3 บทเรียนชีวิตจาก Ashton Kutcher

Asthon Kutcher เป็นอดีตนักแสดงหนุ่มหล่อที่เคยแสดงหนังอย่าง Jobs (2013), No Strings Attached (2011) และ What Happens in Vegas (2008) และยังเคยอยู่กินกับคู่รักต่างวัยอย่าง Demi Moore อีกด้วย

นอกจากอาชีพนักแสดงแล้ว เขายังเป็น venture capitalist ที่เอาเงินไปลงทุนในสตาร์ตอัพที่หน่วยก้านดี โดยเขาเคยลงทุนในบริษัทอย่าง Airbnb, Skype และ Foursquare ซึ่งล้วนแต่เป็นสตาร์ตอัพระดับ unicorn และ decacorn ในเวลาต่อมา

ในปี 2013 Kutcher ขึ้นเวทีรับรางวัล Teen Choice Awards

ท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดของสาวๆ Kutcher กล่าวสุนทรพจน์สั้นกระชับที่ผมขอถอดความมาไว้ตรงนี้ครับ

“ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นคนหลอกลวง (I fee like a fraud) เพราะว่าจริงๆ แล้วผมไม่ได้ชื่อ Ashton ด้วยซ้ำแอชตันเป็นชื่อกลางของผม ชื่อแรกของผมคือ Chris แต่ผมเปลี่ยนชื่อเป็นแอชตันตอนอายุ 19 ปีที่เริ่มเข้าวงการ

ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายตอนที่ผมยังชื่อคริส และนี่คือ 3 เรื่องที่ผมอยากมาแชร์ให้พวกคุณฟัง เพราะมันทำให้ผมมาถึงจุดนี้ได้

ข้อแรกคือเรื่องของโอกาส

ข้อที่สองคือการเป็นคนเซ็กซี่ (เสียงกรี๊ดดังสนั่น)

และข้อที่สามคือการใช้ชีวิต

อย่างแรกก็คือ ผมเชื่อว่าโอกาสนั้นหน้าตาคล้ายกับการทำงานหนัก (opportunity looks a lot like hard work)

ตอนอายุ 13 ผมได้ทำงานแรกด้วยการช่วยพ่อซ่อมหลังคา จากนั้นผมก็ได้งานล้างจานในร้านอาหาร จากนั้นผมก็ได้งานในร้านสะดวกซื้อ จากนั้นก็ได้เป็นคนกวาดพื้นในโรงงาน ผมไม่เคยดูถูกงานอะไรเลย ผมถือว่าโชคดีแล้วที่มีงานทำ และงานแต่ละอย่างก็เป็นขั้นบันไดให้กับงานถัดไป ผมไม่เคยลาออกจากงานเดิมจนกว่าจะมีงานใหม่รออยู่ ดังนั้น “โอกาส” จึงหน้าตาเหมือน “งานหนัก” เอามากๆ

ข้อสอง เรื่องการเป็นคนเซ็กซี่ (เสียงกรี๊ดดังลั่น) สิ่งที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกใบนี้ ก็คือการเป็นคนฉลาด (smart) เป็นคนไตร่ตรอง (thoughtful) และเป็นคนใจกว้าง (generous) ทุกอย่างที่เหลือล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล (crap) ที่มีคนมากรอกหูคุณเพื่อให้คุณเสียความมั่นใจ ดังนั้นอย่าไปเชื่อคำเหล่านั้น จงเป็นคนฉลาด ไตร่ตรอง และใจกว้าง

ข้อที่สามคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ตอนผมถ่ายทำหนังของ Steve Jobs ซึ่งจ็อบส์เคยพูดว่า เวลาเราโตขึ้นมาเรามักจะถูกสอนว่าโลกมันต้องเป็นแบบนี้แหละ ดังนั้นจงใช้ชีวิตในโลกใบนี้ไป อย่าไปทำอะไรแผลงๆ เรียนให้จบ หารายได้ และมีครอบครัว

แต่ชีวิตกว้างใหญ่กว่านั้นหากเราตระหนักได้ว่าทุกสิ่งรอบตัวเราที่เรียกว่า “ชีวิต” นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยคนที่ไม่ได้เก่งไปกว่าเราเลย ดังนั้นเราสามารถสร้างชีวิตของเราขึ้นมาเองได้ สร้างโลกของเราเพื่อให้คนอื่นมาอยู่ได้

ดังนั้น อย่าเพียงใช้ชีวิต จงสร้างชีวิต แสวงหาโอกาสด้วยการทำงานหนัก และจงเป็นคนที่เซ็กซี่อยู่เสมอ ขอบคุณครับ”


ขอบคุณข้อมูลจาก YouTube: Ashton Kutcher Speech – Teen Choice Awards (HQ)

สำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น

วันนี้ผมอ่านเจอเรื่องราวหนึ่งในหนังสือ Emotional First Aid ซ่อมแซมสุขที่สึกหรอ

เป็นเรื่องราวของคาร์ลตัน ที่เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง แต่เมื่อถึงจุดนึงพ่อเกิดร่ำรวยจากตลาดหุ้น เลยตั้งปณิธานและพร่ำบอกกับลูกไว้ว่า “ลูกชายของพ่อต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น!”

เมื่อคาร์ลตันเรียนจบและเปรยกับพ่อว่าอยากจะย้ายไปอยู่นิวยอร์ก พ่อก็ให้เขาย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์เพนต์เฮาส์ที่เพิ่งซื้อมาหมาดๆ แถมยังให้เงินก้อนโตสำหรับใช้จ่ายแต่ละเดือนอีกด้วย

คาร์ลตันได้ลองทำอาชีพหลายอย่าง โดยได้งานดีๆ จากเส้นสายของพ่อ แต่เนื่องจากแท้จริงแล้วเขาไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะทำงานเหล่านี้ได้ดี พอทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งปีก็มักจะมีผู้ใหญ่เรียกเขาไปคุยอย่างสุภาพว่าเขาควรลองหาอย่างอื่นทำได้แล้ว

เนื่องจากบริษัทเหล่านี้รู้ว่าคาร์ลตันคงอยู่ไม่นาน จึงแทบไม่เคยมีใครให้ฟีดแบ็คว่าเขาต้องปรับปรุงตัวหรือพัฒนาเรื่องอะไรบ้าง พอถึงเวลาก็แค่มาบอกให้เขาลาออก ซึ่งมันทำให้เขาอับอายมาก

แท้จริงแล้วคาร์ลตันไม่เคยขอให้พ่อซื้ออพาร์ตเมนต์ให้ ไม่เคยขอเงินพ่อไว้ใช้จ่าย ไม่เคยขอให้พ่อหางานให้ แต่พอเขาเปรยๆ ว่าสนใจอะไรสักอย่าง ไม่กี่วันถัดมาเขาก็จะได้รับโทรศัพท์มาแจ้งว่ามีตำแหน่งว่างในงานที่เขาสนใจพอดี

ในปี 2008 คาร์ลตันในวัย 26 ปีก็แต่งงานกับแฟนสาว แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ก็เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และพ่อของคาร์ลตันได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนต้องขายอพาร์ตเมนต์ทิ้งและหยุดให้เงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนแก่คาร์ลตัน

ตอนนั้นคาร์ลตันอยู่ในช่วงตกงาน เลยต้องอาศัยเพียงเงินเดือนของภรรยาและเงินก้อนเล็กๆ ที่เขามีในธนาคาร

คาร์ลตันหางานสุดชีวิต สมัครงานเป็นร้อยตำแหน่งแต่ก็ไม่ผ่านสักงานเดียว คงเป็นเพราะว่าเรซูเม่ของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ที่ใดได้ไม่เกินหนึ่งปีเลย

“พ่อผมชอบทำตัวเป็นวีรบุรุษเอามากๆ พ่อไม่สนว่ามันจะทำให้ผมพึ่งพาตัวเองทางการเงินไม่ได้เลยหรือเปล่า พ่อไม่สนว่ามันจะทำให้ชีวิตการงานของผมพังมั้ย ผมอายุ 27 แล้ว และผมก็ไม่มีทักษะอะไรเลย ไม่มีคุณสมบัติอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่มีอนาคต! พ่อทำลายชีวิตผม! ทุกครั้งที่ผมถูกปฏิเสธงาน ผมได้ยินเสียงพ่อในหัวผม ‘ลูกชายพ่อต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น!'”


ผมว่าคาร์ลตันรำไม่ดีโทษปี่โทษกลองไปหน่อย แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกอย่างนี้

คนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะที่เคยลำบากมา ก็ย่อมอยากจะให้ลูกสบายและได้รับโอกาสในสิ่งที่พ่อแม่ไม่เคยได้

แต่เราก็ต้องระวังที่จะไม่ให้ความรักมันบังตาจนเราทำร้ายลูกทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว

ผู้ใหญ่ท่านนึงเคยบอกกับผมว่า เวลาเราเห็นข่าวลูกไฮโซก่อเรื่อง ขับรถชนแล้วหนี หรือทำผิดแล้วลอยนวล คนเหล่านั้นมักเคยได้รับการปรนเปรอเกินพอดีมาตั้งแต่เด็ก

หากรู้ตัวว่าเราเป็นพ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น ก็ขอให้ระวังกับดักนี้กันให้ดีนะครับ


ขอบคุณเรื่องราวจากหนังสือ Emotional First Aid ซ่อมแซมสุขที่สึกหรอ Guy Winch เขียน ลลิตา ผลผลา แปล สำนักพิมพ์: Be(ing)

ใช้เงินอย่างฉลาดด้วยกฎ BURL

ผมเพิ่งไปอ่านเจอคอนเซ็ปต์หนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์

นั่นคือกฎ BURL: Buy Utility, Rent Luxury

ซื้อสิ่งที่มีประโยชน์ใช้สอย เช่าสิ่งที่เป็นความฟุ่มเฟือย

เช่นถ้าเราชอบรถเทสล่ามาก แต่รายได้เรายังไม่เยอะ เราก็ซื้อโตโยต้าไว้ใช้ แล้ววันเสาร์อาทิตย์หรือช่วงหยุดยาวก็ไปเช่ารถเทสล่ามาขับ

หรือเราอาจจะซื้อบ้านชานเมืองในราคาที่จับต้องได้ แล้วค่อยไปพักบ้านหรูหรามีสระว่ายน้ำด้วยการเช่าผ่าน Airbnb

ของหรูหราบางทีก็ช่วยเติมสีสันให้ชีวิต ดังนั้นจะมีมันบ้างก็ไม่เสียหาย เพียงแต่เราควรจะระวังไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นความทุกข์ที่ฉุดรั้งการเงินของเราในระยะยาว

สุดท้ายแล้วเราอาจไม่ได้อยากมีรถเทสล่าไว้ในครอบครอง เราแค่อยากขับมันบ้างเป็นครั้งคราว และเราไม่ได้อยากมีบ้านพูลวิลล่าที่ดูแลลำบาก เราก็แค่อยากได้พักบ้านแบบนี้ซักคืนสองคืนก็หายอยากแล้ว

ใครสักคนเคยกล่าวไว้ – อย่ารู้สึกผิดที่จะใช้ชีวิตให้สนุก มีเงินก็ใช้มันบ้างก็ได้ แค่ใช้อย่างมีสติและไม่สร้างภาระที่จะติดตัวเราไป

Buy Utility, Rent Luxury

เมื่อใช้กฎนี้ เราจะมีชีวิตที่สนุกได้โดยที่การเงินของเราไม่ร่อแร่ไปด้วยครับ

สิ่งที่เราทำจะเหือดหายหรือจะสั่งสม

เวลาที่โค้ชน้องในทีม ผมจะพยายามพูดให้น้องเห็นภาพว่าสิ่งที่เขาทำวันนี้มันจะไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายในอนาคตอย่างไร

บางคนอยากเก็บเงินซื้อบ้าน บางคนอยากสร้างธุรกิจของตัวเอง บางคนอยากโตขึ้นไปเป็น director บางคนอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น

หากเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเพิ่มความน่าจะเป็นที่เราจะบรรลุความฝันของเราได้ แม้จะพบอุปสรรคและความเหน็ดเหนื่อย แต่เราก็พร้อมจะเผชิญมันอย่างไม่ย่อท้อ

แต่หากเราลืมการเชื่อมโยงนี้ แล้วใช้เวลาไปกับงานยุ่งๆ แต่ไม่ค่อยมีคุณค่า ที่ฝรั่งเรียกมันว่า busywork พอหมดวันเราจะรู้สึกเปล่าดาย เพราะแม้จะทำงานเสร็จไปหลายชิ้น แต่มันกลับไม่ได้นำพาเราไปสู่เป้าหมายใหญ่อันใดเลย

10 นาทีต่อจากนี้ เราสามารถใช้ทำสิ่งที่มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ในอีกสิบปีข้างหน้า หรือเราอาจใช้มันไปกับสิ่งที่จะไม่เหลือคุณค่าใดๆ ในสัปดาห์หน้า

Most daily actions evaporate. Some accumulate.
-James Clear

ถามตัวเองทุกครั้ง ว่าสิ่งที่เราทำจะเหือดหายหรือจะสั่งสมครับ

3 ประเภทของ Friend Zone

วันนี้อ่านเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจใน Quora:

“เราจะลดระยะเวลาที่อยู่ใน Friend Zone ได้อย่างไร?”

ขอนำคำตอบของ Sean Kernan มาให้อ่านกันครับ


ใน Youtube มีวีดีโอประเภทหนึ่งที่ถูกทำมาแล้วหลายร้อยรอบและได้ข้อสรุปแบบเดิมเพราะมันตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า:

“ผู้ชายกับผู้หญิงเป็นแค่เพื่อนกันได้จริงเหรอ?”

ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างต้องตอบคำถามเดียวกันนี้

ผู้ชายเกือบทุกคนจะตอบว่า

“เป็นไม่ได้หรอก” (เพราะความดึงดูดทางกายภาพ)

ส่วนผู้หญิงเกือบทุกคนจะตอบว่า “เป็นได้สิ”

แล้วพิธีกรก็จะถามผู้หญิงต่อว่า

“ถ้าคุณเปิดทาง คิดว่าเพื่อนผู้ชายจะจีบคุณรึเปล่า?”

รอยยิ้มน้อยๆ จะค่อยๆ ปรากฎบนใบหน้าหญิงสาว เธอจะชะงักแป๊บนึง และเกือบทุกคนจะตอบว่า “จีบ”

แต่ Youtube ไม่ใช่แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ ผมคิดว่ามันไม่แฟร์เท่าไหร่ที่จะบอกว่าหญิงกับชายจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ เพราะเราก็เห็นอยู่ตลอด ผมเองก็มีเพื่อนผู้หญิงหลายคน

แต่สิ่งหนึ่งที่วีดีโอเหล่านี้ยืนยันก็คือ:-

ผู้หญิงเค้าดูออกแหละ

ส่วนใหญ่น่ะนะ

ถ้าเป็นเพื่อนกันและอยู่ด้วยกันมาสักพัก ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะรู้ว่าใครชอบเราบ้าง

และนี่คือ Friend Zone 3 ประเภท

1. ผู้หญิงรู้ แต่ไม่สนใจ

แฟนของผมทุกคนเคยเล่าให้ฟังถึงคนที่เข้ามาจีบ แต่เธอไม่สนใจ เช่นเข้ามาผิดวิธี (รุกหนักเกินไปหรือน่ากลัว (creepy) เกินไป)

หรือเธออาจไม่ชอบแง่มุมทางกายภาพบางอย่าง (กลิ่นตัว ความอ้วน ความสะอาด บุคลิก การแต่งตัว)

ถ้าเธอคิดว่าเราไม่น่าสนใจ ก็แสดงว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เราน่าจะทำได้เพื่อให้เธอมองเราบ้าง

แต่ถ้าเราทำทุกอย่างเต็มที่แล้วเธอยังไม่สนใจเราอีก เราก็ควรจะ cut loss และ move on

2. ผู้หญิงไม่รู้ตัว ซึ่งเราก็คงต้องลองชวนเธอไปเที่ยวดู หรือลองโยนหินถามทางดูว่าเธอสนใจจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้รึเปล่า

3. ผู้หญิงรู้ตัว แต่จังหวะมันไม่ได้ เช่นเธออาจมีแฟนอยู่แล้ว เธอยังไม่พร้อมออกเดตกับใคร เธอต้องการเวลามากกว่านี้

ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็จงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อย่าไปเหยียบคันเร่ง รักษาความรู้สึกที่ดีเอาไว้ เมื่อไหร่ที่เธอพร้อมจะพัฒนาความสัมพันธ์คุณจะรู้ได้เอง

สองเรื่องสุดท้าย

หนึ่ง ถ้าเธอบอกว่าไม่ก็คือไม่ จงเคารพจุดยืนของเธอ

สอง อย่ารอคอยแค่ใครบางคน จงใช้ชีวิตของเราไป คุยกับคนอื่นบ้าง ไปเที่ยวกับคนอื่นบ้าง ถ้าคนที่เราชอบอยากพาเราออกจาก Friend Zone ก็เยี่ยมไปเลย แต่ถ้าเค้ายังไม่สนใจก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ใครก็ตามที่คิดว่า Friend Zone เป็นเหมือนกรงขัง เขาคนนั้นกำลังปิดกั้นทางเลือกของตัวเอง

ออกไปใช้ชีวิตของเราให้ดีเถอะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to How do you shorten your tenure in the friendzone?