17 ข้อคิดจากหนังสือ Think Again

  1. ตอนแรกที่ทีมงานมาบอก Steve Jobs ว่า Apple ควรลองทำโทรศัพท์ดูบ้าง จ็อบส์ด่ากลับไปว่ามันเป็นไอเดียที่งี่เง่าที่สุดที่เขาเคยได้ยินมา เพราะตอนนั้น iPod ขายดีมาก จ็อบส์เองเกลียดบริษัทผลิตมือถือ แถมยังไม่ชอบข้อจำกัดที่เครือข่ายมือถืออย่าง AT&T และ Verizon มักบังคับใช้กับผู้ผลิตโทรศัพท์ด้วย จ็อบส์เคยพูดในที่ประชุมไว้หลายครั้งว่าให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ยอมทำโทรศัพท์อย่างเด็ดขาด
  2. แต่ทีมงานของ Apple ก็ไม่ยอมแพ้ และพยายามโน้มน้าวจ็อบส์ว่าพวกเขาสามารถสร้างโทรศัพท์ที่ทุกคนรัก และสามารถต่อรองให้เครือข่ายโทรศัพท์ทำตามสิ่งที่ Apple ต้องการได้ พวกเขาบอกจ็อบส์ว่าเขาไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยน Apple ให้เป็นบริษัทขายโทรศัพท์ อย่างไรเสีย Apple ก็จะยังเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์อยู่ต่อไป (เวลาเราจะโน้มน้าวใคร นอกจากจะบอกว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแล้ว เราควรบอกด้วยว่าอะไรที่จะไม่เปลี่ยน เพราะนั่นจะทำให้คนที่ฟังเราสบายใจขึ้น) หลังจากใช้เวลาอยู่หกเดือน จ็อบส์ถึงยอมให้ทีมทดลองออกแบบโทรศัพท์ดู และหลังจากที่ iPhone เปิดตัวได้ 4 ปี มันก็สร้างรายได้ถึง 50% ของรายได้ทั้งหมดของ Apple
  3. Mike Lazaridis เป็นอัจฉริยะเรื่องอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 4 ขวบเขาก็สร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากเลโก้และหนังยางได้แล้ว พอโตขึ้นมาไมค์ก็สร้างเครื่องอ่านบาร์โค้ดบนฟิล์มของหนังฮอลลีวู้ดจนทำให้เขาได้รางวัลออสการ์สาขา technical achievement จากนั้นเขาก็ก่อตั้งบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และมีลูกค้าที่จงรักภักดีอย่าง Bill Gates – บริษัทที่ว่านั้นมีชื่อว่า Blackberry
  4. BlackBerry เคยมีมูลค่าถึง $70 billion ในปี 2008 แต่การมาของ iPhone ก็ทำให้อาณาจักร BlackBerry ต้องพังทลายและเหลือส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% เพราะไมค์เชื่อมั่นว่าคนเราต้องการโทรศัพท์มือถือไว้สำหรับการทำงานและส่งอีเมล ไม่ได้ต้องการมินิคอมพิวเตอร์ที่ฟังเพลงดูหนังได้ ขนาด engineer ที่เก่งที่สุดใน BlackBerry บอกว่าใน BlackBerry ควรมี internet browser ไมค์ก็ไม่ยอม พอทีมงานเสนอว่าควรสร้าง protocol ให้แบล็กเบอรี่คุยกับโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นได้ไมค์ก็ไม่ยอม สุดท้าย Whatsapp ก็มาแย่งเค้กไป – การเป็นคนไอคิวสูงไม่ได้ช่วยให้เรา think again ได้ดีขึ้นเลย บางทีการที่เราเป็นคนฉลาดเกินไปอาจจะกลายเป็นตัวขัดขวางเสียด้วยซ้ำ
  5. เรามีวิธีคิดได้ 4 แบบ คือนักเทศน์ (preacher) ทนายความ (prosecutor) นักการเมือง (politician) และนักวิทยาศาสตร์ (scientist) นักเทศน์จะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นถูกต้องที่สุด ทนายความจะชอบจับผิดความคิดของคนอื่น นักการเมืองจะเล่นไปตามเกม เช่นคนที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะเอาใจคนที่มีอำนาจสูงกว่า ส่วนนักวิทยาศาสตร์จะสงสัยใคร่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้เชียร์ให้เราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
  6. เมื่อเราสวมหัวใจ scientist เราจะไม่ปล่อยให้ไอเดียกลายเป็นอุดมการณ์ เราจะตั้งต้นด้วยคำถาม ไม่ใช่ด้วยคำตอบ เราไม่ได้สั่งสอนโดยใช้ความเชื่อโดยสัญชาตญาณ แต่เราจะอ้างอิงจากหลักฐานที่จับต้องได้ เราไม่ได้แค่สงสัยในความคิดของคนอื่น แต่เรายังสงสัยในความคิดของตัวเองด้วย
  7. เมื่อเราได้ยินไอเดียอะไรที่ไม่ได้ขัดแย้งกับตัวตนของเรา (เช่นดวงจันทร์อาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลก) เราก็จะสงสัยใคร่รู้และตื่นเต้นที่จะเข้าใจมันมากขึ้น แต่ถ้าไอเดียนั้นมันขัดแย้งกับสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ เราก็มีแนวโน้มที่จะปิดประตูใจและไม่คิดที่จะรับฟัง ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องประหลาด เพราะความเห็นและความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เรากำหนดความสูงหรือ IQ ของเราไม่ได้ แต่เราเลือกได้เสมอว่าจะเชื่อในสิ่งใดบ้าง
  8. การยอมรับว่าตัวเองอาจคิดผิดนั้นไม่ใช่สัญญาณว่าเราไร้ความสามารถ แต่มันคือการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความใฝ่รู้ของเรา
  9. หากเราถามใครว่า “ทำไม” เขาถึงเชื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาจะยิ่งยึดติดกับความเชื่อของตัวเองมากขึ้น แต่หากเราขอให้เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นมันมีกระบวนการและที่มา “อย่างไร” เขาก็อาจจะเจอ gap ในความรู้ของตัวเองและอาจกระตุ้นห้เขาเริ่มคิดใหม่ได้
  10. คนที่จะโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้เปลี่ยนใจได้ดีที่สุดคือตัวเขาเอง สิ่งที่เราจะทำได้คือหยุดวงจร overconfidence ของเขาด้วยการถามคำถาม how และให้เขาฉุดคิด เราไม่จำเป็นต้องบอกเขาหรอกว่าเราถูก เราแค่ต้องหาทางเปิดใจให้เขารู้ตัวว่าเขาอาจจะคิดผิด และให้ความสงสัยในตัวเขาได้ทำงาน
  11. เราชอบนึกว่าการถกเถียงเป็นเหมือนตาชั่งที่มีสองฝั่ง ยิ่งเราใส่เหตุผลให้ฝั่งของเรามากเท่าไหร่ น้ำหนักก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่นักต่อรองมืออาชีพจะใช้เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ เพราะหากใส่เหตุผลมากเกินไป เหตุผลที่อ่อนแอจะไปลดทอนความน่าเชื่อถือของเหตุผลที่แข็งแรง
  12. ถ้าถกเถียงกันแล้วพบว่าอีกฝ่ายหนึ่งมั่นใจในความเชื่อของตัวเองมาก ลองถามเขาดูว่า “ค้องมีหลักฐานอะไรถึงจะเปลี่ยนใจคุณได้เหรอ?” (What evidence would change your mind?) ถ้าคำตอบของเขาคือ “ไม่มี” ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องถกกันอีกต่อไป
  13. การที่เราเลือกจะเชียร์ฟุตบอลทีมอะไร (และเกลียดทีมอะไร) บางทีมันก็เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล (arbitrary) สมมติว่าเราย้อนเวลากลับไปตอนที่เรากำลังจะเลือกทีมที่ชอบ แล้วตอนนั้นเราไปอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือเกิดอยู่อีกเมืองหนึ่ง เราอาจจะเลือกเชียร์ทีมที่ตอนนี้เราเกลียดก็ได้ สมมติเรามีอคติกับคนอิสานหรือคนดำ ลองคิดกลับกันว่าถ้าเราเกิดเป็นคนอิสานหรือคนผิวดำ เราจะมองคนกลุ่มนี้ต่างจากเดิมมั้ย เมื่อเราเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่เราไม่ชอบ เราจะรู้ตัวว่าอคติที่เรามีนั้นเป็นเรื่อง arbitrary คือเป็นการสุ่มเดา ไร้กฎเกณฑ์และมีที่มาที่ไปที่ไม่ได้แข็งแรงอะไร
  14. คนที่ติดเหล้าส่วนใหญ่นั้นรู้ตัวเองดี แต่หากเราไปพยายามบอกให้เขาดื่มให้น้อยลง เขาจะต่อต้าน การที่คนเราเพิกเฉยต่อคำแนะนำไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบให้ใครมากะเกณฑ์ชีวิตเขาต่างหาก ดังนั้นแทนที่จะพยายามไปเปลี่ยนเขา วิธีที่อาจจะได้ผลมากกว่าคือสิ่งที่เรียกว่า motivational interview
  15. สมมติว่าเราเป็นนักเรียนของ Hogwarts และสงสัยว่าลุงของเราเป็นแฟนตัวยงของ Voldemort นี่คือตัวอย่างของ motivational interview
    • เรา: ผมอยากเข้าใจความรู้สึกที่ลุงมีต่อ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ครับ
    • ลุง: เขาเป็นพ่อมดที่ทรงอิทธิฤทธิ์ที่สุดในเวลานี้ แถมสาวกของเขาก็ยังสัญญากับลุงว่าจะมอบตำแหน่งสำคัญให้ลุงด้วย
    • เรา: น่าสนใจจังเลยครับ แล้วมีอะไรที่ลุงไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเขาบ้างมั้ย?
    • ลุง: จริงๆ ลุงก็ไม่ได้ชื่นชอบเรื่องที่เขาสังหารคนไปเป็นจำนวนมากหรอกนะ
    • เรา: แหม มันก็ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์หรอกนะลุง
    • ลุง: ก็ใช่ แต่การฆ่านี่มันก็แย่จริงๆ
    • เรา: ฟังดูเหมือนลุงก็มีความชั่งใจเกี่ยวกับเขาเหมือนกัน อะไรที่ทำให้ลุงยังไม่เลิกเชียร์เขาล่ะครับ
    • ลุง: ลุงก็กลัวว่าเขาจะมาจัดการลุงน่ะสิ
    • เรา: เข้าใจเลยครับลุง ผมก็กลัวเหมือนกัน แล้วลุงมีหลักการอะไรในชีวิตที่สำคัญกับลุงมากจนลุงพร้อมที่จะเสี่ยงกับเรื่องนี้รึเปล่า?
  16. เราทำ motivational interview ไม่ใช่เพื่อจะบอกคนอื่นว่าควรทำอะไร หน้าที่ของเราคือเป็นคนถือกระจกเงาเพื่อให้เขามองเห็นตัวเองชัดขึ้น การทำ motivational interview นั้นมีสามขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
    • ถามคำถามปลายเปิด
    • ฟังแบบมีการสะท้อนความคิดกลับไป
    • รับรองความต้องการและความสามารถที่เขาจะเปลี่ยนตัวเอง
  17. โลกไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่มีเฉดสีเทาอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องโลกร้อนที่ไม่ได้มีแค่คนที่เชื่อหรือไม่เชื่อ จากข้อมูลเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ของ George Mason University เราสามารถแบ่งคนเหล่านี้ออกได้เป็น 6 กลุ่ม คือตื่นตระหนก 31% เป็นห่วง 26% ระมัดระวัง 16% ไม่สนใจ 7% สงสัย 10% และไม่เชื่อ 10% หากเราพรีเซนต์ข้อมูลต่างๆ โดยมี “พื้นที่ให้คนตรงกลาง” ไมผลักไสเขาให้ไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก็ย่อมจะมีคนที่พร้อมจะรับฟังเรามากกว่าเดิม

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Think Again: The Power of Knowing What You Don’t Know by Adam Grant

ยกโทษให้คนอื่น ยกโทษให้ตัวเอง

บางทีชีวิตก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอคน toxic

อาจจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ญาติห่างๆ หรือคนในครอบครัว

โดยส่วนใหญ่ เมื่อเราเจอคนร้ายใส่ เรามักจะมีปฏิกิริยาอยู่สองแบบ

หนึ่งคือเราร้ายกลับ สองคือเราไม่กล้าทำอะไร ได้แต่เสียใจและนอยด์ไปทั้งวัน ซึ่งทั้งสองทางนี้ไม่ดีต่อเราทั้งคู่

จริงๆ มันมีทางเลือกที่สามที่ยากกว่ามาก แต่ถ้าทำได้คุณภาพจิตใจของเราจะดีขึ้น

นั่นก็คือให้เห็นใจเขา

ธรรมดามนุษย์เราไม่มีใครอยากถูกเกลียดหรอก ทุกคนอยากเป็นที่รัก-อย่างน้อยก็สำหรับใครบางคนเสมอ

นิสัยไม่ดีบางอย่าง เช่นปากเสีย ขี้โมโห ตระหนี่ถี่เหนียว ปลิ้นปล้อน ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเรามองเห็นนิสัยบางอย่างในตัวเขา เราก็คงจะพอจินตนาการได้ว่าเขาต้องโตมาในครอบครัวแบบไหน ต้องผ่านอะไรในชีวิตมาบ้างจึงหล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบนี้ เราต่างหากที่โชคดีกว่าเขามากมาย

“Forgive the other people for being who they are, and forgive yourself for wishing they were somebody else.”
-Marshall Goldsmith

ยกโทษให้เขาที่เขาเป็นของเขาแบบนี้ และยกโทษให้ตัวเองที่ไปหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเขาจะทำตัวดีกว่านี้

อย่าให้คนที่เราควรเห็นใจมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเราครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Knowledge Project: Lessons from a Life of Leadership | Marshall Goldsmith

Pic & Pause: X-Ray Girl

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทาน แต่มีรูปภาพมาให้ดูครับ

  1. มองหากำแพงว่างๆ หรือฝ้าว่างๆ เอาไว้ก่อน
  2. จ้องไปที่จุดสีแดงบนจมูกของผู้หญิงในรูปนี้เป็นเวลา 30 วินาที
  3. มองไปที่กำแพง/ฝ้า แล้วกะพริบตาถี่ๆ

Enjoy!


ขอบคุณภาพจาก Reddit

พนักงานมี Quiet Quitting องค์กรก็มี Quiet Hiring

เมื่อช่วงต้นเดือน a day BULLETIN มาชวนผมคุยเรื่อง Quiet Quitting ที่เป็นเทรนด์อยู่ใน TikTok

ผมเองแม้จะทำงานสาย HR แต่ไม่ได้เล่น TikTok ก็เลยไม่ได้รู้มาก่อนว่ามันกำลัง in trend พอไปอ่านดูจึงได้รู้ว่า Quiet Quitting คือการทำงานตามหน้าที่ แต่จะไม่ทำเกินหน้าที่หรือทุ่มเทมากไปกว่านี้

เขาวิเคราะห์กันว่า ที่เทรนด์นี้ถูกใจคนทำงานรุ่นใหม่ ก็เพราะว่าสองปีที่ผ่านมาการ work from home ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัวมันหายไป ชีวิตเลยมีแต่งานกับงาน เมื่อรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบมานาน การทำ Quiet Quitting จึงเป็นเหมือนการเอาคืน เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาโดยที่ตัวเองยังมีงานทำ

ผมตอบ a day BULLETIN ไปว่า โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า Quiet Quitting จะเป็นเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้ส่งผลดีต่อใครเลย

เนื่องจากคำแต่ละคำถูกตีความด้วยคนแต่ละคนแตกต่างกันไป มันก็มีความเป็นไปได้ที่พนักงานบางคนจะตีความคำว่า Quiet Quitting เป็นการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เข้าเกียร์ว่าง ออกแรงให้น้อยที่สุดโดยที่ยังเอาตัวรอดไปได้

ซึ่งนั่นย่อมส่งผลเสียในระยะยาวกับตัวพนักงานเอง

ไม่ใช่ทุกคนอยากเติบใหญ่เป็นผู้บริหาร แต่ก็คงไม่มีใครอยากมีชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่เช่นกัน

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เงินเดือนที่เหมาะสมกับตัวเองเสมอ ถ้าไม่ใช่กับนายจ้างปัจจุบันก็กับนายจ้างในอนาคต

และสำหรับประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นคนทำงาน เงินเดือนมักจะสะท้อนคุณค่าที่เราสร้างได้ และคุณค่าที่เราสร้างได้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะ ทัศนคติ และวิธีการทำงานของเรา

Quiet Quitting จึงเป็นเหมือนการกดปุ่มหยุดสำหรับการพัฒนาทุกอย่างที่กล่าวมา ซึ่งก็เท่ากับการกดปุ่มหยุดในเรื่องค่าตอบแทนเช่นกัน


ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ Inc. Magazine: Google Secretly Uses the ‘Quiet Hiring’ Method.

เนื้อหาไม่ได้มีอะไรเพราะเป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ทำกันอยู่แล้ว นั่นก็คือการโปรโมตคนข้างในขึ้นมาทำตำแหน่งที่สำคัญ แทนที่จะไปรับคนใหม่จากข้างนอก

การโปรโมตคนข้างในนั้นมีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งคือเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นคนทำงานดี สองคือเขาเข้าใจองค์กรดีอยู่แล้วในหลายๆ ด้าน ไม่ต้องเสียเวลามาสอนกันใหม่ และสามคือมันเป็นวิธีที่ดีที่จะรักษาคนเก่งๆ ไว้กับองค์กร

คนที่ทำงานดี ทำงานเกินหน้าที่ ผลงานมีคุณภาพ ผู้บริหารก็จะแอบนิยมชมชอบอยู่ในใจ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มีตำแหน่งที่คู่ควรกับเขาพอดี เขาก็จะเป็นคนแรกๆ ที่ผู้บริหารนึกถึงและเสนอให้เข้ามาทำตำแหน่งนี้

ส่วนคนที่ Quiet Quitting ก็จะโดนมองข้ามไปอย่างช่วยไม่ได้


แน่นอนว่างานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า Quiet Quitting คือทางออก เพราะถ้าคิดกันยาวๆ แล้วมันเป็นเกมที่มีแต่คนแพ้

ตึงเกินไปก็ไม่ดี หย่อนเกินไปก็ไม่เหมาะ

ทักษะที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ คือจะทำงานให้ดีได้อย่างไรโดยที่ไม่ถูกความโหดร้ายของโลกทุนนิยมบดขยี้ไปเสียก่อน จะเป็น good performer ที่สนุกกับงานและสนุกกับชีวิตด้วยได้อย่างไร

นี่คือโจทย์ที่เราแต่ละคนต้องหาจุดพอดีให้เจอด้วยตัวเองครับ

ฉลามนั้นชอบงับคุณ

เมื่อวานนี้ตอนเช้าระหว่างขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมเปิดเพลงผ่าน Youtube Music ที่สุ่มเพลงมาให้เราฟัง พออินโทรเพลงหนึ่งดังขึ้นมา ปรายฝนลูกสาวที่อยู่ ป.1 ก็ตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ฉลามนั้นชอบงับคุณ ส่วนผมน่ะชอบคุณงับ!”

(ช่วงนี้ปรายฝนชอบเพลงนี้กับเพลงเฮอร์ไมโอน้องเป็นพิเศษ)

ตอนเที่ยงผมเข้าออฟฟิศแล้วไปกินร้านราเม็งกับเพื่อนร่วมงานซึ่งผมนัดเจอกันทุกสองสัปดาห์ นอกจากคุยกันเรื่องงานและเรื่องคนแล้วก็ยังพูดคุยกันเรื่องพ่อแม่ด้วย เขาพยายามหาอะไรให้แม่ทำ เช่นทำกับข้าว ทำงานบ้าน เพราะสังเกตว่าเพื่อนของพ่อแม่ที่อยู่เฉยๆ นั้นจะแก่เร็วมาก

ผมคิดว่าเป็นความจริงอยู่เหมือนกัน พ่อผมอายุ 74 ส่วนแม่อายุ 71 มีหน้าที่ไปรับหลานที่โรงเรียนและยังต้องวิ่งไปทำงานนั้นงานนี้อยู่บ่อยๆ ก็ยังดูกระฉับกระเฉงและแข็งแรงดี จนผมกับแฟนที่บ่นปวดหลังอยู่ทุกวันยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าอายุเท่าเขาเราจะยังแข็งแรงได้เสี้ยวหนึ่งของเขามั้ย

ตกกลางคืน หลังจากลูกๆ หลับไปแล้ว ผมเดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งของพี่ประภาส ชลศรานนท์มาอ่าน

พี่ประภาสเล่าถึงการจับปลาในญี่ปุ่น ที่การหาปลาตรงชายฝั่งนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ ชาวประมงเลยต้องแล่นเรือออกไปไกลขึ้น เมื่อจับได้แล้วก็เอามาใส่ถังน้ำแข็งเอาไว้ ซึ่งบางทีกว่าจะกลับเข้ามาขายในเมืองเวลาก็ผ่านไปหลายวัน นักกินปลาดิบชาวญี่ปุ่นก็จะบ่นว่าปลาไม่สดเหมือนแต่ก่อน

ชาวประมงเลยแก้ปัญหาด้วยการมีแทงค์น้ำขนาดใหญ่ติดเรือไปด้วย เมื่อจับปลาได้จึงไม่ได้ฆ่าทันทีแต่ปล่อยให้ปลาว่ายอยู่ในแทงค์น้ำนั้นเพื่อคงความสดใหม่เอาไว้

แต่ไม่วายลูกค้าก็ยังบ่นว่าปลาดิบรสชาติไม่ดีเหมือนเดิม เพราะปลาที่ว่ายอยู่ในแทงค์น้ำอยู่หลายวันนั้นไม่สดใหม่เท่าปลาที่ว่ายในทะเล

ชาวประมงแก้ปัญหายังไงทราบมั้ยครับ

พวกเขาจับปลาฉลามมา แล้วปล่อยปลาฉลามลงไปในแทงค์น้ำนั้นด้วย

แน่นอนว่าปลาบางตัวย่อมจะโดนฉลามกินไป แต่ปลาส่วนใหญ่ก็ยังเหลือรอดมาได้แถมยังรสชาติดีราวกับเพิ่งขึ้นมาจากทะเลหมาดๆ

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน พอกูเกิ้ลก็เจอเว็บ StackExchange: Do Japanese fishermen put sharks in their tanks to keep fish fresh? ที่มีคนมาตอบว่าเทคนิคชาวประมงญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้คือ Ikejime ซึ่งเป็นการฆ่าปลาโดยทำให้สมองของมันตายก่อน ซึ่งจะช่วยให้รักษาความสดของปลาเอาไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริงผมก็มองว่ามันเป็นนิทานที่ดี และนิทานที่ดีคือนิทานที่สอนอะไรเราบางอย่าง

ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “มนุษย์เราแสวงหาสิ่งใด” ว่านอกจากเงิน สถานะ คำชื่นชม ความสุข และความหมายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คนเราแสวงหาคือ “ความรู้สึกมีชีวิตชีวา” หรือ the experience of being alive.

ซึ่งการมีชีวิตชีวานั้นสามารถทำได้หลายช่องทาง การทำกับข้าวก็วิธีหนึ่ง การร้องและเต้นตามเพลงโปรดก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ขาดสีสัน เหมือนวันๆ ถูกขังอยู่ในแทงค์น้ำ บางทีเราอาจต้องลองเพิ่ม “ฉลาม” เข้ามาในชีวิต

อาจจะเป็นโปรเจ็คที่ท้าทาย อาจจะเป็นการได้ไปลงเรียนในเรื่องที่เราไม่เคยทำ

เมื่อมีฉลาม เราจะมีความตื่นตัว เราจะมีความระแวดระวัง

และเราจะรู้ว่าวันนี้ตื่นมาเพื่อจะทำอะไรครับ