Memento (2000)
  • Insomnia (2002)
  • Batman Begins (2005)
  • The Prestige (2006)
  • The Dark Knight (2008)
  • Inception (2010)
  • The Dark Knight Rises (2012)
  • Interstellar (2014)
  • Dunkirk (2017)
  • Tenet (2020)
  • Oppenheimer (2023)


ผมไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของโนแลน แต่ก็ชอบทุกเรื่องที่ได้ดู ไม่ว่าจะเป็น Memento, The Dark Knight ทั้งสามภาค, Inception, Interstellar และ Oppenheimer

ผมเคยได้อ่านใน Quora ว่าโนแลนมีสไตล์การทำงานไม่เหมือนใคร เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้ครับ

  • โนแลนไม่มีสมาร์ตโฟนและไม่มีอีเมล การติดต่อกับคนอื่นเขาจะให้ภรรยาเป็นคนช่วย
  • เวลาโนแลนได้ไอเดียอะไรใหม่ๆ โนแลนจะเขียนลง index cards และเรียงลงกล่องเก็บ index cards ที่ติดป้ายชื่อและแถบสีอย่างเป็นระเบียบ (คงคล้ายๆ เทคนิคการจดโน้ตแบบ Zettelkasten ที่เคยเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่ง)
  • ก่อนจะร่างบทสักเรื่อง เขาจะจ้างที่ปรึกษาที่รู้ลึกรู้จริงในด้านนั้นเสมอ เช่น ตอนจะทำหนัง Interstellar ก็ปรึกษานักฟิสิกส์รางวัลโนเบลอย่าง Kip Thorne หรือตอนทำหนัง Inception ก็มี Dr. Deirdre Barrett ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ความฝันจาก Harvard มาเป็นที่ปรึกษา
  • เวลาเขียนบท โนแลนจะไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่จะเขียนบทด้วยลายมือลงกระดาษสีเหลือง (yellow legal pad) ซึ่งบางทีก็ทำให้การสร้างหนังล่าช้าไปหลายเดือน
  • เมื่อบทพร้อมแล้ว โนแลนจะพิมพ์สคริปต์เป็นหมึกดำลงในกระดาษสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาสคริปต์ไปถ่ายเอกสาร (ว่ากันว่ากระดาษสีแดงทำให้ถ่ายเอกสารได้ลำบาก)
  • เวลาส่งสคริปต์ให้นักแสดง โนแลนจะเดินทางไปพบนักแสดง แล้วยื่นสคริปต์ให้นักแสดงด้วยมือตัวเองเสมอ บนสคริปต์จะมีชื่อนักแสดงคนนั้นพิมพ์เป็นลายน้ำ ดังนั้นหากสคริปต์เกิดการรั่วไหล ก็จะรู้ได้ทันทีว่ารั่วมาจากนักแสดงคนไหน
  • โนแลนไม่อนุญาตให้คนในกองถ่ายใช้โทรศัพท์ โดยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Esquire ไว้ว่า “โทรศัพท์มือถือคือสิ่งที่รบกวนสมาธิเป็นอย่างยิ่ง และคนทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อไม่มีมันอยู่ใกล้ตัว แม้ในช่วงแรกอาจลำบากอยู่บ้าง แต่การไม่มีโทรศัพท์จะช่วยให้พวกเขาจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำได้อย่างเต็มที่”
  • ไม่มีเก้าอี้ในกองถ่าย โดย Anne Hathaway ที่เคยแสดงใน The Dark Knight Rises บอกว่า “โนแลนไม่ยอมให้มีเก้าอี้ในกองถ่าย โดยเหตุผลของเขาก็คือ ถ้ามีเก้าอี้อยู่ตรงนั้น ก็จะมีคนไปนั่ง และถ้าใครกำลังนั่งอยู่ แสดงว่าเขาไม่ได้ทำงาน”
  • โนแลนไม่ชอบให้แสดงเข้าห้องน้ำ แต่ก็พอยอมรับได้ – Robert Downey Jr. ที่แสดงใน Oppenheimer เคยถามโนแลนว่า “แล้วคุณไม่เข้าห้องน้ำบ้างเหรอ?” โนแลนตอบว่า “ก็เข้านะ ตอน 11 โมงกับ 6 โมงเย็น” RDJ คิดในใจว่าหมอนี่ตั้งใจจะกวนประสาทกันใช่มั้ย
  • Cillian Murphy เป็นนักแสดงคู่บุญกับโนแลนมาหลายเรื่อง แต่ไม่เคยได้เป็นนักแสดงนำจนกระทั่งเรื่อง Oppenheimer ซึ่งตอนที่เมอร์ฟีย์ได้รับสคริปต์จากโนแลนสำหรับบทหนังเรื่องนี้ เขาก็เห็นบนหน้าแรกมีโน้ตจากโนแลนเขียนไว้ว่า “Dear Cillian, finally a chance to see you lead.” แล้วเมอร์ฟีย์ก็คว้าออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Oppenheimer

พอได้รู้ว่าโนแลนไม่มีสมาร์ตโฟน ก็ทำให้ผมนึกถึง Yuval Noah Harari ผู้เขียน Sapiens และ Nexus ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนเหมือนกัน

และการที่โนแลนไม่มีอีเมล นั่นย่อมหมายความว่าเขาไม่ได้มีโซเชียลมีเดีย ทำให้เขาใช้เวลาแต่ละวันต่างไปจากคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้

บทเรียนที่ได้จาก Nolan คงไม่ใช่การที่เราต้องเลิกเล่นโซเชียล ต้องเลิกใช้สมาร์ตโฟน หรือเขียนทุกอย่างด้วยลายมือ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะค้นพบแนวทางที่เราเชื่อมั่น และไม่หวั่นไหวไปกับกระแสหรือของเล่นใหม่ๆ ที่ใครๆ เขาว่าดีครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก:

Quora: Naveen Subramanian’s answer to Is it okay to read books and write on paper, even though everyone insists we should use the Internet for everything?

Wikipedia: Christopher Nolan

Unliad: Important reason why Christopher Nolan only uses red and black scripts

Filmmaking Lifestyle: Christopher Nolan’s Writing Process: Everything You Need To Know