ฟันโยกเจ็บกว่าฟันหลุด

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตของผมกำลังอยู่ในวัย “ผลัดฟัน”

ฟันน้ำนมร่วงไปแล้วสามซี่ มีอีกสองซี่ที่กำลังโยกเยก

ถ้านอนคุยกันอยู่ดีๆ แล้วเค้าทำหน้าเหยเกขึ้นมา ก็มักจะเป็นเพราะฟันโยกนี่แหละ

แม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมา 30 กว่าปีแล้ว แต่ผมก็ยังพอจำความรู้สึกของอาการฟันน้ำนมโยกได้

ช่วงแรกฟันจะขยับนิดหน่อย แล้วก็ค่อยโยกได้มากขึ้น กินของแข็งก็ต้องคอยระวังเพราะถ้ากัดไปโดนฟันที่โยกอยู่ก็จะเจ็บน่าดูจนน้ำตาไหล ช่วงท้ายๆ ฟันจะเริ่มหลุดออกมาเสียจนใช้ลิ้นหมุนฟันไปมาได้ และตอนที่มันถึงจุดแตกหัก จะด้วยการใช้ด้ายหรือมือดึงก็แล้วแต่ ฟันก็จะหลุดออกมาแบบเจ็บนิดเดียวจนแทบไม่รู้สึกตัว

ถ้าพล็อตกราฟโดยให้แกนนอนเป็นความโยกของฟัน แกนตั้งเป็นความเจ็บปวด ก็น่าจะได้กราฟระฆังคว่ำ คือเจ็บที่สุดตอนช่วงกลางที่ฟันโยกประมาณ 40-60% ก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนั้นจะไม่เจ็บเท่าช่วงนี้แล้ว

ผมว่าหลายอย่างในชีวิตก็คล้ายกับฟันโยกนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรือเรื่องการทำงาน

มันจะเจ็บสุดคือตอนที่เราอยู่ในช่วงเจียนอยู่เจียนไป ตอนที่ความรู้สึกมันสั่นคลอนแบกลับไม่ได้ไปไม่ถึง

แต่เมื่อรู้ว่าต้อง move on แน่ๆ พอถึงเวลาที่ “ฟันหลุด” จริงๆ มันจะไม่เจ็บอย่างที่เราคิด

แม้จะรู้สึกโหวงๆ อยู่บ้างเพราะของที่เคยอยู่กับเรามานานมันหายไป

แต่มันคือการเปิดทางให้ฟันใหม่ได้งอกขึ้นมาครับ

วิธีดื่มเหล้าที่ให้ได้ ROI สูงสุด

โกวเล้งเคยกล่าววาทะหนึ่งที่ผมชอบมาก

“ข้าพเจ้ามิได้นิยมชมชอบในรสชาติของสุรา แต่ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา”

หลายคนชอบดื่มเหล้าเพื่อให้รู้สึก “กรึ่มๆ” เพราะมันทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น กล้าพูดคุยมากขึ้น อารมณ์ดีขึ้น พร้อมจะสนุกมากขึ้น

เรานึกว่าอารมณ์ที่ดีขึ้นนี้เกิดจากแอลกอฮอล์ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ซะทีเดียว มันเกิดจากการหลั่งของโดพามีนในสมองต่างหาก

จะกรึ่มหรือไม่ (being high) ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” ของแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่สมอง

ส่วนจะเมาหรือไม่ (being drunk) ขึ้นอยู่กับ “ปริมาณ” ของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

แต่คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าความสุขและความสนุกเกิดจากปริมาณของแอลกอฮอล์ แค่ดื่มนิดเดียวยังสนุกขนาดนี้ ถ้าดื่มมากกว่านี้จะสนุกขนาดไหน ก็เลยเติมเหล้าเข้าไปอีก แต่การทำแบบนี้สุดท้ายแล้วโดพามีนจะหยุดหลั่ง ความกรึ่มจะหายไป และเราจะเข้าสู่สภาวะ “เมา” ซึ่งต่างจากสภาวะกรึ่มโดยสิ้นเชิง นั่นคือสมองทำงานช้าลง มีอาการเซื่องซึม พูดจาไม่ได้ศัพท์ อวัยวะทำงานไม่ประสานกัน แทนที่จะสนุกกลับกลายเป็นทรมาน พออาการหนักเข้าก็ต้องไปนั่งกอดคอกับโถส้วม

ดังนั้น ถ้าอยากมีบรรยากาศจากการร่ำสุราที่ดีอย่างที่โกวเล้งว่าไว้ เราควรดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอลเข้มข้น (เช่นค็อกเทล) เพื่อให้มันเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วจนโดพามีนหลั่ง แต่ควรดื่มเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เราสนุกได้โดยไม่ต้องทุกข์ทนกับความเมามายในภายหลังครับ


ป.ล.ปกติผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า นานๆ ถึงจะดื่มที นี่จึงไม่ใช่บทความที่ชี้ชวนให้มาดื่มเหล้ากันเถอะ แค่จะบอกว่าถ้ามันถึงโอกาสที่ต้องดื่มจริงๆ เราก็ควรจะดื่มอย่างมีความรู้เท่านั้นเอง

ป.ล.2 โกวเล้งเสียชีวิตด้วยโรคตับแข็ง

ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จากหนังสือ The Molecule of More โมเลกุลแห่งความพอใจที่ไม่พอจริง Daniel Z. Lieberman, MD และ Michael E. Long เขียน นที สาครยุทธเดช แปล สำนักพิมพ์ Sophia

อยากมีหรืออยากเป็น

เราคิดว่าเราอยากมีซิกแพ็ค แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่น่าดึงดูด

เราคิดว่าเราอยากมีรถสปอร์ต แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ

เราคิดว่าเราอยากมีรายได้เดือนละ 3 แสน แต่จริงๆ แล้วเราแค่อยากเป็นคนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน

การอยากมีซิกแพ็ค รถสปอร์ต หรือรายได้เดือนละ 3 แสน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันแค่ปิดกั้นทางเลือก

คนที่น่าดึงดูดไม่จำเป็นต้องมีซิกแพ็คก็ได้ การเป็นคนยิ้มง่าย มีอารมณ์ขัน มี passion ก็ทำให้เราน่าดึงดูดได้เหมือนกัน

คนที่ได้รับการยอมรับไม่ต้องขับรถสปอร์ตก็ได้ การเป็นคนทำงานที่ดี มีความรู้ลึกซึ้ง ปฏิบัติกับคนอื่นด้วยความเคารพก็ทำให้คนอื่นยอมรับเราได้เหมือนกัน

คนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินไม่ต้องมีรายได้เดือนละ 3 แสนก็ได้ หากเราใช้ให้น้อยกว่าที่หามา ศึกษาการลงทุน และสร้างช่องทางรายได้อื่นๆ เอาไว้ ความกังวลเรื่องการเงินก็จะหมดไป (และถ้ามันยังไม่หมด นั่นก็แสดงว่าต่อให้เรามีรายได้เดือนละ 4 แสนก็อาจไม่ช่วยเช่นกัน)

Social และโลกทุนนิยมพร้อมจะเกลี้ยกล่อมเราตลอดเวลาว่า “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการไปให้ถึงไม่ใช่การครอบครองสินค้าใดๆ แต่มันคือ “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่เราแค่ยังขาดอยู่

“In the end, it’s about what you want to be, not what you want to have.”
-Derek Sivers

อยากมีหรืออยากเป็น คิดให้กระจ่างแล้วจะไม่หลงทางง่ายๆ ครับ

งานยากคือภูเขา

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะทำสิ่งที่ง่ายมากกว่าทำสิ่งที่ยาก

เราทุกคนมีภูเขาหลายลูกในชีวิต ตั้งตระหง่านเรียงรายอยู่ตรงหน้า

เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่าจะปีนมันวันนี้ หรือจะปลอบใจตัวเองว่า เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน แล้วแอบหวังลึกๆ ว่าพรุ่งนี้ภูเขาจะหายไป

แต่วันรุ่งขึ้นตื่นมาภูเขาก็ยังอยู่ที่เดิม แถมมันยังดูสูงใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย

ภูเขาบางลูก เราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ปีนก็ได้

แต่กับภูเขาชีวิตบางลูกที่มันไม่หนีไปไหน ถ้าเราปีนเสียตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะถึงยอดเขาได้เร็วกว่าที่เราคิดเอาไว้นะครับ


ขอบคุณความคิดจาก Farnam Street: The Mountain

วิชายกมือ

ที่บริษัทของผมจะมีการพิจารณาปรับเงินเดือน/โปรโมชั่นทุกไตรมาส

ด้วยวิธีเช่นนี้ จะทำให้องค์กรมีความว่องไวและความยืดหยุ่นมากพอที่จะดูแลและตอบแทนคนเก่ง ขยัน และนิสัยดี (ควรจะมีครบทั้งสามข้อ)

เมื่อเราโปรโมตคนโดยดูที่ผลงานมากกว่าอายุงาน พนักงานที่ดีกลายคนจึงได้เป็น Manager ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และเป็น Director ตั้งแต่อายุสามสิบต้นๆ

หรือบางคนทำงานมาไม่ถึงปีก็ได้รับการโปรโมตเช่นกันถ้าผลงานของเขาเข้าตากรรมการจริงๆ

สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคืออะไร?

ไม่ใช่ IQ ไม่ใช่เส้นสาย ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่จบ

สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคือ “วิชายกมือ”

เวลาหัวหน้าถามอะไรไปในห้อง chat room คนที่มีวิชายกมือจะเป็นคนแรกๆ ที่มาตอบคำถาม

เวลาหัวหน้ามีโปรเจ็คใหม่ที่ต้องการคนดูแล คนที่มีวิชายกมือจะอาสาเป็นคนดูแลให้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะเงียบๆ เพราะไม่แน่ใจคำตอบหรือไม่อยากเหนื่อยเพิ่ม จะมีคนส่วนน้อยที่ก้าวออกมาข้างหน้าแล้วบอกว่าเรื่องนี้ผม/หนูจัดการให้เอง

การยกมือบ่อยๆ นำมาซึ่งหลายสิ่ง

  1. หัวหน้าจะมี Familiarity Bias/Recency Bias กับพนักงานคนนั้น เพราะได้ยินชื่อบ่อยๆ และครั้งสุดท้ายที่ขอให้ใครช่วยก็เป็นพนักงานคนนี้
  2. คนที่ยกมือแสดงถึงความเป็นคนมีน้ำใจ ชอบเรียนรู้ ไม่กลัวงานหนัก
  3. เมื่อได้ทำงานที่ท้าทายบ่อยกว่าคนอื่น คนคนนั้นก็จะเก่งเร็วกว่าเพื่อนฝูงไปโดยปริยาย

บางคนไม่กล้ายกมือเพราะกลัวจะดูประจบนาย แต่สามเหตุผลข้างบนที่ผมกล่าวมานั้นมีน้ำหนักกว่าความเสี่ยง (หรือคิดไปเอง) ว่าจะดูไม่ดี

อ้อ แต่ก่อนจะยกมือ เราก็ต้องเมคชัวร์ว่าเราทำงานของตัวเองได้ดีประมาณหนึ่งแล้วนะครับ ไม่ใช่ทำงานตัวเองยังไม่เสร็จแต่ดันไปอาสาเพิ่มจนทำงานคนอื่นเสียไปด้วย

แต่สำหรับใครที่ดูแลงานตัวเองได้ดีพอประมาณ (ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์ก็ได้เพราะความเพอร์เฟ็กต์ไม่มีอยู่จริง) วิชายกมือคือหนึ่งในเคล็ดลับที่จะพาเราเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็วครับ